บ่วงดวงใจ (the end)

ตอนที่ 4 : บทที่ ๓ เผชิญหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,533
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    19 เม.ย. 53

บทที่ ๓ เผชิญหน้า

 

            เสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านทำให้นางยุพินซึ่งกำลังผัดหมูกับผักคะน้าอาหารรายการสุดท้ายของมื้อเย็นเสร็จพอดี จัดการปิดเตาแก๊ส ก่อนจะเดินออกจากครัวมาดูแขกผู้มาเยี่ยมเยียน

            ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผิวเข้มคนหนึ่งปิดประตูรถ และก้าวเดินอย่างมั่นคงตรงมาที่นางยืนอยู่

            อ้าว... พ่อพงษ์ ไปไงมาไงล่ะเนี่ย ทำไมมาถึงนี่ได้ล่ะ? เจ้าของบ้านร้องทักหลังเห็นหน้าผู้มาเยือนชัด

            สวัสดีครับ น้ายุพิน ชายหนุ่มยิ้มอ่อนน้อม ยกมือไหว้ญาติผู้ใหญ่ด้วยความเคารพ พอดีผมมาทำธุระน่ะครับ จำได้ว่าบ้านน้ายุพินอยู่แถวนี้  เลยแวะมาเยี่ยม... มีเรื่องอยากคุยกับ ...ลูกสาวน้าด้วยครับ เสียงพูดอ้ำอึ้งไปนิด ก่อนจะหลุดประโยคสุดท้ายออกมา

            ธุระที่เขาเอ่ยถึงก็คือการมาคุยตกลงเรื่องที่ทำให้เขาหัวเสียมาจนถึงตอนนี้นั่นแหละ เมื่อรู้ชัดแล้วว่าคราวนี้มารดาของเขาเอาจริงแน่ ชายหนุ่มแทบจะนั่งไม่ติดจนต้องจัดการสั่งงานที่ยังคั่งค้างอยู่ให้ลูกน้องดำเนินการต่อ ส่วนตัวเองก็บึ่งรถจากชุมพรมาถึงนี่ เพื่อตกลงกับหญิงสาวคู่กรณีก่อนที่เจ้าหล่อนจะกลับกรุงเทพฯในวันพรุ่งนี้ตามที่เลียบๆ เคียงๆ ถามจากมารดา บางทีการได้พูดคุยตกลงกับคู่กรณีก่อน ทุกอย่างอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

            ภูพงษ์ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องบ้าบอเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว เขาก็จำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มันดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควรตามวิถีที่เขาต้องการ

            มา เข้ามานั่งในบ้านก่อน เจ้าบ้านหญิงเอ่ยชวนด้วยความอารี ยัยวาไม่อยู่หรอกจ้ะพ่อพงษ์ เพื่อนเค้ามาชวนไปเล่นบาสฯกันที่สนามในโรงเรียน ทุ่มนึงโน่นแหละถึงจะกลับกันมานางหมายถึงโรงเรียนประถมใกล้บ้านที่เคยมอบความรู้และประสิทธิ์ประสาทวิชาให้บรรดาลูกๆ ทั้งสามของนางเมื่อในอดีต

            ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังด้านตรงข้ามกับที่เขานั่ง เพราะไม่อยากยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูให้เป็นการเสียมารยาท นาฬิกาบอกเวลาห้าโมงครึ่ง นี่เขาต้องมานั่งรอเจ้าหล่อนผู้หญิงที่เขาแทบจะไม่รู้จักถึงชั่วโมงครึ่งเชียวรึ อารมณ์หงุดหงิดเริ่มก่อตัว แต่เขามิได้แสดงออกทางสีหน้าให้ญาติสูงวัยเบื้องหน้าสังเกตเห็น

            มานครฯตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะพ่อพงษ์? แล้วนี่ทานข้าวทานปลามารึยัง? เดี๋ยวอยู่ทานข้าวด้วยกันเลยนะ

            เพิ่งมาถึงวันนี้ครับ

            อ้าว..เหรอ แล้วมีที่พักหรือยังล่ะ? พักอยู่บ้านน้ามั้ย จะได้ไม่ต้องลำบากไปหาที่พักให้เสียเงินเสียทองอีก ห้องตาวัฒน์น่ะว่าง เจ้าตัวเขากลับกรุงเทพฯไปสองวันแล้ว ต้องรีบไปสะสางงาน เห็นบอกว่าช่วงนี้ยุ่งๆ แล้วยังต้องลามางานแต่งแม่พิมพ์เป็นอาทิตย์อีก ยังบ่นอยู่เลยว่ากลับไปคงมีงานท่วมหัว

            ขอบคุณครับ แต่ผมคงไม่รบกวนดีกว่า ว่าจะไปพักโรงแรมน่ะครับ

            รบกงรบกวนอะไรกั๊น คนกันเองทั้งนั้น เดี๋ยวแม่เรารู้เข้าจะมาว่าน้าดูแลเราไม่ดีกันเท่านั้น เจ้าบ้านชวนคุยอย่างเป็นกันเอง ทำให้ผู้มาเยือนคลายอารมณ์มัวๆ ที่เพิ่งก่อตัวลงไปได้บ้าง แล้วนี่แม่เราเค้าสบายดีรึเปล่า? ทำไมไม่ชวนมาเที่ยวด้วยกันล่ะ ตอนงานแต่งยัยพิมพ์ น้าชวนมาเที่ยวบ้านก็บอกว่าเอาไว้โอกาสหน้า

            คุณแม่สบายดีครับ แต่ท่านไม่ทราบว่าผมจะมานครฯ ตอนออกมาก็รีบๆ เลยไม่ทันได้บอก

            อ๋อ... แล้วเค้าไม่เป็นห่วงแย่รึ? คนเป็นแม่ย่อมเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ด้วยกันดี ไม่ว่าลูกจะโตขนาดไหนแล้วก็ตาม แต่ใจแม่ก็ยังห่วงใยลูกไม่เสื่อมคลาย

            ก็กะว่าเดี๋ยวจะโทรไปบอกครับ แล้วนี่น้ายุพินอยู่คนเดียวเหรอครับ?

            จ้ะ ตาวิทไปประชุมกลุ่มสหกรณ์จังหวัดยังไม่กลับมาเลย สงสัยคงแวะไปหาเพื่อนๆ อีกตามเคย ส่วนน้ายุทธ์เขาก็โน่นแหละ อยู่สมาคมคนชราตามประสาคนแก่ว่างงาน คนพูดหัวเราะขำเมื่อกล่าวถึงสามีที่บรรดาลูกๆ ลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้วางมือจากงานที่ทำเนื่องจากอายุเลยเกษียณมาหลายปีแล้ว ทำให้คุณยงยุทธ์มีเวลาว่างไปสมาคมกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันได้บ่อยขึ้น

            เดี๋ยวพ่อพงษ์นั่งดูทีวีไปพลางๆ ก่อนนะ พอดีน้าเพิ่งทำกับข้าวเสร็จ ยังไม่ได้เก็บครัวให้เรียบร้อย ขอกลับเข้าไปจัดการหน่อย

            ตามสบายครับ ผมก็ขอถือโอกาสออกไปเดินเล่นรอบๆ บ้านนะครับ จะได้ยืดเส้นยืดสายไปด้วย

            อ้อ งั้นตามสบายนะพ่อพงษ์

            หลังจากนางยุพินเดินเข้าครัวไปแล้ว ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นเดินสำรวจห้องรับแขกคล้ายมองหาบางอย่าง จนสายตาไปสะดุดเข้ากับกรอบรูปใบหนึ่งที่วางอยู่บนชั้นเก็บหนังสือทั่วไปตรงมุมห้อง ขาแข็งแรงก้าวไปหยุดอยู่หน้าชั้นวางหนังสือนั้น แล้วเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปใบนั้นขึ้นมา จ้องมองแน่วนิ่งไปที่ใบหน้าหวานคมผสมอย่างกลมกลืนของคนในรูปถ่าย ซึ่งเป็นเด็กสาววัยใสคนหนึ่งอายุประมาณ 16-17 ปี ตัดผมสั้นเสมอใบหูอย่างทรงนักเรียนต่างจังหวัดทั่วไป กำลังฉีกยิ้มกว้างสดใสให้กับคนที่จ้องมอง

            ชายหนุ่มจ้องมองเนิ่นนานในทุกอย่างที่ประกอบเป็นใบหน้านั้น โดยเฉพาะดวงตากลมใส เหมือนจะมองให้รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างไรกันแน่ และเรื่องที่เขาคิดจะจัดการ เจ้าหล่อนจะให้ความร่วมมือได้แค่ไหน  ชายหนุ่มวางกรอบรูปใบนั้นกลับลงที่เดิม แล้วหันหลังก้าวออกไปเดินเล่นนอกบ้านตามที่ได้บอกเจ้าของบ้านไว้

