บ่วงดวงใจ (the end)

ตอนที่ 5 : บทที่ ๔ แจ้งข่าว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,206
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    19 เม.ย. 53

บทที่ ๔ แจ้งข่าว

           

            หญิงสาวร่างบางหอบของพะรุงพะรังเข้าศูนย์การค้าคุ้นเคย จุดหมายอยู่ที่ชั้นสี่ซึ่งเป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ตนทำงานอยู่

            เฮ้ย! พี่วา กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ประจำอยู่ตรงเคาน์เตอร์ร้องทักด้วยความยินดีอย่างไม่เกรงใจลูกค้าที่มาใช้บริการซึ่งนั่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ ประปราย โชคดีที่หน้าเคาน์เตอร์ไม่มีลูกค้ารอรับบริการอยู่เลย ตัวดำเป็นเหนี่ยงเชียว

            อย่า! อย่ามาทักกันแบบนี้ เดี๋ยวได้อดกินของฝากหรอก

            อ้าว เจ๊ กลับมาแล้วเหรอ? โห...ช่วยควายที่บ้านไถนามาเหรอไงเนี่ย?สำนวนทักทายแบบนี้ไม่ใช่ของใครที่ไหน คู่จิกคู่กัดสุดรักยัยลูกหมูของวายุรินทร์นั่นเอง

            ขอโทษ คุณคงทักคนผิด ขอตัว คิดว่าฉันคงมาผิดที่ พูดจบก็หันหลังเตรียมตัวจะเดินไปตามทางเดิมที่เดินเข้ามา

            โถ พี่วาทำน้อยใจไปได้ มามะ ขอกอดทีคิดถึงจัง กมลรัตน์เดินออกมาจากหน้าเคาน์เตอร์ทางประตูเข้าออกของพนักงาน เข้ามากอดเอวหญิงสาวที่กำลังงอนตุปัดตุป่องอยู่ตรงหน้า

            คิดถึงจริงอ่ะ ไม่เห็นโทรหาเลย หญิงสาวยิ้มน้อยๆ ที่คู่กัดยอมง้อ แต่ก็ยังมีสีหน้าไม่เชื่อถือ

            จะโทรไปทำไม ไม่ได้คิดถึงพี่วานี่ คิดถึงของฝากต่างหาก พูดจบก็คว้าถุงของฝากที่อยู่ในมือวายุรินทร์แล้วผลุบกลับเข้าข้างในต่อ ทิ้งให้เจ้าของถุงยืนเอ๋ออยู่ด้านนอก

            ยัยลูกหมู หลอกกันเหรอ อย่าให้ฉันมาทำงานนะ จะคิดบัญชีให้น่วม หลังจากหายเอ๋อ ก็ได้แต่ยืนเข่นเขี้ยวคู่รักคู่กัดอยู่ข้างนอก เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้พอดู

            นี่ ของฝากน่ะ กินกันทั้งร้านนะ ไม่ใช่เอาไปสวาปามอยู่คนเดียว

            แค่เนี้ยะ แล้วบอกให้กินทั้งร้าน ใส่ท้องหนูยังไม่เต็มเลย หมูน้อยของวายุรินทร์ตะโกนมาจากโซนประกอบอาหารด้านในที่อยู่ถัดจากเคาน์เตอร์รับออร์เดอร์ ซึ่งมีช่องให้มองดูบริเวณหน้าร้านได้พร้อมกับชูของฝากที่แย่งไปจากวายุรินทร์ประกอบคำพูด

            ก็นั่นมันท้องหมู ไม่ใช่ท้องคนนี่ เสียงแขวะไม่ยอมแพ้ตอบกลับ

            เอะอะอะไรกัน ไอ้พวกนี้ เกรงใจลูกค้ากันบ้างสิ เดี๋ยวฉันจะตัดเงินเดือนให้หมด เสียงดุนำมาก่อนเจ้าตัวจะออกมาเสียด้วยซ้ำ อ้าว! วา มาตั้งแต่เมื่อไหร่?

            ก็มาสักพักแล้วค่ะ ตั้งใจจะมาหาเจ้ามือเลี้ยงข้าวเที่ยง ไม่รู้ว่าจะมีคนแถวนี้ใจดีมั่งรึเปล่า?

            แหม เห็นหน้าเราปุ๊บกระเป๋าพี่ก็แฟบปั๊บ แล้วไอ้ที่ถามว่ามาเมื่อไหร่เนี่ย พี่หมายถึงกลับมาจากต่างจังหวัดเมื่อไหร่

            อ้าว ใครจะไปรู้ล่ะ ก็อยู่ๆ ถามว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นใครก็คิดแบบวาทั้งนั้นแหละ จะเบรกยัง? หิวแล้ว หญิงสาวหมายถึงเวลาพักทานข้าวของเจ้านายสาวแอ๊บหนุ่ม

            ไปกินกันสองคนเหรอ?

