Room 13 อาชญากรรมสะท้านโลก

ตอนที่ 1 : บทนำไม่ต้องเข้าห้องเลยแล้วกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 มิ.ย. 62

     กริ้ง!

     เสียงเสียงกระดิ่งหน้าประตูทางเข้าโรงแรมหรูดังขึ้นภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงบ
ภายใต้รัตติกาลอันอ้างว้างปรากฏร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเทา เขาใส่ผ้าปิดปากสีขาวสะอาด มือของเขาถือกระเป๋าสีดำใบใหญ่เดินตรงมาหน้าเค้าเตอร์โรงแรมที่ผมประจำการอยู่

     “สวัสดีครับ มีอะไรให้ผมช่วย—-“

     ไม่ทันที่ผมจะเอ่ยจบประโยค ชายร่างสูงล้วงมือค้นในกระเป๋าเสื้อคลุม ก่อนจะหยิบเหรียญสัญลักษณ์รูปกระโหลกขนาดเท่าหัวแม่มือชูให้ผมดู ดวงตาในเหรียญรูปกระโหลกเปร่งแสงสีแดงดังทับทิมส่องประกายสะท้อนกับโคมไฟระเย้าสีส้มที่ประดับตกแต่งในโรงแรมจนผมเห็นได้ชัด 

     น้อยคนนักที่จะรู้จักเหรียญนี้ ซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้น

     ใช่ผมรู้ความหมายของมัน

     ร่างสูงพับเก็บเหรียญไว้ในอุ้งมือก่อนจะชูนิ้วชี้ทาบปาก ส่งเสียง “ชู่ว์” เบาๆ หากเป็นอื่นคงจะคิดว่าการกระทำของคนตรงหน้าคือการแสดงว่าให้เงียบหรือเบาๆ แต่ผมรู้จักความหมายนี้ เพราะนี่ เป็นเงื่อนไขในการใช้บริการพิเศษอย่างหนึ่งในโรงแรม

     มือเล็กภายใต้ถุงมือบริกรสีขาวยกขึ้น ก่อนที่ผมจะใช้นิ้วชี้จรดริมฝีปากตัวเอง ส่งเสียง “ชู่ว์” เป็นการตอบรับ แววตาเยือกเย็นของผมสะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำอันนิ่งสงบของอีกคน ก่อนที่เราทั้งคู่จะลดมือลงพร้อมกัน

     ริมฝีปากผมยกยิ้มบางเบา แล้วเริ่มสอบถามข้อมูลคนตรงหน้า

     “สรรพนาม”

     “แกลี่”

     “....แกลี่เฉยๆ?”

     “แกลี่ มอแกน” เสียงทุ้มแหบตอบกลับด้วยความไม่พอใจ

     “อ่า… ตระกูลมอแกน” ผมเลิกคิ้วหายสงสัย ก่อนจะบิดข้อมือดูนาฬิกาสีเงินประกาย ซึ่งตอนนี้เป็นเวลา เที่ยงคืนกับอีกห้านาที อืม….ครบเงื่อนไขการให้บริการเปะเลยแฮะ ผมช้อนตามองร่างสูงพลางยิ้มอย่างสุภาพ แล้วเริ่มเจรจาธุรกิจ

     “หนึ่งเหรียญมรณะ ต่อเวลาสามสิบนาที ไม่รวมค่าอุปกรณ์” ผมเปิดประเด็นเป็นการหยั่งเชิง

     “สองเหรียญมรณะ ชั่วโมงครึ่งรวมค่าอุปกรณ์”เสียงแหบพร่าของคนตรงหน้าเอ่ยขึ้นต่อรองราคา

     ก๊อก ก๊อก

     ผมใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ แสร้งทำใบหน้าครุ่นคิด หากแต่สายตาชำเรืองมองมือที่ถือกระเป๋าใบใหญ่สีดำกำลังสั่นเทา

ผมแย้มยิ้มบางเบา แววตาเรืองรองจ้องมองคนตรงหน้าที่พยายามกัดฟันข่มอารมณ์

     “สามเหรียญมรณะ ต่อหนึ่งชั่วโมงครึ่งไม่รวมค่าอุปกรณ์ แต่คุณเป็นลูกค้าคนแรกของคืนนี้ ผมจะแถมค่าอุปกรณ์ให้แล้วกัน”

     “ตกลง”

     “งั้นก็….ดิล”

     มื่อตกลงกันได้ชายตรงหน้าควักเหรียญตราสามเหรียญวางลงตรงเคาเตอร์

     ผมหยิบเหรียญทั้งสามขึ้นหมุนเล่นในมือไปมาด้วยความปลื้มใจ อ่า.... ส่วนต่างที่หอมหวาน 

     “ให้ผมไปส่งไหมครับ?”