            บ้านนิมิตกาลเป็นบ้านสองชั้นขนาดไม่ใหญ่นัก เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดกลาง ก่อสร้างด้วยปูนทั้งหลัง รูปแบบและการตกแต่งก็แสนจะเรียบง่าย ไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรู  ไม่โดดเด่น มีเครื่องอำนวยความสะดวกตามความจำเป็น แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น น่าอยู่อาศัย

            รอบตัวบ้านรายล้อมด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิด แซมด้วยไม้ใหญ่ประปราย อย่างเช่นขนุนซึ่งโคนต้นมีแคร่เล็กๆ ไว้นั่งเล่นนอนเล่นยามว่าง หรือจะเป็นต้นหูกวางที่ยื่นกิ่งแข็งแรงออกมาให้อาศัยผูกชิงช้าไว้ไกวเล่น แต่ดูท่าเจ้าชิงช้าตัวนี้จะร้างราคนนั่งมานาน และที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นซุ้มเฟื่องฟ้าที่อยู่หน้าบ้านเยื้องไปทางทิศตะวันออก มีดอกเฟื่องฟ้าหลากสีสัน คงมาจากการตัดต่อกิ่ง และขณะนี้มันกำลังแข่งกันออกดอกอวดสีสวยจนลานตา

            รอบบ้านมีรั้วลวดหนามที่ไม่สามารถมองเห็นลวดหนามได้แล้ว เพราะอัดแน่นไปด้วยไม้เลื้อยจนกลายเป็นรั้วธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ เว้นบริเวณทางเข้าไว้กว้างพอประมาณรถวิ่งเข้าออกได้

            เยื้องไปทางด้านหลังบ้านเล็กน้อยมีเรือนเล็กๆ หลังหนึ่ง ลักษณะเป็นเรือนโปร่งโล่ง มีไม้แขวนห้อยระย้าเต็มไปหมด เมื่อเดินเข้ามาใกล้ชายหนุ่มจึงเห็นว่าต้นไม้ที่แขวนห้อยอยู่นั้นส่วนใหญ่มีแต่กล้วยไม้ มีไม้แขวนชนิดอื่นแซมบ้างตามจุดต่างๆ ทำให้น่ามองยิ่งขึ้น คงจะเป็นเรือนกล้วยไม้ที่น้ายุทธ์เคยพูดถึง ชายหนุ่มคาดคิด

            เดินสำรวจเรือนกล้วยไม้จนทั่วภูพงษ์ก็นั่งทอดอารมณ์ครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ รวมทั้งเรื่องที่จะต้องจัดการในวันนี้ ไม่รู้ว่าทุกอย่างจะง่ายเหมือนที่เขาตั้งใจไว้หรือไม่ เธอ ผู้หญิงคนนั้น จะเต็มใจแต่งงานกับเขาหรือเปล่า จะคุยกันรู้เรื่องไหม แล้วเจ้าหล่อนจะให้ความร่วมมือกับเขาได้ดีแค่ไหน

            เมื่อรู้สึกว่ามานั่งอยู่ที่เรือนกล้วยไม้นานพอควร และทั่วบริเวณกำลังโดนความมืดโรยตัวลงมาปกคลุม ชายหนุ่มจึงลุกขึ้น ตั้งใจจะเดินเข้าบ้าน แต่ขณะที่เดินมาถึงซุ้มเฟื่องฟ้าซึ่งมีทางเดินเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวบ้านนั้น ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์เข้ามาจอดริมถนนชิดรั้วบ้าน ทำให้ต้องหยุดยืนสังเกตการณ์ภายใต้ร่มเงาเฟื่องฟ้านั้นเอง

            หญิงสาวคนหนึ่งก้าวลงจากรถมอเตอร์ไซด์ที่ตนซ้อนท้ายอยู่ ตบเบาๆ ไปบนหลังคนขับก่อนจะหันไปโบกมือให้อีกสองคนที่อยู่บนมอเตอร์ไซด์อีกคัน แล้วมอเตอร์ไซด์ทั้งสองก็ขับออกไป หญิงสาวคนนั้นจึงหมุนกายเดินเข้าบ้าน

 

            อ้าว  กลับมาแล้วเหรอวา? เสียงมารดาร้องถามทันทีที่เห็นลูกสาวเดินเข้ามาภายในบ้าน

            วันนี้มีอะไรกินบ้างคะแม่? วาหิ้วหิวเสียงใสร้องถามอย่างประจบประแจง

            ก็สองสามอย่างน่ะลูก วันนี้มีคนมาหาหนูด้วยแน่ะ

            ใครคะ? เธอขมวดคิ้วแปลกใจ เพราะเพื่อนที่คบกันอยู่ก็เพิ่งเจอกันตอนเล่นบาสฯ ส่วนคนอื่นๆ ระเห็จจากบ้านไปอยู่เมืองกรุง จะกลับกันมาทีก็ช่วงเทศกาล ไม่น่าจะมีใครมาเยี่ยมเธอช่วงนี้

            นางยุพินเหลือบมองไปทางด้านหลังของบุตรสาว ทำให้หญิงสาวต้องหันหลังกลับไปมองตามสายตามารดา จึงปะทะเข้ากับสายตาคมกล้าที่มองเธออยู่ก่อนแล้วคล้ายสำรวจอยู่ในที

            พ่อพงษ์ไปเดินเล่นแถวไหนมาล่ะ? น้าว่าจะออกไปตามอยู่แล้วเชียว

            ชื่อที่มารดาเอ่ยเรียกคนเบื้องหน้าทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอีกครั้ง และสงสัยอยู่ตงิดๆ เพราะมันช่างคุ้นเสียเหลือเกิน

            ก็รอบๆ บ้านนี่แหละครับ ชายหนุ่มเบนสายตาไปตอบคุณยุพินก่อนจะหันมาสำรวจหล่อนต่อ มองไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

            วันนี้วายุรินทร์ออกไปเล่นบาสเกตบอลกับเพื่อนๆ เธอจึงแต่งตัวสบายๆ ด้วยกางเกงยีนตัดขาสีซีดที่เลยเข่าขึ้นมาเล็กน้อย ด้วยฝีมือการตัดของเจ้าตัวเอง มีเส้นด้ายหลุดลุ่ยระอยู่ตามขาอ่อนจนดูน่ารำคาญมากกว่าจะดูเซ็กซี่ แต่ก็เซอร์ได้ใจ สวมทับด้วยเสื้อยืดสีเทาตัวโคร่งมีลายสกรีนรูปหัวกะโหลกสีดำอยู่ด้านหน้า ซึ่งเจ้าตัวไปจิ๊กของวัฒนันธ์มาตั้งแต่กลับบ้านเมื่อคราวก่อน แล้วก็ยึดเป็นของตนเองจนถึงบัดนี้ เก็บไว้ใช้ประจำเมื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน ผมที่ยาวกึ่งกลางหลังถูกมัดด้วยหนังยางแล้วม้วนเป็นมวยไว้ลวกๆ เพื่อไม่ให้เกะกะรำคาญเวลาต้องวิ่งไล่แย่งลูกบาสฯ บัดนี้หลุดลุ่ยรุงรัง จนน่ากลัวว่าถ้ามีนกบินผ่านมาสักตัวมันอาจเข้าใจผิดว่านี่เป็นรังของมัน ใบหน้าที่โดยปกติสวยคมแต่ไม่ถึงกับโดดเด่น และเจ้าตัวไม่ค่อยชอบแต่งหน้าด้วยแล้ว มีคราบเหงื่อทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เห็นทั้งใบหน้าและลำคอ สำหรับภูพงษ์แล้ว ดูไม่จืดเอาซะเลย

            นี่ พี่พงษ์ ลูกชายป้าภาไงจ๊ะวา ผู้เป็นมารดาเอ่ยแนะนำชายหนุ่มให้ลูกสาวรู้จัก

            คำแนะนำของนางทำให้หญิงสาวชะงักงัน ด้วยไม่คาดคิดว่าจะเจอชายหนุ่มที่อยู่ในความคิดของเธอตลอดสองวันที่ผ่านมารวดเร็วขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะสงสัยอยู่ครามครันจากชื่อที่มารดาใช้เรียกเขาครั้งแรก แต่ก็ยังภาวนาในใจขอให้ไม่ใช่คนที่เธอคิด

