เมื่อรักทักทาย re-up

ตอนที่ 40 : 39 :: ในวันที่ไม่มีเธอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,229
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 210 ครั้ง
    3 ธ.ค. 62

ตอนที่ ๓๙ ในวันที่ไม่มีเธอ

 

ข่าวคราวจากเพื่อนยังไม่คืบหน้า ขึ้นมากรุงเทพฯ คราวนี้อมฤตจึงติดต่อนักสืบเอกชนช่วยตามหาเธียรขวัญอีกทาง ภาพถ่ายของเธอหาได้ไม่ยาก เพราะมีปรากฏอยู่ทั่วไปตามเว็บไซต์ต่างๆ ครั้นใช้เวลาจัดการเรื่องราวในกรุงเทพฯ เสร็จ อมฤตก็กลับมาเผชิญกับความเงียบเหงาในบ้านอิฐเปลือยเพียงลำพัง ตั้งแต่เธียรขวัญไม่อยู่ เข้าบ้านมาทีไรเขามักรู้สึกใจโหวงๆ วูบหายทุกทีไป

ชายหนุ่มโยนกระเป๋าลงบนโซฟาแล้วเดินออกมานอกบ้าน รถกระบะสมาร์ถแค็บซึ่งขับไปชนเมื่อคราวก่อนจอดสงบนิ่งอยู่บนสนามหญ้า ไหลเพิ่งไปรับมาจากอู่ช่วงระหว่างที่เขาไม่อยู่ และขับไปรับเขาที่สนามบิน มาจอดทิ้งไว้เปลี่ยนไปขับกระบะคันเก่ากลับกระท่อมแทน

เหลียวเห็นชิงช้าหัวอกหัวใจก็ไหวโยนขึ้นมาอีก เคยเห็นเธอออกมานั่งเกือบทุกเย็นย่ำ คอยท่าเขากลับเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มหวาน

อีกเมื่อไหร่กันนะเธอจะมานั่งหน้าแฉล้มให้เขาเย้าแหย่อีก

กลับมานะเทียน มาเริ่มต้นกันใหม่ พี่สัญญา จะดูแลเทียนให้ดี ไม่ทำให้ต้องเสียใจอีกเลย

กุหลาบแดงดอกใหญ่โผล่พ้นเสาหน้าบ้านมานิดๆ คล้ายกำลังแอบมองอย่างเอียงอาย ดึงสายตาที่ปัดผ่านให้เหลียวกลับไปดูซ้ำ ชายหนุ่มมุ่นคิ้ว ก่อนสาวเท้าเข้าไปหา และนึกขึ้นได้ว่าเจ้ากุหลาบแดงในกระถางนี้ คือต้นที่เขาตั้งใจนำมาง้อเธียรขวัญ ดอกตูมในวันวาร เบ่งบานสวยสด ไหลหรืออาจเป็นใครสักคนคงนำมาตั้งแอบเสาไว้ แล้วมาช่วยดูแลรดน้ำให้ในช่วงที่เขาไม่อยู่

อุตส่าห์ตั้งใจนำมาง้อ แต่แม่คนแสนงอนกลับไม่อยู่ชื่นชมเสียแล้ว จะสงสารตัวเองหรือสงสารเจ้ากุหลาบต้นนี้ดี ที่ไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มแสนสวย และแก้มแดงๆ ยามเมื่อเธอเขิน

ตกเย็นอมฤตค้นหาจอบในห้องเก็บของหลังบ้าน แล้วออกมาเลือกหาทำเลเหมาะๆ สายตาของเขาหยุดลงที่จุดหนึ่ง เป็นจุดซึ่งเขากับเธอเคยล้มลงนอนทับกันบนพื้นหญ้า เนื้อตัวเปียกปอน ดวงหน้าเจ้าหล่อนงอง้ำ

ทีนี้จะแกล้งอะไรฉันอีก เอาสิ เอาเลย จะแกล้งอะไรก็เชิญ สายยางมันปล่อยน้ำออกมาไม่ทันใจ ฉันว่านายไปตักมาสาดฉันเลยดีกว่า

ไม่ดีหรอก จับไปโยนคูน้ำเข้าท่ากว่าเยอะ กดหัวแช่อีกสักพักจะได้หายแว้ดๆ

ก็เอาสิ จับฉันไปโยนเลย เอาไปเลยสิ

ยอมกันง่ายๆ แบบนี้ฉันจะขัดศรัทธาได้ไงล่ะหึ?

