Veronica C. รักไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 81 Views

  • 1 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    9

    Overall
    81

ตอนที่ 11 : 10 Heart

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ม.ค. 62

10 

Heart

 

            “แองจี้ ทำอะไรของเธอน่ะ เดี๋ยวสิ อุบ”

            เมย์ที่กำลังจะใช้สองแขนดันมือแองจี้ออกไปแต่ก็สู้แรงของแองจี้ไม่ได้ สุดท้ายแองจี้ก็สามารถเอาช้อนที่ตักข้าวไว้พูนเข้าปากเมย์

            “รีบ ๆ กินสิยะ ฉันต้องรีบไปหาเอสนะ” แองจี้บอกกับเมย์ เธอวางช้อนของเมย์แล้วไปหยิบช้อนของมินมาถือไว้

            “หยุดนะ ยัยแองจี้ ฉันกินเองได้” มินชี้นิ้วไปที่แองจี้ เขาไม่อยากโดนจับยัดข้าวคำโตเข้าปากแบบเมย์ เมย์เองก็สำลักไปเรียบร้อย

            “อย่ามาเรื่องมากนะยะ กินกันช้าเป็นเต่าแบบนี้ จะไปทันการอะไรล่ะ ถ้ากินเร็วแบบฉันก็รอดตัวไปแล้ว” แองจี้ใช้ช้อนที่แย่งมาจากมินจ้วงไปที่ข้าวแล้วยกขึ้นมา

            “ยัยบ้า เดี๋ยวฉันก็ตายกันพอดี อ้อก!” มินที่พลาดตกใจอ้าปาก แองจี้เลยใช้จังหวะนั้นเอาช้อนที่มีข้าวพูนยัดเข้าไป

            “รีบ ๆ เคี้ยวเลยนะยะ ทั้งสองคน” แองจี้หันไปเห็นว่าเมย์เคี้ยวหมดปากแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบช้อน แต่เมย์ชิงหยิบช้อนของเธอมากำไว้ในมือ

            “ไม่ แองจี้ ฉันกินเองดีกว่า” เมย์ถอนหายใจหอบออกมา เมื่อสักครู่นี้เธอตกใจมากที่จู่ ๆ แองจี้มาทำแบบนั้นกับเธอ

            “จะบ้าเหรอ พวกแกสองคนกินช้า ให้ฉันป้อนจะเร็วกว่า” แองจี้บอก

            “เร็วบ้านแกสิ ฉันก็กินปกตินะยะ แล้วก็ซอรี่ด้วยที่ต้องบอกกับแกว่า ไอ้ที่แกทำน่ะเขาไม่เรียกว่าป้อนย่ะ ไม่ใกล้เคียงคำว่าป้อนเลยด้วยซ้ำ” มินที่เพิ่งกลืนข้าวลงคอไปพูดขึ้นอย่างเหนื่อยหอบ

            “ปกติอะไร ดูฉันสิ กินหมดก่อนพวกแกตั้งนานแล้วนะ” แองจี้พยายามจะไปแย่งช้อนจากมินและเมย์ แต่ก็ไม่สำเร็จ

            “แกแหกตาดูอีกทีสิยะ ฉันกับเมย์กินข้าวนะ ส่วนแกกินขนมปังก้อนละห้าบาท ฉันกัดสองคำก็หมดแล้วย่ะ” มินใช้ส้อมชี้ไปที่ถุงขนมปังที่แองจี้ซื้อมากิน

            “ใจเย็น ๆ สิแองจี้ ขอเวลาฉันกับมินนี่แค่ห้านาที ไม่สิ สิบนาทีเอง เอสเขาไม่หนีไปไหนหรอก เธอเองก็ไปหาอะไรมากินเพิ่มเถอะ พวกเรายังได้ยินเสียงท้องเธอร้องอยู่เลยนะ แองจี้” เมย์บอก

            “แต่ฉัน

            “ไม่มีแต่ย่ะ ถ้าขี้เกียจไปสั่งข้าวก็นู้นกวยเตี๋ยว หรือไม่ก็ไปซื้อขนมปังมาอีกสักก้อนสองก้อน ฉันกับเมย์ขอกินข้าวก่อน เมื่อกี้ฉันเกือบสำลักตาย” มินถอนหายใจออกมา ก่อนจะตักข้าวพอดีคำเข้าปาก

