พรางรัก Re-Up

ตอนที่ 8 : = ๐๘ = 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,961
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 113 ครั้ง
    4 ม.ค. 61

 

พัทธมนยืนมองกลุ่มควันที่ลอยออกจากยอดเมรุด้วยน้ำตาไหลอาบหน้า ร่างท้วมของนางชมัยยืนกอดแขนสะอึกสะอื้นอยู่เคียงใกล้ ต่างคนต่างไม่มีแก่ใจจะปลุกปลอบใคร เพราะต่างก็มีความอาดูรในหัวใจไม่ผิดแผกกัน

สิ้นแล้วบุคคลที่รัก นับจากนี้เธอจะมีใครให้รักให้ห่วงใยอีก?

แล้วอย่างนี้จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่เหลืออะไรแล้ว...ไม่เหลือเลยจริงๆ

พบพระกับพิริสาไม่ได้มาร่วมพิธีเผาศพด้วยเพราะติดสอบย่อย และถึงแม้วันนั้นจะเป็นวันทำงานของบริษัทห้างร้านหากก็ยังมีคนมาร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้ายเป็นจำนวนมาก เมื่อศพเคลื่อนเข้าเมรุแขกเริ่มทยอยกลับ กระทั่งถึงตอนนี้ก็เหลือเพียงคนงานบางส่วนอยู่เคลียร์พื้นที่ และเก็บข้าวของ

ทว่าลูกสาวของผู้ตายยังนั่งมองกลุ่มควันที่ปลายยอดเมรุ น้ำตาเธอหยุดไหลไปได้สักพัก ทิ้งไว้แต่รอยชื้นบนแพขนตา จมูกแดงก่ำและริมฝีปากก็บวมแดง เนื่องจากเจ้าหล่อนต้องคอยขบกัดกลั้นเสียงสะอื้นไว้เกือบตลอดเวลาที่ทำพิธี

คุณหนู กลับบ้านไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ

คนนั่งนิ่งไม่ไหวติงค่อยขยับเหลียวมาตามเสียง

หนูมนขอนั่งส่งคุณพ่ออีกเดี๋ยว

คุณท่านไปสบายแล้วค่ะ หญิงสูงวัยซึ่งนั่งข้างๆ ลูบแขนกลมกลึงปลอบประโลม เรียกน้ำตาเอ่อรื้นคลอดวงตาคู่เศร้าอีกครั้งหนึ่ง

หนูมนรู้ คำบอกสั่นเครือ แล้วพนมมือกราบลงที่อกนาง

เอ๊ะ! คุณหนูมากราบป้าทำไม ไม่เอาค่ะ อย่าทำแบบนี้ คนพูดดันไหล่เจ้าหล่อนออก หากเธอกลับกอดนางแน่น

หนูมนกราบขอบพระคุณสำหรับทุกอย่าง

โธ่ แม่คุณของป้า จะมาขอบคุณอะไรกันคะ เป็นหน้าที่ของป้าแท้ๆ ไม่เอาไม่ร้องค่ะ คุณหนูร้องจนตาบวมจะปิดอยู่แล้ว นิ่งนะคะคนดี คนปลอบก็เสียงเครือน้ำตาแทบร่วงเหมือนกัน ครั้นแล้วแกล้งดุ

ไม่เอาค่ะ ไม่เอา ดูสิคะ มานั่งร้องกันอยู่สองคน อายคนอื่นแย่แล้ว

พัทธมนกอดนางแน่นๆ ปล่อยให้น้ำตาหยาดสุดท้ายร่วงลงมา ครู่หนึ่งจึงผละออก

นอกจากคุณพ่อกับคุณแม่ ก็มีแต่ป้าชมัยนี่แหละดีกับหนูมนที่สุด หนูมนรักป้าเหมือนคุณแม่คนที่สองเลยนะคะ

ค่ะ ป้ารู้แล้ว ป้ารู้แล้วค่ะคุณหนู สองมืออวบอูมประคองแก้มหญิงสาว เช็ดน้ำตาให้อย่างแสนรัก “คุณหนูนั่งรอที่นี่นะคะ เดี๋ยวป้าไปดูแม่พวกนั้นก่อน เสร็จแล้วจะกลับบ้าน”

นางลุกออกไปสั่งงานเด็กที่ขนกันมาช่วยงานศพวันสุดท้าย หญิงสาวแลตามไปด้วยดวงตาเศร้าสร้อย รำพึงในใจ...