คนบ้า คนผี นายชอบแกล้งฉันตลอด ... แกล้งกันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน พอแต่งเข้ามาอยู่บ้านนายแล้วก็ยิ่งหาเรื่องแกล้งฉัน คอยดูนะ ครบเดือนเมื่อไหร่ฉันจะไปไม่มาเหยียบที่นี่อีก จะไม่มองหน้านายด้วยถ้าเจอกัน

ชายหนุ่มระบายยิ้ม นัยน์ตาเศร้า ก้าวเท้าไปยังจุดนั้น แล้วเลือกพื้นที่เพื่อลงจอบจวกพลิกหน้าดิน

ใช้เวลาไม่นาน กุหลาบต้นสวยก็เปลี่ยนจากกระถางไปยืนต้นบนพื้นดิน บัวรดน้ำกับจอบยังวางอยู่ใกล้ๆ คนปลูกนั่งชันเข่า เฝ้ามองกุหลาบต้นนั้นอย่างอาดูร

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำชายหนุ่มสะดุ้งนิดๆ ก่อนขยับตัวล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง

ว่าไงรุจ?

ค่ำนี้ว่างมั้ยวะ มากินเหล้ากัน ไอ้โกมลมันเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ นี่กูนัดก๊วนได้เกือบครบแล้ว ขาดแต่มึงกับไอ้อ้น มานะ

ขี้เกียจว่ะ เบื่อ ไม่อยากไปไหน พวกนายตามสบายเหอะ

ไอ้หอกหัก กลัวเมียรึไงวะ? คำแซวนั้นมาพร้อมเสียงหัวเราะยั่ว แต่คนฟังนิ่งเงียบไปทันที ชวนมาด้วยก็ได้ จะได้รู้จักกันไว้ เพื่อนๆ ทั้งนั้น ไอ้โกมลมันยังไม่เคยเจอเมียมึงเลย ตอนแต่งมันไม่ได้มาไม่ใช่เรอะ อย่าว่าแต่ไอ้โกมล เมียมึงรู้จักพวกกูสักคนมั้ยวะ? หัดพาออกงานซะบ้าง แหม...มีเมียสวยหน่อยล่ะทำเป็นหวง

อึดใจใหญ่กว่าอมฤตจะเอ่ยตอบ

พวกมึงตามสบายเหอะ กูขอตัว

เป็นอะไร? ทำไมเสียงไม่ค่อยดี

เปล่า กูสบายดี ชายหนุ่มทำท่าจะวางสาย แต่เหมือนนึกขึ้นได้ เออนี่ รุจ ปกติมึงสั่งกุหลาบมาจากไหนวะ?

ต้นที่มึงเอาไปน่ะเหรอ? กูสั่งมาจากร้านในจังหวัดอีกที พี่เขามีแหล่งสั่งอีกชั้นนึง มันก็ส่งกันมาเป็นทอดๆ แหละมึง ถามทำไมวะ?

เปล่า นึกว่ามึงสั่งตรงมาเอง

โอ๊ย...กูจะมีปัญญาอะไร้ ร้านต้นไม้กูเล็กเท่ากองขี้หมาแค่เนี้ยะ ไหนจะค่าพันธุ์ ค่าขนส่ง แล้วยังจะค่าใช้จ่ายดูแล กว่าจะขายได้แต่ละต้นจ่ายกันบานพะเรอเลยพระคุณเอ๋ย มึงก็เห็น กูสั่งมาอย่างละหน่อยเท่านั้น แล้วไอ้แต่ล่ะอย่างนี่มันก็มาจากทั่วสารทิศ มันเอามารวมๆ กันที่พ่อค้าคนกลาง พ่อค้ารายย่อยอย่างกูก็ไปเลือกสิ นอกจากบางต้นที่สั่งพิเศษ ไม่ก็เพาะพันธุ์ขึ้นมาเอง...เอ๊ มึงนี่แปลก ก็เคยไปเลือกต้นไม้กับกูแล้วนี่ มาถามหาหอกอะไรอีก? ท้ายเสียงฉงนฉงายทีเดียว

เออ...เคยไปแล้ว มึงสั่งต้นกุหลาบพันธุ์เดียวกับที่กูเอามาวันนั้นมาให้หน่อยสิ

นี่อย่าบอกนะว่างอนกับเมียอีกแล้ว ได้ยินเสียงหัวเราะมาอีก สงสัยจะเรื่องที่กูเคยพูด ใช่มั้ยวะ? มิน่าล่ะ เสียงมึงถึงได้หงอๆ จ๋องๆ เหมือนหมาถูกเจ้าของทิ้ง

ยิ่งฟังยิ่งเสียดแทงใจ

เหอะน่า ช่วยสั่งมาให้หน่อย เอาเยอะๆ นะเว้ย กูจะทำแปลงกุหลาบหน้าบ้าน

อมฤตกดตัดสายโทรศัพท์ ไม่สนว่าเพื่อนจะคิดยังไงกับสิ่งที่เขาบอก มันจะคิดว่าเขาโรแมนติกกระแดะปลูกแปลงกุหลาบไว้ชมความงาม หรือคิดว่าเขาหากุหลาบมาง้อเมียเป็นแปลงก็ช่างหัวมัน