            ได้ไง เดี๋ยวใครก็เข้าใจผิดวาแย่ ยิ่งมีหนุ่มๆ แถวนี้มองอยู่หลายคน ชวดกันพอดี ชวนไอ้ลูกหมูไปด้วยสิ เอาไว้เป็นกันชนป้องกันคนเข้าใจผิด พูดจบก็อดขำกับความคิดของตัวเองไม่ได้ในการจัดลำดับความสำคัญให้กับคู่หูคู่กัด ก่อนหันไปตะโกนเรียกกมลรัตน์ที่ทำงานอยู่ด้านในด้วยเสียงไม่เบานักแต่ก็ไม่ถึงกับดังมากมายอะไร

            หมูน้อย ไปกินข้าวกัน

            ไปกินข้าวอะไร ยังไม่มีใครมาเปลี่ยนกะเลย ไม่เห็นเหรอว่าเค้าอยู่คนเดียวเนี่ย? กมลรัตน์ตอบกลับมาน้ำเสียงห้วนๆ อย่างที่เคยใช้ประจำยามไม่สบอารมณ์กับบางอย่าง หรือยามที่เถียงสู้วายุรินทร์ไม่ได้ และคราวนี้ก็เช่นกันเธอกำลังไม่พอใจเพื่อนร่วมงานที่อยู่แผนกเดียวกับเธอ เพราะเลยเวลาเข้างานมาเกือบชั่วโมงแล้ว แต่นายคนนั้นยังไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็น ซึ่งหมายความว่าเธอจะต้องเลื่อนเวลาพักออกไปจนกว่านายนั่นจะมา หรือจนกว่าหัวหน้างานจะหาใครสักคนมาทำหน้าที่แทนเธอได้

            ใครจะมาเปลี่ยนกะกับเราล่ะ? วายุรินทร์ถาม

            ก็ไอ้วุธน่ะสิ มาสายประจำ พี่กฤษไม่ยอมตักเตือนความประพฤติบ้าง ทำตัวแบบนี้คนอื่นเค้าเดือดร้อน พี่วาไม่อยู่นะ หนูลากยาวตั้งแต่เช้ายันดึก กมลรัตน์หยุดยืนระบายความไม่พอใจที่มีต่อเพื่อนร่วมงานอีกคนทันที พร้อมกับฟ้องวายุรินทร์กลายๆ ในตอนท้าย เมื่อต้องเดินผ่านจุดที่วายุรินทร์ยืนเกาะเคาน์เตอร์คุยกับผู้จัดการหนุ่ม ขณะตนกำลังขนภาชนะที่เพิ่งใช้เสร็จไปล้างทำความสะอาดที่ซิงค์ด้านในสุดติดกับประตูหลังร้าน

            จะให้พี่พูดอะไรได้ล่ะ พูดมากไปเดี๋ยวก็มีคนหาว่าพี่ลำเอียง ลูกพี่เราก็ใช่ย่อยนี่เรื่องมาสายเนี่ยกฤษณะขุดหาต้นตอผู้นำขบวนการ และวายุรินทร์ก็ร้อนตัวทันควัน

            นี่ อย่าเอาวาไปเกี่ยวนะพี่กฤษ ถึงวาจะมาสายบ่อย แต่วาก็โทรมาบอกล่วงหน้าก่อนทุกครั้ง อย่างน้อยก็ยังถือว่าวามีความรับผิดชอบ คนถูกพาดพิงถึงไม่ยอมจำนนต่อข้อกล่าวหาง่ายๆ

            โน่น โผล่มาแล้ว ลูกน้องร่วมอุดมการณ์พนักงานสายเสมอของลูกพี่วา กฤษณะพยักพเยิดไปทางบันไดเลื่อนของห้างฯ ที่อยู่เยื้องๆ กับร้านอาหาร เพราะตนยืนหันหน้าไปทางด้านนั้นพอดี จึงสังเกตเห็นได้ทันทีที่ลูกน้องซึ่งอยู่ในหัวข้อสนทนาเดินขึ้นบันไดมา

            เร็วๆ เลย อย่าชักช้า เดี๋ยวมีโดน ไอ้ลูกหมูไส้จะขาดแล้ว วายุรินทร์เร่งเร้าผู้มาใหม่ที่กำลังยิ้มเขินบนใบหน้า เพราะตนเป็นจุดโฟกัสของสายตาหลายคู่ และด้วยความที่ร่วมงานกันมานานกว่าสองเดือนทำให้วายุรินทร์พอจะสัพยอกได้

 

            กฤษณะพาลูกน้องมาทานมื้อเที่ยงในส่วนฟู้ดคอร์สของห้างสรรพสินค้าที่มาใช้บริการประจำ เพราะอยู่ชั้นเดียวกันกับร้านอาหารที่ตนทำงานอยู่ ทำให้สะดวก และมีอาหารให้เลือกมากมาย

            วันนี้มีลูกค้ามาใช้บริการที่ศูนย์อาหารแห่งนี้บางตา เพราะเป็นวันทำงานของผู้คนส่วนใหญ่ ทำให้มีโต๊ะนั่งเหลือให้เลือกสรรได้ตามใจ กฤษณะกับกมลรัตน์เดินไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำโดยไม่ลืมหันมาถามวายุรินทร์ว่าจะกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกันมั้ย และวายุรินทร์ก็ตัดสินใจสั่งเส้นหมี่ลูกชิ้นปลารายการอาหารที่เธอมักจะสั่งทุกครั้งเมื่อขี้เกียจนึกเมนูอาหาร  หลังจากนั้นจึงเดินไปเลือกโต๊ะนั่งด้านในสุด ซึ่งอยู่ติดกระจกสามารถมองทิวทัศน์ด้านนอกได้