            สวัสดีค่ะ มือเรียวยกขึ้นไหว้ เพราะคนตรงหน้าอาวุโสกว่ามากนัก

            ชายหนุ่มเพียงแค่พยักหน้ารับโดยไม่กล่าวอะไร

            เดี๋ยวแม่จะไปจัดโต๊ะ ลูกอยู่คุยกับพี่เขาไปก่อนนะ

            พ่อกับพี่วิทล่ะคะแม่?เธอถามก่อนมารดาจะปลีกตัว

            พี่วิทเขาโทรมาบอกว่าจะแวะหาเพื่อนไม่ต้องรอ ส่วนพ่อเราก็คงจะติดลมอีกตามเคยไม่ต้องไปห่วงเขาหรอกลูก

            เดี๋ยววาไปช่วยแม่ด้วยดีกว่าค่ะ

            ไม่ต้องหรอกวา อยู่คุยเป็นเพื่อนพี่เขาดีกว่า นางยุพินกล่าวแล้วก็หันหลังเดินเข้าครัว เปิดโอกาสให้ทั้งลูกและหลานคุยทำความรู้จักกันเอง

            เมื่ออยู่กันตามลำพังสองคน วายุรินทร์ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นคุยอะไร จึงเลือกนิ่งเงียบเสียดีกว่า

            ออกไปคุยข้างนอกกันดีกว่ามั้ย? อีกคนเอ่ยชวน พร้อมกับเดินนำออกไปข้างนอกโดยไม่รอคำตอบจากหญิงสาวเหมือนบังคับอยู่ในที ทำให้วายุรินทร์ต้องเดินตามออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

            ชายหนุ่มออกมาหยุดตรงซุ้มเฟื่องฟ้าที่ใช้สังเกตการณ์เมื่อครู่ ส่วนวายุรินทร์เดินไปนั่งบนเก้าอี้เดี่ยวตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะหินอ่อนมากนัก

            คิดว่าคุณคงรู้เรื่องระหว่างเราแล้ว ผู้ชวนมาคุยข้างนอกเปิดฉากเจรจา

            เรื่องระหว่างเรา?อีกคนแสร้งเลิกคิ้วสงสัย ทำเป็นไม่เข้าใจความหมาย

            ใช่ เรื่องระหว่างเรา เรื่องที่คุณกับผมโดนจับให้แต่งงานกัน

            เมื่อคนตรงหน้าพูดโต้งๆ ออกมาชัดเจน เธอจึงจำต้องยอมรับ

            อ๋อ เรื่องนั้น ...ค่ะ ฉันรู้

            แล้วคุณจะเอายังไง?

            เอายังไงนี่คืออะไรล่ะคะ?ดูเหมือนวายุรินทร์จะสนุกที่ได้รวนคนตรงหน้า

            ผมคิดว่าคุณคงไม่เต็มใจจะแต่งงานกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนหรอกนะ

            คุณนี่ช่างรู้ใจฉันจริงเลยนะ ทั้งๆ ที่เรา ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน... เธอจงใจเน้นคำสุดท้าย

            ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาราบเรียบเหมือนไม่รู้สึกอะไร แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าถูกย้อนเข้าให้แล้ว

            เอ...แต่แม่เคยบอกว่าเราเคยเจอกันมาแล้วนี่คะ?

            ตั้งสิบเจ็ดปีมาแล้ว คุณคงไม่คิดหรอกนะ ว่าคนที่เจอกันสี่ห้าวันเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนมาบัดนี้ทุกอย่างจะยังเหมือนเดิม และดูเหมือนว่าการพบกันของเราในครั้งนั้นก็ไม่ค่อยจะประทับใจผมสักเท่าไหร่ แล้วอีกอย่าง ...คุณจำได้หรือเปล่าล่ะว่าเราเคยเจอกันมาแล้วเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน? คำถามนั้นมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเธอไม่มีทางจำเขาได้แน่นอน

            คุณมานี่คงไม่ใช่แค่จะมาคุยเรื่องไร้สาระพวกนี้หรอกนะคะ?น้ำเสียงที่ใช้กรุ่นไปด้วยอารมณ์โกรธ ด้วยเธอรู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ต้องการคำตอบสำหรับคำถามนี้หรอก เพราะเขามีคำตอบอยู่แล้ว แต่ที่ถามออกมาเพียงเพื่อจะย้ำให้เธอได้ตระหนักถึงความจริงมากกว่า และเธอก็ไม่อยากจะยอมรับว่าความคิดของเขาน่ะถูกต้องที่สุด เธอจำเขาไม่ได้!

            ผมมีเรื่องอยากตกลงกับคุณ เมื่อเธอเปิดโอกาส เขาก็ไม่อยากอ้อมโลก พูดกันตรงประเด็นไปเลยทุกอย่างจะได้จบลงเร็วๆ

            ยังไงคะ?

            ชายหนุ่มขยับถอยหลังไปพิงสะโพกบนพนักเก้าอี้ม้าหินอ่อนตรงหน้าหญิงสาว พลางกอดอกจ้องมองคนตรงหน้าเขม็ง ราวกับจะวัดใจหรือคะเนอะไรบางอย่าง

            ผมยังไม่อยากมีเมีย ชายหนุ่มเริ่ม แต่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงงานแต่งงานคราวนี้ได้ จึงอยากมาตกลงกับคุณว่าเราจะแต่งงานกันอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการ แต่ต่างคนต่างอยู่ ชีวิตใครชีวิตมัน เมื่อก่อนอยู่กันยังไงหลังแต่งงานเราก็จะอยู่กันยังงั้น ผมจะไม่วุ่นวายกับชีวิตคุณ คุณก็ไม่ต้องมาวุ่นวายกับชีวิตของผม คุณจะว่ายังไง?

คำพูดของเขาช่างราบเรียบเสมือนกำลังตกลงธุรกิจกันธรรมดาที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ง่ายๆ ได้ใจความครบถ้วน แต่วายุรินทร์อึ้งกิมกี่ตั้งแต่ที่ได้ยินประโยคแรก ผมยังไม่อยากมีเมีย มันช่างน่าโกรธ น่าอาย ดูเอาเถอะเขาทำราวกับว่าเธอเป็นเพียงแค่วัตถุไร้ประโยชน์ชิ้นหนึ่งที่มีคนโยนมาให้เขารับผิดชอบ ถ้าเขาจะไม่รับก็เหมือนกับแล้งน้ำใจเกินไป เลยต้องจำใจยอมรับไว้ แล้วเอาไปวางทิ้งไว้เฉยๆ เพราะมันไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขาเลย!

            ง่ายดีนะคะ ต่างคนต่างอยู่ ก่อนแต่งยังไง หลังแต่งก็ยังงั้น คนพูดทำเสียงเยาะ คุณหมายความว่า แต่งงานกันแล้วคุณก็เป็นหนุ่มชาวสวนของคุณต่อไป ส่วนฉันก็ไปใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ หรือจะท่องเสรีอยู่ที่ไหนก็ได้ตามที่ฉันต้องการ อย่างงั้นหรือคะ?

            คุณเข้าใจอะไรง่ายดีนี่ชายหนุ่มกล่าวชม

            แล้วผู้ใหญ่เขาไม่ว่าอะไรเหรอ ถ้าเราจะไม่อยู่ด้วยกัน?

            ก็ไม่เห็นจะยากอะไรเลยนี่ ในเมื่อคุณยังเรียนไม่จบ ประโยคนี้ของชายหนุ่มจี้ใจดำของวายุรินทร์เข้าอย่างจัง ทำให้เธอมีสีหน้าเข้มขึ้นแต่ยังพยายามข่มอารมณ์เต็มที่ เราก็แค่บอกว่าให้คุณไปเรียนปริญญาตรีของคุณให้จบ แค่นี้ก็คงไม่มีใครกล้าขัด ถ้าเราแต่งงานกันแล้ว ชีวิตหลังแต่งงานก็ขึ้นอยู่กับเราสองคน คงไม่มีใครอยากเข้ามาวุ่นวายหรอก

            คุณพูดง่ายดีจังเลยนะคะ แล้วคุณก็มีแต่ได้กับได้ คนพูดใช้น้ำเสียงประชดอย่างไม่ปิดบัง

            คุณพูดเหมือนคุณอยากแต่งงานกับผมนักหนา ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกัน

            เมื่อไม่มีความคิดเห็นของอีกฝ่ายเขาจึงกล่าวต่อ

            ความจริง ผมว่าเราต่างก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ผมได้ทำให้แม่ผมสบายใจ ส่วนคุณก็ได้อิสระหลังแต่งงาน

            แล้วมีแค่ฉันคนเดียวเหรอที่ได้อิสระหลังแต่งงาน คุณไม่ได้ด้วยรึไง?

            คุณต้องการจะบอกว่าผมได้ผลประโยชน์มากกว่าคุณงั้นเรอะ?

            คุณเข้าใจอะไรง่ายดีนี่ หญิงสาวเหน็บกลับด้วยประโยคที่เขาเคยใช้

            คุณต้องการอะไรมากกว่านี้ล่ะ?

