บ่วงดวงใจ (the end)

ตอนที่ 6 : บทที่ ๕ อีกครั้งที่พบเจอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,123
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    19 เม.ย. 53

บทที่ ๕ อีกครั้งที่พบเจอ

 

            วายุรินทร์มาทำงานที่ร้านอาหารตามปกติ หลังจากที่หยุดไปเจ็ดวันรวมทั้งวันหยุดปกติและวันลากิจ เธอเดินทักทายคนโน้นคนนี้ไปทั่ว เสร็จแล้วจึงเข้ามาประจำการยังตำแหน่งของตนคู่กับคู่กัดสุดรัก

            ไง ไอ้ลูกหมู ทำอะไรอยู่?

            ไม่เห็นเหรอ? ยืนหายใจทิ้งอยู่ ไอ้ลูกหมูของวายุรินทร์หันมาตอบหน้าตาย ขณะที่มือยังกอดอก สะโพกพิงขอบเคาน์เตอร์ไว้ ซึ่งเป็นท่าประจำตัวที่กมลรัตน์มักจะทำเสมอเมื่อมีเวลาว่าง

            เหรอ? มิน่าล่ะ ว่าแล้วทำไมอากาศมันไม่ค่อยดี ไม่ได้ใช้เด็นทิชเซ่ก่อนนอนเรอะ ลมหายใจไม่ค่อยสดชื่นเลย

            หึ ไม่ได้ใช้ คนพูดส่ายหน้าประกอบคำ เด็นทิชเซ่มันแพงไป ใช้เกลือดีกว่าถูกกว่ากันเป็นไหนๆ ถุงนึงสองบาทใช้ได้ทั้งชาติ

            วายุรินทร์ขำกับคำตอบของแม่ลูกหมูของเธอ แต่ก็ยังไม่วายสัพยอกกลับ

            เอาไว้สีฟันอย่างเดียวนะ อย่าเผลอเอาไปขัดตัวล่ะ เดี๋ยวความเค็มจะซึมเข้ากระแสเลือด เพื่อนร่วมงานคนอื่นพลอยได้อมยิ้มตามไปด้วย เพียงแค่กมลรัตน์เท่านั้นที่ยืนหน้าหงิกบอกบุญไม่รับอยู่ที่เดิม

            พี่วามาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของคนถามออกอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัด

            กมลรัตน์ข่มอาการเจ็บจี๊ดในหัวใจเอาไว้ภายในได้อย่างน่าชื่นชม เมื่อต้องยืนดูอาการลิงโลดของคนที่ตนแอบชอบแสดงกับหญิงอื่น แต่ไม่ว่าจะยังไงกมลรัตน์กับณัฐพงศ์ก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันแบบปกตินัก เจอกันเมื่อไหร่มักจะฟาดปากกันเมื่อนั้น อาจเพราะกมลรัตน์กำลังต้องการปกปิดความรู้สึกของตนไม่ให้ใครอื่นล่วงรู้ หรือเป็นเพราะความหมั่นไส้ณัฐพงศ์ ที่แสดงอาการอย่างออกหน้าออกตาว่าชอบวายุรินทร์ก็ไม่อาจรู้ได้

            ก็มาเมื่อตอนนายเห็นนั่นแหละเป็นกมลรัตน์นั่นเองที่ตอบคำถามนี้แทนวายุรินทร์

            ฉันไม่ได้ถามเธอ ณัฐพงศ์หันมาถลึงตาใส่กมลรัตน์แม่คู่กัดตัวดี ไม่รู้ว่าแม่นี่เป็นยังไงชอบขวางลำเขาอยู่เรื่อย แต่กมลรัตน์ก็ยังลอยหน้าลอยตาสวนกลับมา

            ช่วยไม่ได้ ก็คำถามมันลอยมาเข้าหู

            เป็นยังไงคู่นี้ เจอกันทีไร กัดกันทุกที อยากเปลี่ยนคู่กัดจากพี่มาเป็นนายณัฐแทนหรือลูกหมู แต่กัดกันแบบนี้อีกหน่อยคงได้เป็นแฟนกันแหงมๆ

            วายุรินทร์ทำหน้าที่ขัดตาทัพ แอบแซวเล็กๆ ในขณะที่กมลรัตน์ทำท่าทางยียวนใส่ณัฐพงศ์เต็มที่

            โอ้ย พี่วา หน้าตาแบบนี้ใครจะอยากได้ไปทำพ่อพันธุ์กันล่ะ?

            อย่างเธอฉันก็ไม่อยากได้มาทำแม่พันธุ์หรอก ณัฐพงศ์ไม่เคยยอมให้กมลรัตน์ว่าเขาได้อยู่ฝ่ายเดียวเลยสักครั้ง คนห้ามทัพเมื่อครู่ตั้งท่าจะห้ามอีกรอบถ้าไม่ได้ยินเสียงของกฤษณะดังมาจากข้างในก่อนที่เจ้าตัวจะเดินมาถึง

            คุยกันอยู่นั่นแหละ ทำไมไม่ทำงานทำการ เขาจ้างมาให้ทำงานนะ ไม่ใช่จ้างให้มายืนคุยกัน เพียงเท่านั้น ต่างคนต่างก็หันกลับไปทำหน้าที่ของตน เพราะรู้ดีว่าถ้าได้ยินเสียงบ่นจากผู้จัดการคนนี้เมื่อไหร่ หากยังยืนเฉยกันอยู่ก็จะได้ยินต่ออีกเป็นกระบุง แต่ถ้าสลายม็อบปุ๊บก็จะสบายหูปั๊บ

            วายุรินทร์เปิดตู้แช่แข็งจัดเรียงของภายใน ซึ่งมีแต่วัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารตามรายการให้ลูกค้า วันนี้เธอเข้างานกะบ่าย ภายในตู้จึงไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก เพราะรอบเช้ามีแต่คุ้ยหาของแต่ไม่มีเวลาจัดให้เข้าที่เข้าทาง รอบบ่ายจึงต้องมาจัดการให้

            กฤษณะยังคงยืนอยู่ในแผนกของเธอเมื่อวายุรินทร์จัดการกับตู้แช่ของเรียบร้อยแล้ว เธอจึงกล่าวสิ่งที่ตั้งใจ แม้ว่าเมื่อครู่กฤษณะจะออกอาการแว้ดเป็นงิ้วออกโรง แต่เขาก็ยังเป็นเจ้านายที่ใจดีที่สุดในความคิดของวายุรินทร์

            พี่กฤษ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์นี้ วาขอลาหยุดนะคะ

            อะไรกัน เธอเพิ่งลาไปห้าวันที่ผ่านมาเนี่ยนะ แล้วจะมาลาต่ออีก ลาออกไปเลยดีกว่ามั้ยยะหล่อน? แม้จะดูเหมือนเป็นคำพูดรุนแรง แต่สำหรับคนที่เคยร่วมงานกันมานานอย่างวายุรินทร์ ย่อมรู้ดีว่ากฤษณะก็แค่แขวะไปตามนิสัยคนปากเสีย ขอให้ได้แขวะ ได้กัดก่อนเป็นใช้ได้ อาการนี้อาจกลายเป็นโรคระบาดภายในร้านนี้ไปแล้ว เพราะแต่ละคนฝีปากไม่มีใครน้อยหน้าใคร แต่มันก็สร้างสีสันให้กับการทำงานได้เป็นอย่างดี

            โธ่ พี่กฤษก็ คนมันมีธุระปะปังนี่นา จะให้ทำไงได้ล่ะ?

            ธุระอะไรของเธอนักหนา คราวที่แล้วลากลับบ้าน คราวนี้จะลาไปไหนอีก?

