พรางรัก Re-Up

ตอนที่ 11 : = ๑๐ = 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 129 ครั้ง
    17 ม.ค. 61

๑๐

 

หลังจากทนนั่งคุดคู้อยู่ในรถมาหลายชั่วโมง ในที่สุดรถก็เลี้ยวผ่านกำแพงรั้วเข้ามาในอาณาเขตวัดตอนย่ำค่ำ ผ่านทิวไม้ดกครึ้มกระทั่งมาจอดบริเวณลานกว้าง รอทุกคนลงหมดแล้วพัทธมนจึงค่อยทุลักทุเลออกมายืนพิงประตูรถ สูดหายใจเข้าลึก เพราะนั่งอุดอู้มานาน เมื่อออกนอกรถทำให้เธอเหนื่อยหอบและวิงเวียน กระนั้นกระปุกยาดมของแม่ชีก็ช่วยได้มากทีเดียว

ตลอดการเดินทางมิใช่ว่าคนอื่นจะไม่ห่วงคนท้อง เชาว์พยายามแวะพักตามปั๊มอยู่เรื่อยๆ รับประทานอาหารกลางวันกันนานเป็นพิเศษ เดินทางแบบไม่เร่งร้อน แต่พัทธมนก็ยังรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางมหาโหดที่สุดในชีวิตของเธอก็ว่าได้ การนั่งอยู่ในที่แคบๆ ของช่องแค็บกระบะอันมีที่ทางให้เหยียดขาได้จำกัดจำเขี่ยเป็นเวลาหลายชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องสนุกเลย กระนั้นเธอก็มิได้ปริปากบ่น แม่ชีคอยสอบถามอย่างห่วงใย พัทธมนเพียงแต่ยิ้มจืดๆ บอกว่า “ไม่เป็นไรค่ะ” ทุกครั้งไป

แม่ชีรุ่นสาวสองคนเดินเข้ามาไหว้แม่ชีอาวุโสกว่าซึ่งมากับรถยนต์ของเชาว์ ได้ยินเสียงคุยกันแว่วๆ ทำให้พัทธมนได้รู้ว่าผู้ซึ่งคอยช่วยดูแลเธอตลอดสองวันมานี้มีชื่อว่าแม่ชีภัทร นางแนะนำให้คณะรู้จักกับแม่ชีทั้งสอง จากนั้นสนทนาสั่งงานอีกเล็กน้อยแล้วปล่อยให้แม่ชีอ่อนอาวุโสกว่าช่วยหิ้วสัมภาระของนางไปเก็บ

คืนนี้เชาว์กับชนไปนอนกับพระภิกษุฟากโน้นนะ ส่วนตากับหนูมนแม่ชีบอกให้เขาช่วยดูแลเตรียมที่หลับที่นอนให้แล้ว ยังไงก็ไปล้างหน้าล้างตาแล้วกินข้าวกันก่อน ค่อยแยกย้ายไปพักผ่อน

แต่ละคนปลีกไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดนั้น เสร็จก็มานั่งรวมตัวกันที่ชุดม้าหินอ่อนใต้ร่มโพธิ์ใหญ่ ตาชี้มือบอกตำแหน่งกุฏิของแม่ชีภัทร ส่วนเจ้าของกุฏิแยกไปไหนแล้วไม่ทราบ ราวครู่ใหญ่ก็มีแม่ชีแปลกหน้ามาเชิญคนทั้งกลุ่มไปยังโรงครัว

โรงครัวของสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้กว้างและเปิดโล่งทุกด้าน ยกเว้นฟากหนึ่งซึ่งใช้เป็นห้องสำหรับเตรียมอาหาร โต๊ะเก้าอี้วางเรียงระเบียบ สะอาดสะอ้าน สำรับอาหารชุดหนึ่งรอพร้อมอยู่บนโต๊ะสำหรับสี่ที่นั่ง นอกจากกลุ่มของพัทธมนที่เพิ่งเดินเข้ามา ในโรงครัวก็มีหญิงสูงวัยซึ่งทำหน้าที่ประกอบอาหารอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