ขอบคุณค่ะป้าชมัย ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ถ้าชาติหน้ามีจริงหนูมนคงได้ตอบแทนบุญคุณป้าบ้าง

อึดใจหนึ่งพัทธมนจึงเดินไปหาคนขับรถ ซึ่งรอรับคำสั่งทันทีเมื่อเห็นหญิงสาว

ลุงนาก หนูมนฝากป้าชมัยกลับด้วยนะคะ

แล้วคุณหนูละครับรู้ล่ะว่าวันนี้ผู้เป็นนายเอารถมาเอง ถึงแม่ชมัยจะห้ามปราม แต่สุดท้ายก็ขัดใจคุณหนูไม่ได้อยู่ดี นางเลยต้องนั่งมาด้วย  ทว่าบัดนี้ให้สงสัยว่าออกจากวัดแล้วคุณหนูจะไปไหนต่อ

หนูมนมีธุระ ลุงนากไม่ต้องเป็นห่วง เจ้าหล่อนแย้มรอยยิ้ม หากในสายตาของคนมองรู้สึกว่ามันช่างเป็นรอยยิ้มที่แสนเศร้า

พัทธมนเข้าประจำหลังพวงมาลัยในรถยนต์ของตน นั่งมองผู้คนที่ยังวุ่นวายกันอยู่ในศาลา พร้อมกับยิ้มขื่นขม น้ำตาเอ่อคลอ เลื่อนมองเมรุที่เพิ่งเผาศพบิดาแล้วจึงสตาร์ทรถ เคลื่อนออกจากวัดแห่งนั้นด้วยดวงใจปวดร้าว

รถยนต์แล่นลิ่วทะยานไปเบื้องหน้า ในหัวสมองของคนขับหวนระลึกถึงเรื่องราวต่างๆ...ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกับผู้ชายคนนั้นตราบจนวันนี้ ชีวิตของเธอเหมือนดิ่งลงเหว มีแต่ความมืดมิด เขาเข้ามาอย่างมีชั้นเชิง ด้วยหลักฐานและข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธ

ถ้าอยากช่วยพ่อของเธอก็คงได้ มันอยู่ที่เธอกตัญญูพอหรือเปล่า

แล้วผู้หญิงอ่อนหัดคนหนึ่งก็ติดกับ

แน่นอน ถ้าเธอยอม ฉันยินดีระงับเรื่องยื่นฟ้องไว้ก่อน แต่ถ้าไม่...เตรียมฟังข่าวได้เลย

โง่เอง ปล่อยให้เขาหลอกเอาง่ายๆ เสียรู้ เสียตัว เสียพ่อ เสียบ้าน เสียชื่อเสียง ซ้ำร้ายยังได้ก้อนเลือดชั่วๆ มาประจานความโง่ สาแก่ใจไหมล่ะ

นังลูกไม่รักดี ยังมีหน้ามาโกหก ฉันเลี้ยงแกเหมือนนางฟ้านางสวรรค์ มดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้แตะ แต่แกกลับทำตัวต่ำอย่างกับผู้หญิงข้างถนน

เจ็บสิดี แกเจ็บแค่นี้แล้วรู้มั้ยฉันเจ็บแค่ไหน มีลูกสาวอยู่คนเดียวเลี้ยงให้เป็นนางหงส์ดีๆ ไม่ชอบ กลับร่อนลงไปเป็นอีกาให้เสียศักดิ์ศรี ฉันนี่เจ็บกว่าแกกี่เท่ารู้รึเปล่า เหอะ!”

คุณพ่อขา หนูมนขอโทษ...หนูมนเสียรู้ผู้ชายคนนั้น โง่ให้เขาหลอกจนครอบครัวเราต้องย่อยยับ หนูมนโง่เอง...โง่แล้วยังอวดฉลาด คิดว่าจะช่วยเหลือคุณพ่อได้ แต่สุดท้าย...

