[EXO SF] KRIS x ALL

ตอนที่ 3 : [SF] My Chanyeol : KRIS x CHANYEOL

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 736
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 ม.ค. 56

My Chanyeol

Paring : Kris x Chanyeol

Rating : PG - 13

 

 

 

 

 

                 “ปาร์คชานยอล..?”

 

 

                “ก็ใช่น่ะสิ นี่แสดงว่านายเอาแต่อุดอู้อยู่ในห้องจนไม่สนใจสิ่งรอบตัวอีกแล้วใช่มั้ยถึงได้ไม่รู้เรื่องว่ามีคนย้ายเข้ามาอยู่ข้างๆห้องนายแล้วน่ะ”

 

 

                “ก็..คิดว่าไม่ขนาดนั้นนะ” คริส..ชายหนุ่มร่างสูงที่จัดได้ว่าสูงมากกำลังโดนเพื่อนต่อว่า เพื่อนคนนี้อยู่ห้องข้างเค้าแต่เป็นห้องทางฝั่งซ้าย ส่วนห้องทางฝั่งขวานั้นเจ้าของห้องคนเก่าย้ายออกไปได้เกือบเดือนแล้วเพราะต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ

 

                “นายน่ะ อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่คนเดียว หัดไปทำความรู้จักคนอื่นซะมั่ง อยู่ห้องข้างๆเขาแท้ๆ ขนาดฉันอยู่ห่างจากห้องเค้ามีห้องนายมากั้นยังรู้จักเค้าแล้วเลย น่ารักด้วยนะ อารมณ์ดี” คริสพยักหน้ารับเบาๆ เพื่อให้เพื่อนพูดเก่งของเค้าหยุดบรรยายสรรพคุณของคุณเพื่อนบ้านคนใหม่ละหยุดบ่นเค้าซักที

 

                “ฉันรู้แล้ว วันนี้นายไม่ไปทำงานรึไง?”

 

                “ไม่ไป วันนี้ฉันหยุด เมื่อไหร่นายจะจำเรื่องนี้ได้ซักทีห๊ะ? ถามมันทุกอาทิตย์ ความจำแย่รึไม่อยากจจะจำรึว่าไม่สนใจกันแน่วะ?” โดนบ่นอีกแล้ว.. คริสส่ายหัวอย่างอ่อนใจ เค้าเป็นของเค้าแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร นานๆทีจะมีเรื่องที่ทำให้เค้าสนใจจำขึ้นมาได้บ้าง นอกนั้นก็ไม่ค่อยใส่ใจหรอก

 

                “เอาเป็นว่าจะพยายามจำก็แล้วกัน ฉันขอไปวาดรูปต่อล่ะ” หนึ่งในเรื่องที่คริสสนใจก็คือการวาดรูป ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูปวิว วาดรูปเหมือน หรือวาดรูปแบบอื่นๆรวมทั้งการลงสีด้วย เค้าก็ทำได้ดีมากทั้งสิ้น เค้าสนใจและทำได้ดีมากจนถึงกับสามารถใช้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้สบายๆ และยังเคยจัดนิทรรศการภาพวาดของตัวเองมาแล้ว แต่เพราะเค้าเป็นคนเก็บตัวจึงมีน้อยคนที่รู้ว่าเจ้าของรูปวาดเหล่านั้นเป็นของคริส

 

                “สักวันคงจะแต่งงานมีลูกกะรูปวาด เหอะ” เพื่อนของคริสเดินกลับห้องไปแล้ว คริสเองก็ได้กลับไปนั่งทำในสิ่งที่ตัวเองชอบซักที

 

 

                ปาร์คชานยอล..