     ชายตรงหน้าพยักหน้าเบาๆ แต่แทบจะส่ายศรีษะทันทีที่ได้ยินประโยคถัดไปของผม

     “หนึ่งเหรียญ—-“

     “ไม่ล่ะ”

     ไม่คิดหน่อยรึ!

     “ถ้าอย่างนั้นคุณมอแกนเดินไปทางขวามือ เลี้ยวขวาลงบรรไดจะเจอลิฟ แสดงบัตรนี้ให้ผู้ดูแล.... เขาจะพาคุณไปที่ห้องหมายเลขสิบสาม”

     ผมหยิบบัตรสีแดงสดยื่นให้คนตรงหน้า ก่อนที่เขาจะรับไปอย่างรวดเร็ว

     “ขอให้สนุกกับรัตติกาลอันมืดมิด”

     ผมกล่าวเบาๆก่อนจะใช้นิ้วแตะริมฝีปากอีกครั้ง พรางขยิบตาเป็นเชิงหยอกล้อ

     “ฉันชื่อ แกลี่”

     “............”

     “ถ้าไม่อยากโดนเชือดก็อย่ามาเรียกนามสกุลฉันพล่อยๆ”

     “โอ….ขออภัยอย่างสูง” 

     ร่างสูงใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นเชิงสัญลักษณ์อีกครั้งก่อนจะเดินไปตามทางที่ผมบอกโดยไม่หันกลับมามองอีก

     กระสันขนาดนั้นยังอุตส่าห์มีอารมณ์โต้ตอบอีกน้า คุณมอแกน โอ๊ะ! ไม่ซิ คุณแกรี่ 
ผมส่งเสียงหัวเราะเบาๆล้อเลียนคนที่พึ่งเดินจากไปด้วยความสุขสันต์ 

     “อารมณ์ดีจังน้า จิมมี่” เสียงเนิบนาบฟังแล้วชวนปวดประสาทดังขึ้นข้างๆผม 

     “ฉันจะเชือดนายถ้ายังเรียกฉันด้วยชื่อนั้น” 

     “โอ๊ะ โอ๋ ….. ฉันต้องกลัวไหมเนี้ย”

     ผมยักไหล่ทำท่าทางยี่ยวนใส่คนข้างๆ 

     “วันนี้ฉันอารมณ์ดี เอาเป็นว่าฉันจะไม่เชือดนายตอนนี้ก็แล้วกัน”

     ผมพูดก่อนจะควักแบงค์ห้าร้อยออกมายื่นให้คนข้างๆ

     “แต่ถ้านายไปซื้อขนมมาไม่ได้ก่อน ยี่สิบนาทีฉันอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”

     “นายเลี้ยง?”

     “อ่าฮะ”

     “เยส!! ขอบพระคุณพ่อบุญทุ่ม”

     ผมอยากจะตบกระโหลกหนาๆของมันจริงๆให้ตายซิ

     “ให้เลยอาเธอร์ อย่าลืมบุหรี่ฉันด้วย”

     ผมส่งสายตาเร้งเร้าเพื่อนรวมงานร่างยักษ์ให้รีบไปซื้อของไวๆ 

     “เค้กสตอเบอรี่ เค้กสตอเบอรี่ ยู้ฮูว์”

     หลังจากนั้นยี่สิบนาที เจ้าอาเธอร์ก็กลับมาพร้อมกับบุหรี่หนึ่งซองส่วนที่เหลือน่ะหรอ…

     เค้กสตอเบอรี่…. เค้กสตอเบอรี่หมดเลย

     เห้อ….



 ————————————————



 ณ ห้องที่สิบสามของโรงแรมที่จิมทำงาน


ภายในห้องสว่างด้วยดวงไฟสีแดงร่างกำยำเปลือยเปล่าอยู่กลางห้อง พร้อมกับเศษซากอวัยวะมนุษย์กระจัดกระจายเต็มพื้น

เรือนร่างบึกบึนกำลังกระหน่ำช่วงล่างอย่างเมากัน ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่ากำลังทำกิจกรรมอะไร เพียงแต่ใต้ร่างอันสมบูรณ์แบบนั้น มีเพียงศรีษะของสตรีหากแต่มีเพียงแค่หัว ชวนให้นึกถึงก่อนที่เธอจะกลายเป็นเศษซากนั้นคงจะเป็นสตรีที่งดงามไม่เบา


แฮก แฮก….อื้ม~


เสียงหอบหาบหายใจกระเซ้าชวนให้ผู้อื่นคิดเลยเถิดดังสะท้านห้องแคบ พร้อมกับร่างแกร่งกระตุกเกร็งเมื่อถึงจุดสูงสุดของอารมณ์