            ไงวา กลับบ้านเป็นไงมั่ง? กฤษณะเอ่ยถามขึ้นเมื่อนั่งทานกันพร้อมหน้า

            ก็ดีค่ะ แจ็กพอตแตกโผล๊ะเลย วายุรินทร์ตอบกลับหน้าตาเฉยไร้ความรู้สึก

            แจ็กพอตอะไร? เพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสองถามขึ้นพร้อมกันด้วยความสงสัย

            ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แตกแล้วก็แล้วกัน วาไม่ค่อยใสใจ

            พูดอะไรไม่เห็นเข้าใจ กฤษณะพึมพำ

            สงสัยไปโดนควายขวิดมา สมองเอ๋อไปแล้วมั้งพี่กฤษ กมลรัตน์หันมาซุบซิบด้วยเสียงที่ไม่ค่อยเบานัก

            นี่ยัยลูกหมู กินเข้าไปเลย ไม่ต้องพูดมาก ไม่งั้นเดี๋ยวแกนั่นแหละจะโดนฉันขวิด!”

            จ้าๆๆๆ กลัวแล้ว คนพูดไม่ได้แสดงท่าทางว่ากลัวอย่างที่พูดเลยสักนิด แถมยังมีเสียงดังกึกๆ ออกมาจากลำคอจากการพยายามกลั้นหัวเราะ และหัวหน้าหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็มีอาการไม่ต่างกัน

            ทำไม? กลับบ้านไปรอบนี้ โดนที่บ้านจับให้แต่งงานกับหนุ่มชาวสวนหรือไง? กฤษณะแหย่เล่นขำๆ แต่มันแทงใจดำวายุรินทร์เข้าอย่างจัง จนต้องชะงักตะเกียบที่กำลังคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก แต่ไม่มีใครทันสังเกต

            พี่กฤษก็พูดไป อย่างพี่วาของเรานี่ใครเขาจะมาเอากันล่ะ?

            คนถูกเอ่ยถึงมีสีหน้าเข้มขึ้นทันที

            ทำไมเหอะ? ยัยลูกหมู อย่างฉันนี่มันทำไม?

            ต้องให้บอกด้วยเหรอว่าทำไม?คนพูดทำสีหน้ายียวนใส่

            พูดมาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าทำไม พูดให้ดีๆ นะ ไม่งั้นมีสวย

            นี่ เบาๆ หน่อยไอ้สองตัวนี่ อายคนอื่นเค้ามั่งสิ เขาหันมามองกันใหญ่แล้ว อีกคนที่ร่วมโต๊ะพยายามปรามทั้งคู่

            นั่งด้วยคนนะครับ ชายหนุ่มในชุดยูนิฟอร์มของร้านอาหารที่ทั้งกลุ่มทำงานอยู่ดังแทรกเข้ามา ขัดจังหวะการสนทนาของทุกคน เขาวางชามก๋วยเตี๋ยวที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะตรงตำแหน่งที่ว่างข้างวายุรินทร์ซึ่งเหลืออยู่ที่นั่งเดียวพอดี พี่วากลับบ้านไปเป็นไงบ้าง?

            จะเป็นไงล่ะ ก็ดำเป็นเหนี่ยงอย่างเงี๊ยะ ไม่เห็นเหรอ? กมลรัตน์ตอบแทน พยักหน้ามาทางวายุรินทร์ประกอบคำพูด เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่า ดูซะให้เต็มตา ทำให้รอยยิ้มบนริมฝีปากของ ณัฐพงศ์ยิ่งกว้างขึ้น แต่คนถูกพาดพิงถึงกลับหน้าหุบสนิท

            เพื่อนร่วมงานทุกคนต่างรู้ดีว่าณัฐพงศ์ชอบวายุรินทร์อย่างผู้ชายชอบหญิงสาวที่ตัวเองหมายปอง ชายหนุ่มเคยพูดกับเพื่อนร่วมงานที่สนิทของเขาคนหนึ่ง และหลังจากนั้นเขาก็แสดงออกอย่างเปิดเผยแม้วายุรินทร์จะอายุมากกว่า 2 ปีก็เถอะ กฤษณะอยากเชียร์ให้ทั้งคู่ลงเอยกันด้วยดี เพราะณัฐพงศ์เป็นคนขยัน มีน้ำใจ และมีความรับผิดชอบไม่ต่างจากวายุรินทร์ แต่สำหรับกมลรัตน์เธอแอบชอบณัฐพงศ์อยู่เงียบๆ โดยไม่มีใครรู้ บางครั้งอาจรู้สึกเจ็บบ้างเมื่อเห็นณัฐพงศ์มีท่าทางเอาอกเอาใจวายุรินทร์เป็นพิเศษ แต่กมลรัตน์ก็ไม่ได้โกรธเคืองหรือรู้สึกอิจฉาวายุรินทร์เลย เพราะเธอรู้ดีว่าความรักมันบังคับกันไม่ได้ เหมือนๆ กับที่เธอบังคับใจตัวเองให้เลิกชอบณัฐพงศ์ไม่ได้นั่นแหละ