 

                เพื่อนบ้านคนใหม่งั้นหรอ? เอาไว้เดี๋ยวค่อยไปทำความรู้จักก็แล้วกัน...ถ้าบังเอิญเจอกันล่ะก็นะ

 

                ชายหนุ่มรูปร่างสูงมากคนนี้เข้าหาใครก่อนไม่ค่อยเป็น เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ไปเคาะประตูห้องแล้วทักทาย..ดูจะเกินความสามารถเกินไปสักนิด

 

                “วาดรูปให้เสร็จดีกว่าเรา..” เวลาที่ชายหนุ่มคนนี้หล่อมากที่สุดก็คงจะเป็นเวลาที่เค้าได้อยู่กับสิ่งที่เค้ารัก ตามปกติเค้าจะไม่ค่อยยิ้มเท่าไรนัก จนเพื่อนๆเรียกกันว่า เสือยิ้มยาก และเพราะเค้ายิ้มแล้วหล่อกว่าที่เป็นอยู่จึงมักถูกเพื่อนๆแกล้งทำให้ยิ้มอยู่เสมอ แต่ก็ทำไม่สำเร็จเป็นส่วนใหญ่

 

 

                เวลาเดียวที่คริสยิ้มโดยไม่มีใครบังคับคือ..ตอนที่เค้าได้วาดรูปและอยู่กับรูปวาดที่เค้ารักทั้งหลาย

 

 

                “อา..ลืมไปเลยแฮะ วันนี้ว่าจะวาดรูปท้องฟ้า” ชายหนุ่มร่างสูงลุกออกจากส่วนที่จัดไว้สำหรับวาดรูปและลงสีโดยเฉพาะเพื่อเดินออกไปเงยหน้ามองท้องฟ้าในเวลาเย็นขณะที่ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงและจะลาลับขอบฟ้าไปในไม่ช้า คริสกลับเข้าไปในห้องคว้าอุปกรณ์สำหรับวาดเขียนและกล้องถ่ายรูปตัวแพงติดมือไปด้วยก่อนจะเร่งรีบลงไปหามุมเหมาะๆสเก็ตซ์ภาพท้องฟ้ายามเย็นนั้น

 

 

                “ดีนะที่นึกออกทัน ไม่งั้นคงไม่ได้วาดวันนี้แน่ๆ” บ่นตัวเองเสร็จแล้วก็เริ่มลงมือสเก็ตซ์ภาพท้องฟ้าด้วยความช่ำชองจนเสร็จภายในเวลาไม่นาน ก่อนที่มือเรียวจะหยิบกล้องดิจิตอลขึ้นมาเก็บภาพท้องฟ้าไว้สำหรับการลงสีในเวลาต่อไป

 

 

                “เอาของไปเก็บแล้วค่อยไปกินข้าวละกัน”

 

 

 

                เมื่อกลับขึ้นไปถึงหน้าห้องของตัวเอง คริสก็พบว่ามีชายหนุ่มแปลกหน้ากำลังทำอะไรบางอย่างกับประตูห้องของเค้าอยู่

 

 

                “เฮ้! นั่นคุณทำอะไรน่ะ” เค้าส่งเสียงนำไปก่อน แต่เสียงทุ้มนุ่มของคริสกลับทำให้ชายแปลกหน้าสะดุ้งตกใจจนทำกุญแจห้องและถุงของจากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ถือไว้เต็มมือตกลงกระจายทั่วพื้น

 

 

                “ขะ ขอโทษครับ ผมไม่ใช่ขโมยนะ ไม่ใช่!” แทนที่จะก้มลงเก็บของของตัวเองแต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับเอาแต่ยกมือสองมือขึ้นราวกับกำลังจะโดนตำรวจจับยังไงยังงั้น ใบหน้าตื่นกลัวนั่นอีก ทั้งๆที่ตัวก็โตแต่ขี้ตกใจชะมัด

 

 

                “ผมแค่ถามว่าคุณกำลังทำอะไรกับประตูห้องของผม”

 

 

                “อ..อ๋อ ผมเห็นว่าประตูมันแง้มไว้อยู่ ไม่รู้ว่าคุณอยู่หรือไม่อยู่ ผมลองกดออดหน้าห้องเรียกแล้วตะโกนเรียกแล้วแต่ไม่มีใครออกมา ก็เลยเดาว่าคงปิดประตูไม่สนิท แล้วผมก็กำลังปิดให้ครับ” คนตรงหน้าอธิบายมายาวเหยียดจนคริสเข้าใจละเอียดละออว่าเค้าคงจะรีบเกินไปจนปิดประตูห้องไม่สนิท