            สุดท้ายแองจี้ก็ต้องยอมแพ้ต่อความหิวของเธอ เธอเลยเดินไปซื้อกวยเตี๋ยวมานั่งกิน ซึ่งนั่นก็ทำให้เมย์และมินหันมามองหน้ากันและยิ้มออกมา ในที่สุดพวกเขาทั้งสองคนจะได้กินข้าวได้อย่างสบายใจสักที

 

            ห้องสมุดกลาง

            เมื่อทั้งสามคนกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วแองจี้ก็รีบเร่งให้เมย์กับมินมาที่หอสมุดกลาง ทั้งสามคนเข้ามาถึงก็เดินหาชั้นหนึ่งจนทั่วก็ไม่เจอเอสเลย

            “ทำไมถึงหาไม่เจอล่ะ เห็นไหมล่ะ พวกแกสองคนแหละชักช้า เอสคงออกไปแล้ว” แองจี้หันไปโทษเพื่อนทั้งสองคน

            “คนที่ชักช้าคือแกต่างหาก อย่าลืมสิว่าแกกินเตี๋ยวเสร็จทีหลังฉันกับเมย์ไปเกือบห้านาทีเลยนะยะ แหม ละมาทำบอกว่าไม่หิว พอได้โซ้ยเตี๋ยวเข้าไปทีนี่ซดน้ำจนหมดถ้วยเลย” มินหันไปเถียงกลับ

            “ชั้นหนึ่งไม่เจอ ก็ยังมีชั้นสองถึงชั้นห้าอีกนะแองจี้” เมย์บอก

            “งั้นก็รีบขึ้นไปหาสิยะ” แองจี้บอก “นู้น ลิฟต์ลงมาแล้ว รีบ ๆ เลยพวกแก”

            “โอ้ย อะไรของยัยนั่นเนี้ย” มินบ่นออกมาแต่ก็วิ่งตามแองจี้ไปที่ลิฟต์พร้อมกับเมย์

            เมื่อทั้งสามคนเข้าไปในลิฟต์ แองจี้ก็รีบกดปุ่มปิดรัว ๆ มีกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งตะโกนให้รอแต่แองจี้ก็ไม่รอ และเมื่อลิฟต์ปิดลง แองจี้ก็กดปุ่มเลือกชั้นไปที่ชั้นห้า ชั้นสี่ และชั้นสาม

            “เอาล่ะ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เมย์ แกไปชั้นห้า วนให้ทั่วนะ ส่วนแก มินนี่ ไปที่ชั้นสี่ ฉันจะไปชั้นสามเอง ถ้าพวกเราสามคนใครก็แล้วแต่เจอก็ให้โทรมาบอกกัน แต่ถ้าไม่เจอก็ลงไปเจอกันที่ชั้นสอง” เมื่อแองจี้พูดจบ ลิฟต์ก็เปิดออกที่ชั้นสามพอดี “เอาล่ะ ฉันไปก่อน ฝากด้วยนะ”

            “ทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยเนี้ย” มินบ่นออกมาหลังจากที่อยู่ในลิฟต์กับเมย์สองคน

            “เอาน่า ก็สนุกดีไม่ใช่เหรอ” เมย์บอก และลิฟต์ก็เปิดออกที่ชั้นสี่

            “ก็จริง ฉันไปละนะ” มินยิ้มออกมาแล้วเดินออกจากลิฟต์ไป ส่วนเมย์ก็ขึ้นไปที่ชั้นห้า

 

            แองจี้ที่วนหาทั้งชั้นสามแล้วไม่เจอก็รีบเดินลงบันไดมาที่ชั้นสองและหาจนทั่ว แต่เธอก็ไม่เจอใครเลยทั้งเอส ทั้งเวโรนิก้า รวมถึงเพื่อน ๆ ที่มากับเวโรนิก้า เธอได้แต่หวังว่าจะมีสักคน ไม่มินก็เมย์ที่จะโทรมาบอกว่าเจอเอสที่ชั้นสี่ ไม่ก็ชั้นห้า

            แองจี้เดินกลับไปรอใกล้ ๆ ลิฟต์ เพราะถ้าเกิดเพื่อนของเธอคนใดคนหนึ่งโทรมาเธอจะได้รีบขึ้นลิฟต์ไปเลย แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสองเธอก็เห็นมินเดินออกมา