            และกมลรัตน์ก็รู้ดีว่าวายุรินทร์ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรให้ณัฐพงศ์เลยนอกจากความสนิทสนมระหว่างเพื่อนในกลุ่ม เธอเคยแกล้งแซววายุรินทร์เกี่ยวกับณัฐพงศ์แต่วายุรินทร์กลับกล่าวมาด้วยสีหน้าจริงจัง

            จะแซวอะไรพี่ก็แซวได้นะลูกหมู แต่อย่าแซวพี่เรื่องณัฐ พี่ไม่ชอบ

          พี่วาไม่ชอบณัฐสักนิดเลยเหรอ? จำได้ว่าเธอถามกลับไปแบบนั้น

            ชอบ ณัฐเขาเป็นคนดี ขยัน มีน้ำใจ ทำไมพี่จะไม่ชอบ แต่พี่ไม่ได้คิดอะไรมากกว่าเพื่อนร่วมงาน

          น่าสงสารณัฐนะ เขาชอบพี่วามากเลยรู้มั้ย?

          ทำไงได้ล่ะ วายุรินทร์ตอบกลับมาเพียงแค่นั้น และบทสนทนาสำหรับเรื่องนี้ก็จบลง พร้อมกับที่กมลรัตน์เลิกแซววายุรินทร์กับณัฐพงศ์ตั้งแต่นั้นมา

           

            หลังจากทานมื้อเที่ยงกับเพื่อนร่วมงานเสร็จ และคนอื่นต้องกลับไปทำงานต่อ วายุรินทร์จึงถือโอกาสลงไปเดินดูของใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างฯ เพื่อหาซื้อของใช้จำเป็นที่ใกล้จะหมดเข้าห้อง และหอบของพะรุงพะรังกลับอพาร์ตเมนต์เหมือนตอนที่หอบออกมา ต่างกันที่ขามาหอบของฝากแต่ขากลับหอบของใช้

 

            ครืด.......ครืด..........

ระบบสั่นของโทรศัพท์ทำงาน ตามมาด้วยเสียงเพลงสายเรียกเข้าที่เจ้าของตั้งไว้เฉพาะเบอร์คนพิเศษ ขณะเจ้าของกำลังนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน เธอเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ได้ละสายตาจากหน้าจอมอนิเตอร์เลย

            สวัสดีค่ะ

            แหม รับโทรศัพท์เสียงหวานเชียวนะ มองเบอร์คนคุ้นเคยเป็นเบอร์หนุ่มที่ไหนเหรอ?

            อ้าว แกเองหรือไอ้วา ไม่น่าหลวมตัวรับเลย พลาดไปแล้ว อ้อมดาวรับมุกจากเพื่อน โทรมาทำไมวะ คนกำลังทำงาน รบกวน ไม่รู้หรือไง?

            คิดถึง เลิกงานแล้วแวะมาหาหน่อยสิ มีเรื่องอยากคุย

            แหม คิดถึง พูดซะขนลุก มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?แม้จะพูดกัดแกมหยอก แต่น้ำเสียงที่ถามกลับเจือความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด

            อืม มี หญิงสาวหยุดเว้นนิดหนึ่ง พอให้ปลายสายสงสัย ค่อยคุยกันตอนเย็นดีกว่า และประโยคนี้ก็ทำให้อ้อมดาวสงสัยจริงๆ

            บอกหน่อยไม่ได้เหรอว่าเรื่องอะไร?

            เหอะน่า มาแล้วก็รู้เอง เจอกันตอนเย็นนะ พูดจบเธอก็ตัดสายไปทันทีโดยไม่รอให้อ้อมดาวได้พูดอะไรอีก

            อ้าว เฮ้ย ไอ้นี่ อะไรของมันวะ ยังไม่ทันได้ถามเลยว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ปลายสายได้แต่จ้องมองโทรศัพท์พร้อมกับบ่นพึมพำคนเดียว แล้วหันมาทำงานที่ทำค้างไว้ต่อ แม้จะยังสงสัยเรื่องที่วายุรินทร์อยากคุยอยู่ตงิดๆ แต่ก็พยายามตัดความคิดนั้นทิ้งเสีย

 

            วายุรินทร์นั่งหน้าดำคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มาร่วมสามชั่วโมง และคงจะนั่งอยู่อย่างนั้นต่อไปไม่มีทีท่าว่าจะขยับลุกไปไหน ถ้าโทรศัพท์เครื่องจิ๋วไม่ส่งเสียงร้องครางบอกเจ้าของเมื่อมีสัญญาณสายเรียกเข้า ร่างบางผละลุกจากเก้าอี้หน้าคอมฯมายังโต๊ะหัวเตียงเพื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนกดรับและกรอกเสียงลง

            ว่าไงจ๊ะที่รัก? ขาเรียว ยาว ก้าวกลับมาประจำยังเก้าอี้ตัวเดิม

            ทำอะไรอยู่เนี่ย?

            ทำโปรเจ็คต์อยู่ มีอะไรรึเปล่า?

            ก็จะโทรมาถามเรื่องโปรเจ็คต์นี่แหละ ไปถึงไหนแล้ว?