            คำถามของเขาเป็นงานเป็นการ ทำให้หญิงสาวต้องครุ่นคิดบ้าง เธอเห็นทางรอดจากการแต่งงานในครั้งนี้อยู่รำไร ยังไงก็ต้องคว้าไว้ก่อน ประโยคที่ถามกลับไปจึงดูเป็นงานเป็นการตาม

          คุณคิดว่าเราจะแต่งงานกันนานแค่ไหน?

            ก็แล้วแต่นะ แต่ผมว่าคงจนกระทั่งคุณเรียนจบนั่นแหละ คุณคิดว่าจะใช้เวลาเรียนอีกนานแค่ไหนล่ะ?

            ประมาณปีนึง น้ำเสียงคนตอบกระชากนิดๆ อย่างไม่พอใจ ก็ทำไมเขาต้องเอาเรื่องเรียนของเธอมาเกี่ยวข้องด้วย มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยกับการที่เธอยังเรียนไม่จบ

            งั้น... เราก็คงต้องแต่งงานกันอย่างน้อยหนึ่งปีเป็นอย่างต่ำ ชายหนุ่มสรุป

            ถ้าฉันปฏิเสธเงื่อนไขการแต่งงานของคุณล่ะ?หญิงสาวแกล้งถาม

            เราก็คงต้องแต่งงานกันจริงๆ ...มั้ง ชายหนุ่มเว้นระยะนิดหนึ่ง...แล้วคุณก็เตรียมท้องโย้ได้เลย

            คุณ!” คนถูกบอกให้เตรียมท้องโย้ตาลุกวาวด้วยความโกรธ ถ้าแววตาสามารถเผาไหม้คนได้ชายหนุ่มตรงหน้าคงไหม้เกรียมเป็นตอตะโกไปแล้ว

            ทำไม? คนตรงหน้าเลิกคิ้วด้วยความสงสัย แต่ต่อให้เด็กห้าขวบดูก็รู้ว่าเสแสร้งชัดๆ ก็แม่ผมอยากได้หลาน ถ้าเราต้องแต่งงานกันแบบจริงจัง ผมก็คงต้องรีบปั๊มหลานให้แม่

            ยิ่งชายหนุ่มพูดมากเท่าไหร่วายุรินทร์ก็ยิ่งหน้าแดงก่ำ ทั้งโกรธทั้งอาย ก็เคยมีซะที่ไหนล่ะ คนแปลกหน้าเพิ่งเจอกันครั้งแรก(หลังจากที่ไม่ได้เจอกันเกือบ 17 ปี) มาพูดต่อหน้าหน้าตาเฉยว่าจะต้องรีบปั๊มลูก และคนที่ต้องมีเอี่ยวด้วยก็ไม่ใช่ใครอื่น ยิ่งคิดโลหิตในร่างกายยิ่งสูบฉีด

            ออ...แล้วคุณคงรู้นะว่าคนเราจะท้องโย้ได้เนี่ย ไม่ใช่แค่นอนมองตากันเฉยๆ ...แต่จะว่าไป คุณก็ไปใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสีอยู่ตั้งหลายปีนี่ เรื่องแบบนี้ คงจะคุ้นเคย... ถ้อยคำเสียดสี กับท่าทียียวน มันน่านักที่จะหาอะไรมาทุ่มใส่หัวให้สลบเหมือดไปสักวันสองวัน เผื่อโชคดีฟื้นขึ้นมาอีกครั้งไอ้ท่าทางยียวนกวนบาทามันจะน้อยลงมั่ง แต่วายุรินทร์ก็ได้แค่คิด

            ไม่ใช่แค่ปฏิเสธเงื่อนไขการแต่งงานของคุณเท่านั้น แต่ฉันขอปฏิเสธที่จะแต่งงานกับคุณ!” คนพูดพยายามข่มอารมณ์เดือดดาลไว้สุดความสามารถ ส่วนไอ้ความหวังรำไรที่เคยเห็นอยู่ลิบๆ ว่าจะมีคนมาหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ เธอก็ไม่อยากจะรับมันแล้ว เล่นดูถูกกันแบบนี้จะไปหวังพึ่งพาได้ยังไง เธอจะไปคุยกับมารดาเอง เชื่อแน่ว่าคงคุยกันง่ายกว่าผู้ชายตรงหน้านี้มากนัก และไม่ว่ามารดาจะยื่นเงื่อนไขอะไรเธอคงต้องยอมรับ แต่ให้ตายเถอะมันจำใจชะมัด!

            อันนี้คุณคงต้องไปพูดกับผู้ใหญ่เอาเอง ผมน่ะยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่ขอให้คุณทำสำเร็จนะครับ ผมจะได้ไปจ้างคณะสิงโตมาเชิดฉลองที่ยังสามารถครองตัวเป็นโสดอยู่ได้ต่อไป เอ...หรือว่าจะฉลองที่สามารถรอดพ้นบ่วงเวรบ่วงกรรมมาได้ดีนะ ประโยคสุดท้ายอาจฟังคล้ายรำพึงกับตัวเอง แต่ชายหนุ่มจงใจเสียดสีคนตรงหน้าเต็มๆ ปกติเขาก็ไม่ใช่คนปากร้ายอะไรนักหรอก แต่ทำไมกับผู้หญิงคนนี้เขาถึงได้พูดเสียดสีแดกดันหล่อนนักก็ไม่รู้ อาจเป็นเพราะเจ้าหล่อนเป็นต้นเหตุให้ชีวิตที่สุขสงบของเขาต้องวุ่นวาย และหลังจากที่ได้พบเจอกันวันนี้แล้วชายหนุ่มก็มั่นใจว่ามันจะต้องวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ เหมือนปรอทที่วิ่งอยู่ในเทอร์โมมิเตอร์ที่เอาไปจุ่มในน้ำเดือดเกินร้อยองศา สุดท้ายก็ โผล้ะ! ปรอทแตก

            ก็ดูแค่เบาะๆ อย่างวันนี้สิ เจอกันครั้งแรกก็เขม่นกันขนาดนี้ ใครกันนะที่เริ่มจุดชนวน เขาหรือเธอ?

            แต่เอาเถอะ จะใครก็ช่าง ร้ายมาเขาจะร้ายกลับ ยั้วะมาก็จะยั้วะกลับ เสียดสีประชดประชันมาแค่ไหนก็กลับไปแค่นั้น

            สำหรับวายุรินทร์นั้นโกรธจนลมออกหูมาหลายตลบแล้ว สีหน้าสลับกันไปมาทั้งหน้าดำหน้าแดง ไม่รู้ว่าจะตอกกลับยังไงให้สาสม ก็ดูอย่างประโยคเมื่อกี๊สิ มาหาว่าเธอเป็นบ่วงเวรบ่วงกรรมบ่วงมารมาผจญ มันน่าซัดให้คางเหลือง จนน้ำข้าวต้มก็ยังซดไม่ได้จริงๆ

            ได้ คุณพงษ์ ฉันรับข้อเสนอ แต่งงานกันอย่างน้อยหนึ่งปีเป็นอย่างต่ำ ต่างคนต่างอยู่ จะมีข้อเสนออะไรเพิ่มขึ้นอีกมั้ย? ด้วยความที่อยากเอาชนะคนตรงหน้า และหลังจากที่ไตร่ตรองดูแล้ว เห็นว่าประตูสำหรับทางรอดของเธอโดนปิดตายหมดทุกบาน ก็เห็นจะมีวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้นเป็นทางออกสุดท้าย ใส่เกียร์เต็มที่แล้วเหยียบคันเร่งเข้าชน ถึงจะดูเหมือนฆ่าตัวตายก็เถอะ แต่เธอจะไม่ยอมตายคนเดียวหรอก

            ยังไม่มี ตอนนี้เอาแค่ประเด็นสำคัญก็พอ รายละเอียดค่อยไปเติมเอาทีหลัง ใบหน้าชายหนุ่มยังคงราบเรียบไม่บ่งบอกความแปลกใจหรือดีใจที่คู่กรณีเปลี่ยนใจยอมรับข้อเสนอ

            หมายความว่าข้อเสนอสามารถมีเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ...ก็ดี เพราะข้อเสนอทั้งหมดที่มีตอนนี้คุณเป็นคนเรียกร้อง ของฉันยังไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ขาดทุนแย่ คนพูดยังพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนอย่างเต็มที่

            กินข้าวกันได้แล้วลูก ยัยวา พ่อพงษ์

เสียงของนางยุพินแทรกเข้ามายุติการสนทนา วายุรินทร์จึงลุกขึ้นเดินเข้าไปในบ้านโดยมีภูพงษ์เดินตามมาข้างหลัง