ชายหนุ่มเอนหลังลงพื้นหญ้า สอดแขนรองศีรษะ นอนมองฟ้ายามเย็นด้วยหัวใจเลื่อนลอย สายลมพัดโชยมาเอื่อยๆ พาใบไม้ไหวพลิกพลิ้ว บรรยากาศสุขสงบและเงียบเชียบ หากแต่คนนอนมองฟ้าในยามนี้ กลับมิรู้สึกรู้สมต่อความงามและความสงบเย็นรอบกาย

ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน คุยกับใครก็คิดถึงแต่เธอ ห่วงใยทั้งเธอทั้งลูก ยิ่งท้องอ่อนๆ อย่างนั้นใครจะดูแล ยามแพ้ท้องใครจะอยู่เคียงข้างคอยเฝ้าปลอบ อยากกินอะไรใครจะหามาให้ ยามนอนใครจะคอยห่มผ้า

อมฤตหลับตา กลบรอยห่วงหาไว้ในอก

 

ในบ้านก่อปูนสองชั้นหลังขนาดกลาง ชายสูงวัยซึ่งนั่งฟังข่าวยามเย็นอยู่บนโซฟา เหลียวออกไปมองนอกบ้านทันทีที่ได้ยินเสียงรถขับเข้ามา ก่อนจะหันกลับมาหยิบรีโมทหรี่เสียงผู้ประกาศข่าวแล้วนั่งรออย่างสงบ

หวัดดีค่ะพ่อ แม่ละคะ?

เตรียมกับข้าวอยู่ในครัวแน่ะ ว่างมั้ยเดือน นั่งคุยกับพ่อก่อนสิ

ค่ะ หญิงสาวเดินไปวางกระเป๋าสะพายและแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ พลางทรุดนั่งบนโซฟาข้างบิดา พ่อมีอะไรคะ?

เดือนมีปัญหาอะไรหรือเปล่า? ช่วงนี้พ่อรู้สึกว่าลูกเครียดๆ ไปนะ

หญิงสาวยิ้ม แต่คนเป็นพ่อก็รู้ว่ารอยยิ้มนั้น ลูกคงแสร้งปั้นขึ้นมากลบเกลื่อนความรู้สึก

เปล่าหรอกค่ะ เดือนแค่ปวดหัวกับวิทยานิพนธ์น่ะ

ก็ไหนบอกว่าได้เจ้าริตมาช่วยดูให้ไง ยังไม่เรียบร้อยอีกเหรอ?

วาดเดือนหน้าเจื่อนลงทันที

มีปัญหาอะไรกับเจ้าริตหรือ พ่อได้ข่าวมาไม่ค่อยดี

คนฟังยิ่งหน้าซีด ข่าวไม่ค่อยดีทำไมหล่อนจะไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ก็ที่สำนักงานเกษตรอำเภอซุบซิบกันให้ฟุ้งเรื่องที่อมฤตมาหาหล่อนในวันนั้น ใส่สีตีไข่กันไป จริงบ้างไม่จริงบ้างแล้วแต่ปากคนจะพูด แต่ขึ้นชื่อว่า ข่าวลือก็มีแต่เรื่องเสียหาย

พ่อได้ข่าวมาว่าไงคะ?

สินธรไม่ตอบ แต่กล่าวไปอีกอย่าง

ลูกควรตัดใจได้แล้วนะเดือน เจ้าริตมันมีเจ้าของแล้ว อย่าให้อารมณ์ความรู้สึกมาทำลายศักดิ์ศรีของตัวเองจนสูญค่าความเป็นคน วันข้างหน้าลูกจะได้มีอะไรไว้ภาคภูมิใจ

พ่อ!... เสียงหญิงสาวขาดห้วง ไม่เคยคิดว่าบุพการีจะล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดของหล่อนมาตลอด  ดวงตาคู่เศร้าหยาดรื้นด้วยน้ำตา ไหล่บางสั่นน้อยๆ แล้วกลายเป็นสะอื้น ผู้เป็นพ่อโอบลูกไปกอด

รักได้ลูก แต่อย่าทำร้ายตัวเอง

วาดเดือนซมซบอยู่ในอ้อมแขนแห่งความเข้าใจนั้นครู่ใหญ่ กว่าจะดันกายออกมา

เดือนขอโทษค่ะพ่อ

ไม่เป็นไรหรอก อะไรที่ผิดพลาดไปแล้วก็แก้ไขให้มันดีขึ้น

ความรักทำร้ายทำลายคนมานักต่อนัก หากวาดเดือนจะเดินทางพลาดไปบ้าง ผู้เป็นพ่อก็พร้อมโอบอุ้มประคอง ชักจูงลูกให้เดินถูกทาง และหวังว่าความทุกข์ในวันนี้จะทำให้ลูกเข้มแข็งได้ในวันข้างหน้า

คุยอะไรกันจ๊ะ พ่อลูก?