ทั้งสี่นั่งล้อมวงคดข้าวแจกจ่าย แล้วก้มหน้าก้มตารับประทาน มีเสียงพูดคุยกันเบาๆ ในครอบครัวของตา ส่วนพัทธมนนั่งรับประทานข้าวพลางสำรวจทุกอย่างรอบตัวไปด้วย แม้จะพยายามสงบสำรวมเพียงไร แต่ท่าทีของเธอก็มิต่างกวางน้อยตื่นพงไพรอยู่นั่นเอง

หญิงสูงวัยนำจานผักมาวางให้ นางมิได้โกนผมอย่างแม่ชี และแม้ว่านางจะสวมเสื้อขาวก็จริง แต่ผ้านุ่งยังเป็นพื้นดำลายขาว พัทธมนมองตามจนนางหายเข้าไปในส่วนพื้นที่สำหรับประกอบอาหาร จึงได้ยินตาบอกเหมือนรู้ใจ

แม่ครัวน่ะ...แกไม่ได้มาปฏิบัติธรรมเหมือนคนอื่นหรอก แต่มาช่วยทำอาหารเลี้ยงพวกมาปฏิบัติธรรมอีกที มาตามจิตศรัทธา ได้บุญเหมือนกัน เผลอๆ จะได้มากกว่าพวกที่มานั่งภาวนานั่นซะอีก คนที่อยู่นี่นอกจากแม่ชีโกนหัวโล้นแล้ว ยังมีคนมาถือศีลภาวนาแบบไม่โกนผม อาศัยแต่นุ่งขาวห่มขาวเยอะแยะไป เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้เห็น

ตาพูดไปเคี้ยวข้าวไป ชีวิตของสาวชาวบ้านธรรมดาอย่างตาดูง่ายๆ ไม่ต้องห่วงมารยาท ไม่ต้องมีภาพลักษณ์อะไรให้รักษา พัทธมนรับฟังคำบอกเล่านั้นเงียบๆ

หลังอาหารค่ำสิ้นสุดลง แม่ชีพาคณะทั้งหมดมายังเรือนรับรอง รบกวนให้แม่ชีอีกคนนำตาและพัทธมนไปยังห้องพัก ส่วนตนแยกนำเชาว์และลูกชายไปส่งที่เรือนรับรองของบุรุษ ซึ่งมีภิกษุสงฆ์คอยดูแล

เรือนพักที่พัทธมนและตาเดินเข้ามานั้นเป็นเรือนไม้ปูพื้นหินอ่อน โอ่โถงและสะอาดสะอ้าน ตามแนวยาวฟากหนึ่งของโถงเรียงระเบียบด้วยเตียงเดี่ยวตลอดฟาก ปลายเตียงตีไม้อัดสูง เว้นช่องว่างเป็นทางเข้าไว้เล็กน้อย กั้นแต่ละเตียงออกจากกันให้พอเป็นสัดส่วนและมีความเป็นส่วนตัว ถัดเข้าไปด้านในจะเป็นห้องซอยเล็กๆ กินพื้นที่ทั้งสองฟากนับสิบห้อง อีกด้านของอาคารเป็นส่วนของห้องน้ำ แบ่งส่วนสุขาและส่วนอาบน้ำออกจากกัน ห้องสุขาเป็นชักโครกสะอาดเอี่ยม บานประตูแข็งแรงมิดชิด ส่วนห้องอาบน้ำกั้นเพียงม่านพลาสติกหนาหนักเท่านั้น ฝั่งตรงข้ามกับห้องน้ำเป็นอ่างล้างหน้า แต่ละส่วนเพียงพอสำหรับรองรับผู้ปฏิบัติธรรมได้ประมาณ ๒๕ - ๓๐ คน โดยไม่ต้องรอเข้าคิวนาน

ให้แขกทั้งสองสำรวจห้องน้ำและส่วนสุขาแล้ว แม่ชีก็นำมายังห้องพัก

ช่วงนี้ไม่ใช่วันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ มีผู้มาปฏิบัติธรรมไม่มาก ยังพอเหลือห้องว่าง คุณสองคนก็พักกันคนละห้องนะคะ