ไม่เหลืออะไรสักอย่าง...

แม้แต่ศักดิ์ศรีความเป็นคนในตัวหนูมนก็แทบไม่มีเหลือแล้วค่ะคุณพ่อ

หยาดน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย ชุ่มโชกไปถึงหน้าตักที่มันร่วงหล่นลงไป หัวใจหญิงสาวแหลกร้าว หากสองมือยังคงบังคับกุมพวงมาลัยพารถทะยานไปไม่หยุดยั้ง

 

ขณะนั้นเป็นเวลาจวนค่ำ เมฆครึ้มตั้งเค้าทะมึนทั่วผืนฟ้า สายลมที่พัดเอื่อยอ่อนมาตลอดทั้งวันเริ่มแรงขึ้น พากิ่งก้านทิวสนไหวเอนลู่ลม คลื่นลูกใหญ่สาดซัดเข้าฝั่งต่อเนื่อง หญิงสาวเคลื่อนรถเข้าจอดยังจุดหนึ่งของริมหาด นั่งมองเกลียวคลื่นในท้องทะเลด้วยสายตาเลื่อนลอย ครู่ใหญ่ถึงไหวกายเปิดประตูลง เรือนกายนั้นสวมเสื้อกระโปรงสีขาวทั้งชุด มองไกลๆ ดูสวยสะอาด แต่หากมองในระยะใกล้จะเห็นดวงตาโศกสร้อยอย่างน่าใจหาย เธอเดินสู่ผืนทรายซึ่งบรรจบกับผืนน้ำ

จะด้วยไม่ใช่จุดให้บริการนักท่องเที่ยว หรือเพราะฝนที่ตั้งเค้าหนาก็สุดรู้ ชายหาดด้านนี้จึงปราศจากผู้คน เม็ดฝนเริ่มโปรยสาย แต่หญิงสาวในชุดขาวยังเดินไปข้างหน้า สองมือกอดกระชับอก ไม่สนใจสายฝนที่ตกกระทบดวงหน้าและเรือนกาย จะมีก็แต่ปรารถนาให้น้ำฝนชะล้างหยาดน้ำตา ล้างไปถึงหัวใจช้ำๆ ดวงนี้

เธอย่ำเดินไปบนผืนทราย และหยุดยืนสุดปลายของเกลียวคลื่น ปล่อยให้น้ำทะเลโลมไล้เท้าเปลือย ถึงตอนนี้ไหล่บางก็สั่นสะท้าน ความปวดร้าวในใจถาโถม ต่อให้ร้องไห้จนเหมือนว่าน้ำจะหมดไปจากร่าง ความระทมก็ไม่เคยลบหาย

นานเท่าใดแล้วที่เธอกินน้ำตาต่างข้าว นอนหลับไปพร้อมรอยเปื้อนบนแก้ม

นานเพียงไรที่ชีวิตมีแต่ความมืดมน หาแสงสว่างแม้เพียงรำไรไม่เคยพบ

พอกันทีกับความขมขื่น เมื่อไม่เหลืออะไรให้ห่วงหาอาวรณ์ เธอก็ขอลาเพียงแค่นี้...

...คุณแม่ขา หนูมนคิดถึงเหลือเกิน หนูมนไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว เจ็บจนทนไม่ไหว คุณแม่มารับด้วยนะคะ ขอหนูมนไปอยู่ด้วย หนูมนอยากไปอยู่กับคุณแม่...