ริมฝีปากหนาแห้งผากด้วยสูญเสียเกลือแร่ในร่างกายมากเกินไป ลิ้นยาวแลบเลียริมฝีปากตัวเองประหนึ่งคืนความชุ่มชื้นต่อผิวบาง ดวงตาคมกล้าสาดประกายด้วยอารมณ์สาแก่ใจอย่างที่สุด


“อ่า… ขอบคุณนะโอลีฟ คืนนี้ฉันมีความสุขมา

กๆเลยล่ะ”


ชายหนุ่มเสยผมหน้าที่ปรกใบหน้าขึ้นเผย ความคมเข้มสมชายชาตรี ดูมีเสน่ห์ดั่งนายแบบน่าดูชม ริมฝีปากยกยิ้มเยาะ ก่อนร่างสูงลุกยืนขึ้น จัดการตัวเองล้างสิ่งสกปรกในห้องน้ำ จากนั้นตกแต่งสวมใส่เสื้อผ้าตามเดิม


ก่อนออกจากรังสวรรค์นั้น ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปหยิบศรีษะของสตรีรูปงาม ดวงตาคมเหม่อมองใบหน้าอ้าปากกว้างเต็มไปด้วยคราบที่ตัวเองพึงกระทำทิ้งไว้ ใบหน้าคมขยับใกล้ชิดก่อนประทับริมฝีปากอย่างดูดดื่ม ซักพักจึงผละออกอย่างนึกเสียดาย


“ผมต้องไปแล้ว อีกไม่นานจะมีคนมาทำความสะอาดห้อง ให้เขาไปส่งเธอแล้วกันนะโอลีฟ”


ว่าแล้วก็วางศรีษะของหล่อนไว้ดังเดิม

ชายหนุ่มลุกเดินออกจากห้องโดนไม่หันกลับไปมองผลงานตัวเอง ปล่อยเศษชิ้นส่วนมนุษย์กระจัดกระจายเต็มพื้นโดยมีศรีษะของสตรีวางอยู่ตรงกลาง ประหนึ่งเป็นงานศิลปะชิ้นเอกของศิลปินผู้ละเลงปลายพู่กัน เพียงแต่เปลี่ยนจากกระดาษเป็นพื้นห้อง ให้สีน้ำเป็นเลือดที่แดงสด 


สร้างสิ่งมหัศจรรย์ยากจะมีคนเข้าถึง


และคนธรรมดาไม่มีวันเข้าถึง....


ในมุมๆหนึ่งของโรงแรมหรู มีสถานที่สูบบุหรี่อยู่ ผมหย่อนตัวเองนั่งลงม้านั่ง ก่อนจะควักบุหรี่ขึ้นมาจุด


ซี๊ด~ ฟู่ว์


เสียงปล่อยลมหายใจอันเนิบช้า ผสมกับควันที่ลอยออกจากริมฝีปากบางชวนให้นึกถึงเมฆฝันที่กำลังก่อตัวบนชั้นบรรยากาศ ผมเอนตัวพิงกับม้านั่ง สายตามองท้องฟ้ายามรัตติกาล ที่ไม่มีดาวเลยซักดวง ทุกอย่างมืดสนิทมีเพียงดวงจันทร์ส่องประกายท่ามกลางความมืดมิดเพียงดวงเดียว


“คิดอะไรอยู่หรือ จิม”


เสียงทุ้มต่ำของแขกผู้มาเยือนซึ่งไม่ต้องมองก็รู้ว่าใคร


ผู้จัดการ สเวน


ชายผู้มีผมสีขาวและเคราสีเดียวกับสีผม ชอบใส่สูทสีดำเน็กไทสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ร่างกายสูงกำยำล่ำสัน แม้อายุจะปาไปหลักเลขห้าแล้ว แต่ก็ยังฮอตทั้งสาวเล็กสาวใหญ่แม่ม่ายแม่ร้างรุมตามขายขนมจีบกันให้ควัก

ถ้าไม่ติดที่ว่างแกปากอยู่ไม่สุกก็คงจะดี


“เมียทิ้งหรือไงไอ้หนุ่ม”


นั้นป่ะไร


“ซักฝุ่นไหมป๋า”


“ซักมวนดีกว่า” ว่าแล้วก็แบมือมาทางผม

ผมเหลือบมองมือหยาบกร้านครู่นึง ก่อนจะใช้มือตัวเองตบแปะกับมืออีกคนดังๆ


“ไม่ใช่เว้ย!! บุหรี่อ่ะ บุหรี่ เอ็งนี่กวนข้าได้ทุกคืนจริงๆ”


“ก็พอๆกับป๋ามาขอบุหรี่ผมดูดได้ทุกคืนนั้นแหละ”


ถึงปากจะบ่นไปอย่างนั้นแต่ก็ควักเจ้าแท่งมะเร็งน้อยๆส่งให้แต่โดยดี

ดูดๆมันไปซะไอ้แก่ รีบๆเป็นมะเร็งตายได้และ

ว่าไปนั้น คิดไปเรื่อยเลยเรา


ซี๊ด~ ฟู่ว์


เสียงสูดควัญเข้าปอดอึกใหญ่ก่อนจะปล่อยควัญใส่ผม ด้วยท่าทางยี่ยวน ไอ้แก่นี่ไม่ตบไม่ตีจะดีซักวันไม่ได้เลยใช่ไหม?