            เดี๋ยววาไปล้างหน้าก่อนนะคะแม่ หญิงสาวเดินเลยโต๊ะอาหารไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ติดกับห้องครัว ซึ่งเป็นห้องน้ำที่ใช้รับรองแขก หรือสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ต้องการความสะดวกโดยไม่ต้องเดินไปใช้ห้องน้ำด้านบน

            จ้ะ คุณยุพินตอบบุตรสาว ก่อนหันมาชวนชายหนุ่ม มา พ่อพงษ์ ตามสบายนะ ไม่ต้องเกรงใจ เราคนกันเองอยู่แล้ว

            ครับ ร่างสูง หนา นั่งลงบนเก้าอี้ข้างคุณยุพินซึ่งกำลังตักข้าวใส่จานส่งมาให้เขาพอดี

            วายุรินทร์เข้าไปล้างหน้าล้างตาชำระคราบเหงื่อไคลออกจากใบหน้าและลำคอเสร็จ ก็ออกมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างมารดา ตรงข้ามชายหนุ่ม

            คืนนี้ค้างที่นี่เลยนะพ่อพงษ์ ดึกแล้ว ขับรถเข้าเมืองตอนดึกมันไม่ดี เดี๋ยวให้ยัยวาจัดห้องให้น้ำเสียงเอื้ออารีนั้นทำให้ชายหนุ่มไม่ขัดข้องเพราะเห็นด้วยกับคุณยุพินที่ว่าดึกแล้ว นางจึงหันมาพูดกับบุตรสาวที่นั่งทานข้าวโดยไม่พูดไม่จา เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้ว ไปจัดห้องตาวัฒน์ให้พี่เขาหน่อยนะลูก

            ค่ะแม่

            แล้วนี่เสร็จธุระที่ทำแล้วรึยังล่ะ?

            อ๋อ เกือบเรียบร้อยแล้วครับ เหลือแค่ตกลงรายละเอียดอีกนิดหน่อย แต่คิดว่าคงไม่มีปัญหาเอ่ยตอบคุณยุพินแต่สายตาของชายหนุ่มกลับเหลือบมองไปทางหญิงสาว ซึ่งหันมามองเขาพอดีเหมือนกัน

            แล้วจะกลับชุมพรวันไหนล่ะ พรุ่งนี้เลยหรือเปล่า?

            ครับ ว่าจะกลับพรุ่งนี้เลย เป็นห่วงงานทางโน้นด้วย ตอนมามีงานบางอย่างยังไม่ลงตัว ไม่รู้ว่าทางโน้นจะจัดการเรียบร้อยดีหรือเปล่าครับ

            อ้อ งั้นรึ น่าเสียดายนะ นานๆ มาที น่าจะพักอยู่หลายๆ วัน นี่ถ้าพี่ภามาด้วย น้าจะให้อยู่สักอาทิตย์คนพูดมีท่าทางเสียดายจริงๆ

เอาไว้โอกาสหน้านะครับ เดี๋ยวผมจะพาคุณแม่มาเที่ยว

            ไม่ต้องมาพูดให้คนแก่มีความหวังหรอก เดี๋ยวกลับบ้านไปแล้วเราก็ทำแต่งาน จนลืมทางนี้เท่านั้นคุณยุพินประชดด้วยน้ำเสียงน้อยใจไม่จริงจังนักเหมือนชายหนุ่มเป็นลูกหลานที่สนิทของนางคนหนึ่ง

            ผมไม่ใช่คนขี้ลืมง่ายๆ หรอกครับ

ใบหน้าเปื้อนยิ้มรับความเอ็นดูจากคุณยุพินของคนตรงข้ามสร้างความหมั่นไส้ให้หญิงสาวอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะเป็นกำลัง ดูเอาเถอะ ต่อหน้าผู้ใหญ่ล่ะทำอ่อนน้อมถ่อมตน มีมารยาทผู้ดีขึ้นมาเชียว ทีตอนอยู่กับเธอสองต่อสองไปขุดนิสัยเถื่อนมาจากไหนก็ไม่รู้ คำพูดคำจาถึงได้ไร้การพัฒนาเหลือเกิน

            วายุรินทร์ได้แต่นั่งแดกดันชายหนุ่มในใจ โดยไม่คิดเลยว่าตัวเองก็มีพฤติกรรมไม่ต่างกัน ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเลย

 

            หลังจากทานอาหารเย็นที่กว่าจะได้ทานก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่มเสร็จ วายุรินทร์ก็ขอตัวขึ้นไปจัดห้องให้แขกหนุ่ม ส่วนคุณยุพินกับภูพงษ์เข้าไปนั่งดูทีวี และพูดคุยเรื่องทั่วไปกันที่ห้องนั่งเล่น ไม่นานเสียงใสก็ลงมาบอก

            ห้องเรียบร้อยแล้วนะคะ คนกล่าวหมุนตัวกลับ ตั้งใจจะไปอาบน้ำให้สบายตัวเสียทีหลังจากที่ทนเหนียวเหนอะมาหลายชั่วโมง

            เดี๋ยวสิวา จะรีบไปไหนล่ะลูก พาพี่เขาไปห้องก่อน คุณยุพินทักท้วงก่อนที่วายุรินทร์จะทันได้ก้าวเกินสองก้าว ไป พ่อพงษ์ ไปอาบน้ำอาบท่าจะได้สบายตัว แล้วเรายัยวา หาเสื้อผ้าให้พี่เขาเปลี่ยนด้วยนะ ประโยคหลังหันมากำชับบุตรสาว

            ค่ะ ตอบรับมารดา แต่ก็ยังไม่วายบ่นกระปอดกระแปดเบาๆ ทำยังกะพระราชา ต้องมีนางกำนัลนำ ถึงจะยอมเสด็จได้ บ้านก็หลังเล็กนิดเดียวขนาดควายมาเดินมันยังไม่หลงเลย

            ไม่ยักรู้ว่าบ้านคุณเคยมีควายเข้ามาเดินเล่นแล้ว ชายหนุ่มที่เดินตามมาด้านหลังเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้านิ่งสนิท

            วายุรินทร์กัดฟันกรอด ข่มอารมณ์เต็มที่

ปกติก็ไม่เคยมีหรอก เพิ่งจะมีโผล่มาวันนี้แหละ

            แล้วคุณได้คุยกับมันหรือยังล่ะ ไอ้ควายตัวนั้นน่ะ?ใบหน้าชายหนุ่มยังคงนิ่งสนิทไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม แต่ดวงตากลับมีประกายวิบวับพอใจเมื่อเห็นคนตรงหน้าถลึงตาใส่จนน่ากลัวว่าลูกตาจะหลุดออกมาจากเบ้า ให้มันรู้ซะมั่งว่าใครเป็นใคร

            พูดแบบนี้หมายความว่าไง?

            ก็ไม่ได้หมายความว่าไง แค่สงสัยว่าคุณจะพูดภาษาควายได้รึเปล่า

            คุณ!!” หญิงสาวแหวออกมา

            ไหนห้องผม? ชายหนุ่มตัดบทยุติการสนทนา เพราะทั้งคู่เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องๆ หนึ่งและมีห้องใกล้ๆ กันอีกสองห้อง

            ห้องนั้น เธอพยักหน้าไปยังห้องถัดจากห้องที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางสะบัด เพราะความเคืองในอารมณ์ที่มีต่อชายหนุ่มตรงหน้ายังไม่ได้รับการปลดปล่อย เสื้อผ้าอยู่ในตู้หาเอาเองแล้วกัน ผ้าเช็ดตัวอยู่บนเตียง แปรงสีฟันอยู่ในห้องน้ำ อยากได้อะไรก็หาเอาในห้องนั่นแหละ ขาดเหลืออะไรก็ไม่ต้องเรียกร้องแล้วนะ ฉันจัดให้ได้แค่นี้ น้ำเสียงที่ใช้ยังกรุ่นไปด้วยอารมณ์โกรธ พูดจบเจ้าตัวก็สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าไปผลักประตูห้องฝั่งตรงข้ามกับห้องที่บอกว่าเป็นของชายหนุ่ม แล้วผลุบหายเข้าไปข้างใน

            ภูพงษ์มองตามอมยิ้มขำ ก่อนจะหันมาเปิดประตูก้าวเข้าไปในห้องของตัวเองบ้าง

 

            ฮึ คนบ้า คนผีทะเล ผู้ชายเฮงซวย ไอ้คนปากจัด คอยดูนะ ฉันจะทำให้นายรู้ว่าวายุรินทร์คนนี้น่ะ ไม่ธรรมดา แล้วนายจะได้รู้จักฉันดีขึ้น วายุรินทร์ประเคนหมัดใส่หมอนข้างไม่ยั้ง เหมือนกับจะให้แรงหมัดนี้ส่งผลไปถึงผู้ชายตัวโตท่าทางยโส ที่ทำเก๊กท่าขรึม แต่มาด กวนโอ๊ย เป็นที่สุด

            ได้เลย ชวนใครลงสมรภูมิไม่ชวนดันมาชวนวายุรินทร์ ฉันนี่แหละจะเป็นแม่ทัพสับคอนายให้ตายคาสนามรบ แล้วนายจะได้รู้ว่าสิบขงเบ้งรึจะมาสู้วายุรินทร์คนนี้ หญิงสาวพูดกับตัวเองอย่างหมายมาด ก่อนจะลุกจากเตียงนอนไปคว้าผ้าขนหนูแล้วผลุบหายเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ในห้องนอน

 

            เป็นไงบ้างพ่อพงษ์ เมื่อคืนหลับสบายมั้ย? คุณยุพินร้องถามทันทีที่เห็นชายหนุ่มเดินลงมาจากชั้นบนของบ้าน ดื่มกาแฟก่อนมา

            หลับสบายดีครับ แล้วคนอื่นไปไหนกันหมดครับนี่?

