บ่วงดวงใจ (the end)

ตอนที่ 7 : บทที่ ๖ สู่พิธีวิวาห์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    19 เม.ย. 53

บทที่ ๖ สู่พิธีวิวาห์

 

            ภูพงษ์ขับรถมาส่งวายุรินทร์ที่บ้านนิมิตกาลในตอนสายของวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ต้องไปเลือกการ์ดแต่งงานและของชำร่วยกันอีกครั้ง เพราะเมื่อวานนี้วัดตัวตัดชุดเจ้าสาวเสร็จก็ต้องรีบเผ่นกลับเสียก่อน

            กว่าภูพงษ์จะขับรถมาถึงบ้านเธอก็เกือบค่ำเข้าไปแล้ว คุณยุพินจึงให้ชายหนุ่มอยู่ค้างเสียหนึ่งคืน เพราะกลัวเขาจะขับรถจนเหนื่อยพานให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ

            เช้าวันรุ่งขึ้นชายหนุ่มก็ขับรถกลับบ้านของตน วายุรินทร์ออกมายืนส่งจนท้ายรถลับตา ใช่ว่าเธอจะทำแบบนี้ด้วยความคิดของตัวเองหรอกนะ แต่เป็นคุณยุพินนั่นแหละ ที่ทั้งผลักทั้งดึงให้ลูกสาวจอมดื้อออกมาส่งตามมารยาท

            ว่าไงยัยวา ไปบ้านป้าภาแล้วเป็นไงบ้าง? มารดาเอ่ยถามเมื่อจูงมือกันเดินเข้ามาในบ้าน ตั้งแต่กลับมาถึงเมื่อวานแม่ลูกยังไม่มีโอกาสได้คุยกันเป็นกิจจะลักษณะ

            ก็ดีค่ะ ป้าภาใจดี ดูแลวาดีมากเลยค่ะ อาหารมื้อแรกวากินเสียพุงกาง

            ดีแล้วล่ะ ที่ลูกอยู่ได้สบายใจ ป้าภาเค้าใจดี และรักลูกมาก เมื่อลูกต้องไปอยู่ที่นั่นแม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก

            อ้าว เธอบอกแม่ไปตอนไหนกันว่าจะไปอยู่บ้านป้าภา ไม่มีเสียล่ะ แต่ไม่พูดออกมาดีกว่า เดี๋ยวก็เจอคำถามอีกเป็นกระบุง ขี้เกียจพูดจาหลบเลี่ยง ก็มารดาเธอน่ะรู้ทันเธอเกือบทุกอย่าง

 

            วายุรินทร์อยู่ค้างคืนที่บ้านต่ออีกหนึ่งคืนก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ วิทวัธน์ทำหน้าที่ส่งน้องสาวขึ้นรถทัวร์ ตอนแรกเขาคะยั้นคะยอให้เธอกลับเครื่อง เพราะนึกห่วงที่ช่วงนี้น้องน้อยเดินทางด้วยรถทัวร์บ่อยครั้ง เกรงน้องจะเหนื่อย แต่วายุรินทร์ยืนยันที่จะนั่งรถทัวร์เพราะอยากชมวิวทิวทัศน์ข้างทาง เล่นเอาวิทวัธน์ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก ก็เจ้าหล่อนจะมองวิวตอนกลางคืนเนี่ยนะ คิดได้ไง?

            แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะรู้ทันความคิดพี่ชายจึงกล่าวไขข้อข้องใจ

            ตอนกลางคืนนั่นแหละพี่วิท วิวสวยออก ถ้านั่งรถทัวร์แล้วโชคดีได้เห็นพระจันทร์ด้วยนะ นั่งมองพระจันทร์ขณะรถแล่น เหมือนพระจันทร์ลอยตามเราไปด้วยเลยนะพี่วิท อย่างกับองครักษ์พิทักษ์องค์หญิงยังไงยังงั้น เห็นน้องสาวทำท่าฝันหวาน คนเป็นพี่ชายก็ได้แต่ส่ายหน้าระอา

            วาไปแล้วนะคะพี่วิท ขับรถกลับบ้านดีๆ นะคะ แล้วก็ดูแลพ่อกับแม่ดีๆ ด้วย คำสั่งสุดท้ายคนสั่งทำสีหน้าขึงขัง แต่วิทวัธน์ได้แต่หัวเราะขำ ก็แม่คุณเล่นกล่าวประโยคแบบเดียวกันนี้ไม่มีผิดเพี้ยนทุกครั้งที่เขามาส่งเธอขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ นี่นา