            จะให้ไปถึงไหนล่ะ นั่งหน้าดำหน้าแดงอยู่เนี่ย สั่งรันโปรแกรมกี่ทีกี่ที ก็เจอแต่ error ไม่รู้มันผิดตรงไหน หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จะทุบคอมฯทิ้งไปหลายรอบแล้ว คนพูดบ่นหงิดหงิดที่ต้องนั่งแหง็กจ้องจอคอมพิวเตอร์อย่างไม่รู้จะจัดการกับ error ที่เกิดยังไงดี ทำให้โปรเจ็คต์ในส่วนที่ตนรับผิดชอบไม่คืบหน้าไปด้วย

            เอาน่า ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ คิด อย่างวานี่สบายอยู่แล้ว เดี๋ยวคงหาเจอเองแหละว่ามันผิดพลาดตรงไหน ปลายสายพยายามปลอบโยน หลังจากฟังน้ำเสียงเพื่อนแล้วเธอสามารถจินตนาการได้เลยว่าวายุรินทร์กำลังอยู่ในอาการแบบใด ที่โทรมาเนี่ยจะบอกว่าวันศุกร์นี้ จะนัดไปนอนที่บ้านกานต์กันนะ สะดวกหรือเปล่า?

            วันศุกร์นี้เหรอ ค้างกี่คืนล่ะ?

            คืนวันศุกร์กะคืนวันเสาร์ กลับบ่ายวันอาทิตย์จ้ะ

            คงได้มั้ง  ...เดี๋ยวค่อยโทรไปคอนเฟิร์มอีกทีละกัน ครบทีมมั้ย?

            ขึ้นอยู่กับวาแหละ ถ้าวาไปได้ก็ครบ แต่ถ้าวาไปไม่ได้ก็ไม่ครบ

            นั่น กดดันกันเห็นๆ เสียงอีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ จะพยายามแล้วกันนะจ๊ะเพื่อนรัก

            จ้า งั้นแค่นี้แหละ กลับไปนั่งหน้าดำหน้าแดงอยู่หน้าคอมฯต่อเถอะ

            หือ... หมดประโยชน์แล้วถีบหัวเลยนะหญิงสาวตัดพ้อ ก่อนกดตัดสัญญาณของเครื่องเล็กจิ๋วในมือ แล้วหันไปให้ความสนใจกับจอ LCD ขนาด 17 นิ้วตรงหน้าต่อ

           

            หา!! แกว่าอะไรนะไอ้วา?!” เพื่อนสาวร้องลั่นห้องเมื่อวายุรินทร์พูดจบประโยค

            เลิกงานแล้วอ้อมดาวก็รีบดิ่งมาหาวายุรินทร์ตามที่นัดกันไว้ทันที ด้วยความสงสัยอยู่ครามครันว่าแม่เพื่อนตัวดีมีเรื่องสำคัญอะไรนักหนา ถึงได้อมพะนำไม่ยอมแพร่งพรายใดๆ ให้รับรู้แม้แต่น้อย

            ฉันบอกว่า ฉันจะแต่งงาน คนที่นั่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับอาการตกใจของเพื่อนบอกซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ธรรมดา แต่คนฟังแทบจะลมจับ ล้มตึงทั้งยืน ตกใจจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

            อะไรวา? แกจะแต่งงานอะไร? ที่ไหน? กับใคร? เมื่อไหร่? แล้วไปรักกันตอนไหน? ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่อง? โอยจะบ้าตาย!” อ้อมดาวรัวคำถามเป็นชุด

            พอๆ ยัยอุ้ม พอเลย เอาทีละคำถามได้มั้ย ฉันฟังไม่ทัน

            ก็ฉันสงสัยนี่ อะไรกัน คบกันมาตั้งสองสามปี ฉันไม่เห็นแกจะควงใครที่ไหน แล้วอยู่ๆ มาบอกว่าจะแต่งงาน แกคิดว่าฉันควรจะทำยังไง พยักหน้ารับรู้แล้วบอกว่า เออดี งั้นเหรอ? เพื่อนสาวประชดด้วยน้ำเสียงขุ่น ก่อนทำหน้าขึงขัง จริงจัง เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย ให้หมดด้วย

            ฉันไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง? กล่าวได้เท่านั้นก็เงียบไปซะเฉยๆ ถึงตอนนี้สีหน้าสีตาบอกว่าเจ้าตัวเองก็เริ่มสับสน งุนงงอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

             เอ๊ะ! ยังไง? แกนี่ ก็ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใครล่ะ? แล้วแกไปรู้จักกันได้ยังไง? เมื่อไหร่? ฉันรู้จักมั้ย? ว่าที่เจ้าบ่าวของแกน่ะ อีกครั้งที่อ้อมดาวรัวคำถามใส่วายุรินทร์อย่างอึดอัดขัดใจกับอาการอมพะนำของเพื่อนรัก