            น้ายุทธ์ไปขลุกอยู่กับกล้วยไม้ของเขาตรงเรือนกล้วยไม้โน่นแน่ะ ตาวิทยังไม่ตื่น เมื่อคืนกลับเข้าบ้านมาก็จวนตีสามเข้าไปแล้ว ส่วนยัยวา รายนั้นเค้ารักสุขภาพ ออกไปวิ่งยังไม่กลับมาเลยจ้ะ นางกล่าวถึงคนในครอบครัวด้วยรอยยิ้มละไม

            วาเค้าออกไปวิ่งทุกวันหรือครับ?

            จ้ะ ตั้งแต่กลับมาก็ออกไปวิ่งทุกเช้าแหละ แต่ช่วงเย็นที่ไปเล่นบาสฯกันน่ะก็ไปบ้างไม่ไปบ้างแล้วแต่เพื่อนจะมารับ คุณยุพินเล่าเรื่อยเปื่อยตามประสาคนชอบคุย ทำให้ภูพงษ์ได้โอกาสเก็บข้อมูลไปด้วย

            สองคนนั่งคุยกันอีกครู่ใหญ่ ภูพงษ์จึงขอตัวไปทำความเคารพเจ้าบ้านฝ่ายชายที่เรือนกล้วยไม้ซึ่งตนได้ไปสำรวจมาแล้วเมื่อคืน ด้วยว่าตั้งแต่มาถึงจนขนาดค้างคืนที่บ้านเขาไปคืนนึงแล้วยังไม่มีโอกาสได้พบปะทักทายทำความเคารพเจ้าของบ้านเลย

 

            สวัสดีครับน้ายุทธ์ คำทักทายตามมาด้วยมือที่พนมขึ้นไหว้ผู้เป็นเจ้าของชื่อ ขยันแต่เช้าเลยนะครับ

            อ้าว พ่อพงษ์ตื่นนานแล้วเหรอ?

            ตื่นได้สักพักแล้วครับ

            เมื่อคืนน้ากลับบ้านมาราวๆ ห้าทุ่ม แม่ยุพินเค้าบอกว่าพ่อพงษ์มา เห็นว่าเข้านอนแล้วเลยไม่อยากกวน แล้วเป็นไงเมื่อคืนหลับสบายดีไหม?

            สบายดีครับ แล้วนี่น้ายุทธ์ทำอะไรอยู่ครับ?เบื้องหน้าคุณยงยุทธ์เต็มไปด้วยวัสดุและอุปกรณ์ปลูกกล้วยไม้

            อ๋อ ลงกล้วยไม้ใหม่น่ะ เมื่อวานบ้านนายวรเขาให้มา

            พันธุ์อะไรครับนี่? สวยดี

            เขาเรียกกุหลาบชมพูกระบี่

            กุหลาบชมพูกระบี่ ชายหนุ่มทวนชื่อ ไม่เคยได้ยินนะครับพันธุ์นี้ ต้นกำเนิดมาจากกระบี่หรือครับ?

            ใช่ มันถูกพบครั้งแรกที่จังหวัดกระบี่ ต่อมาพบที่จังหวัดใกล้เคียงกัน แถวพังงา แถวเกาะต่างๆ  ดอกมันก็สีแดงออกชมพูเขาจึงเรียกมันว่ากุหลาบชมพูกระบี่ บางที่ก็เรียกกุหลาบพวงชมพูผู้รอบรู้เรื่องกล้วยไม้เป็นอย่างดีอธิบาย

            เลี้ยงยากมั้ยครับ? ชายหนุ่มถามด้วยความสนใจ

            ไม่ยากหรอก มันชอบแสงแดดเยอะๆ สนใจอยากปลูกมั่งเรอะ?

            ครับ ถ้าได้พันธุ์ก็อยากลองดู

            เอาไว้มาคราวหน้าซี น้าจะขยายพันธุ์ไว้ให้ คุณยงยุทธ์กล่าวอย่างใจดี ด้วยถูกใจชายหนุ่มตรงหน้าที่สนใจในเรื่องที่ตนชอบ เอาพันธุ์อื่นไปลองปลูกดูก่อนมั้ยล่ะ มีตั้งหลายพันธุ์ พวกนี้น้าขยายพันธุ์ไว้แล้วทั้งนั้น คนพูดพยักพเยิดไปยังกล้วยไม้นานาพันธุ์ที่รายล้อม ชายหนุ่มจึงเดินดูรอบๆ อีกครั้งหลังจากที่มาสำรวจเมื่อวานตอนเย็นไปรอบหนึ่งแล้ว

 

            ทำอะไรอยู่คะแม่? ลูกสาวสุดที่รักซึ่งสวมเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกับกางเกงวอร์มสีน้ำเงินเข้ม มีคราบเหงื่อเต็มใบหน้าและลำคอเพราะเพิ่งกลับมาจากวิ่งออกกำลังกายยามเช้า แอบย่องเข้ามากอดเอวมารดาที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัวอย่างประจบประแจง

            อ้าว ยัยลูกคนนี้ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? แล้วเข้ามาเกะกะอะไรในครัว ออกไปข้างนอกไป๊ แม่ทำกับข้าวไม่สะดวก ผู้เป็นมารดาดุบุตรสาวไม่จริงจังนัก

            แม่อ่ะ วาอุตส่าห์ตั้งใจจะเข้ามาช่วย มาไล่กันได้ เสียความตั้งใจหมดบุตรสาวคนเดียวทำหน้ากระเง้ากระงอดใส่

            ช่วยอะไร ช่วยทำให้ช้า หรือว่าช่วยทำให้เละล่ะ? มารดารู้จักบุตรสาวของตนเองดี เรื่องงานครัวนั้นคุณเธอไม่เป็นสัปปะรดเลย เรื่องการบ้านการเรือนวายุรินทร์ทำได้ทุกอย่างถึงแม้จะไม่ดีเลิศก็ถือว่าพอใช้ ยกเว้นเรื่องเข้าครัว ต่อให้จับหัดจับสอนกันมาตั้งแต่เด็กยังไงแม่คุณก็ไม่ยอมเรียนรู้ ถึงขนาดต้องหนีไปเล่นบ้านเพื่อนเมื่อถึงเวลาทำอาหารเย็น จนคุณยุพินปลงตกว่าไม่สมควรจะเสียเวลาเคี่ยวเข็ญแม่ลูกสาวตัวดีอีกต่อไป ต้องปล่อยเลยตามเลยมาจนกระทั่งโตเป็นสาว วายุรินทร์จึงทำได้เพียงแค่เมนูสารพัดไข่ไว้กินกันตาย

            ทำไมดูถูกกันจังเลย วาโชว์ฝีมือขึ้นมาแล้วติดใจมาขอให้ทำอีกน่ะ ขอบอกว่าเซย์โนนะคะคุณแม่ขา

            ทำให้กินได้ก่อนเถอะแล้วค่อยมาคุย

            แม่อ่ะ วาไม่คุยกับแม่แล้ว ไปคุยกับพ่อดีกว่า ลูกสาวแสนงอนกล่าว หันหลังเตรียมก้าวไปยังเรือนกล้วยไม้ของบิดา

            ดีแล้ว พ่อพงษ์เขาก็อยู่ด้วยแน่ะ

            เท้าที่กำลังก้าวเดินชะงักกึก

นายภูพงษ์นั่นคุยอยู่กะพ่อเหรอ?

            นี่ เรียกพี่เขาให้ดีๆ หน่อย

            แหม แตะไม่ได้เลยนะคะ ดูท่าว่าที่ลูกเขยคนนี้จะมาแรง

            พูดแบบนี้แสดงว่ายอมแต่งงานกับพี่เขาแล้วใช่ไหม? มารดาหันมามองด้วยสายตาเจือความหวัง เมื่อคืนคุยกับพี่เขาตั้งนานนิ ตกลงกันเรียบร้อยดีแล้วรึ?