เท้าเปลือยเปล่าก้าวเดินต่อ ไม่หวั่นไหวกับสายฝนที่เริ่มกระหน่ำ และแรงคลื่นซึ่งโหมเข้าหา น้ำทะเลสาดปะทะ สายฝนพรูซัดจนเปียกโชก พวงผมยาวเปียกลู่แนบศีรษะ แต่เรือนกายนั้นยังเคลื่อนลงน้ำลึกไปทุกที ลึกจนริมฝีปากปริ่มน้ำ...จมูกเริ่มจม...สุดท้ายศีรษะก็จมหายลงใต้ผืนน้ำทะเล รอบกายมีแต่ความปั่นป่วน เสียงหวีดหวิวเหมือนปีศาจดังมาจากทุกทิศ คล้ายร่างกายโดนอัดด้วยอะไรบางอย่าง และพัดพาไปไร้การควบคุม ใต้ผืนน้ำมีแต่ความมืดโอบล้อม ความปั่นป่วนทบทวี เสียงซ่าๆ อื้ออึงอยู่ในหู กระนั้นหญิงสาวก็หาได้หวาดหวั่น ยินยอมพร้อมรับทุกอย่างด้วยความเต็มใจ

เหมือนว่าร่างกายโดนบีบรัด อึดอัดจนหายใจไม่ออก สมองหมุนคว้าง ในจิตสำนึกของหญิงสาวพร่ำรำพันแต่ประโยคเดิม...ซ้ำๆ...ซ้ำๆ...

...คุณแม่ขา มารับหนูมนด้วย หนูมนอยากไปอยู่กับคุณแม่...มารับหนูมนด้วย...

อึดอัด...ร่างกายมีแต่ความอึดอัด สมองโดนบีบอย่างรุนแรง เธอเผยอปาก แต่น้ำเค็มปร่าก็ทะลักเข้าไป ผ่านไปตามลำคอ สู่อก เธอรับรู้ถึงการเดินทางของมัน...อึดอัดอีกแล้ว ร่างกายหมุนวนเป็นลูกข่าง มึนงงไปหมด จากความมืดเธอรับรู้ถึงแสงสว่างจุดเล็กๆ ณ ที่แห่งหนึ่ง ครั้นลืมตาขึ้น จุดเล็กนั้นก็เคลื่อนเข้ามาใกล้...และยิ่งเคลื่อนใกล้จนเห็นชัด ว่าสิ่งนั้นคือผู้หญิงในชุดขาวสะอ้าน มีแสงนวลห้อมล้อม

คุณแม่...

หญิงสาวผู้นั้นมีสีหน้าทุกข์โศก ดวงตาเศร้าสร้อย คล้ายเธอกำลังร้องไห้ พัทธมนยื่นมือไขว่คว้า แต่กลับเอื้อมไม่ถึง

คุณแม่มารับหนูมนแล้ว...

ทั้งที่อยู่ห่างกันไม่มาก แต่เธอคว้าจับมารดาไม่ได้

ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวหนูมนก็ได้อยู่กับคุณแม่แล้ว

เรียวปากงามคลี่ยิ้ม มือหยุดไขว่คว้า ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสภาพ เมื่อนั้นความรู้สึกอึดอัดที่รุมเร้าก็ผ่อนคลาย กลายเป็นความสบาย ร่างกายเบาเหมือนปุยนุ่น คล้ายกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศวันท้องฟ้าแจ่มใส เหนือทุ่งหญ้ากว้าง เสียงหวีดหวิวของปีศาจกลับกลายเป็นเสียงสายน้ำเอื่อยกลางลำธารเล็ก ฟังพริ้งเพราะระรื่นหู

สุข และสงบเหลือเกิน...

ลมหายใจของเธอเนิบช้า...แผ่วเบา...สติดิ่งลึก...ลึกลงไปทุกขณะ

แต่ในวินาทีสุดท้ายก่อนสิ้นการรับรู้ พัทธมนรู้สึกถึงแรงกระชาก รวดเร็วและรุนแรง แล้วสติเธอก็วูบหายไปในบัดนั้น

 

ชายร่างใหญ่กำยำว่ายน้ำเข้าฝั่งด้วยความทุลักทุเล แขนข้างหนึ่งรวบเข้าใต้คางของหญิงสาวประคองลากเธอลอยน้ำมา อีกข้างตะเกียกตะกายพยุงตัว ด้วยความเป็นลูกทะเลมาตั้งแต่เกิดจึงไม่เหลือบ่ากว่าแรง ไม่นานก็ถึงน้ำตื้น เด็กชายวัยสิบไม่เกินสิบสองปีรีบวิ่งลงน้ำมาช่วย