            จ้า แม่คุณ สั่งจนพี่จำได้ขึ้นใจแล้ว มาส่งเรากี่ทีก็สั่งแต่แบบเนี้ยะ ว่าแต่เราเถอะ ตั้งใจเรียนนะ จะได้จบเร็วๆ คนอื่นเขารอปริญญาเราจนหนวดจะเป็นหงอกอยู่แล้ว

            คนฟังทำหน้าหงิก แจกค้อนให้พี่ชายไปวงใหญ่ ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นรถซึ่งพนักงานตรวจตั๋วยืนรออยู่ตรงประตูโดยไม่ลืมพนมมือไหว้ลาพี่ชาย

 

            ว่าไงนะ! ไม่ได้เรื่องอะไรเลยเหรอ แกไปสืบมายังไง เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ไป๊! ออกไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้ พูดยังไม่ทันจบ หมอนอิงที่วางเรียงรายอยู่บนโซฟาหรูก็ปลิวหวือเข้าใส่หน้าคนสนิท จนคนทำให้เธอหงุดหงิดต้องรีบแจ้นออกไปจากห้องก่อนจะโดนมากไปกว่านี้

            ตั้งแต่เจอกับภูพงษ์และวายุรินทร์ในร้านคุณจิตราวันนั้น รสรินทร์ก็กลับมาบ้านด้วยความโมโหโทโส เธอให้คนสนิทไปสืบข่าวเรื่องที่ภูพงษ์บอกทันที และย้ำนักย้ำหนาว่าขอประวัติของยัยผู้หญิงหน้าจืดคนนั้นทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ แต่คนที่ให้ไปสืบข่าวกลับมารายงานว่าทั้งคู่จะแต่งงานกันจริง กำหนดการอีกประมาณสามเดือนข้างหน้า นอกจากนั้นไม่มีข้อมูลอะไรของว่าที่เจ้าสาวเลย รู้เพียงว่าเธอเป็นหลานห่างๆ ของคุณอรภา

            ก็ทำไมนักสืบจำเป็นจะไม่คว้าน้ำเหลวล่ะ ในเมื่อขนาดคนงานในสวนของชายหนุ่มยังไม่มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ต่างคนต่างรู้เพียงแค่ เจ้านายของตนจะแต่งงาน และบ้านคชาคามจะมีงานสังสรรค์กันในไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้จะสงสัยกันถ้วนทั่วว่า ว่าที่นายหญิงของสวนเป็นใคร มาจากไหน ไปรักกับนายได้ยังไง แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบใครได้

           

            เป็นไงวา สอบผ่านไหม? สงกรานต์ถามขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้วายุรินทร์ไล่ตรวจรายชื่ออยู่หน้าบอร์ดมาเกือบครบนาที

            เดี๋ยว ยังไม่เจอเลย เสียงใสตอบกลับ แล้วต้องตะโกนสุดเสียง เฮ้ย! กานต์ เค้าผ่านแล้ว นี่! นี่! เค้าผ่านแล้ว เห็นมั้ย?!” คนพูดจิ้มนิ้วซ้ำๆ ลงไปยังตำแหน่งที่เป็นชื่อของตน น้ำเสียงเริงร่า ดีที่แถวนั้นมีคนยืนอยู่ไม่กี่คน และบอร์ดที่วายุรินทร์ยืนตรวจชื่ออยู่มีเพียงเธอกับสงกรานต์สองคนเท่านั้น

            เฮ้ย! ดีใจด้วยนะ คราวนี้ก็เหลือผลอีกแค่ตัวเดียว ตื่นเต้นจังเลยว่ะแก เราจะผ่านกันรึเปล่าวะ? สงกรานต์มีท่าทางดีใจกับเพื่อนรักด้วยใจจริง และอาการตื่นเต้นเมื่อกล่าวถึงวิชาโปรเจ็คต์ที่เพิ่งพรีเซ้นต์งานให้อาจารย์ไปก่อนสอบไม่ถึงอาทิตย์ ก็ทำให้วายุรินทร์หันยิ้มปลอบใจ

            อย่าคิดมากน่า เดี๋ยวผลออกมาก็รู้เองแหละว่าเราทำได้หรือเปล่า เราทำเต็มที่แล้วนี่ แต่ถึงทำคะแนนข้อสอบไม่ผ่านอาจารย์ก็เก็บคะแนนงานไว้ให้นี่นา ไม่เห็นจะต้องห่วงอะไรเลย