            “อ้าว แองจี้” มินมองไปที่แองจี้

            “เอสไม่อยู่ที่ชั้นสี่เหรอ” แองจี้ถาม

            “ไม่อ่า หาจนทั่วก็ไม่มี” มินส่ายหัว

            “งั้นคงอยู่ที่ชั้นห้า ให้ตายสิยัยเมย์ ทำไมไม่โทรมาหาเราสองคนนะ” แองจี้กดปุ่มขึ้นที่ลิฟต์แต่ลิฟต์ดันขึ้นไปถึงชั้นสามแล้ว “อะไรกัน ไอ้บ้าชั้นบนที่ไหนกดเรียกลิฟต์ไม่รู้จักเวล่ำเวลาเนี้ย”

            แองจี้กับมินรอได้สักพัก ลิฟต์ก็ลงมาถึงชั้นสอง และเมื่อลิฟต์เปิดออก ทั้งสองคนก็ตกใจ เพราะคนที่โดยสารมาในลิฟต์มีเมย์อยู่ในนั้น   

            “ขอโทษนะคะ” เมย์ขอทางคนที่ยืนบังทางออก และแทรกตัวออกมา

            “เมย์” แองจี้เรียก

            “อ้าว แองจี้ สรุปว่าไม่มีใครเจอเอสเลยเหรอ” เมย์ถาม

            “เดี๋ยวนะ หมายความว่าไง” แองจี้ถาม

            “ก็ที่ชั้นห้าไม่มีพวกเอสเลย ฉันก็ลงมาที่ชั้นสองนี่ไง” คำตอบของเมย์ทำเอาแองจี้ตกใจ

            “เดี๋ยวสิ ชั้นหนึ่งก็ไม่เจอ ชั้นสอง ชั้นสาม ชั้นสี่ ชั้นห้าก็ไม่เจอ แล้วเอสไปอยู่ไหนล่ะ” แองจี้พูดออกมาเสียงดัง นักศึกษาแถวนั้นต่างก็หันมามอง

            “เบา ๆ หน่อยสิ แองจี้” เมย์บอก เธอมองไปรอบ ๆ “ที่ชั้นสองคนก็เยอะเหมือนกันเหรอเนี้ย”

            “น่าจะเยอะทุกชั้นเลยมั้ง ชั้นสี่ที่ฉันไปหาก็เยอะเหมือนกัน ฉันว่าเอสคงไปที่อื่นแล้วแหละ คนเยอะแบบนี้คงไม่มีที่ให้นั่งคุยหรอก” มินแสดงความคิดเห็น

            “แล้วเอสไปอยู่ไหนล่ะเนี้ย” แองจี้ตัดสินใจโทรหาเอส

 

            เมื่อพวกเวโรนิก้าออกมาจากร้านอาหารแล้ว เธอก็ออกไปยืนรอที่หน้าร้าน บอรีสก็ขับรถมาจอดตรงหน้าเธอ บอรีสตั้งใจจะลงมาเปิดประตูให้ แต่อัยดันเปิดประตูและเข้าไปในรถก่อน บอรีสเลยรอให้เวโรนิก้าเข้าไปเป็นคนสุดท้ายและเขาก็ปิดประตูให้ เอสเองก็เปิดประตูและขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อย เมื่อทุกคนขึ้นรถกันครบ บอรีสก็ขับออกจากร้านอาหารและตรงไปที่มหาวิทยาลัยทันที

            ระหว่างทางเสียงโทรศัพท์ของเอสก็ดังขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาและที่หน้าจอขึ้นชื่อบอกชื่อว่า แองจี้เป็นคนโทรมา

            “สวัสดีครับ แองจี้” เอสรับสาย

            (เอสอยู่ไหนคะเนี้ย ฉันหาทั่วหอสมุดก็ไม่เจอ)

            “อ๋อ พอดีว่าที่หอสมุดคนเยอะ พวกผมเลยออกมาคุยกันที่ร้านอาหารข้างนอกน่ะครับ”

            (ว่าไงนะ!)