เสียงหวานใจดีแว่วมาก่อนตัว เรียกสายตาของคนทั้งสองให้หันไปมอง แล้วร่างเล็กบอบบางของหญิงวัยกลางคนก็เดินเข้ามาในห้องรับแขก พร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน สบตาผู้เป็นสามีแวบหนึ่งอย่างรู้และเข้าใจ นางเดินมานั่งลงข้างๆ ผู้เป็นลูก

เป็นไงเดือน ทำงานกลับมาเหนื่อยๆ แม่ว่าไปอาบน้ำให้ชื่นใจก่อนดีมั้ยจ๊ะ แล้วค่อยลงมากินข้าวกินปลา วันนี้แม่ทำแต่ของชอบของลูกทั้งนั้น

วาดเดือนโผเข้ากอดเอวนาง

เดือนรักแม่ค่ะ แล้วผละไปกอดพ่อ เดือนรักพ่อนะคะ ว่าแล้วก็คว้าข้าวของบนโต๊ะวิ่งขึ้นบันไดสู่ชั้นบน กลัวเหลือเกินว่าจะร้องไห้ให้พ่อกับแม่เห็นอีก

 

ไฟดวงกลมบนฝ้าเพดานสว่างเรือง ขับไล่ความมืดยามค่ำคืน เสียงเพลงจากคลื่นวิทยุซึ่งเปิดทิ้งไว้เล่นเพลงอย่างต่อเนื่อง ช่วยคลายบรรยากาศไม่ให้เงียบเหงานัก เจ้าของบ้านนอนทอดกายอยู่บนโซฟาแห่งนั้นมานานนับชั่วโมง ดวงตาเขามิได้ปิดอย่างคนนอนหลับ หากแต่มองเหม่อ นานๆ จะกะพริบสักครั้ง

กี่คืนกันแล้วที่เขาต้องนอนลืมตาโพลง ความโหยหาถาโถมอยู่เช่นนี้ เหลียวไหนไม่เห็นเงา ไร้สิ้นสรรพเสียง เหลือเพียงภาพความทรงจำให้หวนรำลึก

เทียน...เทียน...

ขา...” ... “อ้าว กลับมาแล้วเหรอ?”

ฮื่อ...กินข้าวรึยัง?”

ยังเลย

นอนเพลินจนลืมกินรึไง?”

ใครบอกล่ะ รอนายตะหาก ไหนบอกจะกลับมากินข้าวเที่ยงด้วย?”

นึกถึงวันนั้น วันที่เธียรขวัญรอทานข้าวจนเผลอหลับ แค่รู้ว่ามีคนคอยหัวใจเขาก็เต็มตื้น  เธอทำให้บ้านมีความหมายขึ้นนับแต่นั้น

ชายหนุ่มยิ้มหม่น นึกไปถึงอีกคราวที่เธอนำแผ่นแตงกวาฝานบางมาวางบนเปลือกตาซึ่งบวมเป่ง แล้วเขาก็ร้องเพลงล้อ

นกกระปูดตาแดงน้ำแห้งก็ตาย ปู้ด...ปู้ด...

สุขนักที่ได้กระเซ้าหยอกล้อกับหล่อน เหมือนเช่นวันนั้น วันที่เธอมีน้อยหน่าอยู่เป็นเพื่อน และนอนหลับปุ๋ยไปด้วยกัน ยังจำได้อยู่เลยว่าเขานึกอยากมีลูกขึ้นมาก็คราวนั้นเอง ยังจำได้อีกว่าเขาแอบจูบคนขี้เซาไปด้วย เธออายม้วนเมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แต่ยังมาแหวใส่เขาได้อีก

อุ๊ย! ทำอะไรของนาย?”

ปลุกคนขี้เซา เสียงรถออกดังไม่ยักตื่น ตะกี้เดินไปเดินมาตั้งหลายรอบก็ยังไม่ตื่น

จะปลุกสะกิดเรียกเอาก็ได้ ไม่เห็นต้อง...

ต้องอะไร?”

เอ่อ...” ... “ไม่ต้องทำอย่างที่นายทำน่ะสิ!

จุ๊ๆ” ... “เบาๆ ก็ได้น่า เดี๋ยวน้อยหน่าตกใจตื่น ว่าแต่...แล้วตะกี้ฉันทำอะไรล่ะ?”

ครั้นเธอเขินจนแก้มแดงปลั่ง เขาก็ช่วยแก้เกี้ยว

ทำหมูทอดไว้ให้รึเปล่า? หิวจนตาลายไปหมดแล้ว

แต่แม่คุณยังกะบึงกะบอนไปน้ำขุ่นๆ

ฮึ! ทำแค่พอกิน ที่เหลือเททิ้งหมดแล้ว ไม่เก็บไว้ให้หรอก

เหรอ...แล้วหมูทอดเต็มจานที่อยู่ในครัวนั่นใครทำไว้น้อ...