            เก็บไว้ให้แค่สองเทอม แล้วถ้าสอบไม่ผ่านทั้งสองเทอมล่ะ? สงกรานต์ทำหน้าเมื่อยไม่มั่นใจในผลการเรียนของตนเอาเสียเลย

            ขนาดนั้นเลยเหรอแก งั้นแกก็ต้องไปติดสินบนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะ เผื่อท่านจะเมตตาบันดาลให้แกสอบผ่านก็ได้ คนกล่าวหัวเราะขำ ไปหาพวกนั้นกันเถอะ คงมากันแล้วล่ะ เธอหมายถึงอรจิราและแพรไหม ซึ่งมีนัดจะไปดูหนังด้วยกันฉลองหลังสอบเสร็จ

 

ผลสอบวิชาโปรเจ็คต์ออกมาตามคาดหมายของทุกคน ถึงจะแอบหวั่นบ้าง แต่ทั้งสี่สาวก็สอบผ่านกันหมด วายุรินทร์เหลือฝึกงานอีกแค่ตัวเดียว แต่เธอแสนจะหน่ายเพราะไม่อยากไปฝึกงานที่ไหน

            แพรไหมและสงกรานต์เหลืออีกคนละสามวิชา แต่ทั้งคู่ฝึกงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่วิชาที่ต้องเข้าเรียนกับอาจารย์ซึ่งไม่ใช่ปัญหา มีอรจิราเพียงคนเดียวที่เก็บได้ครบทุกวิชา และจบในเทอมนี้ แต่ดูเหมือนจะอาการหนักที่สุดในกลุ่ม เพราะต้องหาที่ทำงานอย่างจริงจังเพื่อรับผิดชอบชีวิตตัวเอง

           

            วาหรือ? นี่ฟ้านะอรจิราโทรหาวายุรินทร์ในวันหนึ่งหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบสองดือน

            จ้า... รู้แล้ว ไม่ต้องรายงานตัวหรอก คนสำคัญ แค่ได้ยินเสียงครืดๆ ของโทรศัพท์ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าเป็นฟ้า วายุรินทร์กรอกเสียงตอบ

            แหม.. ปากหวานจริง เราเป็นคนสำคัญของวาจริงๆ เหรอ ไม่เห็นโทรหากันเลย นึกว่าลืมกันแล้วซะอีก

            นั่นสิ ตั้งแต่แยกย้ายจากเพื่อนๆ วันที่ไปดูหนังด้วยกันวันนั้นแล้ว อีกสัปดาห์ต่อมาสงกรานต์ก็โทรมารายงานผลสอบวิชาโปรเจ็คต์ และเธอก็ไม่ได้ติดต่อกับใครอีกเลย นอกจากขลุกอยู่กับงานที่ร้านอาหาร หรือไม่ก็โทรหาอ้อมดาวชวนไปกินข้าว ทำโน่นทำนี่ตามประสา

            ไม่ลืมหรอก ถึงไม่โทรหาแต่คิดถึงทุกวันเลยนะ โทรมามีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?คนถูกต่อว่ายังหาทางเอาตัวรอดได้อีกตามเคย เธอเก่งอยู่แล้วเรื่องพูดจาออดอ้อนเนี่ย

            โทรมาบอกข่าวดีจ้า ให้วาดีใจกับฟ้าด้วย ฟ้าได้งานแล้วนะ

            เฮ้ย...! จริงดี๊! โห... ดีใจด้วยจ้า เร็วจังเลย เพิ่งคุยกันไม่กี่วันก่อนเอง แล้วได้ที่ทำงานที่ไหนเนี่ย? คนรับฟังข่าวดีแสดงความดีอกดีใจจนออกนอกหน้า และหากโทรศัพท์สามารถมองเห็นหน้าคู่สนทนาได้วายุรินทร์จะได้เห็นคนที่โทรมาบอกข่าวดีนี้กำลังยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิงอยู่ทีเดียว

            ไม่กี่วันของวาน่ะ มันเมื่อสองเดือนก่อนใช่มั้ย? ต้นสายแอบค่อนขอดเล็กน้อย เลยได้เสียงหัวเราะแจ่มใสจากวายุรินทร์ไปเต็มหู อยู่บริษัทซอฟต์แวร์เฮ้าส์จ้ะ แถวๆ สุขุมวิท

            โห... แถวไฮโซเลยนะนั่น รถติดโคตร แล้วจะเริ่มงานวันไหนล่ะ? ดีเลย ฟ้าได้งานแล้ว พอวาจะฝึกงานจะได้ไปฝึกกับฟ้าไง ดูลู่ทางไว้ให้หน่อยนะจ๊ะ

            ได้ยินเสียงคู่สนทนาตอบรับว่า จ้า ปุ๊บวายุรินทร์ก็ยิ้มหน้าบานตามอรจิราไปด้วยอีกคน

 

            แกจะแต่งงานวันไหนแล้วนะวา? อ้อมดาวเอ่ยถามขึ้นขณะนั่งรอข้าวต้มปลาเจ้าประจำที่ทั้งคู่มักจะหาโอกาสมาทานด้วยกันเสมอ

            อีกเดือนนึง ทำไมเหรอ?