            สงสัยลาไปปล่อยสัตว์แหงเลย ใช่มะพี่วา? กมลรัตน์ที่ยืนเช็ดขอบเคาน์เตอร์อยู่ใกล้ๆ เสนอหน้าเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยอีกคน

            อยากโดนปล่อยแล้วเหรอหมูน้อย แล้วก็ไม่บอก อยากอยู่วัดไหนล่ะ พรุ่งนี้พี่จะพาไป

            คนพูดยืนอมยิ้มด้วยดวงตาแพรวพราว แต่คนถูกถามกลับกลอกตาปะหลับปะเหลือก ส่งค้อนให้ขวับๆ เธอไม่เคยต่อฝีปากกับวายุรินทร์ได้ชนะสักทีสินา แม่คุณตอกกลับได้ทุกทีไป ไม่รู้ไปแอบซุ่มฝึกวิทยายุทธ์การฟาดปากมาจากสำนักไหน วรยุทธ์ถึงได้ไร้เทียมทานขนาดนี้

            วาจะไปทำโปรเจ็คต์กับเพื่อนค่ะพี่กฤษ ไปวันศุกร์คงได้กลับวันอาทิตย์เย็นๆ

            ยังไม่เสร็จอีกเหรอไอ้โปรเจ็คต์ที่ว่าเนี่ย ฉันเห็นทำกันมานานแล้วนะ จะทำข้ามปีกันเลยรึไง?

            แหมพี่กฤษก็ เอาความรู้ที่เรียนมาทั้งสี่ห้าปีมาประมวลผลเป็นงานชิ้นนึงนี่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ ไม่ใช่อย่างเวลาพี่กฤษจีบหนุ่มๆ ซะหน่อย จีบปุ๊บได้หม่ำปั๊บ และกฤษณะก็ต้องทำตาปะหลับปะเหลือกค้อนวายุรินทร์ขวับๆ ตามกมลรัตน์ไปอีกคน

            เออ ก่อนไปทำโปรเจ็คต์ แวะเอาสัตว์ไปปล่อยอย่างที่ไอ้ลูกหมูมันว่าก็ดีเหมือนกันนะ พูดจบ คนพูดก็เดินลิ่วไปหน้าร้านไม่รอฟังว่าวายุรินทร์จะว่ายังไงอีก หญิงสาวจึงได้แต่ยืนเข่นเขี้ยวอยู่ตรงนั้น ส่วนเจ้าลูกหมูยืนหัวเราะหึๆ เยาะเย้ยอยู่ไม่ไกลนัก เลยได้ค้อนจากคนที่ยืนเข่นเขี้ยวไปขวับใหญ่

 

            ปิ๊ง ป่อง  ...   ปิ๊ง ป่อง

            เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น ทำให้หญิงสาวในชุดเสื้อยืดตัวเก่งกับกางเกงขาสั้นเอวรูด ที่กำลังสาละวนซักผ้าอยู่หลังบ้าน ต้องละมือกับงานตรงหน้าแล้ววิ่งปรู๊ดมาเปิดประตูให้แขกที่ได้รับเชิญ ซึ่งคงเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่สามสาวเพื่อนรักเพื่อนเลิฟของเธอนั่นเอง

            และก็ไม่ผิดคาด เมื่อสงกรานต์วิ่งมาเกือบถึงรั้วเหล็กและเห็นเพื่อนรักทั้งสามคนยืนออกันอยู่หน้าประตู โดยวายุรินทร์และแพรไหมมีกระเป๋าผ้าใบใหญ่ที่พอจะใส่เสื้อผ้าได้สักชุดสองชุดสะพายไว้บนไหล่ ส่วนอรจิราสะพายเป้สีดำขนาดกะทัดรัดไว้ด้านหลัง

            ทำอะไรอยู่ ทำไมมาเปิดรับคนหน้าตาดีช้าจังเลยวะ ไม่รู้หรือไงบ้านแกนี่โคตรร้อนเลย เดี๋ยวผิวพวกฉันก็เกรียมกันหมดพอดี แพรไหมเริ่มบ่นเป็นคนแรก

            แหม ขอโทษจ้าพวกคุณหนูทั้งหลาย พอดีแจ๋วซักผ้าอยู่หลังบ้านเจ้าค่า เลยออกมาเปิดประตูรับคุณหนูๆ ช้าไปหน่อย สงกรานต์ยิ้มแย้มต้อนรับเพื่อน เมื่อปิดประตูบ้านเสร็จก็เดินตามเข้ามาด้านใน

            แดดบ้านแกนี่เหมือนแดดชายทะเลตอนหน้าร้อนเลยนะ เดินอยู่ครึ่งชั่วโมงมีหวังตับไหล แล้วบ้านแกก็อยู่เสียสุดซอย เดินกันขาแข็งกว่าจะถึง ถ้าต้องมาทำโปรเจ็คต์ทั้งปีฉันคงได้ขากุดเป็นของแถม แพรไหมเข้ามาหย่อนก้นนั่งบ่นต่อบนโซฟา อรจิราเปิดพัดลมที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ แล้วตามมานั่งบนโซฟาข้างแพรไหมบ้าง ส่วนวายุรินทร์เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเย็นมาบริการเพื่อนๆ ตลอดสามสี่เดือนที่ผ่านมา ทุกคนมาที่นี่กันบ่อยจนรู้สึกคุ้นเคยคล้ายกับมันเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของตนไปเสียแล้ว

            แพรละก็ บ่นได้ทุกครั้งที่มาเลยนะ ไม่เบื่อหรือไง บ่นเหมือนกันเกือบทุกครั้ง คนอื่นไปไหนกันหมดล่ะกานต์? อรจิราปรามแพรไหมไม่จริงจังนัก พลางหันไปถามสงกรานต์เมื่อเห็นว่าบ้านเงียบสงบเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากพวกตนทั้งสี่คน

            น้าไปทำงาน ส่วนติ๊กออกไปเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว ตามสบายนะแก เดี๋ยวฉันไปซักผ้าต่อพูดจบเธอก็ตรงดิ่งไปหลังบ้านทันที

            บ้านที่สงกรานต์พักอาศัยเป็นทาวน์เฮ้าส์ขนาดกะทัดรัดมีสามห้องนอน อยู่แถวชานเมือง แต่การเดินทางมาที่นี่กลับสะดวกสบาย มีรถเมล์หลายสายวิ่งผ่าน น้าสาวของสงกรานต์ซึ่งยังไม่มีครอบครัวซื้อไว้เมื่อเริ่มมาทำงานที่กรุงเทพฯ ช่วงแรกๆ เมื่อหลานสาวมาเรียนต่อหลังจบ ม.ปลายจากต่างจังหวัด นางเลยให้มาอยู่ด้วยกัน

                       

            ไง พวกแก เป็นไงบ้าง? สงกรานต์ถามขึ้นเมื่อเปิดประตูห้องเข้ามาและเห็นเพื่อนๆ กำลังมุงดูหน้าจอคอมพิวเตอร์กันอยู่

            หลังซักผ้าเสร็จ สงกรานต์ก็กลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง แต่พวกเพื่อนๆ ที่เคยนั่งคุยกันบนโซฟาตรงมุมนั่งเล่นด้านล่างหายกันไปหมดแล้ว รู้ได้ทันทีว่าทุกคนต้องมาขลุกกันอยู่บนห้อง จึงตามขึ้นมา

            ดีจ้ะ ใกล้เสร็จแล้วล่ะ เหลือเก็บรายละเอียดอีกนิดหน่อย อรจิราซึ่งเป็นคนเดียวที่นั่งบนเก้าหน้าคอมฯเป็นคนตอบ หลังจากเอางานในส่วนต่างๆ ของแพรไหม วายุรินทร์ และของตนเองซึ่งเก็บมาในทรัมไดร์ รวมเข้ากับงานของสงกรานต์ที่เก็บไว้ในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ก่อนแล้ว และลองทดสอบการทำงานคร่าวๆ ของโปรแกรมดู ปรากฏว่ามันใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์

            ก็ดีน่ะสิ จะได้สบายกันซะที สงกรานต์มีดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจ และทุกคนก็ยิ้มรับอยู่ในหน้าด้วยความดีใจไม่ต่างกัน

 