แค่คิดถึง หัวใจก็เหมือนถูกบีบให้ขาดรอนๆ ยิ่งได้รู้ว่าเธอมิได้ไปเพียงลำพัง หากแต่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาตามติดไปด้วย ความกังวลห่วงหายิ่งหลากล้น หวงห่วงจนหัวใจแทบขาด แหลกยับอยู่ตรงนี้

เสียงอินโทรจากคลื่นวิทยุเล่นเพลงใหม่ดังมาแว่วๆ พาให้กระบอกตาชายหนุ่มร้อนร้าว แน่นตึงไปทั้งโพรงอก บทเพลงกังวานหวานแว่ว เหมือนเช่นความรักความคิดของเขาที่ส่งข้ามขอบฟ้าไปหาเธอ...

 

*ฝากรักเอาไว้ ฝากไปในแสงดวงดาว ที่ส่องประกายวับวาว วาว อยู่บนฟากฟ้า

ให้แสงสุกใส ได้เป็นเสมือนดวงตา คอยส่องมองเธอด้วยแววตา แห่งความภักดี

 

เก็บฟ้ามาสาน ถักทอด้วยรักละมุน คอยห่มให้เธอได้อบอุ่น

ก่อนนอนคืนนี้ ให้เสียงใบไม้ ขับกล่อมเป็นเสียงดนตรี

คอยกล่อมให้เธอฝันดี ดี ให้เธอเคลิ้มไป

 

เป็นวิมานอยู่บนดิน ให้เธอได้พักพิง พิง และนอนหลับใหล

เก็บดาวเก็บเดือนมาร้อย มาลัย เก็บหยาดน้ำค้างกลางไพร มาคล้องใจเราไว้รวมกัน

 

ก่อนฟ้าจะสาง ก่อนจันทร์จะร้างแรมไกล ยังอยู่กับเธอข้างเคียงกาย

อยู่ในความฝัน ฝากเสียงกระซิบ ฝากไปในสายลมผ่าน

ข้ามขอบราตรีที่ยาวนาน ให้เธอฝันดี

 

ให้เธอได้อบอุ่น และนอนฝันดี

ให้เธอได้อบอุ่นอยู่ในวิมาน...

*เพลงวิมานดิน ขับร้องโดย นันทิดา แก้วบัวสาย

 

บทเพลงดำเนินมาถึงวรรคสุดท้าย พร้อมกับหยาดน้ำอุ่นๆ ไหลออกทางหางตาชายหนุ่ม

 

บ่ายวันหนึ่ง รถกระบะสมาร์ทแค็บสีบรอนซ์ทองผ่านประตูรั้วเข้ามาหยุดจอดลงหน้าบ้าน ท้ายกระบะเต็มด้วยกระถางกุหลาบแดงนับสิบ คนขับลงจากรถแล้วเดินอ้อมข้างบ้านไปยังห้องเก็บของด้านหลัง กลับมาพร้อมจอบขุดดินและบัวรดน้ำ มาถึงก็ลำเลียงกระถางกุหลาบลงจากท้ายกระบะมายังจุดที่จะทำแปลงปลูก

ชายหนุ่มเดินไปถอดเชิ้ตแขนยาวพาดไว้บนเก้าอี้ที่โต๊ะหน้าบ้าน แล้วกลับมาจับจอบออกแรงพลิกผืนดินเป็นแปลงเล็กๆ

ตลอดหลายวันมานี้อมฤตพยายามหาโน่นหานี่ทำให้ยุ่งเข้าไว้ ตกค่ำก็ไปนอนที่กระท่อมกับพวกไหล หรือไม่ก็นอนบ้านป้า ยามค่ำคืนในบ้านอิฐเปลือยคือช่วงเวลาอ้างว้างและเปลี่ยวเหงาเกินไป ยากเย็นเกินกว่าจะทนให้ผ่านพ้นไปในแต่ละค่ำคืน

ข่าวคราวจากนักสืบยังไร้วี่แวว แต่อมฤตก็ไม่รอแค่ข่าวจากทางนั้น เพื่อนๆ หรือใครที่รู้จัก ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน โดยเฉพาะพรรคพวกที่มีเครือข่ายอยู่แถวจังหวัดทางเหนือ ถูกไหว้วานให้ช่วยตามสืบอีกแรง

แม้จะยังไร้วี่แวว แต่เขาเชื่อว่าสักวันต้องมีข่าวดี

คนเราต้องอยู่อย่างมีหวัง

คำพูดของป้าคือน้ำทิพย์ปลุกปลอบใจที่แห้งแล้งให้ชุ่มฉ่ำเสมอ

วันคืนผ่านแปลงกุหลาบอวดดอกสะพรั่ง คนปลูกชุ่มชื่นใจทุกครั้งที่ได้เอาใจใส่ดูแล ยามเย็นเขามักมาขลุกอยู่ที่นี่ รดน้ำ พรวนดิน ประคบประหงมให้มันเติบโตงดงาม บางวันก็นั่งนิ่งๆ มองพวกมันจนตะวันลับฟ้า