            เด็กสิร์ฟนำข้าวต้มที่สั่งมาส่งให้พอดี ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดสนทนาชั่วคราว ยื่นมือมารับข้าวต้มไปวางตรงหน้าของตน และจัดการปรุงรสตามชอบ

            ฉันจะได้เตรียมตัวลางานได้ไง

            ไม่เป็นไรหรอก บอกตามตรงว่าฉันก็ไม่อยากให้แกไป ฉันไม่อยากมาคอยเป็นห่วงเพราะดูแลแกเองไม่ได้ นี่ฉันก็ไม่ได้บอกใครเลยนะ มีแต่แกคนเดียวเท่านั้นที่รู้

            อ้อมดาวทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ ก่อนหน้านี้เธอก็พูดเรื่องงานแต่งกับวายุรินทร์มาแล้วหลายครั้งหวังให้เจ้าหล่อนคิดให้ดีๆ อีกที แต่ก็เหมือนพูดให้คนหูหนวกฟัง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าแม่เพื่อนรักตัวดีของเธอคิดยังไง ถึงได้ดื้อด้านนัก ยอมเอาอนาคตของตัวเองไปเสี่ยงกับงานแต่งงานที่ไม่มีอนาคตให้ก้าวเดิน

            นี่ถ้าเป็นการแต่งงานแบบปกติก็ดีสินะ ฉันจะได้มีเพื่อนไปกันหลายๆ คน พี่กฤษกับไอ้ลูกหมูของแกต้องไปแน่นอน แล้วฉันจะโทรตามเชนให้ไปด้วย ...แต่นี่ เฮ้อ เพื่อนแต่งงานทั้งที ฉันกลับไม่ได้ไป

            เอาน่า งานแต่งฉันมันไม่มีความหมายอะไรหรอก ขนาดฉันเป็นเจ้าสาวเองฉันยังไม่อยากไปเลยนะแก คนพูดทำสีหน้าราวกับไปแต่งงานเหมือนการไปขึ้นเขียงให้โดนเชือด เรียกรอยยิ้มจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

 

            ทางด้านว่าที่เจ้าบ่าวของงานที่สองสาวกำลังนั่งนินทาถึง ขณะนี้กำลังนั่งคุยกับคุณยุพินอยู่ในห้องรับแขกภายในบ้านนิมิตกาล

            ภูพงษ์นำการ์ดแต่งงานมาให้คุณยุพินไว้แจกให้แขกที่จะเชิญมาร่วมงาน

            อืม... การ์ดสวยดีนะ ใครเลือกเนี่ย? คุณยุพินกล่าวขณะที่มือยังคงเปิดดูการ์ดไปเรื่อยๆ ในใจนางกำลังตื่นเต้นกับงานแต่งของลูกสาวไม่น้อย นานแล้วที่บ้าน นิมิตกาล ของนางไม่มีงานเลี้ยง ก็พ่อลูกชายทั้งสองคนยังไม่มีใครยอมสละโสด ยินดีเกาะคานทองไว้เหนียวแน่น แม้แต่แฟนยังไม่มีเป็นตัวเป็นตนเลยสักคน

            คุณวาเลือกไว้สี่ห้าแบบน่ะครับ แล้วคุณแม่มาเลือกต่อจากที่เธอเลือกไว้อีกที ภูพงษ์กล่าวอย่างนอบน้อม ก็เพราะความนอบน้อมที่เขามีนี่แหละ ทำให้คุณยุพินไว้ใจยอมยกดวงใจของนางให้เขาดูแล เพราะความนอบน้อมนี้ไม่ได้เสแสร้ง ชายหนุ่มปฏิบัติต่อญาติผู้ใหญ่ทุกคนแบบเดียวกัน และคนที่มีความนอบน้อม มีสัมมาคารวะ ย่อมการันตีได้ว่า มีความดีอยู่ในตัวสูงพอ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้นางไว้ใจได้อย่างไร