            หลังจากไปทำโปรเจ็คต์ที่บ้านสงกรานต์เมื่อครานั้น วายุรินทร์ก็ต้องไปอีกครั้งในสัปดาห์ถัดมาเพื่อเก็บรายละเอียดยิบย่อย และโปรเจ็คต์ก็เสร็จเรียบร้อยเป็นรูปเป็นร่างตามต้องการ รอแค่พรีเซนต์กับอาจารย์ประจำวิชาและสอบเก็บคะแนนปลายภาคเท่านั้น วิชานี้ก็จะผ่านไปอย่างสมบูรณ์แบบ

            วายุรินทร์ไปทำงานที่ร้านอาหารตามปกติทุกวันโดยไม่มีวันหยุด เพื่อชดเชยให้กับการลาครั้งละหลายวันคราเมื่อต้องไปบ้านสงกรานต์ เธอก็มักเป็นแบบนี้ ไม่เคยเอาเปรียบใคร หากทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะต้องทำงานหนักแทนเธอ เธอก็ทดแทนด้วยการทำงานหนักกลับคืน

 

            โทรศัพท์สั่นครืดๆ อยู่ในกระเป๋ากางเกงพนักงานสีดำสนิท เจ้าของต้องละมือจากงานต่างๆ หยิบโทรศัทพ์เครื่องเล็กที่เผลอพกติดตัวไว้ออกมาดูสายเรียกเข้าและกดรับ

            หวัดดีค่ะแม่

            สบายดีค่ะ ตอนนี้วาอยู่ที่ทำงาน แม่มีอะไรหรือเปล่าคะ?

            เหรอคะ?

            ค่ะ

            วาจะลองลางานดูค่ะ แต่ไม่แน่ใจนะคะว่าจะได้กลับวันไหน

            ค่ะ คิดถึงพ่อกับแม่นะคะ

            หญิงสาวกดตัดสายจากมารดาแล้วถอนหายใจหนักหน่วง เรียกให้คนที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ หันมามองอย่างสงสัย

            มีอะไรหรือเปล่าพี่วา? กมลรัตน์เอ่ยถามด้วยความห่วงใยจริงๆ มากกว่าจะอยากรู้เรื่องของคนอื่น

            แม่โทรมาให้กลับบ้านน่ะ มีธุระต้องกลับไปจัดการนิดหน่อย ต้องลางานอีกแล้ว เดี๋ยวก็ได้ฟังพี่กฤษสวดอีก วายุรินทร์บ่นไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้กลัวเสียงสวดของกฤษณะจริงๆ เพียงแต่ไม่อยากให้กมลรัตน์สงสัยอะไรไปมากกว่านี้

            พี่วาเพิ่งกลับไปเมื่อเดือนที่แล้วเอง จะกลับไปอีกแล้วเหรอ? เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องมีสีหน้าแปลกใจมากขึ้น เพราะเป็นครั้งแรกที่เห็นเพื่อนรุ่นพี่กลับบ้านติดๆ กันสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันแบบนี้

            อืมม์ แม่โทรมาบอกให้ไปช่วยนับเงิน นับทอง นับเครื่องเพชรที่บ้านน่ะ มันเยอะจนแม่นับคนเดียวไม่ไหว เศรษฐีก็งี้แหละ วายุรินทร์เลยถือโอกาสซัดมุกเก่าๆ ที่เคยใช้บ่อยๆ กลับเข้าให้ และก็ทำให้กมลรัตน์หมั่นไส้จนเลิกตอแยไปได้เช่นกัน

            จ้า แม่ลูกเศรษฐีมีเงินเป็นถุงเป็นถัง มื้อเที่ยงจะกินอะไรกันดีละจ๊ะ เอ็มเคกันมั้ย หรือจะเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่งเปิดใหม่ข้างเอ็มเคดี แต่ปลายเดือนแล้ว เพื่อนยาจกคนนี้อดอยาก คุณลูกเศรษฐีเลี้ยงหน่อยนะคะ

            ได้สิ แต่เป็นส้มตำน้ำตกข้างห้างฯ นะ คุณป๋ากับคุณมี๊สอนให้ติดดิน อย่าไปอวดรวยไม่เข้าเรื่อง จะอาหารญี่ปุ่นสุดหรูหรือส้มตำน้ำตกโลคลาสก็อิ่มท้องเหมือนกันแหละน่า วายุรินทร์พูดไปเรื่อย ขณะที่มือก็ทำงานไม่หยุด ส่วนกมลรัตน์ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับแม่จอมยุทธ์หญิงฝีปากคมกริบจึงเดินหนีห่างไปนานแล้ว

 

            วายุรินทร์แพ็คกระเป๋าเดินทางลงใต้อีกครั้งหลังจากที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อเดือนก่อน เธอลางานกับกฤษณะห้าวัน ในช่วงเลิกงานของเย็นวันนั้น และก็ได้รับเสียงบ่นกระปอดกระแปดจากกฤษณะอย่างที่คาด แต่ต่อให้บ่นยังไงกฤษณะก็อนุญาตให้เธอลาทุกครั้งที่ขอ ตอนนี้วายุรินทร์จึงได้มานั่งกอดหมอนชมวิวอยู่บนรถทัวร์

            จุดหมายปลายทางมิได้เป็นงานแต่งงานบ้านน้าสาวอย่างคราวก่อน  และก็ไม่ได้เป็นบ้านน้อยกลอยใจของเธอเหมือนทุกครั้งด้วยเช่นกัน แต่เป็นบ้านสวนของว่าที่เจ้าบ่าวในอนาคตของเธอเอง

            คุณยุพินโทรตามวายุรินทร์กลับบ้านเพื่อให้มาวัดตัวตัดชุดเจ้าสาว โดยคุณอรภาเสนอให้ตัดชุดแต่งงานที่ร้านเพื่อนสนิทของนางซึ่งรู้ฝีมือดีว่าจะไม่ทำให้ลูกค้าผิดหวัง ยิ่งเจ้าของร้านเป็นเพื่อนสนิทกับลูกค้าด้วยเช่นนี้คงสั่งได้ดั่งใจราวเนรมิตเลยล่ะ

            รถทัวร์เข้ามาจอดที่ บขส. ของจังหวัดชุมพรเมื่อเวลาเลยเที่ยงมาเล็กน้อย ร่างสูง หนา สวมชุดกางเกงยีนสีเข้มกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกนั่งรออยู่บนเก้าอี้ตัวยาว ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนทันทีที่เห็นวายุรินทร์ลงจากรถ เขาจำเธอได้ดีแม้จะเคยเจอกันเพียงแค่หนเดียวเมื่อครั้งไปเสนอข้อตกลงกับเธอที่บ้าน

            วายุรินทร์เหลียวซ้ายมองขวาหาใครบางคนที่ป้าภาบอกว่าจะให้มารับเธอ ป่านนี้เขาคงต้องมาถึงแล้ว ป้าภาไม่ยอมให้ลูกชายทำเรื่องเหลวไหลโดยการปล่อยให้แขกพิเศษอย่างเธอต้องมายืนชะเง้อคอรอคอยแน่ และหญิงสาวก็รู้ว่าคิดถูกต้อง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับสายตาคมกล้าที่เธอเคยประสานมาแล้วเมื่อเดือนก่อน

            ชายหนุ่มยังคงปักหลักอยู่ที่เดิมจนวายุรินทร์เดินมาถึงเขาก็ยังไม่ขยับตัว หรือเอ่ยปากกล่าวทักทายเธอเลย วายุรินทร์จึงปักหลักยืนประสานสายตาอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มอย่างไม่ยอมแพ้นั่นแหละ เขาถึงได้เอ่ยปาก

            สวัสดี แล้วดูคำทักของเขาสิ แสนจะห้วน ทื่อ ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย จะถามสักนิดก็ไม่มีว่าเดินทางมาเป็นไงบ้าง เรียบร้อยดีหรือเปล่า คนถูกทักดวงตาวาวก่อนจะหรี่แสงลง

            สวัสดี คำรับนั้น ห้วน ทื่อ ไม่ต่างกัน

            เมื่อทักทายกันแบบ สั้น กระชับ ได้ใจความเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรอีก ก้าวขาเดินดุ่มๆ ไปยังรถที่จอด โดยไม่สนใจว่าคนที่ตนมารับจะเดินตามมาหรือไม่ เล่นเอาวายุรินทร์หน้าเหวอไปเลย