            “ตอนนี้พวกเรากำลังกลับไปที่มหาวิทยาลัยน่ะ แค่นี้ก่อนนะ”

            เอสกดวางสายไป

            คนในรถไม่มีใครถามหรือพูดถึงเรื่องที่แองจี้โทรมาตามเอสเลยสักคน เพราะเวโรนิก้าและพวกรัณต่างก็ไม่สนใจแองจี้อยู่แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน รัณ อัย และตามก็ซุบซิบคุยกันเรื่องอาหารที่เพิ่งกินไป เวโรนิก้าที่ได้ยินก็ยิ้มออกมา เธอไม่คิดว่าทั้งสามคนจะตื่นเต้นกับมื้ออาหารที่เพิ่งผ่านไปได้มากขนาดนี้

 

            “มาแล้ว” แองจี้เห็นรถที่บอรีสขับมาส่งเวโรนิก้าบ่อย ๆ ก็จำได้แม่นว่าต้องเป็นรถคันนี้แน่ ๆ

            “เธอนี่ชักน่ากลัวขึ้นไปทุกวันละนะยะ” มินพูด

            “ยุ่งน่า”

            บอรีสขับรถมาจอดที่หน้าตึกเรียนเหมือนทุกครั้ง เขาตั้งใจจะออกไปเปิดประตูให้เวโรนิก้า แต่เวโรนิก้าห้ามเอาไว้ บอรีสเลยปล่อยมือออกจากที่เปิดประตูฝั่งคนขับ

            “เรียนเสร็จแล้วก็โทรหาผมนะครับ คุณหนู” บอรีสบอกกับเวโรนิก้า

            “ค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” เวโรนิก้ายิ้มให้บอรีส

            “พวกเราก็ขอบคุณนะคะ” รัณยกมือขอบคุณบอรีส

            “ขอบคุณค่ะ/ ขอบคุณฮะ” อัยกับตามก็ยกมือขอบคุณเช่นเดียวกัน

            “ไม่เป็นไรครับ” บอรีสยิ้ม

            หลังจากที่เวโรนิก้าและพวกรัณออกไปแล้ว บอรีสก็หันไปหาเอส

            “ฝากคุณหนูด้วยนะ”

            “ครับ ขอบคุณนะครับ” เอสยิ้มให้บอรีสเล็กน้อยก่อนที่เขาจะลงจากรถและปิดประตู บอรีสก็ขับออกไปทันที

            “เอสคะ!” แองจี้เดินเข้ามาหาเอสอย่างไว เธอดันเวโรนิก้าให้พ้นทางเธอก่อนจะเข้าไปควงแขนเอส

            “ทางมีให้เดินตั้งเยอะ ทำไมต้องมาทำแบบนี้” เวโรนิก้าส่ายหัวอย่างระอา

            “ก็ฉันตั้งใจไง ยัยรัสเซีย บอกมานะยะ ว่าพาแฟนฉันไปไหนมา” แองจี้ถือวิสาสะเรียกเอสว่าแฟนเต็มปากเต็มคำ

            “ก็แค่ไปกินข้าวแล้วก็คุยกันนิดหน่อย แล้วก็ไปกันหกคนไม่ได้ไปสองต่อสอง เธอจะมาหึงทำไม” เวโรนิก้าบอก

            “อย่ามาแหลนะยะ เพราะเธอชอบอ่อยเอสไงล่ะ ฉันเลยไม่ไว้ใจ ถึงจะไปเป็นสิบยี่สิบฉันก็ไม่ไว้ใจเธอ” แองจี้ยังคงไม่ยอม

            “ฉันไม่ได้เป็นแบบเธอนะ แองจี้” เวโรนิก้าพูดนิ่ง ๆ แต่เจ็บจี๊ดถึงใจ

            “ยัยบ้านี่ กล้าด่าฉันเหรอ” แองจี้ไม่พอใจ

            “เธอร้อนตัวอะไรของเธอ ฉันยังไม่ได้ด่าอะไรเธอเลยนะ อีกอย่าง คนอย่างฉัน ไม่จำเป็นต้องอ่อยใคร” เวโรนิก้ามองไปที่แองจี้ และหันกลับไปหาพวกรัณ “ขึ้นห้องกันเถอะ เสียเวลาชะมัด”

            “นี่ ยัยบ้า! กลับมาก่อนสิยะ!” แองจี้ตะโกนเรียกเวโรนิก้า ส่วนเวโรนิก้าเองก็ไม่คิดจะหันกลับมา