            แกไม่รู้จักหรอก ขนาดฉันยังไม่รู้จักเลย

            หา!? แกไม่รู้จัก? พูดมาได้ยังไงว่าไม่รู้จัก จะแต่งงานกันอยู่แล้วเนี่ยนะ! อย่าบอกนะว่าโดนจับให้แต่งงานกัน อ้อมดาวหรี่ตามองคู่สนทนา ฉันไม่เชื่อหรอก นั่นมันยุคเต่าล้านปี ยุคสมัยไดโนเสาร์ยังวิ่งกันพล่าน เราข้ามมาถึงยุคไหนๆ กันแล้ว อย่าแต่งนิยายน้ำเน่ามาหลอกฉันให้ยากเลย บอกฉันมาดีๆ เรื่องมันเป็นยังไง หรือว่าแกไปพลาดท่าจนท้องป่อง ไหนดูสิ พุงยืนออกมาหรือเปล่า? พูดจบอ้อมดาวก็หันไปคว้าเอววายุรินทร์เพื่อพิสูจน์ความจริงว่าเป็นอย่างที่ตนคิดหรือไม่

            เฮ้ย! ไอ้บ้า ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ มายุ่งอะไรกับพุงฉัน บอกให้ปล่อยไงเล่า ร่างบางพยายามเบี่ยงตัวหนีมือสำรวจตรวจตราของเพื่อนรัก ตะโกนขู่ลั่น แกคิดว่าฉันเป็นคนยังไง ปากเสียนะแก เดี๋ยวได้โดนสับคอหมกห้องนี่แหละ

            เอ้า... จะให้ฉันคิดว่าไงล่ะ? ในเมื่อนิยายน้ำเน่าของแกมันหลอกฉันไม่ได้

            ฉันไม่ได้แต่งนิยาย ยังไม่ได้พูดอะไรเลย แกคิดเองเออเอง แล้วก็ไปได้เป็นตุเป็นตะ

             แล้วตกลงเรื่องมันเป็นยังไงล่ะ แกก็บอกมาสิ

            ก็อย่างที่แกว่านั่นแหละ โดนจับคลุมถุง อ๊ะ! แต่ฉันไม่ได้ท้องนะ!” เสียงใสรีบปฏิเสธทันควัน มือเรียวยกขึ้นกุมท้องตนเองพลางเบี่ยงกายหนีเมื่อเห็นสายตาของอ้อมดาวที่ลดลงต่ำ

            ฉันไม่เชื่อ!” อ้อมดาวสวนกลับ เสียงแข็ง จริงจัง

            ไม่เชื่อเรื่องอะไร? เรื่องแต่งงานหรือเรื่องท้อง? แต่ไม่ว่าแกจะไม่เชื่อเรื่องอะไรก็ไม่สำคัญหรอก เพราะมันเป็นเรื่องจริง...ทั้งสองเรื่อง คนพูดเน้นช้าๆ ชัดๆ จนคนฟังกล่าวได้เพียง

            เวรกรรม!” แล้วอ้อมดาวก็หงายหลัง ทิ้งน้ำหนักตัวพิงพนักโซฟาอย่างคนหมดสิ้นเรี่ยวแรง

            ไปไงมาไงถึงได้เป็นแบบนี้? ฉันงงไปหมดแล้วเมื่อตั้งสติได้ เธอจึงเริ่มซักไซร้เป็นงานเป็นการ ถึงแม้จะยังสับสนอยู่มากมายเพียงไร แต่น้ำเสียงและท่าทางที่แสดงออกนั้นเจือความห่วงใยไว้เต็มเปี่ยม

            วายุรินทร์จึงเล่าถึงเหตุผลการแต่งงานให้อ้อมดาวฟังคร่าวๆ แต่ยังกั๊กไว้ในส่วนของข้อตกลงที่มีกับภูพงษ์

            แล้วแกจะเอาไง? ฟังจบอ้อมดาวก็ถามขึ้น

            ก็แต่ง

            โห ง่ายขนาดนั้นเลย? เธอเลิกคิ้วถามด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อถือ

            ทำไมต้องทำอะไรให้มันยากล่ะ? ในเมื่อเรามีข้อตกลงร่วมกัน ความต้องการเดียวกัน

            ข้อตกลง? ความต้องการ?

            ประโยคของวายุรินทร์ทำให้อ้อมดาวขมวดคิ้วแปลกใจ เธอเลยต้องคลายความสงสัยให้เพื่อนรักอีกเรื่อง

            แต่งเสร็จต่างคนต่างอยู่ เขาก็อยู่ของเขา ฉันก็อยู่ของฉัน สักพักก็หย่า...

แทนที่ประโยคนี้ของวายุรินทร์จะทำให้เพื่อนรักคลายสงสัยและสบายใจขึ้น เจ้าหล่อนกลับหน้าเหวอหลังสมองประมวลผลความหมายในประโยคเสร็จสิ้น

            อะไรกัน? นี่แกตั้งใจจะหย่าตั้งแต่ยังไม่ทันแต่งเลยเหรอ? แกเป็นผู้หญิงนะเว้ย แต่งไปแล้วถึงไม่ได้นอนกับผู้ชายยังไงก็เสียหายอ้อมดาวเป็นห่วงวายุรินทร์ในทุกเรื่องเสมอ และเรื่องนี้ก็ไม่เว้น เธอไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแต่งงานที่มีผลลัพธ์ชัดเจนอยู่แล้วนั่นคือการหย่า

            การแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรัก มีผลสองทางคือ หนึ่งไปด้วยกันไม่รอดสุดท้ายก็ทางใครทางมัน และสองทั้งคู่อาจจะรักกันหลังจากได้เรียนรู้นิสัยใจคอกันแล้ว แต่ชีวิตจริงไม่ใช่นิยายน้ำเน่า กรณีนี้จึงดูท่าจะมีโอกาสเป็นไปได้น้อยเต็มทีที่ความรักจะผลิบาน อย่าว่าแต่คนที่ไม่เคยรู้จักกันเลย แม้แต่คู่รักที่รักกันปานจะกลืนกิน ร่วมปลูกต้นรักด้วยกันมาหลายปีดีดัก แต่งงานอยู่ด้วยกันไม่กี่ปีแล้วต้องแยกทางกันก็มีให้เห็นอยู่ถมไป แล้วอย่างวายุรินทร์กับผู้ชายคนนั้น จะลงเอยอย่างไร อ้อมดาวไม่อยากจะคิดให้เสียเวลา ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์ต้องเป็นทางใครทางมันอย่างไม่ต้องสงสัย

            ฉันจะเสียหายอะไร? อีกครั้งที่เจ้าของเรื่องไม่นึกทุกข์ร้อน จนอ้อมดาวรู้สึกโมโหขึ้นมาตงิดๆ

            ก็แกจะแต่งงานมีผัวนะวา! เข้าใจคำว่า มีผัว มั้ย หึ? คนพูดระงับอาการยั้วะคนตรงหน้าไว้ไม่ไหว ถึงกับระเบิดอารมณ์ออกมา เน้นคำว่า มีผัวชัดถ้อยชัดคำ หวังให้มันได้แทงทะลุไปถึงเซลล์สมองส่วนลึกของคนตรงหน้าบ้าง พอเธอมีผัวใครๆ เค้าก็จะรู้กันทั่วว่าเธอมีผัว แล้วไหนจะคำว่า นาง ที่มันฟ้องอยู่ทนโท่ในบัตรประชาชนเธออีกล่ะ

            โธ่เอ้ย ยัยแม่ชี ใครมันจะรู้ว่าฉันมีผัวแล้วหรือยังไม่มีก็ช่างมันซี ฉันไม่เห็นจะแคร์ เธอทำท่ายักไหล่ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาแสนธรรมดา แล้วอีกอย่างนะ กฎหมายใหม่เขาออกมาแล้วให้ผู้หญิงที่หย่ากับสามีเลือกได้ว่าใช้คำว่า นาง หรือ นางสาว เธอไปจำศีลอยู่วัดไหนล่ะถึงไม่รู้เรื่องคำพูดราวกับไม่อินังขังขอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่ภายในใจนั้น ใครจะรู้ว่าเธอพะวักพะวงไม่ต่างจากอ้อมดาวเลย

            ความจริงวายุรินทร์ตั้งใจจะไม่บอกใครเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่อ้อมดาวคือข้อยกเว้น เพราะเธอคือเพื่อนรักที่สนิทที่สุด หากเพื่อนคนนี้มารู้ทีหลัง จะทำให้เสียใจเสียความรู้สึกและคบกันได้ไม่สนิทใจเหมือนที่เป็นมา เธอไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

            ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดี เธอไม่เคยมีนิสัยยอมใครนี่นา โดยเฉพาะเรื่องคลุมถุงชน ฉันเห็นดูละครแนวนี้ทีไร เธอบ่นจนละครเค้าเน่าเฟะทุกที แล้วทำไมพอมาเจอกับตัวเองถึงได้ยอมง่ายๆ ล่ะ เอ๊ะ! หรือว่าดันหลงเสน่ห์พระเอกของเรื่อง?ประโยคสุดท้ายอ้อมดาวจ้องหน้าเพื่อนรักด้วยดวงตาพราวพราย ผสานความสงสัยเต็มเปี่ยม

            ถ้าหลงเสน่ห์ฉันจะวางแผนหย่าทำไม?

            จะไปรู้เหรอ ก็อาจทำเป็นฟอร์มไง หรือบางทีเจ้าบ่าวเขาไม่อยากแต่ง แกเลยแกล้งสร้างเงื่อนไขก็เป็นได้อ้อมดาวยังล้อไปเรื่อย

            นี่ ไม่ต้องมาคิดทุเรศเลย อย่างฉันนะจะใช้วิธีแบบนั้น ไม่มีทาง

            คนฟังได้แต่กลั้วหัวเราะในลำคอ

            แล้วนี่ แกจะแต่งเมื่อไหร่?