            เรื่องความรักระหว่างชายหญิงนั้น สำหรับนางแล้วไม่ใช่ปัญหามากนัก ขนาดนางกับคุณยงยุทธ์เองก็ไม่เคยรักกันมาก่อน ไม่เคยรู้จักกันเหมือนคู่ของลูกสาวนางนี่แหละ แต่ทั้งสองก็ยังครองรักกันมาได้อย่างราบรื่น ความรักสามารถร่วมกันสร้างขึ้นมาได้ทีหลัง ขอแค่ทั้งคู่พยายามปรับตัวปรับใจเข้าหากัน

            พี่ภานี่เค้าก็ตาถึงดีนะ คุณยุพินเอ่ยชมคนที่เลือกการ์ดได้ถูกใจนาง จนชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้าต้องยิ้มรับ พลางคิดไปว่าถ้าให้มารดาของเขาไปเลือกที่ร้านเองทั้งหมด มีหวังได้ตาลายเป็นลมไปก่อนที่จะเลือกเสร็จเป็นแน่ ขนาดเขาเองยังส่ายหน้าหนี เมื่อเห็นพนักงานของทางร้านนำการ์ดต่างๆ มาให้ดู แต่หญิงสาวที่เดินคู่กับเขาเข้าไปในร้าน กลับนั่งเลือกได้เลือกดีอยู่ตั้งนาน เจ้าหล่อนหยิบอันนั้นมาเทียบอันนี้ วางอันนี้แล้วหยิบอันโน้นขึ้นมาเทียบบ้าง

            และแทนที่จะได้ช่วยกันเลือกให้เสร็จไวๆ เขากลับนั่งมองหล่อนเพลิน จนเจ้าหล่อนเอาการ์ดวางลงตรงหน้าเขาแล้วถาม

            ฉันเลือกมาได้สี่แบบ คุณว่าแบบไหนดีคะ?

            ชายหนุ่มจึงได้หลุดจากภวังค์ หยิบการ์ดตรงหน้าขึ้นมาดูแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเขาบอกเพียง

          ผมเลือกไม่ถูกหรอก คุณชอบแบบไหนตามใจคุณละกัน  วายุรินทร์ทำหน้าสุดเซ็ง  สุดท้ายต้องขอเอาการ์ดทั้งสี่แบบที่ตัดสินใจไม่ถูกนั่นกลับมาเลือกที่บ้านอีกครั้ง

 

            หนึ่งเดือนถัดมาวายุรินทร์เดินทางกลับบ้านอีกครั้ง อีกสามวันข้างหน้าจะเป็นวันแต่งงานของเธอ             เมื่อหนึ่งอาทิตย์ที่แล้วมารดาโทรมาย้ำกำหนดการกลับบ้าน และเธอต่อรองไปว่าจะกลับก่อนงานแต่งหนึ่งวัน เลยโดนนางแว้ดเข้าให้ จนต้องรีบแจ้นกลับมาวันนี้ ถ้าขืนช้ากว่านี้มีหวังได้หูหนวกก่อนเข้าพิธีวิวาห์ เพราะมารดาจะโทรมาบ่นกรอกหูทุกวัน วันละเป็นสิบรอบจนขี้คร้านจะรับสาย

            คุณยุพินคงจะหวั่นอยู่ลึกๆ ว่าลูกสาวตัวดีคนนี้จะหนีงานแต่งก็เป็นได้ นี่ถ้ามารดาเธอรู้ถึงข้อตกลงระหว่างเธอกับภูพงษ์ นางก็คงไม่หวั่นอะไรเลย นอกจากโกรธจนควันออกหูที่รู้ว่าแม่ลูกสาวตัวดีวางแผนหย่าไว้แล้วตั้งแต่ยังไม่ทันแต่ง เธอคงไม่แคล้วได้เป็นจุณกันคราวนี้ เฮ่อ...

            ทุกครั้งที่ได้กลับบ้านหัวใจเธอมักโล่ง โปร่ง เบาสบาย ไร้ความวิตกกังวลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเชื่อมั่นเสมอว่าบ้านคือที่ที่อบอุ่นปลอดภัยที่สุดในโลก ไม่มีอะไรให้ต้องหวั่นวิตก ที่นั่นจะรายล้อมด้วยรักและความอบอุ่น แต่การกลับบ้านครั้งนี้  ทำไมหัวใจมันช่างนักอึ้งจริงนะ เธอกำลังรู้สึกกลัว กังวลกับอนาคตภายหน้า แม้ภายนอกจะทำเป็นเข้มแข็ง ไม่แคร์กับอะไร หากภายในนั้นช่างเปราะบางเหมือนแก้วใส