            นี่คุณ! จะรีบเดินไปหาพระแสงหอกอะไรของคุณ หา!! รถมันไม่บินหนีคุณไปไหนหรอก

            คนก้าวเท้าดุ่มๆ อยู่ข้างหน้าจะสนใจหญิงสาวสักนิดก็หาไม่ วายุรินทร์จึงได้แต่เดินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันตามมาถึงรถ ขณะที่ภูพงษ์ขึ้นนั่งประจำที่คนขับและคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งคู่กับคนขับ ปิดประตูโครมใหญ่ สูดหายใจแรงเร็วด้วยความเหนื่อยที่ต้องจ้ำพรวดๆ ตามคนขายาวให้ทัน บวกด้วยความโมโหกรุ่นๆ ที่กำลังปะทุ จนทรวงอกขยับขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด

            แค่มาเหยียบพื้นดินชุมพรได้ไม่ถึงห้านาที เขาก็เปิดสงครามประสาทกับเธอเสียแล้ว แล้วนี่กว่าจะวัดตัวตัดชุดเสร็จ เธอจะอารมณ์เสียจนปรอทในอารมณ์พุ่งปรี๊ดๆ สักกี่รอบกันนะ

            ไม่ทันที่วายุรินทร์จะได้คิดอะไรต่อจากนั้นรถก็กระชากออกทันทีที่เสียงปิดประตูโครมใหญ่ฝั่งผู้โดยสารสิ้นสุดลง จนร่างบางเกือบหัวคะมำไปโหม่งกับกระจกหน้ารถ ดีที่ใช้มือทั้งสองข้างดันคอนโซลด้านหน้าไว้ได้ทัน

            นี่คุณจะรีบไปตายหรือไง? ห๊ะ!” หลังพิงกับพนักได้ หญิงสาวก็หันมาแว้ดใส่คนขับโดยไม่มีการคั่นเวลา

            ตายได้ก็ดี ชายหนุ่มตอบง่ายๆ ไม่ทุกข์ร้อนใดๆ แต่คนฟังนี่สิ กลับเดือดจนทะลุเพดานบิน

            จะไปตายก็ไปตายคนเดียว ไม่ต้องพาฉันไปตายกับคุณ จอดรถเดี๋ยวนี้ ฉันจะกลับบ้าน ไม่ไปไหนกับคุณแล้ว

            ภูพงษ์ทำเพียงส่ายหน้าหน่ายคล้ายกับจะบอกว่า เธอนี่มันน่าเอือมระอาจริงๆแต่ประโยคที่ออกมากลับเป็น

            แค่นี้ก็จะหนีแล้วเหรอ? ด้วยอาการเลิกคิ้วและสีหน้าเย้ยหยัน ถ้าแค่นี้ก็วิ่งหางจุกตูดซะแล้ว ก็ไม่เหมาะจะมาเป็นเมียผมหรอกนะ แม้จะเป็นแค่ในนามก็เถอะ

            ฉันไม่ได้หางจุกตูด แต่ฉันไม่อยากร่วมทางกับผู้ชายที่นรกกำลังเรียกตัว ให้ตายเถอะ! นี่ฉันต้องผูกติดชีวิตไว้กับผู้ชายเฮ็งซวย บัดซบ แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน ประโยคหลังคล้ายจะบ่นกับตัวเอง แต่เสียงที่ใช้กลับดังจนกรอกเข้าไปเต็มสองหูของชายหนุ่ม

            ก่อนพ่นอะไรออกมาจากปากน่ะ คิดให้มันดีๆ หน่อยแม่คุณ ให้มันรู้ซะบ้างว่านี่ถิ่นใคร

            หญิงสาวสะบัดหน้าพรืดมาทางชายหนุ่มทันที

            ทำไม? จะจับฉันฆ่าแล้วหมกไว้ในสวนยางบ้านคุณรึไง?

            ก็อาจจะทำ ถ้าคุณยังปากเสียไม่เลิก เอาศพไปหมกไว้ท้ายสวนก็ไม่มีใครหาเจอ แล้วค่อยบอกทางบ้านคุณว่าคุณหนีกลับกรุงเทพฯไปแล้ว แค่นี้ผมก็สบาย ชายหนุ่มแกล้งขู่ให้เธอกลัวจนหัวหดไปเท่านั้นเอง แต่วายุรินทร์เชื่อว่าเขาทำได้อย่างที่พูดจริงๆ ก็ท่าทางเขาน่ากลัวน้อยซะเมื่อไหร่ล่ะ

            กว่าทั้งคู่จะเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางได้ เล่นเอาวายุรินทร์อยากจะกระโจนไปหักพวงมาลัยให้รถคว่ำเสียหลายตลบ ทั้งที่ตอนแรกตะโกนปาวๆ ว่าไม่อยากตายอยู่แหม็บๆ แต่พออาการปรี๊ดๆ ขึ้นสมองก็อยากจะหนีตายไปให้พ้นๆ ซะยังดีกว่าต้องเดินทางร่วมไปกับผู้ชายกวนโมโหคนนี้

           

            คุณอรภาออกมายืนรอรับว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทันทีที่รถเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านนางก็เดินลงมายังฝั่งประตูผู้โดยสารของรถยนต์โดยไม่รอให้วายุรินทร์ลงมาก่อน

            หญิงสาวก้าวขาลงจากรถและปิดประตูเรียบร้อยแล้วจึงยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพญาติผู้ใหญ่ที่นับถือ และกำลังจะกลายมาเป็นแม่สามีในอนาคตอันใกล้

            สวัสดีค่ะป้าภา

            ไหว้พระเถิดลูก เดินทางมาเป็นไงบ้าง เรียบร้อยดีนะ? เจ้าบ้านสูงวัยลูบหัวลูบหลังรับขวัญว่าที่ลูกสะใภ้เมื่อวายุรินทร์ก้มศีรษะลงไหว้นาง ดูเอาเถอะ ลูกกับแม่ช่างต่างกันลิบลับราวกับมาจากคนละภพภูมิ นรกกับสวรรค์!

            คุณอรภาจูงมือว่าที่ลูกสะใภ้เดินเข้าบ้าน แล้วร้องสั่งงานเด็กในบ้านเสียงขรม

            นิด นิด เอาน้ำเอาท่ามารับรองคุณวาหน่อยเร้ว แล้วเอากระเป๋าคุณวาไปเก็บในห้องด้วย ก่อนจะหันมาถามวายุรินทร์ด้วยความอารี หนูวาหิวหรือเปล่าลูก? ป้าให้แม่วาดทำกับข้าวเตรียมไว้แล้ว เผื่อหนูมาถึงแล้วหิวจะได้ทานเลย

            วาไม่หิวค่ะ รู้สึกตื้อๆ คงทานอะไรไม่ลง

            ไม่นานหญิงวัยกลางคนก็เดินถือถาดพร้อมแก้วน้ำส้มออกมาวางตรงหน้าให้วายุรินทร์

            อ้าว แม่วาด แล้วยัยนิดล่ะ? คุณอรภาถามถึงเด็กสาวอีกคนที่ตนตั้งใจเรียกมาใช้งาน

            ยัยนิดดูหนังสืออยู่ในห้องค่ะคุณ ใกล้สอบแล้ว

            อ๋อ นางพยักหน้ารับรู้ แล้วหันมาแนะนำแม่บ้านให้วายุรินทร์รู้จัก นี่แม่วาดจ้ะหนูวา เป็นแม่บ้านคอยดูแลความเรียบร้อย ส่วนยัยนิดนั่น หลานสาวแม่วาดเค้า เรียนอยู่ ม.ปลาย ในตัวอำเภอนี่แหละ

            สวัสดีค่ะ พร้อมกับที่พูดหญิงสาวพนมมือไหว้แม่บ้านของคุณอรภาอย่างเคารพในความอาวุโส จนแม่วาดยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน

            อุ๊ย! ไม่ต้องไหว้อิฉันหรอกค่ะคุณ

            ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แม่วาดอาวุโสกว่าวา เด็กต้องนอบน้อมต่อผู้ใหญ่สิคะ คนกล่าวไม่ถือตัว ถือยศศักดิ์ พลอยได้รับรอยยิ้มชื่นชมจากทั้งคุณอรภาและแม่วาด รายแรกนั้นยิ่งเพิ่มความเอ็นดูให้กับเธอมากขึ้นอีกเท่าตัว เพราะนางเองก็ไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่างอะไร กับแม่วาดนางก็ไม่เคยคิดเป็นอื่นนอกจากเพื่อนนอกจากญาติคนหนึ่ง ได้ลูกสะใภ้ที่มีสัมมาคารวะ และนอบน้อมต่อผู้ใหญ่อย่างนี้ก็ให้ยินดีเป็นล้นพ้น คิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกหญิงสาวมาเป็นลูกสะใภ้

            ส่วนแม่วาดนั้น นางรู้มาคร่าวๆ ว่าวายุรินทร์จะเป็นเจ้าสาวของนายหนุ่ม เมื่อเห็นว่าเธอเรียบร้อย อ่อนหวาน ไม่ถือเนื้อถือตัว ก็เกิดรู้สึกเอ็นดูตั้งแต่แรกพบ และคิดว่าคนนี้แหละเหมาะสมแล้วที่จะมาเป็นนายหญิงแห่งบ้านคชาคาม

            ทานน้ำส้มเสียหน่อยสิลูก ท้องจะได้ไม่ว่าง คุณอรภาคะยั้นคะยออย่างห่วงใย

            ภูพงษ์เดินหิ้วกระเป๋าของวายุรินทร์ที่วางทิ้งไว้ในรถเข้ามาในบ้าน ยื่นส่งให้แม่วาดนำไปเก็บที่ห้องรับรองแขกซึ่งจัดเตรียมไว้ให้หญิงสาว และทำท่าจะหันหลังกลับไปทางเดิมที่เดินเข้ามา แต่น้ำเสียงของคุณอรภาเรียกไว้เสียก่อน

            จะไปไหนตาพงษ์ ไม่อยู่คุยกับน้องก่อนรึ?

            คุยมาเยอะแล้วครับ นั่งคุยกันมาตลอดทาง ใช่ไหมครับ คุณวา? ประโยคหลังเขาหันมาทาง น้องที่คุณอรภากล่าวถึง ถ้าเป็นคนอื่นอาจฟังว่าเขากำลังขอคำยืนยัน แต่สำหรับวายุรินทร์ นั่นมันคำประชดแดกดันกันชัดๆ โดยเฉพาะคำสุดท้ายที่เน้นชื่อเธอ

            ใช่ค่ะ เราคุยกันมาตลอดทางเลย คุณพงษ์นี่เขาคุยสนุกนะคะป้าภา

หญิงสาวกล่าวเรื่อยๆ สีหน้าไม่บอกความรู้สึก คล้ายจะชวนคุณอรภาคุยเสียมากกว่า เล่นเอาชายหนุ่มเดาไม่ออกว่าแม่ตัวดีจะมาไม้ไหน แต่คุณอรภากลับมีสีหน้ายิ้มแย้มดีใจเมื่อคิดว่าทั้งสองเข้ากันได้ดี หารู้ไม่ว่าคลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัว ลาวากำลังปะทุ สมรภูมิเดือดกำลังเริ่มต้น แต่งานนี้เห็นทีจะไม่มีการรบกันเลือดสาด นอกจากจะช้ำในจนกระอักออกมาเป็นเลือดเสียเอง!

            ผมว่าให้คุณวาพักผ่อนดีกว่าครับ เดินทางมาเหนื่อยๆ ผมคงต้องขอตัวเข้าไปดูคนงานในสวนซะหน่อย เสียเวลามานานแล้ว น้ำเสียงของเขาก็ไม่บอกความรู้สึก แต่ไอ้คำหลังนั่นมันทำให้เธอตงิดๆ ว่าเขาจงใจประชดเธออีกแล้ว

            ก็ดีเหมือนกันนะ หนูวาเข้าไปพักผ่อนดีกว่าลูก เดี๋ยวป้าพาไปเอง

            กล่าวจบคุณอรภาก็ลุกขึ้นยืน วายุรินทร์เลยลุกตามบ้าง แล้วทั้งสองก็พากันเดินเข้าไปด้านในซึ่งเป็นส่วนของห้องนอน ชายหนุ่มที่ยังเหลืออยู่คนเดียวในที่นั้นจึงเดินไปขึ้นรถ แล้วขับออกไปยังสวนตามที่ตั้งใจไว้

            วายุรินทร์เข้ามาอยู่ในห้องรับรองแขกที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างน่ารัก บนโต๊ะหัวเตียงมีดอกกุหลาบสีชมพูอย่างที่เธอชอบปักอยู่ในแจกัน ทำให้ห้องดูสดใสและอ่อนหวานขึ้น

            เธอล้มตัวลงบนเตียงกว้างด้วยความเหนื่อยอ่อน ล้าจริงๆ สำหรับวันนี้ ล้าทั้งกาย ล้าทั้งใจ ไม่รู้ว่าต่อไปชีวิตเธอจะเป็นยังไง แต่จะเป็นยังไงก็ช่าง เธอจะพยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วร่างบางก็ผล็อยหลับไป

 

            ภูพงษ์กลับเข้าบ้านมาในตอนเย็น ขณะที่คุณอรภาลงครัวปรุงอาหารต้อนรับว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยตัวเอง

            โอ้โห! วันนี้แม่ลงมือเข้าครัวเองเลยหรือครับ? ว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้มาแรงจริงๆ ผมเลยได้พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย แต่มาคิดอีกที มันน่าน้อยใจดีมั้ยเนี่ย ลูกชายอยู่กับแม่ทุกวัน นานๆ จะมีลาภปากได้ชิมฝีมือแม่สักครั้ง แต่พอว่าที่ลูกสะใภ้มาปุ๊บกลับได้กินปั๊บ แล้วยังงี้จะไม่ให้ผมน้อยใจได้ไง

            ไม่น่าเชื่อว่าคนตัวโตมาดเข้มอย่างภูพงษ์ ก็มีบทตัดพ้อมารดาเป็นเหมือนกัน

            ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลยตาพงษ์ แม่ก็ทำให้เรากินออกบ่อย แต่เดี๋ยวอีกหน่อยคงหลงเสน่ห์ปลายจวักรสมือเมียจนลืมรสมือแม่ล่ะสิไม่ว่าคุณอรภาค้อนให้ลูกชายไปวงหนึ่งอย่างอารมณ์ดี เพราะถึงภูพงษ์จะหลงเสน่ห์ปลายจวักของเมียอย่างที่นางว่าจริง นางก็จะไม่น้อยใจสักนิด

            แล้วนี่ลูกสะใภ้คุณแม่อยู่ไหนล่ะครับ? ก็ถามไปอย่างนั้นไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ถ้าไม่ถามเดี๋ยวจะโดนหาว่าไม่ใส่ใจ ชายหนุ่มพยายามให้เหตุผลกับตนเอง

            อยู่ในห้องแน่ะ ไม่รู้ตื่นหรือยัง พงษ์ช่วยไปดูให้หน่อยสิลูก เผื่อบางทีน้องขาดเหลืออะไรจะได้หาให้

            ภูพงษ์จำต้องเดินไปยังห้องนอนแขก ซึ่งตอนนี้กลายเป็นห้องรับรองหญิงสาวที่โผล่เข้ามาในห้วงความคิดเขาหลายครั้งตลอดทั้งบ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

            คุณ

            เสียงเคาะประตูพร้อมเสียงเรียกทำให้หญิงสาวที่คว้าผ้าเช็ดตัวเตรียมเข้าห้องน้ำต้องชะงัก ก่อนเดินกลับมาทางประตูเพื่อเปิดดูคนด้านนอก

            วายุรินทร์มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นภูพงษ์เป็นคนเคาะเรียก

            มีอะไรหรือคะ?เธอเอ่ยถามไปทั้งปากทั้งตา

            แม่ให้ผมมาดูว่าคุณต้องการอะไรมั้ย?