            ก็คุณแม่ขา วามีทางเลือกด้วยหรือคะ โดนมัดมือชกซะขนาดนี้ หญิงสาวเข้าไปกอดเอวคุณแม่ขาทางด้านหลัง เกยคางไว้กับไหล่ ท่าทางออดอ้อน

            โดนมัดมือชกที่ไหน แม่ก็ให้หนูเลือกแล้วนี่

            ใช่สิคะ คุณแม่ให้วาเลือก เลือกแต่งงานกับพ่อพงษ์คนดีของแม่ กับเลือกว่าเรียนจบแล้วให้กลับมาอยู่บ้าน แม่ไม่รู้หรือคะว่าวาหลงแสงสีจะตาย เรียนจบแล้วกลับมาอยู่บ้านมีแต่สวน มีแต่ต้นไม้ มีหวังวาเฉาตายกันพอดีบุตรสาวโอดครวญถึงข้อเสนอของมารดาที่มีให้ก่อนหน้านี้ ว่าจะแต่งงานกับภูพงษ์หรือว่าเรียนจบแล้วจะกลับมาอยู่บ้านเป็นสาวชาวสวนช่วยงานพี่ชายคนโต ไม่ว่าวายุรินทร์จะเลือกข้อเสนอไหนคุณยุพินก็มีความสุขทั้งสองทางเลือกนั่นแหละ

            ถ้าวายุรินทร์เลือกแต่งงานกับภูพงษ์ นางก็จะได้สบายใจว่าลูกสาวมีคนดีๆ ที่ไว้ใจได้คอยดูแล เพราะจะยังไงนางก็รู้จักภูพงษ์มาตั้งแต่เล็ก ชายหนุ่มขยัน เป็นคนดี มีความรับผิดชอบ และมีสัมมาคารวะ แค่นี้ก็ทำให้นางวางใจได้มากกว่าครึ่ง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของความรักที่ทั้งสองจะต้องร่วมกันสร้างมันขึ้นมาเอง แต่มันคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง เพราะอย่างน้อยคุณยุพินเองก็มีประสบการณ์ด้วยตัวเองมาแล้ว

            แต่ถ้าลูกสาวสุดที่รักเลือกข้อเสนอที่สอง กลับมาอยู่บ้านเมื่อเรียนจบ นางก็จะได้ลูกน้อยกลับมาอยู่ใกล้หูใกล้ตาอยู่ในปีกปกป้องของนางให้อุ่นใจอีกครั้ง จะได้ไม่ต้องคอยคิดถึง คอยห่วงหาอาทรอย่างที่แล้วๆ มา หัวอกคนเป็นแม่ ได้คอยดูแลลูกด้วยตนเอง ได้เห็นหน้าได้ชื่นชมนั่นคือความสุขที่สุดแล้ว

            แล้วแต่งงานกับพ่อพงษ์วาจะเจอแสงสีเหรอ? ที่นั่นก็มีแต่สวน มีแต่ต้นไม้มารดาถามด้วยความสงสัย

            เจอสิคะ เจอได้ทุกเวลาที่วาอยากเจอ ...ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง รอยยิ้มกริ่มระบายอยู่บนใบหน้า สร้างความงุนงงสงสัยให้มารดาหนักขึ้น วาไปอาบน้ำดีกว่า เหนียวตัวจะแย่

            อ้าว แล้วไม่ไปคุยกับพ่อแล้วเหรอ?

            ไม่ดีกว่าค่ะ ไม่อยากเจอหน้า... หญิงสาวเบ้ปาก ละชื่อไว้ในความเข้าใจของตนเอง แต่คุณยุพินก็รู้จักบุตรสาวของนางดี

            ก็ไหนว่าตกลงจะแต่งงานกันแล้วไง?  

            แต่งงานก็ส่วนแต่งงานสิคะ ไม่เกี่ยวกับเจอหน้านี่ ตอนนี้วาไม่อยากเจอ พูดจบก็หันหลังวิ่งขึ้นบันไดสู่ห้องนอนที่อยู่ชั้นสองของบ้าน

            ยังไงเนี่ย ไอ้ลูกคนนี้ มารดาบ่นพึมพำไล่หลังลูกสาว

           

            วายุรินทร์ขึ้นมาถึงชั้นบน แต่แทนที่จะเลี้ยวเข้าห้องของตัวเองเพื่ออาบน้ำอย่างที่บอกมารดาไว้ กลับมายืนอยู่หน้าห้องของวิทวัธน์ด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            พี่วิทตื่นยัง? สิ้นเสียงเคาะ ประตูห้องก็ถูกเปิดด้วยน้ำมือคนเคาะเอง ไม่ต้องรอคำอนุญาตจากเจ้าของห้อง พร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้วนำไปก่อนตัว โห ยังนอนอุตุอยู่อีกเหรอ นี่มันเช้าแล้วนะ ตื่นได้แล้วพี่วิท ตื่น! ตื่น! วามีเรื่องจะบอก ไม่พูดเปล่าหญิงสาวยังพยายามดึงร่างสูงใหญ่ที่นอนหลับอยู่บนเตียงให้ลุกขึ้น แต่ดูเหมือนชายหนุ่มบนเตียงจะไม่สะดุ้งสะเทือน คงรู้สึกเหมือนแมลงหวี่แมลงวันมาบินตอมหึ่งๆ สร้างความรำคาญซะมากกว่า

            อื้อ... อะไรยัยวา มากวนอะไรแต่เช้า พี่จะนอน ชายหนุ่มบนเตียงบ่นอู้อี้ คว้าหมอนอีกใบที่อยู่ข้างๆ มาปิดหน้าปิดหู กันเสียงรบกวนที่ไม่ได้รับเชิญ

            ไม่ต้องนอนแล้ว ประเทศชาติหายไปตั้งครึ่งนึงแล้วนะพี่วิท นอนกินอยู่คนเดียวเลย ตื่นเร็ว วามีเรื่องสำคัญจะบอก หญิงสาวยังไม่ละความพยายาม สองแขนฉุดรั้งร่างหนาไม่ยอมแพ้ เอ๊ะ ยังไม่ตื่นอีก พี่วิทนี่ ตื่นๆๆๆๆๆ ในเมื่อใช้แรงไม่ได้ผลก็ใช้ทั้งเสียงทั้งแรงยกกำลังสอง

            เอ๊ะยัยวา มีอะไรเอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังซีพูดจบวิทวัธน์ก็เตรียมตัวกลับสู่ห้วงนิทรารมณ์ต่อ

            ไม่ได้ วาต้องบอกตอนนี้ ลุกขึ้นมาฟังเลยนะ

            โอเคๆ มีอะไรก็ว่ามา พี่ชายยอมลุกขึ้นนั่งเพื่อตัดรำคาญ เพราะถ้าขืนไม่ลุกขึ้นมาฟังเรื่องสำคัญของแม่น้องสาวตัวป่วน มีหวังเจ้าหล่อนคงต้องเซ้าซี้เขาไปจนค่ำแล้วยันเช้าอีกรอบแน่

            วายุรินทร์พยายามเก็กหน้าใสซื่อสุดฤทธิ์ มองพี่ชายด้วยดวงตาแป๋วแหวว ไร้เดียงสา

            อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่ชาย

            อะไร? วิทวัธน์นั่งงง ตามอารมณ์น้องสาวไม่ทัน ไม่รู้ว่าวายุรินทร์จะมาไม้ไหน เมื่อกี๊บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุย แต่พอให้คุยกลับมายืนทำตาแป๋วกล่าวอรุณสวัสดิ์

            ก็นี่มันเช้าแล้ว... วาก็เลยอยากเข้ามาทักทายอรุณสวัสดิ์ไงคะคุณพี่ชายที่รัก

            แค่เนี้ย

            ฮื่อ วายุรินทร์ทำตาแป๋วพยักหน้าหงึกหงัก

            ไอ้ตัวแสบ…!”