เป็นไงพ่อ ตายมั้ย

ไม่รู้ พาขึ้นฝั่งก่อนเร็ว

สองพ่อลูกช่วยกันลากคนจมน้ำ ผ้ายางกันฝนที่ถือมาระหว่างเดินผ่านฟากนี้ถูกทิ้งจนปลิวหายไปไหนแล้วก็สุดรู้ ลมและฝนสาดมาจนหนาวเหน็บ แต่ชีวิตของหญิงสาวผู้นี้เรียกความพะวักพะวนจนไม่มีใครคิดถึงเรื่องอื่น

ยังไม่ตาย ผู้เป็นพ่อบอกเมื่อขึ้นมาพ้นน้ำทะเล ช่วยเอาขึ้นบ่าพ่อที อุ้มไปเฉยๆ มีหวังไม่ทันถึงบ้านได้ตายจริงๆ

เจ้าหนูไม่ทันได้ช่วยอะไรเต็มที่นัก ฝ่ายพ่อก็ตวัดหญิงสาวพาดบ่าได้เรียบร้อย แล้วลุกวิ่งพาหล่อนกลับไปยังบ้านของตน ปากก็เร่งตะโกนสั่งให้เจ้าหนูวิ่งนำไปก่อน

แรงกระเทือนจากการวิ่งส่งผลให้คนบนบ่าสำลักน้ำออกมาหลายอึก เมื่อถึงบ้านเธอก็คายน้ำออกมาแทบหมดสิ้น หญิงวัยต้นสามสิบแต่งตัวบ้านๆ คนหนึ่งออกมายืนรอบนระเบียง พร้อมกับแม่ชีซึ่งมีดวงหน้าละม้ายหล่อนแต่สูงวัยกว่า ยืนอยู่ใกล้กัน

คนจมน้ำ ช่วยกันหน่อยเร็ว

ทั้งคู่คงรับรู้เรื่องราวจากเด็กชายที่ยืนเต้นอยู่ตรงชายคานั่นแล้ว เมื่อสิ้นคำบอกห้วนห้าว ฝ่ายภรรยาก็เข้ารับเธอขึ้นมาบนระเบียง และแม่ชีช่วยประคองพาเข้าบ้าน

วางหญิงสาวลงบนพื้นกระดานโล่งๆ แม่ชีจึงตรวจชีพจรเธอเป็นอันดับแรก สัญญาณชีพแผ่วเบา แต่ก็ทำให้ใจชื้น หากยังไม่วางใจนัก เพราะเนื้อตัวเจ้าหล่อนซีดราวกระดาษ ซีดจนเหมือนไม่มีเลือดเหลืออยู่ในตัวสักหยด

เปลี่ยนเสื้อผ้าทำให้ร่างกายอบอุ่นก่อน

หญิงในชุดธรรมดารอพร้อม เมื่อแม่ชีปลดชุดคนจมน้ำออกผ้าห่มก็เข้าห่อหุ้มเรือนร่าง

ตาออกไปต้มน้ำที ทางนี้แม่ชีดูแลเอง สั่งเสร็จนางหันไปหยิบย่ามมาค้นหาของ ได้กล่องขนาดกะทัดรัดซึ่งบรรจุสมุนไพรไว้หลายชนิด เลือกที่ต้องการออกมาแล้วจึงดูแลคนป่วยต่อ

ตากลับเข้ามาหลังตั้งกาต้มน้ำร้อนไว้บนเตา แม่ชีเรียกหาเสื้อผ้า ช่วยกันสวมใส่ให้คนป่วยเสร็จตาก็ย้อนกลับเข้าครัวอีกรอบ คราวนี้ออกมาพร้อมกาน้ำร้อน

เป็นไงบ้างแม่ชี ชายผิวคล้ามเกรียมแดดเยี่ยมหน้าเข้ามาทางช่องประตู แม่ชีวางถ้วยยาหลังจากให้คนป่วยดื่มแล้วลงในถาด เจ้าหนูลูกชายคลานตามหลังพ่อมาติดๆ