            ต่อให้เป็นใครก็คงรู้สึกไม่ต่างอะไรกับวายุรินทร์มากนัก แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก แม้จะมีข้อตกลงร่วมกัน แต่ก็ต้องแลกกับบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไป ทุกเรื่องราวที่เข้ามาในชีวิตมักทิ้งร่องรอยไว้ให้ดูต่างหน้า ต่างกันตรงที่ว่า บางเรื่องราว ทิ้งร่องรอยแสนสวยงามน่าเก็บไว้ในความทรงจำ น่าระลึกถึงให้อบอุ่นใจ แต่บางเรื่องราวทิ้งรอยแผลเจ็บร้าวราวมีดกรีด ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนรอยแผลนั้นไม่เคยจางหาย และยังคงระบมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วเรื่องราวของเธอในคราวนี้เล่า ถ้าเมื่อเวลาผ่านไป มันจะทิ้งร่องรอยแบบใดเอาไว้ แม้ยังไม่มีคำตอบที่แท้จริง แต่วายุรินทร์ตระหนักดีอยู่ในใจ พร้อมกับความรู้สึกที่เสียดแทงอยู่ภายในลึกๆ

 

            งานแต่งงานจัดขึ้นที่บ้านนิมิตกาล โดยช่วงเช้าจะเป็นพิธีตักบาตร และช่วงเย็นเป็นงานเลี้ยง หลังจากจัดงานแบบเป็นพิธีการที่บ้านวายุรินทร์แล้วจึงค่อยกลับไปจัดงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ที่บ้านภูพงษ์อีกครั้ง

            คณะเจ้าบ่าวเดินทางมาถึงตัวจังหวัดตั้งแต่บ่ายก่อนวันงาน เข้าพักในโรงแรม และจะเดินทางไปบ้านวายุรินทร์เพื่อร่วมพิธีในตอนรุ่งเช้าของวันพรุ่ง เพราะระยะทางไม่ไกลนัก เดินทางแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงจุดหมาย

            วายุรินทร์ถูกปลุกให้ลุกขึ้นแต่งตัวตั้งแต่ตีห้า ทุกทีที่กลับบ้านไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะได้ตื่นเช้าเช่นนี้ หญิงสาวโอดครวญเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นมาแต่โดยดีเมื่อคุณยุพินยืนตาเขียวปั๊ดอยู่ข้างเตียง บอกให้รู้ว่าเธอได้โดยฟาดให้สักป้าบแน่ถ้ายังไม่ยอมลุก

            เจ้าสาวของงานใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไม่ถึงสิบนาทีอย่างที่เธอเคยทำ และออกมานั่งเป็นหุ่นให้ช่างที่จ้างมาจากตัวจังหวัดละเลงหน้าและหัวให้ ปกติวายุรินทร์ไม่เคยได้แต่งหน้า นอกจากทาลิปมันบางๆ เคลือบริมฝีปากไว้กันอาการปากแห้งตกสะเก็ด ใครๆ จึงเห็นว่าหน้าตาจืดชืด จะมีก็แต่ดวงตากลมโตคู่เดียวเท่านั้นที่ดูโดดเด่นบนใบหน้า ทำให้หน้าสว่างด้วยความสดใส และดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หยุดมองได้ชั่วเวลาหนึ่ง

            คนที่ไม่เคยได้แต่งหน้าแต่งตัว เมื่อมาแต่งเข้าจึงทำให้ดูแปลกตา ยิ่งได้รับการปรุงแต่งจากช่างผู้มีฝีมือด้วยแล้ว ยิ่งสวยงามเข้าไปใหญ่

            ผมของเธอถูกเกล้าเป็นมวยอย่างมีศิลปะไว้กลางกระหม่อม ปักด้วยดอกไม้สีขาวงดงาม และให้กลิ่นหอมรื่นออกมาอ่อนๆ

            สวยจังลูกสาวแม่ คุณยุพินยิ้มปลื้มกับลูกสาวคนเดียว สองแม่ลูกมองสบตากันในกระจก ดวงตาของมารดาบอกให้รู้ว่าภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มากแค่ไหน วายุรินทร์พลอยยิ้มรับรอยยิ้มของมารดาไปด้วย