แม่ชีเปิดประตูห้องหนึ่ง พัทธมนกวาดตาแลเห็นเป็นห้องแคบๆ ที่โดดเด่นคือเตียงเดี่ยวคล้ายแคร่นอน ปูเสื่อจูด และมุ้งขาวขึงตึงทั้งสี่มุม เลิกเปิดไว้ทุกด้าน ฝาระหว่างห้องกั้นด้วยเสื่อสาน สูงไม่ถึงเพดาน ขึงราวเชือกชิดฝา พาดชุดขาวไว้ให้ทั้งเสื้อและผ้านุ่ง

แม่ชีไปเปิดประตูอีกห้องแล้วมาบอก

อาบน้ำแล้วพักผ่อนกันตามสบายนะคะ มีอะไรก็เรียกแม่ชีได้ที่ห้องฝั่งนั้น

แลตามนิ้วที่ชี้บอกเห็นว่าเป็นห้องในสุด เมื่อแม่ชีแยกไปตาก็หันมาพูดกับพัทธมนว่า

เธออยู่ห้องนี้นะ ฉันไปอยู่ห้องนั้นเอง แล้วหิ้วกระเป๋าใส่ของกระจุกกระจิกของตนไปยังห้องติดกัน

หญิงสาวเข้าไปยืนหมุนคว้างกลางห้อง เมื่อได้อยู่คนเดียวท่ามกลางความเงียบเหงาวังเวง ก็เหมือนว่าในอกจะจุกเสียดแน่นตื้อ น้ำตาปริ่มๆ จะไหลหยด...เธอหมดสิ้นแล้วจริงๆ เหลือเพียงลมหายใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำอะไรผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่จะโทษใคร ในเมื่อเธอเลือกทางของตัวเองทั้งนั้น เลือกเดินเข้าไปติดกับของผู้ชายเลวๆ คนนั้น เลือกจะทำลายชีวิตของตัวเองจนมาพบแม่ชี และเลือกทิ้งทุกสิ่งไว้ข้างหลังจนมายืนอยู่ที่นี่ ณ ตอนนี้

ทั้งหมดเธอล้วนเลือกเอง!

น้ำตาหยาดใสกลิ้งผ่านผิวแก้ม และยิ่งหลั่งรินเมื่อตระหนักว่าเธอมิได้มีแค่ชีวิตเดียวอีกต่อไป หากยังมีอีกหนึ่งชีวิตซุกกายเจริญเติบโตอยู่ในท้องของเธอ มือเรียวประทับบนหน้าท้องก่อนเปลี่ยนเป็นกอดไว้ แล้วร้องไห้ออกมาอย่างระงับอกระงับใจไม่อยู่ ร่างบางนั่งแปะลงขอบเตียง ปล่อยให้น้ำตาหลั่งไหลไปกับโชคชะตา ที่นับจากวันนี้ยังไม่รู้จะเป็นเช่นไร



วันรุ่งขึ้น หลังจากพระฉันภัตตาหารเช้าเสร็จ แม่ชีภัทรก็พาพัทธมนและครอบครัวของตาไปกราบท่านเจ้าอาวาส รวมทั้งฝากฝังพัทธมนเป็นลูกศิษย์ของท่าน หลวงพ่อมองหญิงสาวเงียบๆ ครู่หนึ่ง ก่อนบอกกับแม่ชีภัทรว่า

เตรียมดอกไม้ธูปเทียนไว้ ตอนบ่ายค่อยทำพิธี

ครอบครัวของตาลากลับในตอนสายวันนั้น พัทธมนยืนมองตามท้ายรถดวงตาละห้อย รู้สึกใจหายขึ้นมาเหมือนกัน แม้เพิ่งรู้จัก มิได้สนิทสนมผูกพัน แต่นั่นคือมิตรในยามยาก พวกเขาทิ้งเธอไปแล้ว ทีนี้ก็เหลือเพียงแค่แม่ชีภัทรและสถานที่อันสงบเงียบแห่งนี้