            อ๋อ... ป้าภาให้มาดู ถ้าป้าภาไม่ให้มาเขาก็คงไม่มา เขากำลังจะบอกอย่างนั้น

            ไม่ค่ะ ฉันไม่ต้องการอะไร

            ที่นี่ทานมื้อค่ำตอนหนึ่งทุ่ม หวังว่าคุณคงรู้แล้ว อันนี้ไม่เกี่ยวกับป้าภาแน่นอน เขาถามของเขาเอง เพราะป้าภาเพิ่งบอกตอนมาส่งเธอที่ห้อง แถมยังบอกด้วยว่า ถ้าหิวก่อนหน้านั้นก็ให้เรียกแม่วาดหรือนิดก็ได้

            ค่ะ

            งั้นผมไม่รบกวนคุณแล้ว เชิญตามสบาย ชายหนุ่มผละจากประตูเดินไปยังห้องของตนซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่ง เขาก็ควรจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้วเหมือนกัน ชักเหนียวตัวเต็มที

            วายุรินทร์ขมวดคิ้วมองตามชายหนุ่มไปเบื้องหลัง ทำตัวสุภาพก็เป็นแฮะ ก่อนจะปิดประตู อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าตามความตั้งใจแรก

 

            ร่างบางในชุดกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลเข้มกับเสื้อยืดสีขาวพอดีตัว เดินเข้ามาในพื้นที่ซึ่งแบ่งไว้เป็นส่วนรับประทานอาหาร มีโต๊ะตัวใหญ่ขนาด 6 คนนั่งตั้งอยู่ ซึ่งตอนนี้มีอาหารน่าทานวางยั่วน้ำลายอยู่เต็มโต๊ะ ถัดไปเป็นห้องครัวที่มองเห็นเพียงแค่รางๆ จากด้านนอกก็รู้ว่าสะอาดสะอ้านเพียงใด

            อ้าว หนูวา มาแล้วรึ มานั่งก่อนมาลูก เดี๋ยวตาพงษ์ก็คงลงมา

            และก็จริงดังที่คุณอรภาคาด แค่พอขาดคำชายหนุ่มก็เดินลิ่วมายังโต๊ะอาหาร นั่งลงประจำที่ของตน

            วันนี้กับข้าวน่ากินทั้งนั้นเลยนะครับ โชคดีนะที่ผมไม่ได้กินอย่างนี้ทุกวัน ไม่งั้นมีหวังได้อ้วนตาย ภูพงษ์ยังคงแอบประชดมารดาเล็กน้อย ซึ่งรวมทั้งประชดหญิงสาวด้วยนั่นแหละ เพราะเธอมาแม่เขาเลยทำอาหารประเคนเสียกระบุงโกย

            แหม ก็นานๆ น้องเค้าจะมาที ก็ต้องต้อนรับกันหน่อย กินเยอะๆ เลยนะหนูวา ไม่ต้องเกรงใจ อ่ะ ลองอันนี้ดู คุณอรภาหันมาเอาใจว่าที่ลูกสะใภ้ออกหน้าออกตา สร้างความหมั่นไส้ให้กับชายหนุ่มอีกคนยิ่งนัก

            อาหารมื้อแรกสำหรับวายุรินทร์ในบ้านคุณอรภาผ่านไปโดยหญิงสาวอิ่มแปล้ เพราะคุณอรภาคะยั้นคะยอให้ทานโน่นทานนี่จนเธอตักเข้าปากแทบไม่ทัน แถมพ่อลูกชายตัวดีก็ถือโอกาสแกล้งเธอไปในตัว แม่บอกให้ตักอะไรมาให้หนูวา เขาก็ไม่ขัด ตักได้ตักดี ตักให้ทุกอย่าง เหมือนกับจะแกล้งให้เธอท้องแตกตายยังไงยังงั้น

           

            สายของวันถัดมาภูพงษ์ต้องทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถพาว่าที่เจ้าสาวไปตัดชุดแต่งงาน ตลอดทางที่นั่งมาในรถไม่มีใครยอมเอ่ยปากพูดอะไรกันเลย ราวกับจะนั่งดูเชิงของอีกฝ่าย ภูพงษ์เอื้อมมือไปเปิดเพลงคลอเบาๆ จากแผ่นเพลงที่มีติดรถไว้เสมอ เครื่องเสียงภายในรถบรรเลงเป็นเพลงสากลฟังสบายๆ คลายความอึดอัดที่กำลังแวดล้อมอึมครึมไปได้โข

            ภูพงษ์จอดรถลงหน้า Wedding Studio แห่งหนึ่ง ซึ่งดูจากภายนอกหรูหราพอสมควร ชุดแต่งงานที่ใส่หุ่นโชว์อยู่หน้าร้านล้วนเรียบหรู ดูดี มีสไตล์ และเมื่อเข้ามาภายในร้านเธอก็มั่นใจว่าเพื่อนของคุณอรภาคนนี้เป็นคนมีรสนิยมจริงๆ เพราะภายในร้านหรูหรากว่าที่เห็นจากภายนอกมากมายนัก แถมยังอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองอย่างไม่มีที่ติ

            หากคู่แต่งงานที่มีความรักให้กันจูงมือเข้ามาในร้านนี้แล้วละก็ เชื่อแน่ว่าคงอยากเลื่อนงานแต่งงานให้เร็วขึ้นเป็นวันนี้พรุ่งนี้ เพราะกลิ่นความรักมันลอยอบอวลไปทั่วทั้งร้าน ขนาดเธอซึ่งต้องเข้าพิธีวิวาห์โดยไม่มีความรักแม้สักนิด ยังรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ

            อ้าว พ่อพงษ์ มากันแล้วเหรอ น้ากำลังรออยู่พอดี นี่ใช่ไหมจ๊ะเจ้าสาวของเรา?

            หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับคุณอรภาเดินยิ้มแย้มเข้ามาทักทายภูพงษ์อย่างสนิทสนม และหันมายิ้มให้วายุรินทร์ด้วยความเอ็นดูอีกคน เธอเลยยิ้มตอบคนส่งยิ้มให้โดยอัติโนมัติ

            คุณวา นี่คุณน้าจิตรา เพื่อนคุณแม่ นี่วายุรินทร์ครับคุณน้า

            วายุรินทร์ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตรงหน้าด้วยความนอบน้อม และคุณจิตราก็รับไหว้เธอด้วยรอยยิ้มใจดีมีเมตตา

            คุณจิตรารู้ว่าว่าที่เจ้าสาวของภูพงษ์คนนี้ คุณอรภาเพื่อนรักของนางเลือกเองกับมือ ซ้ำตอนโทรมานัดวัดตัวตัดชุดให้ลูกสะใภ้ยังกำชับนักหนาให้ตัดชุดสุดฝีมือ ค่าใช้จ่ายไม่เกี่ยง ถ้าคุณอรภาทุ่มทุนสร้างกับลูกสะใภ้เสียขนาดนี้ ก็หมายความว่าเป็นปลื้มที่สุดแล้ว นางจึงพลอยเอ็นดูแม่หนูตรงหน้าไปด้วย

            หน้าตาน่าเอ็นดูเชียวนะจ๊ะ เจ้าของร้านชุดวิวาห์กล่าวชื่นชมจากใจจริง ไปวัดตัวกันดีกว่าจ้ะ เดี๋ยวน้าวัดให้หนูเองเลยนะ คุณอรภาจะได้มาว่าอะไรน้าไม่ได้ กลัวใจเหลือเกินรายนั้น ป้ากลัวโดนเค้าแหกอก ตอนโทรมานัดก็ย้ำนักย้ำหนาว่าขอสุดฝีมือ

            วายุรินทร์ได้แต่ยิ้มขำให้กับสีหน้าท่าทางของคุณจิตรายามกล่าวถึงคุณอรภาว่าที่แม่สามีของตน ในขณะที่เดินตามนางเข้าไปด้านใน