            ไปเปลี่ยนชุดเถิด ป้าภากับพี่เค้าคงใกล้มาถึงแล้วล่ะ นางรุนหลังลูกสาวให้เข้าไปแต่งตัวในห้องด้านใน ซึ่งเป็นชุดที่ภูพงษ์นำมาให้เมื่อสองอาทิตย์ก่อน และวายุรินทร์เพิ่งได้ลองไปเมื่อวันที่มาถึง โชคดีที่ทุกอย่างลงตัวเหมาะเจาะไม่ต้องปรับแก้

 

            ชั้นล่างของตัวบ้าน คุณยุพินและคุณยงยุทธ์ทำหน้าที่ต้อนรับคณะเจ้าบ่าว ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย รอเพียงฤกษ์ตามที่กำหนดไว้

            เมื่อถึงเวลา วายุรินทร์เดินลงมาชั้นล่างโดยมีสายตาของทุกคู่หันมามองเป็นจุดเดียว ร่างระหงที่งดงามราวนางในวรรณคดีประหม่าเล็กน้อย แต่ก็ยังก้าวเดินอย่างสง่างามลงบันไดมา คุณอรภายิ้มเยื้อนให้กับว่าที่ลูกสะใภ้ที่กำลังจะมาเป็นลูกสะใภ้ของนางอย่างแท้จริงด้วยความชื่นชม

            เจ้าบ่าวเดินเข้าไปส่งมือให้เจ้าสาวแล้วทั้งคู่ก็จับจูงกันไปทำพิธีต่างๆ ตามที่ได้กำหนดไว้

            ตลอดช่วงพิธีการทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่มีใครเอ่ยปากพูดคุยกันเลย ภูพงษ์หันมามองหน้าเจ้าสาวของเขาบ้างบางครั้ง วันนี้เธอสวยผิดหูผิดตา ไม่น่าเชื่อว่าแต่งหน้าออกมาแล้ววายุรินทร์จะสวยงามหวานหยดซะขนาดนี้ ดวงตากลมโตของหล่อนได้รับการเน้นคมเฉี่ยวขึ้นรับกับคิ้วเรียวได้รูป ริมฝีปากอิ่มใสเคลือบด้วยสีชมพูระเรื่อ คงนุ่มละมุนน่าดู ชายหนุ่มไม่สบอารมณ์เล็กน้อยที่เรียวปากอิ่มคู่นั้นเม้มสนิทตลอดเวลา และดวงตางามคู่นั้นก็ไม่คิดจะเหลือบแลมาทางเขาเลย ราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้

           

            พิธีการช่วงเช้าเสร็จสิ้นไปด้วยดี วายุรินทร์และภูพงษ์พอจะมีเวลาได้พักผ่อนบ้างเพื่อเตรียมรับแขกในช่วงค่ำอีกครั้ง

            งานเลี้ยงตอนค่ำวายุรินทร์อยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตา แบบเรียบๆ แต่สง่างาม ผมสลวยถูกดัดเป็นลอนแล้วพันเป็นเกลียวมาเคลียไหล่ด้านหนึ่ง ร้อยดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ ไว้ตามเกรียวที่พันกันสลับด้วยมุกสีขาวเม็ดเล็กๆ เป็นระยะ เผยให้เห็นใบหน้างามผุดผาดที่ได้รับการลงสีสันอย่างกลมกลืนจากช่างฝีมือดีที่จัดเจน

            งานแต่งงานของเธอ แม้จะไม่ใหญ่โตหรูหราแต่อบอุ่นด้วยคนที่เธอรักและรักเธอ พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา หากเพียงแค่เจ้าบ่าวคือคนที่เธอรักด้วย วันนี้คงเป็นวันที่เธอต้องมีความสุขที่สุดในชีวิตเป็นแน่ แต่ชีวิตจริงใช่จะเหมือนฝัน ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง แม้เจ้าบ่าวของเธอจะอยู่ในมาดหล่อเข้มและสง่าภูมิฐานอย่างหาตัวจับยาก แต่เขาไม่ใช่ผู้ชายที่เธอรัก แล้วอย่างนี้จะมีความหมายอะไรกัน

           

            ตามธรรมเนียมปฏิบัติเจ้าบ่าวต้องอยู่ค้างคืนที่บ้านเจ้าสาวสามคืน แล้วค่อยพาเจ้าสาวกลับบ้านตนหรือจะไปฮันนีมูนกันที่ไหนต่อก็ตามแต่ใจ ห้องหอสำหรับบ่าวสาวคู่ใหม่คือห้องนอนของวายุรินทร์ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แค่จัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ใช้ชุดเครื่องนอนชุดใหม่ วายุรินทร์เคยแย้งว่าทำไมต้องใช้ชุดใหม่ให้เสียของ ชุดเก่าก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ นอนเพียงแค่สามคืนไม่เห็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยากวุ่นวาย แต่เมื่อโดนคุณยุพินดุกลับถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และกล่าวว่างานแต่งงานมีความสำคัญสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ ต้องทำอะไรให้พิเศษถึงจะดี วายุรินทร์ก็ขี้คร้านจะเถียง