แม่ชีหันมายิ้มให้กำลังใจ หญิงสาวยิ้มตอบบางๆ เป็นรอยยิ้มแห้งแล้งที่เหมือนเจ้าตัวจะกล้ำกลืนฝืนเค้นมันออกมา เพื่อไม่ให้คนส่งยิ้มมาก่อนเสียกำลังใจ ครั้นหันกลับเข้าไปยังสถานปฏิบัติธรรม พัทธมนก็กวาดตาแลไปรอบๆ เห็นตัวอาคารปลูกสร้างอยู่ตามจุดต่างๆ ไม่มากเกินจำเป็น รอบบริเวณร่มครึ้มด้วยต้นไม้สูงใหญ่ที่แผ่กิ่งใบปกคลุม สถานที่โดยรอบสงัดเงียบและสันโดษ มีผู้ปฏิบัติธรรมสวมชุดขาวให้เห็นอยู่ประปราย บ้างเดินจงกรมสงบสำรวม บ้างนั่งนิ่งๆ เฉยๆ บ้างนั่งสมาธิวิปัสสนา แล้วแต่ใครจะถนัดด้านไหน

แต่หญิงสาวก็ยังรู้สึกโหวงๆ และโดดเดี่ยวเหลือเกิน

บ่ายวันนั้นพัทธมนได้เข้าพิธีกราบอาราธนาหลวงพ่อเป็นครูบาอาจารย์ ไม่ยุ่งยากนัก แค่เตรียมดอกไม้ธูปเทียนบูชาท่าน และท่องคำสวดเพื่อฝากตนเป็นศิษย์ หลังจากนั้นก็นั่งฟังหลวงพ่อบรรยายวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ในรุ่นของพัทธมนมีผู้เดินทางมาขอปฏิบัติธรรมด้วยสามคน จึงได้เข้ากราบตนเป็นลูกศิษย์ลูกหา และนั่งฟังบรรยายไปพร้อมๆ กัน หลังจากคุยเป็นแนวทางคร่าวๆ หลวงพ่อท่านก็สอนวิธีเดินจงกรม เพื่อฝึกการดึงใจให้อยู่กับกาย พัทธมนตั้งใจฟังและพยายามเรียนรู้อย่างแข็งขัน ตลอดเวลาเหล่านั้นเธอสงบสำรวมทั้งร่างกายและจิตใจ มุ่งจดจ่ออยู่แต่การเรียนรู้ในวันนั้น จนรู้สึกว่าเวลาตลอดบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อรู้ตัวอีกทีก็ตอนหลวงพ่อท่านบอกว่า

เอาล่ะ วันนี้พวกโยมฝึกปฏิบัติจนเรียกว่า ใช้ได้แล้ว หลังจากนี้ก็ฝึกปฏิบัติให้มากๆ ไม่ว่าจะทำอะไร ให้ระลึกรู้ถึงแต่สิ่งที่ทำ มีสติ รู้ตัวตลอดเวลา นั่งอยู่ก็รู้ว่ากำลังนั่ง นอนอยู่ก็รู้ว่ากำลังนอน จะกินให้รู้ตัวว่ากิน เคี้ยวข้าวก็ให้รู้ตัวว่าเคี้ยวข้าว กลืนข้าวก็ให้รู้ตัวว่ากลืนข้าว ปวดก็ให้รู้ว่าปวด ปวดตรงไหน ปวดอย่างไร ใช้ใจสำรวจ เมื่อรู้แล้วก็บอกตัวเองว่า อ้อ เราปวดตรงนี้ ปวดอย่างนี้ แล้วปล่อยความปวดไว้อย่างนั้น เฝ้าดูมัน แต่อย่าเอาใจไปร่วมปวดกับมัน แค่ดู แค่รู้ แต่อย่าไปข้องแวะยุ่งเกี่ยว เรานั่ง เราปวดขา เราก็รู้ว่า อ้อ เราปวดขานะ เพราะเรานั่งนาน ขามันเหน็บชา มันจึงปวด แต่ขามันจะปวดก็ให้มันปวดไป อย่าเอาใจไปปวดกับมัน...ฝึกกันให้คล่อง ฝึกทำบ่อยๆ ถ้าใจเผลอวอกแวกไปไหน รู้ตัวแล้วก็ดึงมันกลับมา มันวอกแวกบ่อยเราก็ดึงมันกลับมาบ่อยๆ ใจมันเหมือนลิง ไม่ชอบอยู่นิ่ง เราต้องทำตัวเป็นคนเลี้ยงลิง ดึงลิงกลับมาล่ามไว้กับเสาหลักที่เรียกว่าความระลึกรู้ อย่าทำตัวเป็นเหาเกาะหลังลิงเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหน

ผู้อยู่เบื้องหน้าหลวงพ่อต่างพากันยิ้มหัวเราะเบาๆ แม้แต่พัทธมนยังอมยิ้ม หัวใจปลอดโปร่งอย่างไม่น่าเชื่อ

วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปเข้ากลุ่มฝึกกับพวกข้างนอก มีโยมมาฝึกใหม่อยู่กลุ่มหนึ่ง ไปคอยดูเขา ทำตามเขา ชำนาญแล้วค่อยแยกไปฝึกคนเดียว

ทั้งหมดกราบลาหลวงพ่อแล้วแยกย้ายกันออกมานอกห้อง สามคนที่เข้ากราบฝากตนเป็นศิษย์หลวงพ่อพร้อมกับพัทธมน มากลุ่มเดียวกัน กระนั้นก็ยังส่งยิ้มเอื้อเฟื้อตอบกลับมาเมื่อพัทธมนยิ้มให้ แล้วชวนคุยทำความรู้จักกันเล็กน้อยก่อนแยกย้ายกันไป

วันรุ่งขึ้นพัทธมนเข้าฟังการบรรยายธรรมของหลวงพ่อพร้อมกับผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ เมื่อถึงเวลาพระฉันเพลก็ปลีกตัวตามอัธยาศัย รับประทานข้าวเที่ยง แล้วกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในตอนบ่าย เพื่อฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ศาลากว้าง มีผู้เข้าร่วมฝึกราวสิบคน

กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมใหม่นี้มีแม่ชีคอยนำอยู่สองคน ได้ยินเสียงกล่าวประสานกันว่า

ยกหนอ...ย่างหนอ...เหยียบหนอ...

ครั้นจะก้าวเท้าอีกข้างก็

ยกหนอ...ย่างหนอ...เหยียบหนอ...

สลับอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนเมื่อแถวหน้าไปสุดเขตของลาน แต่ละคนก็ยืนนิ่ง สงบ สำรวม กล่าวพร้อมกันว่า

ยืนหนอ...ยืนหนอ...ยืนหนอ...

อยากกลับหนอ...อยากกลับหนอ...อยากกลับหนอ....

แล้วพวกเขาก็หมุนตัวกลับช้าๆ พร้อมกับกล่าว

กลับหนอ...กลับหนอ...กลับหนอ...

วิธีการยกเท้า หมุนตัว ย่างเท้า เหยียบเท้า ดูพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแทบทุกคน

เมื่อการฝึกในวันนั้นเสร็จสิ้น แต่ละคนก็แยกย้ายสำรวมอิริยาบถตามอัธยาศัย ผู้ปฏิบัติธรรมงดเว้นอาหารมื้อเย็น แต่พัทธมนได้รับข้อยกเว้น เพราะแม่ชีภัทรสั่งให้ทางโรงครัวจัดเตรียมอาหารไว้ให้โดยเฉพาะเพื่อบำรุงลูกในท้อง

ครั้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมต่างมารวมตัวกันที่หอกลาง สวดมนต์ นั่งสมาธิ ดื่มด่ำรสพระธรรมซึ่งบรรยายผ่านเทปคาสเซ็ท จนเมื่อได้เวลาอันสมควรก็แยกย้ายกันเข้านอน

หลายวันผ่านไป มีผู้ปฏิบัติธรรมเวียนเข้ามาและจากไปหลายต่อหลายราย แต่พัทธมนยังคงอยู่ ณ สถานปฏิบัติธรรมแห่งนั้น ฝึกจิตภาวนาด้วยความอุตสาหะ อาการแพ้ท้องของเธอกำเริบหนักขึ้นเรื่อยๆ ในทุกเช้า ก็ได้แม่ชีภัทรและแม่ชีท่านอื่นๆ คอยช่วยเหลือดูแล ทำให้เธอผ่านพ้นคืนวันเหล่านั้นมาได้ไม่ยากลำบากนัก