เฝ้ารอว่าวันหนึ่ง คนที่เขาตั้งใจปลูกไว้ให้จะได้กลับมาชื่นชม

 

เท้าที่เหยียบย่างเข้าไปในครัวของเรือนคุณนายนวลนุชชะงัก ก่อนเจ้าของจะทำจมูกฟุดฟิด ย่นคิ้วอย่างสงสัย

อ้าว ริต มาตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก? คุณนายซึ่งนั่งตรวจรายการซื้อของเข้าครัวอยู่ที่โต๊ะกลมเล็กๆ เงยหน้าขึ้นยิ้มทัก

เพิ่งมาถึงนี่แหละครับ กลิ่นอะไรครับป้า? หอมดี

คุณนายถอดแว่นตาที่มักใส่ยามอ่านหนังสือ ออกมาพับขาวางบนรายการข้าวของ พลางสูดจมูกหากลิ่น

อ๋อ...กลิ่นทุเรียนนะเหรอ? คงใช่ล่ะ ป้าได้กลิ่นอยู่อย่างเดียว รถเขามาขายในตลาด แม่อ่อนเลยซื้อมาด้วย เพิ่งให้เจ้าช้วนมันช่วยแกะให้

คนฟังน้ำลายเต็มปาก นึกอยากกินขึ้นมาติดหมัด

อยู่ไหนครับ? เขาเดินหา ไปเจอครอบฝาชีเล็กๆ อยู่บนเคาน์เตอร์วางกับข้าว จึงยกจานแก้วที่ใส่ทุเรียนสีเหลืองนวลเป็นพูสวยงามพูนจานกลับมานั่งร่วมโต๊ะกับคุณนาย หยิบชิ้นบนกัดเข้าปากคำโต

อาไร้ ตาริต!” อีกฝ่ายอุทานเสียงสูง ก่อนหัวเราะเบาๆ เราไม่ชอบทุเรียนไม่ใช่เรอะ? เมื่อก่อนคอยแต่จะบ่นว่ากลิ่นเหม็น วันนี้เป็นอะไรขึ้นมาล่ะถึงมากินหน้าตาเฉย

ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย นึกประหลาดใจขึ้นมาเหมือนกัน

ไม่รู้สิครับ เห็นแล้วอยากกิน สงสัยจะเปลี่ยนของชอบแล้วมั้ง อมฤตกัดทุเรียนเคี้ยวอีกคำ

แปลกคน คุณนายยังไม่อยากเชื่อ แม่อ่อนเดินถือถาดปลาแห้งเข้ามาเก็บ เห็นเข้าก็ร้องถาม

ต๊าย! คุณริต นึกยังไงคะวันนี้มานั่งกินทุเรียนได้ดิบดี

เขาบอกว่าเปลี่ยนของชอบ คุณนายตอบแทน

โถ...มันเปลี่ยนกันง่ายหรือคะ เมื่อก่อนบ่นเหม็นยังกะอะไรดี ถ้าเอาทุเรียนเข้าบ้านมาป้าเห็นคุณต้องเผ่นออกนอกบ้านทุกที

นั่นสิ ฉันก็ว่าแปลกคน คุณนายเออออ

นี่ถ้าคุณเทียนยังอยู่ ป้าต้องคิดว่าท้องไส้อยู่แน่ๆ ผัวกันเมียกันเขาว่าใจเดียวกัน บางคนเวลาท้องเวลาไส้อะไรที่เคยชอบก็พานเกลียด อะไรที่เคยเกลียดก็นึกชอบขึ้นมาเชียว

แม่อ่อนเก็บปลาแห้งเข้าตู้ ไม่ทันมองว่าคนสองคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะชะงักไปทั้งคู่ คนหนึ่งลดมือที่ถือทุเรียนลงวางในจาน หมดอารมณ์จะกินต่อ อีกคนมองหลานด้วยแววตาแสนห่วง แม่อ่อนเห็นเงียบ จึงหันมามองและเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป บอกเสียงอ่อย

ขอโทษนะคะคุณ ป้าก็ปากมากไปหน่อย เผลอพูดอะไรไม่ทันคิด

ไม่เป็นไร...ผมขอตัวนะครับป้า

คุณนายมองตามแผ่นหลังกว้างใหญ่ไปจนลับตา ก่อนหันไปส่ายหน้ากับคนสนิท จะตำหนิก็ไม่ได้ เจ้าตัวบอกอยู่ว่าไม่ได้ตั้งใจ หากแต่คำพูดของแม่อ่อนทำให้คุณนายกังวลเพิ่มขึ้นอีกอย่าง

ถ้าหนูเทียนท้องจริงๆ ป่านนี้จะเป็นอย่างไร?