            ถ้าแต่งกับคนที่รัก ...ก็คงใช่  แต่สำหรับคนที่ไม่ได้รักต่อให้วิลิศมาหราแค่ไหน มันก็ไร้ความหมาย เธอคิดได้เพียงเท่านั้น

 


----------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

372 ความคิดเห็น

  1. #367 koong-Gyu Hyun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 11:51
    แต่งงานกันแล้วจะเป็นไงต่อล่ะทีนี้
    #367
    0
  2. #81 mydei (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 17:29
    นางเอกแรงได้อีก

    อิอิ
    #81
    0
  3. #22 แก้วกาหลง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กันยายน 2552 / 09:14
     คุณคนอ่านจร้า : ขอบคุณนะคะสำหรับข้อคิดเห็นดีๆ แย่จังที่คนแก้วเขียนเรื่องนี้จบไปแล้ว ไม่งั้นข้อติติงของคุณคงทำให้แก้วนั่งวิเคราะห์และไปปรับเนื้อหาในส่วนนี้ใหม่ ถ้าหากต้องรีไรต์ใหม่อีกครั้งแก้วจะลองดูตรงจุดนี้อีกทีค่ะ ว่าจะปรับเปลี่ยนได้ใหม่ หรือจะคงไว้อย่างนี้ต่อไปดี ยังไงก็ขอบคุณมากมายจริงๆ ค่ะสำหรับข้อคิดเห็นของคุณ 


     K-KOOK : จ้า ขอบคุณน้า จะพยายามอัพเสมอทุกวันค่ะ


     น้ำค้าจ๋า : อย่างได้พระเอกคนนี้ ผ่านพี่ไปก่อนนะน้อง เค้นมาพระเอกในอุดมคติทุกซอกมุมของสมองเลยนะเนี่ย อ่านไปอ่านไปแล้วหนูจะรักพระเอกมากขึ้น ก็พี่น่ะหลงไปเต็มๆ แล้ว เหอะๆ
    #22
    0
  4. #21 น้องน้ำค้าง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 22:35
    ต้องอย่างนี้สินู่วา เรื่องอย่างนี้ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้อ่ะ รักไม่รักอีกเรื่องนึง แต่เรื่องศักดิ์ศรีเนี่ยยอมได้ได้เด็ดขาด

    ถ้านางเอกของเราไม่ยินดีจะแต่ง น้ำค้างรับหน้าที่แทนก้อได้นะ   แบบว่าผู้ชายอย่างนี้อ่ะเป๊กเลยอ่ะ
    #21
    0
  5. #20 K-KOOK (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 21:22
    จะติดตามจ้า สู้ๆ

    อัพให้สม่ำเสมอน้า
    #20
    0
  6. #19 คนอ่านจร้า (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 17:50
    รสรินทร์จะแสดงความเป็นเจ้าของพระเอกยังไง จริงๆแล้วนางเอกต้องไม่สนใจ

    ไม่หงุดหงิดหรือโมโหอะไรทั้งนั้นเพราะไม่ได้รักหรือชอบพระเอกอยู่แล้วนี่นา



    แต่ในไตเติ้ลของเรื่องบอกว่าพระเอกเป็นฝ่ายรักและไม่ยอมหย่าไม่ใช่หรือ

    อ่านตอนนี้แล้วดูความรู้สึกของตัวละครมันขัดกันอยู่นา คือกลายเป็นว่า

    นางเอกกลับรู้สึกหวงและเป็นเจ้าเข้าเจ้าของขึ้นมาทันทีทีรู้สึกเหมือนจะมีคนมาแย่ง

    คือลึกๆก็ชอบพระเอกนั่นแหละแต่พระเอกสิกลับไม่รู้สึกอะไรกับนางเอกเลยแถมยัง

    ไม่ชอบหน้าและรำคาญนางเอกมากๆอีกต่างหาก



    ก็อยากรู้เหมือนกันว่าพระเอกจะกลับมารู้สึกรักนางเอกได้ยังไง

    ไม่ใช่อยู่ดีๆก็รู้สึกรักขึ้นมาเฉยๆเพราะคิดว่าเนื้อเรื่องจะน่าสนใจ

    ก็อยู่ตรงนี้





    #19
    0