ยิ่งนานวัน หญิงสาวสงบใจได้มากขึ้น เธอเริ่มปล่อยวาง และไม่กังวลถึงวันข้างหน้ามากจนเกินไป ทุกวันคอยแต่สงบจิตสงบใจไม่ให้ลอยคว้างไปไหนๆ อยู่แต่กับปัจจุบัน อยู่กับลมหายใจชั่วขณะนั้น

และบางครั้ง ก็อยู่กับลูกในท้อง

มือเรียวขาวสะอ้านลูบไล้หน้าท้องของตัวเองอย่างทะนุถนอม บ่อยครั้งเธอยิ้มอ่อนๆ ให้กับเจ้าตัวน้อยที่ยังไม่ถือกำเนิดลืมตาขึ้นมา หน้าท้องของเธอยังไม่นูนจนถึงกับให้สังเกตเห็น แต่หญิงสาวก็ระลึกอยู่ทุกขณะจิตว่าภายในนั้นมีตัวน้อยๆ ของเธอกำลังเจริญเติบโตอยู่ทุกวัน

ครั้นเข้าเดือนที่สี่ของอายุครรภ์ หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่จนเจ้าตัวรู้สึก พัทธมนก็เริ่มครุ่นคิดถึงวันข้างหน้า เฝ้ากังวลว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร จะไปอยู่ที่ไหน จะเลี้ยงลูกอย่างไรต่อไป ส่งผลให้หน้านิ่วคิ้วขมวดบ่อยๆ จนไม่มีสมาธิปฏิบัติภาวนาเช่นแต่ก่อน อาการเหล่านั้นไม่รอดพ้นสายตาแม่ชีอาวุโสไปได้ นางเข้ามาสอบถามเมื่อเห็นเจ้าหล่อนนั่งเหม่ออยู่บนโขดหินใต้ร่มไม้ใหญ่

เป็นอะไรไปหรือ

แม่ชีภัทร... หญิงสาวสะดุ้งนิดๆ ยิ้มจืด

แม่ชีถามว่าเป็นอะไร

เปล่าค่ะ... เธออ้อมแอ้ม หลบสายตา

โกหกแม่ชีได้ แต่คนเราไม่มีใครโกหกใจตัวเองได้หรอก ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งนิ่ง ก้มหน้าอย่างยอมจำนน แม่ชีจึงตักเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลวงพ่อท่านก็สอนอยู่ไม่ใช่หรือ ว่าอดีตเป็นแค่มายา อนาคตเป็นภาพลวงตา ปล่อยวางทั้งสองลงเสีย แล้วอยู่กับลมหายใจของปัจจุบัน อย่าปรุงแต่งความคิด ยิ่งปรุงแต่ง ใจยิ่งเตลิด ดึงใจตัวเองกลับมา มัดมันไว้กับลมหายใจ

พัทธมนพนมมือไหว้รับคำตักเตือนนั้น...นางมองนิ่งอยู่อึดใจแล้วกล่าวต่อ

จำไว้ว่าทุกเรื่องมีทางออกเสมอ ขอแค่มีสติและปัญญา และไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อย่าไปกังวลถึงมันให้มากเกินเหตุ เอาจิตไปกังวลแล้วได้อะไร ปล่อยอนาคตให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้า แค่มีสติรู้เท่าทัน เมื่อถึงเวลาเราจะรู้ได้เองว่าจะเผชิญกับมันอย่างไร

พัทธมนประณมมือไหว้นางอีกครั้งด้วยความตื้นตันและสำนึกในพระคุณของนางยิ่ง เงยหน้าขึ้นมาหยาดน้ำตาก็เอ่อคลออยู่เต็มหน่วยตาคู่เศร้านั้น

 