            อ๊าย!!!. หมอนใบโตที่อยู่ใกล้มือวิทวัธน์ลอยหวือฝ่าอากาศตรงดิ่งมาหาวายุรินทร์ แต่แม่น้องสาวตัวดีไหวตัวทัน หันหลังวิ่งตั้งแต่ที่เห็นพี่ชายเอื้อมมือไปคว้าหมอน

            อย่าให้จับตัวได้นะ วายุรินทร์วิ่งพ้นประตูห้องไปแล้วยังไม่วายมีเสียงคาดโทษตามมาข้างหลัง แต่ชั่วอึดใจประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง แม่ตัวแสบโผล่หัวเข้ามายิ้มทะเล้น พลางบอก

            อยากจับก็ลุกขึ้นมาสิ นั่งอยู่แบบนั้นจ้างให้ก็จับไม่ได้ว่าจบก็ลอยหน้าลอยตายั่ว ก่อนจะรีบผลุบหัวเมื่อวิทวัฒน์เริ่มควานหยิบหมอนใกล้มือ

            ไอ้ตัวแสบ ประจำบ้านออกไปแล้ววิทวัธน์ก็รู้สึกว่ายากที่จะข่มตาให้หลับลงได้ ปกติเขาก็ตื่นเช้าเสมอ แต่วันนี้ตื่นสายกว่าทุกวันเพราะเมื่อคืนเจ้าเพื่อนตัวดีที่นานๆ จะได้เจอกันทีลากไปดื่มสังสรรค์ กว่าจะได้กลับบ้านก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม และแทนที่จะได้นอนสบายๆ อย่างใจคิด ก็ดันมาโดนแม่ตัวดีป่วนตั้งแต่เจ็ดโมงกว่า จึงสลัดผ้าห่มออกพ้นตัวลุกขึ้นมายืนบิดซ้ายทีขวาที แล้วก้าวเข้าห้องน้ำที่ใช้ร่วมกับห้องของวัฒนันธ์

 

            ทำอะไรอยู่ครับแม่? ร่างสูงผึ่งผายที่เพิ่งเดินลงบันไดมาเอ่ยทักมารดาเมื่อเห็นนางกำลังจัดของใส่ลังอย่างขะมักเขม้น

            อ้าว ตื่นนานแล้วหรือตาวิท? แม่นึกว่ายังไม่ตื่นซะอีก มารดาหันมาถามขณะที่มือยังง่วนอยู่กับการจัดของฝากให้คุณอรภาคู่หูเก่า

            เมื่อเช้าคุณยุพินจัดแจงให้คนงานไปเก็บผลไม้ในสวนที่กำลังออกผลดกงาม และหลังจากทำกับข้าวมื้อเช้าเสร็จ ผลไม้ที่สั่งการไปก็มารออยู่แล้ว นางจึงจัดการแพ็คใส่ลังอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

            ใครจะไปหลับได้ลงล่ะครับ เจอตัวป่วนแต่เช้า

            น้องเข้าไปกวนอะไรอีกล่ะ?มารดายิ้มละไมในหน้า นึกเอ็นดูทั้งบุตรชายและบุตรสาว

            ก็อย่างเดิมนั่นแหละครับ ทำตัวอย่างกับนาฬิกาปลุก เดี๋ยวจะจับเบิร์ดกะโหลกซะให้เข็ด วิทวัธน์พูดไปเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไป แล้วนี่แขกคนสำคัญไปไหนเสียล่ะครับ?

            คุยอยู่กับพ่อเราที่เรือนกล้วยไม้โน่น เดี๋ยวน้องลงมาจะให้ไปตามมากินข้าวเสียหน่อย

            เขามาธุระเรื่องอะไรครับแม่ เรื่องแต่งงานกับยัยวารึเปล่า?น้ำเสียงเรียบเรื่อยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นจริงจังเมื่อกล่าวถึงเรื่องสำคัญของน้องสาว วิทวัธน์รับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในบ้าน เพราะก่อนหน้านี้ทั้งครอบครัวได้คุยกันแล้วอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก่อนที่วัฒนันธ์จะกลับไปทำงานต่อ คุณยงยุทธ์นั้นไม่มีความคิดเห็นอะไรมากนัก ทุกอย่างแล้วแต่ลูก ไม่ว่าวายุรินทร์จะตัดสินใจยังไงท่านก็ยอมรับได้หมด เพราะท่านถือว่าชีวิตเป็นของลูกให้ลูกเลือกสิ่งที่ต้องการด้วยตนเองเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ส่วนวิทวัธน์กับวัฒนันธ์ก็ไม่ต่างกัน ทั้งคู่แล้วแต่น้องครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งก็แล้วแต่คุณยุพินผู้เป็นมารดา เพราะต่างรู้ดีว่าความรักของตนที่มีต่อน้องน้อยสู้ความรักของมารดาไม่ได้เลย ยังไงเสียมารดาของเขาต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้น้องสาวของเขาอยู่แล้ว

            ก็คงจะเรื่องนั้นนั่นแหละ เห็นคุยกันเมื่อคืน คงตกลงกันเรียบร้อยแล้ว

            ยัยวาว่าไงครับแม่ ตกลงหรือปฏิเสธ? วิทวัธน์ทำหน้าสงสัยใคร่รู้

            ถามกันเอาเองสิ โน่น ลงมาโน่นแล้วนางยุพินพยักพเยิดไปทางผู้ที่ถูกพาดพิงถึงซึ่งกำลังเดินลงบันไดมาพอดี

            คุยอะไรกันอยู่หรือคะ คุณแม่คุณพี่ชาย เมาท์วาหรือว่าเมาท์พ่ออยู่เนี่ย?เจ้าตัวผู้ถูกกล่าวถึงส่งเสียงหาเรื่องมาก่อนที่จะก้าวถึงบันไดขั้นสุดท้ายเสียอีก

            เมาท์เรากับว่าที่น้องเขยของพี่ วิทวัธน์ตอบมาหน้าตาเฉย เล่นเอาวายุรินทร์หน้าเหวอขึ้นทันที

            อะไรกันพี่วิท ให้เขามาเป็นน้องเขยแล้วเหรอ วายังไม่ได้บอกเลยนะว่าตกลงจะแต่งงานกับเขา

            ปฏิเสธได้เหรอ? คนถามเลิกคิ้วด้วยสีหน้ายียวนได้อย่างน่าหมั่นไส้ ปกตินิสัยและท่าทางแบบนี้มักจะเป็นของวัฒนันธ์ แต่พี่น้องกันถึงจะมีนิสัยไม่เหมือนกันก็มีบางอย่างที่คล้ายคลึง วิทวัธน์แม้ช่างเคร่งขรึมจริงจังกับการงานและชีวิต แต่บางครั้งเขาก็ขี้เล่น ชอบแหย่ ชอบหยอกวายุรินทร์ไม่น้อย ก็แม่จอมยุ่งน่าแหย่น่าหยอกน้อยซะเมื่อไหร่ล่ะ โดนแหย่โดนหยอกเข้าเมื่อไหร่เป็นของขึ้นเมื่อนั้น คนชอบแกล้งก็ยิ่งสนุก ต่างกันตรงที่วัฒนันธ์นั้นแหย่น้องได้ตลอดเวลา ส่วนวิทวัธน์นานๆ ทีจึงจะนึกอยากแกล้งน้องสาวหรือเมื่อแม่ตัวป่วนทำเรื่องให้เขาอยากเอาคืนเช่นคราวนี้

            วายุรินทร์มองอาการพี่ชายแล้วให้หงุดหงิดใจ ก็ที่พี่ชายพูดนั่นมันต่างจากความจริงซะที่ไหนกัน

            วาไม่พูดกับพี่วิทแล้ว นี่พ่อยังอยู่ที่เรือนกล้วยไม้หรือคะแม่?

            จ้ะ เราลงมาก็ดีแล้ว ไปตามพ่อกับพี่เขามากินข้าวหน่อยสิ

            สงสัยจะคุยกันถูกคอนะครับแม่ ว่าที่พ่อตากับว่าที่ลูกเขย วิทวัธน์พูดกลั้วหัวเราะเพราะอยากจะแหย่น้องสาวซะมากกว่า และคนถูกแหย่ก็สะบัดหน้าพรืด มุ่งหน้าไปยังเรือนกล้วยไม้ของบิดาทันที ไม่อยากต่อฝีปากกับวิทวัธน์มากนัก ยิ่งเธอทำโมโหวิทวัธน์ก็ยิ่งได้ใจกันเท่านั้น

 


--------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

372 ความคิดเห็น

  1. #364 koong-Gyu Hyun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 10:59
    แสบทั้งคู่เหมาะกันมากๆค่ะ
    #364
    0
  2. #77 mydei (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 17:06
    ประกาศศึกกันแล้ว
    #77
    0
  3. #49 jaoh73 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กันยายน 2552 / 16:33
    จะไปกันรอดมั๊ยเนี่ย เปนกำลังใจให้นะคะ สู้สู้
    #49
    0
  4. #13 คนอ่านจร้า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 12:58
    555 คู่นี้มันส์จริงๆ
    #13
    0
  5. #11 น้องน้ำค้าง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กันยายน 2552 / 21:13
    เอ เอคนแต่งเป็นคนใต้ป่าวค่ะเนี่ย คนอ่านเป็นคนใต้ค่ะ เป็นคนนครศรีฯด้วยค่า

    อยากอ่านนางเอกรูปแบบนี้มานานแล้ว ขอบคุณค่ะที่แต่งมาให้อ่านกัน
    #11
    0