            “เบา ๆ หน่อยสิครับ แองจี้” เอสพยายามจะแกะมือของแองจี้ที่เอามาสอดแขนเขาไว้ แต่ดูเหมือนแองจี้จะไม่ยอมง่าย ๆ

            “เอาไงดี เมย์” มินที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หันไปถามเมย์

            “ฉันว่าตามนาสขึ้นห้องดีกว่า อยู่ตรงนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์กับเราสองคนเท่าไหร่เลย” เมย์เสนอ

            “นั่นสิ ฉันเห็นด้วยสุด ๆ” ว่าแล้วทั้งสองคนก็เดินตามเวโรนิก้าขึ้นไปบนตึก

            “ใกล้ถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว ผมว่าขึ้นไปบนห้องดีกว่านะครับ” เอสบอกหลังจากที่แองจี้ปล่อยแขนเขาแล้ว

            “ก็ได้ แต่ตอบคำถามฉันอย่างหนึ่งได้ไหม” แองจี้ถาม

            “คำถามอะไรเหรอ”

            “เอสรักยัยรัสเซียนั่นไปแล้วรึยัง”

 

            แองจี้ขึ้นลิฟต์และเดินตรงไปที่ห้องเรียนพร้อมกับเอส คำถามก่อนหน้านี้ที่เธอถามไป เอสได้แค่ยิ้มกลับมาแต่ไม่ตอบอะไร นั่นยิ่งทำให้แองจี้ยิ่งมั่นใจว่าเอสรักผู้หญิงคนนั้นไปแล้ว นั่นก็ยิ่งทำให้แองจี้หงุดหงิดเพิ่มไปอีก แต่เธอไม่ได้หงุดหงิดเอส เธอหงุดหงิดผู้หญิงคนนั้นต่างหาก

            เมื่อทั้งสองคนเข้ามาในห้องก็เดินเข้าไปหากลุ่มเพื่อน ๆ ของเขา และก็เหมือนเดิมกลุ่มของแองจี้กับกลุ่มของเอสนั่งห่างหันอีกแล้ว

            “นี่ต้องให้บอกอีกกี่ครั้งยะ ยัยเมย์ ยัยมินนี่ ทำไมไม่ไปนั่งใกล้ ๆ บัสกับแมนล่ะหา!

            เอสเดินไปนั่งที่ที่แมนจองไว้ให้ ส่วนแองจี้ก็เดินเข้าไปนั่งที่ว่างข้าง ๆ เอส เมย์กับมินเลยต้องหอบข้าวของแล้วย้ายไปนั่งใกล้ ๆ แองจี้อย่างช่วยไม่ได้ ส่วนเวโรนิก้าก็ยังคงนั่งห่างกับพวกเอสอีกตามเคย

            “เป็นอะไรหรือเปล่านาส นั่งเงียบเลย” รัณที่เห็นว่าเวโรนิก้าเงียบกว่าทุกทีเลยเป็นห่วง

            “เปล่า” เวโรนิก้าส่ายหัวเล็กน้อย

            “ถ้าเป็นเรื่องยัยแองจี้ก็อย่าไปคิดมากเลย” ตามพูดขึ้น

            “ฉันไม่เก็บเรื่องแบบนั้นมาคิดหรอก” เวโรนิก้าหันไปมองอัยที่ตอนนี้ฟุบหลับไปแล้ว

            อาจารย์ในห้องก็สอนตามสไลด์ไปเรื่อย ๆ นักศึกษาหลายคน จะว่าเกินครึ่งห้องก็ได้ ไม่มีใครสนใจฟังอาจารย์เลย บ้างก็ฟุบหลับลงไปเหมือนอัย บ้างก็เอามือถือขึ้นมากดเล่น บ้างก็คุยกันเล่นกัน เวโรนิก้าเริ่มจะชินกับบรรยากาศในห้องแบบนี้แล้ว เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกคนดูมีความสุขกับสิ่งที่ทำ มีเพียงเธอคนเดียว ที่ยังหาความสุขให้กับตัวเองไม่ได้เลย บางทีเธอก็คิดว่า เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที เธอเริ่มที่จะเหนื่อยแล้ว