เวลาเดียวกัน ในห้องทำงานบนชั้นที่ยี่สิบสามของอาคารสูง ชายหนุ่มเจ้าของห้องนั่งบนเก้าอี้ หันหลังให้โต๊ะทำงาน ดวงตาเหม่อมองผ่านผนังกรุกระจกไปอย่างเลื่อนลอย ข่าวคราวของพัทธมนหายเงียบไปนับแต่วันนั้น ไม่มีเบาะแสทั้งทางบ้านราชนฤบดินทร์และทางตำรวจ เขาสั่งคนค้นหาทั่วหาดหัวหินแล้วก็ยังไร้วี่แวว อยากจะเชื่อว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งสักแห่ง แต่เหตุการณ์ในครั้งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาบั่นทอนความเชื่อมั่น

คุณพัทธมนหักพวงมาลัยข้ามเลนไปขวางหน้ารถอีกคัน

เธอเคยใจเด็ดถึงขนาดยอมตายกลางถนน ทำให้เขาใจหายมาทีหนึ่งแล้ว หากคราวนี้กลับยิ่งกว่า เธอไปหัวหิน ทิ้งข้าวของทุกอย่างไว้ที่นั่นแล้วหายไปในค่ำคืนฝนฟ้าคะนอง ริมชายหาดที่คลื่นปั่นป่วนแบบนั้นเธอจะไปไหนได้ ถ้าไม่ใช่...

ชายหนุ่มหลับตาลงพร้อมกับความรู้สึกในอกที่พลุ่งโพลง ปั่นป่วนทุกครั้งยามนึกมาถึงตรงนี้

อติรัตน์...หญิงสาวผู้อ่อนโยน บริสุทธิ์และไร้เดียงสา ต้องสังเวยชีวิตให้กับจิ้งจอกมากตัณหาอย่างไอ้โกวิทย์ ราชนฤบดินทร์ พัทธมนเล่า เธอก็บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ไม่ต่างน้ำค้างกลางหาว แต่ความผิดของเธออยู่ตรงเกิดมาเป็นลูกนายโกวิทย์ เป็นลูกของไอ้คนชั่ว ที่มันทั้งรักและหวงแหน ในขณะลูกอีกคนมันสั่งให้กำจัดทิ้งอย่างเลือดเย็น

เพราะเธอเป็นลูกของมัน จึงต้องร่วมรับผิดชอบ

ทั้งๆ ปักใจเชื่อเช่นนั้น และเคยคิดว่าถ้าทำให้ครอบครัวนั้นพินาศย่อยยับลงไปกับมือได้ หัวใจเขาจะสงบสุข ไม่ต้องทุรนทุรายเหมือนแต่ก่อน ทว่าเปล่า เขากลับทรมานยิ่งกว่า

ถึงคุณพ่อจะทำอย่างที่คุณว่าจริง แล้วสิ่งที่คุณทำล่ะต่างกับท่านตรงไหน ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าสิ่งนั้นมันเลวมันชั่วร้าย แต่คุณก็ยังเดินซ้ำรอย คุณมันเลวยิ่งกว่า!”

หรือเป็นอย่างที่เธอว่า เขามันเลว คนเลวไม่เคยมีใครมีความสุขได้แท้จริง

แล้วนายโกวิทย์เล่า คนเลวๆ อย่างมันเคยสำนึกถึงการกระทำของตัวเอง เหมือนเช่นที่เขากำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้มั้ย?

เสียงเคาะประตูห้องปลุกชายหนุ่มขึ้นจากภวังค์ ขยับตัวเพียงเล็กน้อยกาจน์ก็เปิดประตูเข้ามา

เรื่องบ้านราชนฤบดินทร์ จัดการเรียบร้อยแล้วนะครับ

เจ้าของห้องหมุนเก้าอี้กลับเข้าหาโต๊ะ

ดี...คนในบ้านล่ะ ยังเหลือใครอีกบ้าง

เหลือแต่แม่บ้านคนนึงกับคนขับรถอีกหนึ่งครับ ป้าแม่บ้านนั่นเสร็จธุระเรื่องบ้านแล้วเห็นว่าจะกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ส่วนนายนากคนขับรถคงต้องหางานอื่นในกรุงเทพฯ ทำ