“ผมว่าป๋าไม่น่าจะแก่ตายนะ”


“ใจเย็นๆซิไอ้หนุ่ม คนเฒ่าคนแก่หยอกเด็กเล่นมันธรรมดา”


“มันจะไม่ธรรมดาเมื่อตอนผมตั้นหน้าป๋าซักหมัดนี่แหละ”


“กลัวแล้วจ้า”


ผมเหลือบมองหางตาใส่คนข้างๆที่ทำท่ายกมือยอมแพ้แบบกวนๆ

ผู้จัดการสเวนพิงตัวกับม้านั่งมองฟ้าขณะที่ปากคาบบุหรี่ควันฉุย ก่อนจะเปิดประเด็นชวนคุย


“เป็นคืนที่ดีนะว่าไหม”


“อาฮะ”


“ได้ข่าวว่าได้ลูกค้ารายแรกนิ”


“จะมาขอส่วนแบ่งหรือไง” ผมหรี่ตามองอย่างจับผิด


“จะมาถามว่าใครในห้องสิบสามต่างหาก”

ผมนิ่งไปซักพักก่อนจะเอ่ยเสียงเบา


“ตระกูลมอแกน”


“หือ…. นานแล้วนะที่ไม่ได้ยินชื่อตระกูลนี้ใช้บริการ… แก่ขนาดนั้นแล้วยังไม่วางมืออีกรึ”


“ไม่นะป๋า...คนนี้ยังหนุ่มอยู่เลย”


“โอ้...ทายาทหรอ ไม่คิดว่าจะมีในยุคนี้นะ ก็ดีนาม ‘จอมสับ’ คงจะทำให้คนในวงการบางคนสะเทือนไม่ใช่น้อย”


“มันเจ๋งขนาดนั้นเลยหรอ? ไอ้ ‘จอมสับ’ เนี้ย”


“อื้อหือ ไม่อยากจะเล่า สมัยนั้นน่ะนะ….”


ผมกลอกตามองบนครั้งนึง พรางคิดว่าพลาดแล้วไม่น่าเปิดประเด็นให้คนแก่ระลึกความหลังเลย ให้ตายซิ


“เห้! จิม มีเรื่องว่ะ”

ผมแทบอยากจะกระโดดจูบปากไอ้เพื่อนยากซะตอนนี้เลยจริงๆ


“อะไรว่ะอาเธอร์”


“ก็ลูกค้าห้องสิบสามของแกกำลังจะฉะกับ ไวเปอร์”


“ราชาทมิฬไวเปอร์” ผมขมวดคิ้ว เรื่องมันชักจะยุ่งยากแล้วซิ


“เออนั้นแหละ รีบมาขัดทัพทีเถอะ เดี๋ยวเลือดมันจะเต็มทางเดินเอา ขี้เกียจถูว่ะ”


ผมถอนหายใจพลางลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้า

กับราชาทมิฬเนี้ยนะ คิดได้ไงว่ะไปหาเรื่องคนพรรค์นั้น


หรือจะโดนหาเรื่องหว่า


ช่างแม่ง ไปดูเดี๋ยวก็รู้


“ไปก่อนนะป๋า”


“ให้ช่วยไหม” ชายแก่นั่งสูบบุหรี่ตายังเหม่อมองฟ้าเหมือนนึกถึงอดีต


“ไม่ต้องถึงมือป๋าหรอก… แป็ปเดียวก็จบแล้ว”

ผมว่าพรางบิดตัวไปมา ดูท่าคืนนี้คงจะได้ออกแรงซะแล้ว


“อย่าหนักมือนักล่ะ”


“ค๊าบๆ จะไม่มีอะไรในโรงแรมเสียหายแน่นอน”


ดูแววตาที่ไอ้แก่มันเหลือบมองผมดิ ผมดูไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยหรอ แล้วไอ้รอยยิ้มแบบนั้นมันหมายความว่าไงว่ะ


ผมพ่นลมในจมูกอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเริ่มเดินไปที่จุดเกิดเหตุด้วยแววตาเยือกเย็น


มากัดกันในวันที่ฉันเฝ้ากะ คงต้องสอนสั่งกันหนอยล่ะมั้ง ไอ้พวกสัตว์กินเนื้อ


….ให้มันรู้ซะบ้างว่าที่นี่ถิ่นใคร...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น