ตัวอุ่นขึ้นแล้ว ไปไงมาไงถึงได้ไปเจอเข้า

ตาซึ่งนั่งอยู่ข้างแม่ชีหันไปมองสามี หล่อนก็อยากรู้เหมือนกัน แต่ยังไม่สบจังหวะถาม

ฉันเดินกลับบ้านกะไอ้หนู เห็นคุณคนนี้เดินลงไปกลางทะเล ทั้งลมทั้งฝนพัดอื้ออึงไปหมด ถามไอ้หนูมันสิ ตะโกนเรียกกันคอแทบแตก แต่ฝนตกยังงั้นใครมันจะได้ยิน เห็นท่าไม่ดีฉันเลยวิ่งตามลงไป

เดินลงไปกลางทะเลหรือพี่ ฝ่ายเมียถามขึ้นทันควัน มองผัวแล้วมองคนป่วย

เออ ข้าว่าคงเดินไปแหละ ตอนที่เห็นหัวเขายังโผล่อยู่เลย เผลอแป๊บเดียวก็มุดหาย ไม่รู้อยากตายหรือไง คนเป็นผัวบ่นอุบ ไอ้หนูคอยเป็นลูกคู่ยืนยัน ตาทำเสียงบางอย่าง ส่วนแม่ชีนั่งมองคนป่วยเงียบๆ

 

พัทธมนขยับกายเล็กน้อยก็รู้สึกร้าวไปทั้งร่าง ลำคอแห้งผาก แม้แต่กลืนน้ำลายยังบาดคอจนปวดแปลบ ตัวรุมๆ ผ่าวร้อน เธอพยายามเปิดเปลือกตา แต่หนักอึ้งเหมือนมีอะไรทับ ใช้ความพยายามอยู่ครู่ใหญ่จึงลืมตาขึ้นได้ หากแต่ไม่ช่วยอะไร เพราะสถานที่แห่งนั้นไม่คุ้นเอาเสียเลย บ้านไม้หลังคามุงกระเบื้อง ที่รู้เพราะไม่ตีฝ้าเพดาน ฝารอบด้านเป็นไม้กระดานอะไรสักอย่าง เธอนอนอยู่ในห้องกว้าง ฟากหนึ่งกางมุ้ง ส่วนที่เธอนอนไม่ได้กาง เมื่อย้อนมาสำรวจตัวเองก็รู้สึกว่าตนกำลังนอนอยู่บนฟูกบางๆ มีผ้าห่มจดคอ แสงสว่างนวลนี้ไม่น่าจะใช่แสงจากหลอดไฟฟ้า หรือโคมไฟอย่างที่เคยใช้ เธอค่อยๆ เหลียวมาทางด้านต้นแสง พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย เห็นหญิงโกนผมนุ่งขาวห่มขาวนั่งสวดมนต์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เบื้องหน้านางจุดเทียนไขเล่มขนาดเท่านิ้วก้อย

อาการขยับตัวทำให้ความปวดร้าวแล่นปราดจนเผลอครางออกมาเบาๆ แต่แค่นั้นก็เรียกความสนใจจากแม่ชีได้ทันที

ฟื้นแล้วหรือ

นี่ที่ไหนคะ

บ้านชายหาดหัวหิน

คำตอบอ่อนนุ่ม หากหญิงสาวนิ่วหน้า

หนูมนเป็นอะไรไป

จำไม่ได้เลยหรือคนถามยิ้มละไม

พัทธมนยกมือกุมขมับ พยายามลำดับเรื่องราว ไม่นานความทรงจำก็หลั่งไหล ดวงหน้าซึ่งนิ่วขมวดอยู่เปลี่ยนเป็นสลดซีด กระบอกตาร้อนผะผ่าว