แม่บ้าน? คนฟังมุ่นคิ้ว ใช่คนที่เป็นพี่เลี้ยงของพัทธมนหรือเปล่า

ครับ ป้าชมัย แกเลี้ยงคุณพัทธมนมาตั้งแต่เกิด

หัวคิ้วเข้มซึ่งขมวดอยู่คลายลง ดวงหน้าคลายความเข้มขรึม กลายเป็นอ่อนโยน เจือรอยหม่นจางๆ จนผู้ยืนตรงหน้าเพ่งตามองด้วยความประหลาดใจ อันที่จริงตลอดสองเดือนมานี้ กาจน์กังวลห่วงใยผู้เป็นนายไม่น้อย จากเงียบขรึมและเก็บตัวอยู่แล้ว พอมาเกิดเรื่องยุ่งๆ เกี่ยวกับการหายตัวไปของคุณพัทธมน บุตรสาวนายโกวิทย์ และเป็นคนเดียวกับที่เคยบุกมาหาท่านถึงห้องนี้ เจ้านายของเขาก็ยิ่งเงียบขรึมและเก็บตัวหนักกว่าเก่า งานเลี้ยงต่างๆ แทบไม่ย่างกราย เขาต้องทำหน้าที่ปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม แต่เหล่านักธุรกิจ และคนเด่นคนดังในวงสังคมก็ขยันส่งบัตรเชิญมาเสียจริง

เลี้ยงมาเอง คงรักยิ่งกว่าลูก เขาทำใจได้แล้วหรือเสียงเจ้าของห้องแว่วมา

ก็ยังไม่ได้ซะทีเดียวหรอกครับ แต่ดีกว่าช่วงเกิดเรื่องใหม่ๆ นี่ก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว แกลุกขึ้นมาจัดการอะไรๆ เอง เห็นบอกว่ามีหลายเรื่องที่คุณโกวิทย์สั่งเสียไว้ก่อนตาย เรื่องสำคัญก็ฝากฝังให้ดูแลคุณพัทธมน แต่มาเกิดเรื่องขึ้นก่อน

งั้นหรือ... ชายหนุ่มรำพึงในลำคอ ก่อนกล่าวน้ำเสียงจริงจังขึ้น ถ้าแกจะกลับบ้านต่างจังหวัดเมื่อไหร่ ก็ฝากดูแลส่งกลับให้ถึงบ้านให้เรียบร้อยด้วย มีอะไรเดือดร้อนก็ช่วยเหลือไปตามสมควร...อ้อ...ลุงนากนั่นก็เหมือนกัน รู้สึกว่าเมื่อก่อนจะเป็นคนขับรถรับส่งพัทธมนอยู่ไม่ใช่หรือ ลองดูๆ งานให้แกหน่อย ในบริษัทนี่ก็ได้ ถามดูว่าสนใจจะขับรถให้บริษัทมั้ย ถ้าแกไม่มีปัญหาก็รับเข้ามาได้เลย

...ครับ กาจน์งุนงงเล็กน้อย รู้สึกว่าท่านประธานจะใส่ใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้มากเกินปกติ แล้วเรื่องบ้านล่ะครับ ไม่ทราบเจ้านายจะให้จัดการยังไงต่อ

ไม่ต้องทำอะไร เอาไว้อย่างนั้น ไว้ว่างๆ ผมจะแวะเข้าไปดู

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 129 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

578 ความคิดเห็น

  1. #81 kaew_1980 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 20:52
    คงไม่เจ็บปวดเท่าหนูมนหรอก อย่าให้เจอตัวง่ายๆนะค่ะ สงสารหนูมน
    #81
    0
  2. #80 rattanawaleeoaj (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 มกราคม 2561 / 19:42
    เพิ่งเข้ามาอ่านครั้งแรก ติดตามนะคะ
    #80
    0
  3. #79 ตั้งตา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 มกราคม 2561 / 16:20
    ดีใจที่มาอัพอีกครั้งน่ะค่ะ
    #79
    0
  4. #78 KaiKanplu (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 มกราคม 2561 / 10:30
    เป็นกำลังใจให้หนูมน
    #78
    0
  5. #77 พัทยา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 23:14
    สงสารหนูมน
    #77
    0