            เมื่ออาจารย์สอนเสร็จก็สั่งงานมาให้ทำหนึ่งงาน และเดินออกจากห้องไป เวโรนิก้าได้แต่หวังไว้ในใจว่า นี่จะเป็นงานสุดท้ายที่เธอจะทำส่งอาจารย์แทนอนาสตาเซีย

            “นาสจะไปกับเอสเย็นนี้สินะ” ตามถาม ส่วนรัณกำลังปลุกอัยอยู่

            “ใช่” เวโรนิก้าพยักหน้า

            “เลิกเรียนแล้วเหรอ” อัยถามด้วยน้ำเสียงที่งัวเงีย

            “โชคดีนะนาส” รัณยิ้มเป็นกำลังใจให้เวโรนิก้า

            “ได้เรื่องยังไง พรุ่งนี้มาเล่าให้ฟังด้วยนะ” ตามหันไปบอกกับเวโรนิก้า

            “หือ นาสจะไปหอนั่นเหรอ” อัยถาม

            “นี่ตื่นรึยังเนี้ยอัย” ตามหันไปถาม

            “นิดหน่อย ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะนาส” อัยบอก

 

            ทางด้านเอสก็กำลังเก็บของใส่กระเป๋าอยู่ เขาเห็นเวโรนิก้าเดินออกจากห้องไปแล้ว เขาเลยต้องรีบตามไป แต่แองจี้ดูเหมือนจะรู้ทันเลยรั้งเอาไว้อีกตามเคย

            “เอสนัดกับยัยรัสเซียนั่นอีกแล้วเหรอ คราวนี้ฉันจะตามไปด้วย” แองจี้เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว

            “ผมไม่ได้ไปเที่ยวเล่นนะครับ แองจี้” เอสบอก

            “แล้วเอสจะไปไหน” แองจี้ถาม เมย์กับมินเองก็รอกลับพร้อมแองจี้

            “ผมจะไปหอพักที่นาสโดนจับตัวไป” เอสตัดสินใจบอกความจริงออกไป

            “แล้วทำไมต้องไปด้วย เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้วนะ ไปตอนนี้คนร้ายก็ไม่อยู่แล้ว” แองจี้สงสัย แต่นั่นก็ทำให้แองจี้รู้สึกถึงความน่าเบื่อ

            “ที่นั่นไม่มีคนร้ายอยู่ก็จริง แต่ในกล้องวงจรปิดอาจจะถ่ายติดหน้าคนร้ายไว้ ผมกับนาสเลยจะไปขอซื้อไฟล์วีดีโอของวันเกิดเหตุ ถ้าได้ภาพของคนร้ายมา ก็จะตามตัวได้ง่ายขึ้น เข้าใจหรือยังครับ” เอสพยายามรีบอธิบายให้จบเร็ว ๆ เขาจะได้ตามเวโรนิก้าไป

            “อย่างนี้นี่เอง งั้นเอสไปเถอะ ฉันไม่ตามไปละ ดูแล้วท่าทางน่าเบื่อ” แองจี้เลิกเซ้าซี้ และหันไปหาเพื่อนของเขาทั้งสองคน “เมย์ มินนี่ ไปเถอะ ไปเถอะ แยกย้าย กลับบ้าน”            

           

            เมื่อเวโรนิก้าแยกจากพวกรัณก็มายืนรอลิฟต์ ขณะนั้นเองที่เอสเดินเข้ามาหา เธอไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้เลยสักนิด เธอไม่อยากอยู่กับเอสสองคน มันอันตรายเกินไป ยิ่งอยู่ด้วยกันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหักห้ามใจยากมากขึ้นเท่านั้น

            “ออกมาไม่รอกันเลยนะครับ” เอสเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน

            “ฉันเบื่อแฟนนาย ขืนเข้าไปก็โดนหาเรื่องอีก” เวโรนิก้าตอบกลับ

            “แองจี้ไม่ใช่แฟนผมครับ สบายใจได้” ถึงคำตอบของเอสจะทำให้เวโรนิก้ารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก แต่เธอก็ต้องทำใจแข็งเอาไว้ เธอจะมาหวั่นไหวกับคำพูดของเอสไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

            “แต่นายเป็นแฟนของแองจี้นี่” เวโรนิก้าเผลอพูดในสิ่งที่เธอคิดออกไป

            “อย่าบอกนะว่านาสหึงผม” เอสเดินไปอยู่ข้างหน้าเวโรนิก้า เขายิ้มออกมา ซึ่งเป็นยิ้มที่ทำให้เวโรนิก้าทำตัวไม่ถูก