แม่ชีช่วยหนูไว้หรือคะ

เปล่า ไม่ใช่แม่ชีหรอก คนที่ช่วยหนูเขานอนหลับอยู่ในมุ้งด้านนั้น แม่ชีแค่ช่วยดูแล ระหว่างกล่าวนางก็จับชีพจร วัดไข้ แล้วหันไปหยิบแก้วบรรจุเครื่องดื่มสีคล้ายน้ำชามาส่งให้ ตัวหนูแค่รุมๆ ไข้ลดลงแล้วล่ะ เมื่อหัวค่ำหนูมีไข้สูงจนน่ากลัว ดื่มยาซะ แม่ชีให้ดื่มไปแล้วสองครั้งตอนหนูมาใหม่ๆ กับตอนเที่ยงคืน นี่ก็ตีสี่กว่าแล้ว ดื่มยาแล้วนอนพัก ตื่นมาพรุ่งนี้จะได้ดีขึ้น

พัทธมนยังนอนเฉย ท่าทางอยากร้องไห้มากกว่าจะยอมรับยาจากนาง แม่ชีจึงแตะแขนนวล แล้วสอดลำแขนของตนเข้าใต้ต้นคอช่วยพยุง จ่อแก้วยาให้ที่ริมฝีปาก...พัทธมนจำยอมดื่ม

รักษาเนื้อรักษาตัวให้หายดี อย่าเพิ่งคิดอะไรตอนนี้ ชีวิตเรากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กว่าเป็นตัวเป็นตน กว่าจะสอนเดินสอนพูด จนเติบใหญ่ กี่มือที่อุ้มชูมา...ไยถึงคิดทำลายเสียเล่า

หญิงสาวน้ำตาไหล

หนูไม่เหลือใครแล้วค่ะแม่ชี

คนฟังส่ายหน้า รอยยิ้มยังอ่อนโยน ห่มผ้าให้คนที่เพิ่งผ่อนร่างลงนอน

หนูยังมีชีวิต ยังมีเวลาสร้างบุญกุศล อย่าตัดโอกาสด้วยการตัดช่องน้อยแต่พอตัว คนเราไม่มีใครไม่มีปัญหา ทุกคนล้วนมีปัญหาทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป เมื่อสิ้นสุดปัญหาหนึ่งอีกปัญหาหนึ่งก็เข้ามา หากยังมีกิเลสไม่มีใครหนีพ้นสิ่งเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเข้มแข็งพอที่จะผ่านเรื่องเหล่านั้นไปได้ด้วยสติ และปัญญา...แต่คนไม่น้อยกลับคิดเหมือนหนู...หลับซะ ความทุกข์ใดๆ วางมันไว้ก่อน เอาไว้ค่อยคิดค่อยแก้ตอนร่างกายหนูแข็งแรงดีแล้ว

น้ำเสียงนุ่มนวล กระแสเปี่ยมเมตตา คล้ายเสียงเห่กล่อมให้ลบเลือนเรื่องทุกข์โศกลงชั่วขณะ พัทธมนหลับตาลงได้ด้วยหัวใจสงบและอบอุ่น ไม่ทุรนทุราย หรืออ้างว้างเหน็บหนาวอย่างที่แล้วๆ มาตลอดหลายเดือน

 

ชายหนุ่มในชุดสูทสง่าภูมิฐานเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารเมื่อมีเสียงเคาะประตู  อึดใจเดียวเลขานุการก็เปิดเข้ามา เดินมาวางแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินลงตรงหน้า

แผนกเร่งรัดหนี้สินส่งมาให้ครับ

ขอบใจคนพูดก้มลงตรวจเอกสารต่อ

ทรัพย์สินของคุณโกวิทย์จะให้ดำเนินการยังไงดีครับ

ชายหนุ่มนิ่งคิด ก่อนเอ่ย

บอกคุณประภาส ปล่อยไว้อย่างนั้นก่อน จะจัดการยังไงผมจะแจ้งอีกที

ครับ ต่อให้สงสัย กาจน์ก็รับคำอย่างสงบ คำสั่งของนายคือสิ่งที่ต้องปฏิบัติ เขาเชื่อว่าทุกสิ่งนายกลั่นกรองดีแล้ว

กาจน์ออกจากห้อง คนนั่งบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ก็เอนหลังพิงพนัก หมุนปากกาในมือเล่น สมองหวนคำนึงถึงใครบางคน ตั้งแต่กลับจากงานศพนายโกวิทย์ในคืนนั้นเขาไม่ได้เจอเธออีกเลย คิดว่าคงกำลังยุ่งอยู่กับงานศพบิดาจนไม่อยากรบกวน หรือวุ่นวายกับเธอในช่วงนี้

รบกวน วุ่นวายงั้นหรือ? บ้าไปแล้ว ระหว่างเขากับเธอจำเป็นต้องมีคำเหล่านี้ด้วยหรือไง?!