            เสียงคุยของสองสาวต่างวัยดังแว่วมาให้คนข้างนอกได้ยิน ก่อนจะลับหายไปในห้องวัดตัวพร้อมกับร่างของทั้งสองที่เดินเคียงคู่ไปด้วยกัน

 

            คุณพงษ์! คุณพงษ์จริงๆ ด้วย แหม รสดีใจจังเลยค่ะที่เจอคุณพงษ์ที่นี่ แล้วนี่คุณพงษ์มาทำอะไรคะ? เสียงทักทายหวาน แหลม ของผู้หญิงคนหนึ่งเรียกให้ภูพงษ์เงยหน้าจากอัลบั้มชุดแต่งงานที่เปิดดูผ่านๆ ขณะนั่งรอผู้หญิงอีกคนที่อยู่ด้านใน

            คุณรส มาได้ยังไงครับนี่? คนถามแปลกใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เจออีกฝ่าย

            รสมาทำธุระที่ธนาคารน่ะค่ะ เห็นรถคุณจอดอยู่ เลยลองเข้ามาดู หญิงสาวในชุดเซ็กซี่สีแดงเลือดนกกล่าวตอบข้อข้องใจให้ชายหนุ่ม ตกลงคุณยังไม่ได้บอกรสเลยนะคะ ว่ามาทำอะไรที่นี่?

            ภูพงษ์มีอาการอึดอัดเล็กน้อย หวั่นว่าจะเกิดปัญหาขึ้นให้หงุดหงิดใจ

            ผมพาคุณวามาวัดตัวตัดชุดแต่งงานน่ะครับ

            คุณวา? คุณวาไหนเหรอคะ?

            ไม่ทันที่คนถูกถามจะได้ตอบว่าอย่างไร คนที่ถูกกล่าวถึงก็เดินออกมาจากห้องวัดตัวด้านใน โดยมีคุณจิตราเดินนำมาด้านหน้า

            หุ่นมาตรฐานเลยนะจ๊ะพ่อพงษ์ อย่างนี้รับรองใส่ชุดอะไรก็สวย คุณจิตรากล่าวนำขึ้นมาก่อนที่จะเดินมาถึง อ้าวคุณรสรินทร์ ไปไงมาไงคะเนี่ย? หรือว่าจะมาดูชุดแต่งงานเหมือนกัน?

            จะตัดชุดแต่งงานได้ไงล่ะคะ คุณพงษ์เขายังไม่มาขอเลย รสรินทร์เกาะแขนภูพงษ์แจราวกับจะประกาศให้ทุกคนในที่นั้นรู้ว่าชายหนุ่มเป็นของหล่อน และคำพูดคำจานั่นอีกเล่า บ่งบอกว่าหล่อนกับเขากำลังคบหาดูใจกันอยู่ใช่หรือไม่?

            วายุรินทร์มองคนทั้งคู่อย่างพอจะเข้าใจอะไรได้ไม่ยาก ก็ไม่เห็นต้องทำความเข้าใจอะไรเลย มองปราดเดียวก็รู้ว่าแม่ผู้หญิงคนนี้กำลังตามเกาะแกะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นว่าที่สามีของเธอในอนาคต แต่ชายหนุ่มตรงหน้านี่สิ จะคิดแบบเดียวกับแม่สาวคนนี้หรือเปล่า ยังสงสัย?

            ถ้าเขากำลังคบหาอยู่กับผู้หญิงเปรี้ยวจี๊ดจนเข็ดฟันคนนี้แล้วมาแต่งงานกับเธอเพียงเพื่อจะเอาใจมารดาละก็ ช่างเป็นผู้ชายอำมหิตน่าดูชม ทำร้ายได้แม้กระทั่งหัวใจตัวเอง

          ถ้าอย่างนั้นเห็นทีคุณรสรินทร์คงต้องรอเก้อแล้วล่ะค่ะผู้สูงวัยในที่นั้นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้มราวกับเอ็นดูเรื่องตลกที่รสรินทร์กล่าว

            เอ๊ะ ทำไมต้องรอเก้อด้วยล่ะคะ? รสรินทร์มีสีหน้าสงสัยเต็มที่ แล้วอึดใจต่อมาก็เปลี่ยนเป็นความระแวง เธอยังไม่ได้รับคำตอบจากภูพงษ์เลยว่าคุณวาที่เขาพูดถึงนั่นคือใคร แล้วยัยหน้าจืดที่ยืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ตรงหน้าเธอนี่เล่า มันใครกัน?

            เหมือนภูพงษ์จะรู้ เขาจึงเอ่ยแนะนำ

            นี่คุณวายุรินทร์ครับคุณรส และนี่คุณรสรินทร์เจ้าของสวนยางที่อยู่ติดกับสวนของเรา ประโยคท้ายหันมาแนะนำรสรินทร์ให้วายุรินทร์ได้รู้จัก ซึ่งคำว่า สวนของเราที่คนพูดก็พูดไปโดยไม่ทันได้คิดอะไร กลับทำให้หนึ่งในคนที่ถูกแนะนำสงสัยหนักขึ้น และเธอก็ไม่ปล่อยให้ความสงสัยนั้นผ่านเลยไป

            คุณวายุรินทร์นี่เป็นญาติคุณพงษ์หรือคะ?

            เอ่อ  ครับ เป็นญาติห่างๆ

            และอีกไม่นานก็จะเปลี่ยนจากญาติมาเป็นภรรยาค่ะ วายุรินทร์ทะลุกลางปล้องขึ้นมา หลังจากที่ทนยืนเป็นหัวหลักหัวตอต่อไปอีกไม่ไหว เธอหมั่นไส้ภูพงษ์ขึ้นมาตงิดๆ ทำไมไม่บอกไปเลยนะ ว่าไม่ใช่ญาติ แต่กำลังจะมาเป็นเมียเขาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี่อยู่แล้ว แม่คุณตรงหน้าหล่อนนี่ก็เหลือเกิน ไม่แหกตาดูซะบ้าง ว่าอีตาบ้านี่กับหล่อนมาร้านชุดวิวาห์กัน  ยิ่งคิดวายุรินทร์ก็ยิ่งโมโห

            อะไรนะคะ?! หมายความว่ายังไงคะคุณพงษ์ ที่ผู้หญิงคนนี้บอกว่าจะมาเป็นภรรยาคุณมันหมายความว่ายังไง? รสรินทร์คาดคั้นเอากับชายหนุ่ม ซึ่งกำลังยืนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ขณะนี้ ความจริงเขาก็ขำวายุรินทร์อยู่ไม่น้อย ที่พูดโพล่งขึ้นมาราวกับจะประกาศความเป็นเจ้าของในตัวเขา อารมณ์ผู้หญิงนี่ไม่น่าไว้ใจจริงๆ ขนาดเธอแสดงท่าทางออกมาโจ่งแจ้งว่าไม่อยากแต่งงานกับเขาสักนิด แต่พอเห็นท่าว่าจะมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซง ยังไงก็ขอประกาศศักดาไว้ก่อน

            ผมกับคุณวายุรินทร์กำลังจะแต่งงานกันครับ

            เหมือนฟ้าผ่าลงกลางแสกหน้าของรสรินทร์ หญิงสาวยืนอึ้งไป 5 วินาที ก่อนจะร้องถามออกมาด้วยความตกใจ

            อะไรกันคะคุณพงษ์?! ก็เราคบกันอยู่ไม่ใช่เหรอคะ คุณทำแบบนี้กับรสได้ยังไงกัน?

            คนถูกถามยิ่งอึดอัด ไม่รู้จะจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไงดี ในเมื่อรสรินทร์ตู่ไปเองชัดๆ ว่าคบกับเขาอยู่ แต่รสรินทร์ก็ไม่ได้รอฟังคำตอบจากชายหนุ่ม เพราะถามเสร็จเธอก็หันไปเล่นงานมารหัวใจต่อ

            นี่! เธอไม่รู้หรือไง คุณพงษ์เขามีคนรักอยู่แล้ว เธอเป็นใครมาจากไหน ถึงได้กล้ามาแย่งคนรักของคนอื่นเค้า ไม่มีปัญญาหาเองแล้วหรือไง?