            “ไม่ใช่สักหน่อย” เวโรนิก้าดันตัวของเอสออกเมื่อเห็นว่าลิฟต์เปิดออกแล้ว ตอนนี้หัวใจของเธอเต้นแรงมาก

            “อย่าไปฟังที่แองจี้พูดเลย มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ผมกับแองจี้จะเป็นแฟนกัน เพราะหัวใจของผมตอนนี้ ไม่มีที่ว่างพอที่จะเหลือให้ใครแล้ว นอกจากผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าผม” เอสพูดขึ้นมาหลังจากที่เข้ามาในลิฟต์

            เวโรนิก้านิ่งไป เธอเผลอใจไปชั่วขณะ ที่เอสพูดว่า ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าผม ซึ่งนั่นก็หมายถึงเธอ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น ถึงผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าของเขาคือเวโรนิก้า แต่ในหัวใจของเขามองเห็นเป็นอนาสตาเซีย  

            “นายอย่ามาพูดเล่นกับฉันสิ” เวโรนิก้าพยายามเบือนหน้าหนี

            “ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ... ขอโทษนะครับ นาส” เอสเอื้อมไปจับมือของเวโรนิก้าแล้วเอามาทาบที่หน้าอกของเขา “รู้สึกไหมครับ ผมใจเต้นแรงทุกครั้งที่อยู่กับนาส”

            เวโรนิก้าดึงมือกลับมาแล้วใช้มืออีกข้างกุมมือข้างที่เธอโดนเอสจับไปแตะที่หน้าอก อุ่นจังตอนนี้เธอไม่รู้แล้วว่าหัวใจของเอสหรือหัวใจของเธอที่เต้นแรงกว่ากัน ยิ่งเธอพยายามจะออกมาจากหลุมมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าเธอจะตกลงไปลึกมากขึ้นเท่านั้น

            ก่อนที่เธอจะฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ ลิฟต์ก็ลงมาถึงชั้นหนึ่งและเปิดออก เธอเลยรีบเดินออกมาก่อนเอส เอสเองที่เห็นท่าทีแบบนั้นก็ยิ้ม เขาเดินตามเวโรนิก้าออกมาและคิดถึงตอนที่เขาจับมือเวโรนิก้าเป็นครั้งแรก หัวใจเขาเต้นจนแทบจะระเบิด

            เวโรนิก้าหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและเปิดรายชื่อ เธอตั้งใจจะโทรหาบอรีสให้มารับ แต่เธอยังไม่ทันได้กดโทรออก เอสก็เอื้อมมือมาหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอไป

            “นายจะทำอะไรน่ะ” เวโรนิก้าหันไปมองเอสได้ครู่เดียวก็ต้องเบนสายตาไปที่อื่น

            “ไปกับผมก็ได้ครับ วันนี้ผมเอารถมา” เอสบอก

            “ไม่ได้ค่ะ” เวโรนิก้าปฏิเสธ

            “ทำไมล่ะครับ นาสไม่ไว้ใจผมเหรอ” เอสถาม

            เวโรนิก้านิ่งเงียบไป เธอไว้ใจเอส แต่เธอไม่ไว้ใจตัวเอง เธอไม่อยากถลำลึกไปมากกว่านี้ อะไรก็แล้วแต่ที่มันไม่มีทางเป็นของเธอ เธอก็ไม่อยากที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือความรู้สึกก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นของอนาสตาเซีย

            “นาสครับ” เอสเรียกเวโรนิก้าหลังจากที่เธอเงียบไปนาน

            “ไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ฉันสัญญากับบอรีสเอาไว้แล้ว” เวโรนิก้าพยายามหาเหตุผลมาอธิบาย

            “ถ้าอธิบายให้บอรีสเข้าใจ ผมว่าคงไม่มีปัญหานะครับ” เอสเองก็หาทางออกให้

            “แล้วตอนกลับล่ะ ยังไงก็ต้องโทรให้บอรีสมารับอยู่ดี” เวโรนิก้ายังไม่ยอมแพ้

            “ไม่เห็นยากเลย ตอนกลับก็ให้ผมไปส่งนาสที่บ้านก็ได้นี่ครับ” เอสเองก็ยังคงมีทางออกให้กับปัญหาของเวโรนิก้าเสมอ