ชายหนุ่มถอนหายใจพลางส่ายหน้า ตั้งใจจะทำงานต่อก็มีสายส่วนตัวเข้ามา

ว่าไง

คุณพัทธมนไม่ได้กลับบ้านมาตั้งแต่เมื่อวานครับ

หายไปไหน ใบหน้าที่ติดจะผ่อนคลายเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นทันที

ไม่มีใครทราบเลยครับ คนในบ้านวุ่นวายกันหมด มีคนเห็นเธอครั้งสุดท้ายที่วัดเมื่อวาน หลังเผาศพคุณโกวิทย์ นายนากคนขับรถบอกว่าเห็นคุณพัทธมนขับรถออกไปจากวัด หลังจากนั้นไม่มีใครเจอเธออีกเลย นี่ก็ได้ข่าวว่ารอให้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วจะไปแจ้งความ แต่ผมเช็กตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ หมดแล้ว ไม่มีข่าวคุณพัทธมนประสบอุบัติเหตุ ฝากเพื่อนที่เป็นตำรวจช่วยเช็กข่าวให้อีกทาง ด้านนั้นก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเหมือนกันครับ

เพื่อนล่ะ เช็กไปทางเพื่อนเธอหรือยัง

คุณพัทธมนมีเพื่อนสนิทไม่มาก ที่สนิทจริงๆ ตอนนี้กำลังอยู่ที่บ้านราชนฤบดินทร์ ผมคิดว่าสองคนนี้คงโทร.ไปตรวจสอบกับเพื่อนคนอื่นๆ เรียบร้อยแล้วก่อนมาที่บ้าน

ตรวจสอบแล้วไม่ได้ข่าวคราวถึงได้แล่นกันมาถึงที่ เขาเข้าใจความหมายดี

นายไตรทศ ชื่อนั้นผุดพรายขึ้นในสมองพร้อมๆ กับริมฝีปากขยับเอ่ย และคงไม่ต้องพูดซ้ำ เขาคิดว่าลูกน้องได้ยิน ไปดูที่บ้านมันหรือยัง

ผมจะส่งคนไปเช็กทางนั้นเดี๋ยวนี้เลยครับ

วางสายจากคมชาญไปหลายนาที หากหัวใจของอภิวรรธน์ยังร้อนรุ่ม เหมือนคนนั่งไม่ติดที่ เขาผุดลุกเดินไปเดินมา สุดท้ายก็มาหยุดยืนเท้าสะเอวมองทิวทัศน์นอกกระจก มือทั้งสองข้างที่ปัดเสื้อสูทไปด้านหลังและเท้าขอบกางเกงอยู่นั้นกำแน่น มันคืออาการยามหงุดหงิดจัดการอะไรไม่ได้ เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มานานแล้ว และมันกลับมาอีกครั้งก็เพราะผู้หญิงคนนั้น

พัทธมน!...

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 113 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

578 ความคิดเห็น

  1. #66 Kanokwan Ruenarom (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 11:03
    เปิดจองหรือยังคะ
    #66
    1
    • #66-1 แก้ว(จากตอนที่ 8)
      5 มกราคม 2561 / 12:05
      เปิดแล้วค่าาา ตามรายละเอียดในตอนที่ 9 เลยค่ะ ^^
      #66-1
  2. #65 ข้าวตังข้าวตู (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 17:59
    อยากได้เล่มแว้วค่า ><
    #65
    1
    • #65-1 แก้ว(จากตอนที่ 8)
      5 มกราคม 2561 / 12:06
      เปิดจองแล้วนะคะ ตามรายละเอียดในตอนที่ 9 ค่ะ ^^
      #65-1