 

ในห้างสรรพสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด หญิงสาววัยเดียวกันสองคนเดินเคียงกันมาตามทางเดินกว้าง คนหนึ่งเป็นสาวร่างเล็ก หน้ากลม ผมซอยสั้นเคลียไหล่ ผิวขาวละเอียด สวมกางเกงยีนส์เข้ารูปกับเสื้อเชิ้ตสีอ่อน มองละม้ายเด็กสาวห้าวๆ คนหนึ่ง ถือของพะรุงพะรังทั้งสองมือ อีกคนเป็นหญิงสาวรูปร่างสูง กลมกลึง ดวงหน้าสะสวย ดวงตาเรียว กว้าง ผมยาวสลวยเป็นลอนสีน้ำตาลเข้มทิ้งตัวเคลียไหล่และแผ่นหลัง เธอสวมชุดเอี๊ยมยีนส์กางเกงขาสั้น ทับเสื้อคอกลมสีขาวด้านใน สวมรองเท้าแตะส้นเตี้ย มือหนึ่งหิ้วถุงพลาสติกสองถุง ถุงหนึ่งมองเห็นชัดเจนว่าเป็นหนังสือขนาดเท่านิตยสาร อีกมือประกบกุมหน้าท้องตลอดเวลา ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าหน้าท้องเธอนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อย

แวะหาอะไรทานกันก่อนนะเทียน ป่านนี้หลานของปันหิวแย่แล้ว

เธียรขวัญยิ้มบางๆ

เมื่อมาถึงร้านอาหารซึ่งตกแต่งเรียบง่าย หากแต่หรูหรามีระดับ ลูกค้าบางตา ปานชีวาก็ชักชวนเธอเข้าไปข้างใน

บริกรหนุ่มมาทำหน้าที่ต้อนรับ นำทั้งสองไปยังโต๊ะนั่ง ก่อนจะนำเมนูมายื่นส่งให้อย่างสุภาพ

กินอะไรกันดีเทียน?

ปันสั่งเถอะ อะไรก็ได้

อืม... หญิงสาวทำเสียงในลำคอ พลางไล่สายตามองไปตามเมนู หลานปันจะกินอะไรดีน้า...เอาอันนี้แล้วกัน

ปานชีวาเลือกมาหลายอย่าง แต่ก็ถามความเห็นจากเธียรขวัญก่อนทั้งสิ้น

หลานของปันต้องบำรุงเยอะๆ หล่อนบอกเมื่อบริกรแยกห่างออกไป

เธียรขวัญอมยิ้ม ตั้งแต่รู้ว่าเธอท้อง ปานชีวาก็คอยบำรุงอย่างกับว่าจะเป็นคุณแม่เสียเอง แม้แต่งานในออฟฟิศของไร่ที่เธอขอทำ ยังแทบไม่ให้แตะ เหมือนว่าจะให้นั่งๆ นอนๆ อยู่อย่างเดียวเท่านั้น จนเธอชักอ่อนใจ

อาหารทยอยมาเสิร์ฟ ปานชีวามองแล้วถามเพื่อนอย่างเอาใจใส่

ทานได้ใช่มั้ยเทียน? ไม่แพ้แล้วนะ

จ้า...ไม่ค่อยเหม็นแล้วล่ะ

งั้นก็ลงมือเลย หญิงสาวเอื้อมมือข้ามโต๊ะมาลูบท้องเพื่อน เจ้าตัวเล็ก หม่ำข้าวกัน

เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมาสองสาวก็เดินออกมาจากร้านอาหารแห่งนั้น พลางพูดคุยกันกะหนุงกะหนิง ชายหนุ่มซึ่งหยุดยืนอยู่มุมหนึ่งเพ่งมองหนึ่งในสองเป็นครู่ใหญ่ ก่อนล้วงหยิบรูปในกระเป๋าเสื้อออกมาดูให้แน่ใจอีกครั้ง

ชายหนุ่มผู้นี้ตามหญิงสาวทั้งสองมาตั้งแต่ออกจากไร่แสงอุษา อันที่จริงเขาสืบทราบข้อมูลของ ปานชีวามาได้ระยะหนึ่ง แต่ไม่มั่นใจว่าดาราสาวนามเธียรขวัญจะมาอาศัยอยู่ที่นี่หรือเปล่า จึงตามเพื่อให้มั่นใจอีกครั้งก่อนรายงานไปยังผู้ว่าจ้าง โชคดีที่วันนี้ขณะเขาไปป้วนเปี้ยนอยู่หน้าไร่นั้น รถยนต์ก็แล่นออกมา พร้อมกับหญิงสาวสองคนที่นั่งมาด้านใน เขาจึงรีบขับรถตามมาทันที