            “ไม่ค่ะ ฉันอยากไปกับบอรีส” เวโรนิก้ายังคงพยายาม

            “นาส รังเกียจที่จะไปกับผมเหรอ” เอสพูดด้วยน้ำเสียงปนเศร้า

            “ไม่ใช่!” เวโรนิก้าปฏิเสธออกมาเสียงดัง

            เอสยิ้มออกมาอย่างดีใจ แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับเขาในตอนนี้แล้ว

            “มันดูไม่เหมาะค่ะ ให้บอรีสมารับฉัน แล้วนายขับรถนำทางไปจะดีกว่า” เวโรนิก้าบอกเหตุผลที่คิดว่าเอสจะรับได้ออกมา

            “ก็จริงอย่างที่นาสว่ามาแหละครับ” เอสยิ้ม “งั้นรอให้เราสองคนเป็นแฟนกันก่อน ผมถึงจะไปส่งนาสที่บ้านได้”

            เวโรนิก้ารีบแย่งโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือของเอสคืน แล้วหันหลังให้เขา มือขวาของเธอกำโทรศัพท์มือถือไว้ ส่วนมือซ้ายเธอยกขึ้นมากุมหน้าอกของเธอ

            ตั้งสติไว้ เวโรนิก้า ตั้งสติไว้ อย่าไปใจเต้นกับเอส ห้ามเด็ดขาด

 

            เวโรนิก้าที่ตั้งสติได้ก็ปลดล็อคหน้าจอแล้วกดโทรหาบอรีสทันที

            (สวัสดีครับคุณหนู)

            “มารับทีค่ะ ที่หน้าตึกเรียน”

            (ครับผม)

           

            เอสที่เห็นว่าเวโรนิก้าวางสายจากบอรีสแล้ว เขาก็เดินเข้ามายืนข้าง ๆ เวโรนิก้า และคิดย้อนไปตอนที่เขาได้เจอกับอนาสตาเซียเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นเขาแค่รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่าสนใจ สวยมีเสน่ห์ผมสีทองของเธอก็ดึงดูดใจเป็นอย่างมาก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อนาสตาเซียถูกจับไป เขาก็แอบคิดว่าอาจจะไม่ได้เจอกับเธออีก จนกระทั่งเธอกลับมา

            เอสมองไปที่เวโรนิก้า เขาเพิ่งค้นหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าเขารักผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าเขาตอนนี้ หลังจากที่เธอกลับมาอีกครั้ง บุคลิกของเธอก็เปลี่ยนไป สีผมก็เปลี่ยนไป มันยิ่งทำให้เขารู้สึกมากกว่าสนใจ จนในใจของเขาก็แอบคิดว่าอยากจะให้เธอมีสีผมแพลตทินัมแบบนี้ตลอดไป เพราะมันดูเข้ากับเธอที่สุด และทำให้เขารักเธอมากที่สุดเช่นกัน แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะสีผมที่แท้จริงของอนาสตาเซียคือสีทอง สีที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้คือสีผมที่ถูกย้อมมาเท่านั้น

            ทั้งสองคนนั่งเงียบไม่มีใครพูดอะไรออกมาจนกระทั่งบอรีสขับรถมาจอดที่หน้าตึก ทั้งสองคนเลยเดินไปหา บอรีสเองก็ลงมาจากรถ

            “สวัสดีครับคุณหนู เอสด้วย ขึ้นรถเลย” บอรีสพูดขึ้น

            “วันนี้ผมขับรถมาครับ” เอสบอก

            “อ้าว แล้วทำไมไม่ไปขับออกมาล่ะ” บอรีสถาม

         “ผมรอให้คุณบอรีสมาก่อนครับ อย่างน้อยก็ได้อยู่รอเป็นเพื่อนนาสไม่ให้โดนลอบทำร้ายอีก” คำตอบของเอสทำให้บอรีสยิ้มออกมา

            “ขอบใจนะ ช่วยได้เยอะเลย งั้นเอสไปขับรถมาที่นี่เลย จะได้นำทางผมไปที่หอพักนั่น”

            “ครับผม”

           

0 ความคิดเห็น