            หนอย! มาว่ากันแบบนี้ยอมกันได้หรือ ไม่รู้จักวายุรินทร์ซะแล้ว

            มีคนรักอยู่แล้วก็มีไปสิ ฉันไม่เห็นจะเดือดร้อน ฉันรู้แค่ว่าเขาต้องแต่งงานกับฉัน คราวหน้าถ้าคุณจับผู้ชายได้สักคนก็หากรงมาขังไว้สิ เขาจะได้ไม่หนีไปแต่งงานกับคนอื่น กล่าวจบวายุรินทร์ก็ปรายตาไปเลิกคิ้วใส่ชายหนุ่มคนเดียวในที่นั้น เพื่อถามว่าเธอพูดถูกใช่ไหม?

            แก! นังผู้หญิงหน้าไม่อาย ไม่พูดเปล่า แต่เจ้าหล่อนเตรียมจะกรากเข้ามาทำร้ายวายุรินทร์อยู่แล้วเชียว ดีที่ภูพงษ์ดึงตัวไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นได้มีการตะลุมบอนเป็นศึกแย่งผัว เอ๊ย! เป็นศึกแย่งผู้ชายกันแน่

            คุณพงษ์ปล่อยค่ะ รสจะเข้าไปตบมัน มันกล้าแย่งคนรักของรส ปล่อยค่ะ หล่อนพยายามสะบัดตัวจากชายหนุ่ม ภูพงษ์เห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจพาวายุรินทร์กลับ

            ขอโทษเถอะครับ ผมคงต้องขอตัวกลับก่อนแล้ว พูดจบชายหนุ่มก็ผละจากหญิงสาวที่ทำท่ากร่างเมื่อครู่ หันไปพนมมือไหว้เพื่อนของมารดา คุณจิตราไม่ทันได้ยกมือรับไหว้ด้วยซ้ำเขาก็คว้าแขนวายุรินทร์เดินลิ่วออกจากที่นั่นทันที

            วายุรินทร์ไม่ทันตั้งตัว เมื่อโดนคว้าแขนดึงมาอย่างนี้ก็แทบจะล้มหน้าคะมำ ดีที่คนลากข้อมืออยู่รั้งตัวไว้ได้ทัน

            เมื่อถึงรถกระบะสีดำปลอดสมรรถนะสูงของชายหนุ่ม เจ้าของรถก็จัดการจับผู้หญิงที่ตนจับจูงอยู่ยัดเข้าไปยังที่นั่งฝั่งผู้โดยสาร แล้วอ้อมข้ามมาประจำที่คนขับ ก่อนจะออกรถอย่างรวดเร็ว

            รสรินทร์ได้แต่ร้องกรี๊ดขัดใจเพราะทำอะไรใครไม่ได้ เธอเดินมาขึ้นรถที่จอดหน้าธนาคารฝั่งตรงข้ามด้วยความเคียดแค้นหญิงสาวหน้าจืดที่เห็นเมื่อครู่  ก็เธอกับภูพงษ์คบกันอยู่ดีๆ เป็นเบอร์หนึ่งมาตลอด ใครๆ ก็รู้กันทั้งเมืองว่าเธอสนิทสนมกับเขามากที่สุด แล้วแม่นั่นเป็นใคร จู่ๆ ก็จะมาชุบมือเปิบ อย่างนี้มันหยามกันชัดๆ

 

            ภูพงษ์ขับรถเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านเพื่อให้หญิงสาวเปิดประตูเดินขึ้นเรือน ตลอดทางที่นั่งรถมาด้วยกัน วายุรินทร์ไม่พูดอะไรแม้สักคำ ชายหนุ่มก็ไม่ได้กล่าวอะไรด้วยเช่นกัน และเพลงก็ไม่ได้เปิดฟังเหมือนตอนขับเข้าเมือง ในรถจึงมีเพียงความสงบ สงบเหมือนท้องทะเลที่กำลังจะเกิดพายุในอีกไม่ช้า

            วายุรินทร์ลงจากรถก็ตรงดิ่งเข้าห้องทันที โชคดีที่คุณอรภาไม่ได้อยู่แถวนั้น ไม่อย่างนั้นเธอได้ตอบคำถามของคุณอรภาจนขี้คร้านจะตอบแน่ และตอนนี้เธอก็ยังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับใคร ใช่ว่าจะเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแค่รู้สึกหงุดหงิดที่เรื่องงี่เง่าแบบนี้มาเกิดขึ้นในชีวิตตัวเอง แย่งผู้ชาย เฮ้อ...ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงอย่างวายุรินทร์จะต้องมาทำศึกแย่งผู้ชายกับหญิงอื่น ถึงเธอจะไม่ใช่คนเปิดศึกก็เถอะ แล้วไหนจะคำพูดของยัยนั่นที่กรอกมาเต็มสองหู

            นี่! เธอไม่รู้หรือไง คุณพงษ์เขามีคนรักอยู่แล้ว เธอเป็นใครมาจากไหน ถึงได้กล้ามาแย่งคนรักของคนอื่นเขา ไม่มีปัญญาหาเองแล้วหรือไง

            คนอย่างวายุรินทร์เนี่ยนะจะแย่งคนรักของคนอื่น? คนอย่างวายุรินทร์เนี่ยนะไม่มีปัญญาหาเอง? ฮึ! ยิ่งคิดวายุรินทร์ก็ยิ่งเจ็บใจ พาลอยากตั๊นหน้าตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องมาโดนข้อหางี่เง่าพวกนี้นัก

 

            ทางด้านภูพงษ์ หลังจากส่งหญิงสาวที่หน้าบ้านแล้วชายหนุ่มก็ขับรถออกไปสวนต่อ เขารอให้เธอถามมาตั้งแต่ออกจากร้านของคุณจิตรา แต่เธอก็ไม่ยอมเปิดปากถามอะไรเลย ได้แต่นั่งหน้าบึ้งอย่างกับปูนฉาบ หันไปมองแต่ทางหน้าต่าง ไม่คิดจะหันมาเหลือบแลเขาสักนิด ในเมื่อปากแข็งไม่ยอมถาม เขาก็ไม่จำเป็นต้องบอกอะไรเหมือนกัน ก็ถ้าไม่ถามแสดงว่าไม่อยากรู้ เขาอธิบายอะไรไปก็คงเสียเวลาเปล่า

 


--------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

372 ความคิดเห็น

  1. #366 koong-Gyu Hyun (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 11:33
    ปากแข็งกันทั้งคู่  เหอะๆๆๆ
    #366
    0
  2. #318 -_- (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2552 / 13:26
    ทำไมเนื้อเรื่องมันยืดจัง
    #318
    0
  3. #79 mydei (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 17:22

    ฮาดีนะ

    #79
    0
  4. #16 น้องน้ำค้าง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 17:27
    หนุกค่ะหนุก รีบมาอัพต่อไวๆนะค่ะ ว่าแต่เมื่อไหร่พระนางของเราจะโคจรมาเจอะกันอีกค่ะ

    ได้อ่านเรื่องไร่รกล้อมดาวอยากบอกว่าหมั่นไส้นางเอกมั๊ก มากเลยค่ะ แต่เรื่องนี้นางเอกของเราโดนใจสุดๆไปเลย

    เพื่อนน้ำค้างมี 2 คนค่ะที่ทรยศบ้านเกิดเหมือนเพื่อนของนางเอกเลยค่ะ คนนึงเป็นคนเชียงรายอีกคนเป็นคนสมทุรปราการแต่ดูหน้าตาทั้งคู่แล้ว ออกแนวเด็กใต้มากกว่าน้ำค้างอีกค่ะ เห็นทีแรกนึกว่าเจอคนภาคเดียวกันซะแล้ว ดีนะไม่ทักเป็นภาษาบ้านเกิดไป ถ้าทักไปเนี่ยมีหวังต้องย้ายมหาลัยหนีอายค่ะ 5555555
    #16
    0