ชายหนุ่มสอดรูปกลับเข้ากระเป๋า โล่งใจว่างานกำลังจะสิ้นสุดในอีกไม่ช้า

ในอีกมุม หญิงสาวคนหนึ่งลดกล้องดิจิตอลลง พร้อมกับผุดรอยยิ้มที่มุมปาก หล่อนตามผู้หญิงสองคนนั้นมาห่างๆ ตั้งแต่ออกมาจากร้านหนังสือนั่นแล้ว ตอนแรกไม่มั่นใจว่าใช่คนเดียวกับที่หล่อนคิดหรือไม่ หากแต่พินิจพิจารณาก็ยิ่งเหมือน ครั้นได้จับใจความบทสนทนาแว่วๆ ก็ยิ่งมั่นใจว่าใช่ หล่อนแอบถ่ายรูปไว้หลายใบ เมื่อกดมองดูในกล้องก็ยิ้ม ยินดีกับข่าวใหม่ที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ ล้วงโทรศัพท์มากดโทร.ออกทันที

พี่ปุ๊ก จ๋ามีข่าวเด็ดจะส่งให้...รับรองอันนี้เด็ดจริงๆ ไม่เชื่อให้ฟาดหัวเลยเอ้า พี่จำนางเอกที่ชื่อเธียรขวัญได้มั้ย จ๋าเพิ่งเจอเมื่อกี้...โธ่ พี่ ไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ ถ้าไม่เด็ดจริงเจ๋งจริง จ๋าจะโทร.มาบอกพี่ให้เมื่อยตุ้มทำไม ยัยนั่นป่องแล้ว!...จริงสิ เมื่อกี้ยังเดินท้องโย้อยู่เลย ได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดมาจากปลายสาย คนส่งข่าวก็หัวเราะชอบใจ ต้องใช่สิ ก็เพื่อนที่มาด้วยกัน เรียกเทียน เทียน นี่นา ไว้คืนนี้จ๋าจะส่งรูปไปให้ พี่คอยดูละกัน แล้วเตรียมหน้าหนึ่งไว้เลย

 

อมฤตล็อกประตูบ้านเตรียมออกไปหาที่นอนในคืนนี้เหมือนทุกวัน เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนล้วงมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง ครั้นเห็นเบอร์เรียกเข้าก็ใจเต้น ความหวังส่องประกายเช่นทุกครั้ง

ครับ ระหว่างที่ตั้งใจฟังคนทางปลายสายพูดดวงตาคมพราวแสงวิบวับ เรียวปากค่อยๆ ยิ้ม

จริงหรือครับ?...ที่ไหนครับ?...แน่ใจนะครับ...ครับๆ...เธอเป็นไงบ้าง? สบายดีหรือเปล่า?

ชายหนุ่มคอยฟังอย่างใจจดใจจ่อทีเดียว

คุณช่วยหาเบอร์โทร.ของคุณปานชีวา หรือเบอร์ของไร่นั้นให้ผมหน่อยได้มั้ย?...ครับ ขอบคุณมาก...ระหว่างนี้ฝากคุณช่วยดูแลเธอด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรโทร.มาบอกผมได้ทันที...ครับ

เหมือนแสงทองส่องเข้ามาในชีวิต เรืองรองและเอิบอาบ ชายหนุ่มเปิดยิ้มกว้าง กว้างที่สุดในรอบสามสี่เดือนมานี้

วันถัดมา ทั้งเบอร์ออฟฟิศของไร่กุหลาบแสงอุษา และเบอร์ส่วนตัวของหญิงสาวนาม ปานชีวา ก็ถึงมืออมฤต ขณะชายหนุ่มอยู่ในบ้านอิฐเปลือยและกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง

หลังจากหากระดาษปากกาจดเบอร์โทรศัพท์ และวางสายจากนักสืบแล้ว เขากดโทร.ออกไปยังหมายเลขที่เพิ่งได้รับมานั้นทันที รอไม่นานก็ได้ยินเสียงหวานใสตอบกลับมา

สวัสดีครับ คุณปานชีวาใช่มั้ยครับ?

ผมอมฤต สามีของเธียรขวัญนะครับ



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 210 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #150 0936382480 (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 07:31

    เอาใจช่วยคร้าาา..พี่ริต
    #150
    0
  2. #149 Plume2k (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 22:33

    ลุ้นมากๆ
    #149
    0
  3. #148 .hip9irl (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 22:24
    เอาใจช่วยนะคะ
    #148
    0
  4. #147 sa_sa_sa (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 21:40

    พี่รินจะทำไงให้เทียนหายโกรธเนี่ย

    #147
    0
  5. #146 Bee (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 21:20

    พี่ริตมาแว้วววววว

    #146
    0
  6. #145 kanokradaparima (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 20:52
    จะได้เจอกันแล้วววว
    #145
    0
  7. #144 ratirod (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 20:42
    จะเจอกันแล้ว
    #144
    0
  8. #143 waikiki (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 20:21
    ยินดีด้วยนะพ่อ :)
    #143
    0
  9. #142 ondara (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 20:04
    จะไปทันมั้ย เร้ววววว
    #142
    0