            ยังไม่รู้เหมือนกัน ให้ผู้ใหญ่เค้าจัดการเรื่องงาน เรื่องต่างๆ กันเอง ฉันก็แค่เตรียมตัวเข้าพิธีวิวาห์ ฟังดูหรูชะมัดเลยนะแก พิธีวิวาห์ คนพูดทำท่าเคลิ้มฝัน

            ดูแกจะมีความสุขกับงานแต่งดีเนอะ เลยโดนเหน็บด้วยความหมั่นไส้จากเพื่อนรักเข้าให้อีกชุดฉันว่าข้อสงสัยที่แกอาจหลงเสน่ห์พระเอกดูท่าจะเข้าเค้าว่ะ

 

            ทางด้านคุณอรภา เมื่อรู้จากปากลูกชายในเย็นวันหนึ่งหลังจากที่ภูพงษ์กลับมาจากสวนปาล์มซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆ สวนที่เขาบุกเบิก ว่าเขายินดีแต่งงานตามที่แม่ต้องการ และให้นางจัดการเรื่องงานแต่งได้เลย คุณอรภาก็ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่

            จริงๆ รึตาพงษ์ นี่ลูกพูดจริงๆ รึ?

            จริงสิครับแม่ ผมจะโกหกแม่ทำไมกัน? ชายหนุ่มโอบเอวมารดาอย่างประจบประแจง น้อยคนที่จะเห็นว่าเขาก็ทำกิริยาแบบนี้เป็น คงเฉพาะมารดาและแม่วาดแม่บ้านคนสนิทเท่านั้นแหละที่มีโอกาสได้เห็น และรับรู้กิริยาขี้อ้อนของชายหนุ่มที่นานๆ จะแสดงเสียที

            ผมทำตามใจแม่แล้วนะครับ ต่อไปแม่ก็ต้องตามใจผมบ้าง

            ตามใจเรื่องอะไรล่ะ หึ? ลูกอยากได้อะไร? คุณอรภามีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยกับคำพูดของลูกชาย หากแต่ความดีใจมีเกินกว่าความแปลกใจมากนัก นางจึงไม่ใส่ใจอะไรอีกเมื่อภูพงษ์บอก

            ไม่มีอะไรหรอกครับแม่

            ชายหนุ่มกำลังคิดว่า เขาตามใจมารดาเรื่องแต่งงานแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของเขาที่จะตัดสินใจทุกอย่างเอง แค่ยอมมารดาในบางเรื่อง และเขาสามารถควบคุมบางเรื่องได้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาให้เขาต้องปวดหัวอีก ...หากแต่บางทีชายหนุ่มอาจคิดผิดก็เป็นได้

            แล้วที่ลูกไปบ้านน้ายุพินเมื่อสองวันก่อนก็เพราะเรื่องนี้ใช่ไหม? คุยกับน้องเค้าเรียบร้อยดีแล้วนะ?

            เมื่อคืนวานลูกชายนางหายไปทั้งคืน พอตอนบ่ายถึงได้กลับมาพร้อมกับของฝากสองลังใหญ่ บอกเพียงแค่ว่าน้ายุพินฝากมาให้ นางจะเอ่ยปากถามว่าไปไงมาไงถึงได้ของฝากมาจากน้ายุพิน พ่อลูกชายตัวดีก็ชิงตัดบทหนีเข้าไปดูคนงานในสวน นางได้แต่เก็บอาการยิบๆ ของความสงสัยใคร่รู้เอาไว้ ตั้งใจจะหาโอกาสเค้นเรื่องที่ตนสงสัยออกมาให้ได้ แต่ไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไร พ่อเจ้าประคุณก็ถาม

            แม่จะให้ผมแต่งงานเมื่อไหร่ครับ? เมื่อนางถามกลับว่าแต่งงานกับใคร ก็ได้ยินเสียงตอบ

            ก็หนูวาของแม่ไงครับ จะให้แต่งเมื่อไหร่ก็จัดงานได้เลยนะครับ ผมพร้อมแล้ว นางได้แต่อึ้ง สงสัยอยู่ในใจ มันคิดอะไรของมัน? ทีตอนแรกทำท่าจะไม่ยอมท่าเดียว พอมาตอนนี้ล่ะมาบอก จัดงานได้เลย ผมพร้อมแล้ว นางล่ะไม่เข้าใจเจ้าลูกชายจริงๆ ทั้งที่เลี้ยงมากับมือ

            แต่ไม่ว่าจะยังไงนางก็ดีใจเป็นที่สุด ลูกชายจะเป็นฝั่งเป็นฝากับลูกสะใภ้ที่ถูกใจ แล้วอีกหน่อยนางก็จะได้อุ้มหลาน ใบหน้าอวบกลมตามแบบฉบับของคนอยู่ดีกินดีและมีสง่าราศีสว่างสดใสไปด้วยความสมหวัง

 


---------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

372 ความคิดเห็น

  1. #365 koong-Gyu Hyun (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 11:03
    สนุกมากๆค่ะ
    #365
    0
  2. #78 mydei (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 17:18
    สนุกมากมาย
    #78
    0
  3. #14 น้องน้ำค้าง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 17:51
    น้ำค้างก้อชอบกล้วยไม้นะ แต่ซื้อมาเลี้ยงทีไรไม่เคยออกดอกสักกะที จะมีก้ออีตอนที่ซื้อมานั่นแระ หลังจากนั้นก้อมีแต่ต้นกะใบไร้ดอก สงสัยกล้วยไม้จะเป็นกล้วมม้วยเสียกระมัง ว่าแต่ดำเหมือนเหนี่ยงเนี่ย มันยังไงเหรอค่ะ เพราะเคยได้ยินแต่ดำเหมือนเมี่ยงนะค่ะ
    #14
    0