 

 

                “ผมขอโทษที่ทำให้คุณตกใจครับ แล้วก็ขอบคุณที่ช่วยปิดประตูห้องให้” ชายหนุ่มรีบพูดก่อนที่ชายผู้หวังดีตรงหน้าจะก้มหัวโค้งเอาๆจนหัวหลุดออกมาซะก่อน

 

 

                “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร” พูดจบก็ก้มลงเก็บของที่กระจายเต็มพื้น แล้วจะให้คริสอยู่เฉยได้ยังไง ร่างสูงวางอุปกรณ์วาดรูปและกล้องของตัวเองพิงไว้กับประตูห้องเพื่อที่จะได้ช่วยอีกคนเก็บของให้สะดวก

 

 

                “ขอบคุณครับ แต่เดี๋ยวผมเก็บเองก็ได้” ยิ่งได้ยินอีกฝ่ายออกตัว คริสยิ่งอยู่เฉยไม่ได้

 

 

                “ผมช่วยดีกว่าครับจะได้เร็วๆ.. ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คุณก็คือปาร์คชานยอลสินะครับ?” ร่างโปร่งที่กำลังเก็บของใส่ถุงคืนอยู่หยุดชะงักแล้วหันมามองหน้าคริสอย่างสงสัยพลางเอียงคอนิดๆอีกด้วย

 

 

                “ใช่ครับ คุณรู้ชื่อผมได้ยังไง?”

 

 

                “อ๋อ เพื่อนผมห้องนั้นเล่าให้ฟังน่ะครับ” คริสชี้ไปยังห้องของเพื่อนส่งผลให้ชานยอลยิ้มแล้วพยักหน้าเข้าใจขึ้นมาทันที

 

 

                “เข้าใจแล้วครับ คุณ..?”

 

 

                “อ้อ ผมคริส”

 

 

                “ครับคุณคริส ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ขอบคุณมากที่ช่วยเก็บของ อย่าลืมทานข้าวเย็นนะครับ” ชานยอลโค้งหัวให้คริสน้อยๆแล้วลุกขึ้นเดินกลับเข้าห้องไป ส่วนคริสก็เข้าห้องตัวเองไปเหมือนกัน

 

 

 

                และ..ลืมเรื่องกินข้าวไปเสียสนิท มารู้สึกตัวอีกทีก็เกือบสี่ทุ่มเอาซะแล้ว และถ้าหากว่าไม่ปวดท้อง คริสก็คงยังไม่รู้สึกตัว คงจะนั่งลงสีรูปท้องฟ้ายามเย็นต่อไปเรื่อยๆนั่นแหละ

 

 

                “ลืมกินข้าวนี่เอง เฮ้อ.. คริสนะคริส” เปิดตู้เย็นดูเจอแค่เพียงเกี๊ยวกุ้งที่เหลืออยู่ห่อเดียว ชายหนุ่มจำเป็นต้องกินไปก่อน เค้าจัดการอุ่นเกี๊ยวแล้วเดินออกไปรับลมเย็นที่ระเบียงห้องพร้อมกับกินเกี๊ยวร้อนๆไปด้วย

 

 

                “เห..? นี่คุณคริสกินมื้อดึกหรอครับ?” เสียงทักจากทางฝั่งซ้ายเรียกให้คริสหันไปมอง เพื่อจะพบกับชานยอลในชุดนอนแขนยาวขายาวลายการ์ตูน ภาพที่เห็นน่ารักจนคริสหลุดอมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

 

                “หึหึ ไม่ใช่ครับ นี่มื้อเย็นของผมน่ะ”

 

 

                “คุณคริสลืมทานหรอครับ? ขอโทษนะ คือผมรู้ว่าไม่ใช่เรื่องของผมแต่มันจะทำให้ปวดท้องเอาได้นะ”

 

 

                “อันที่จริงก็ปวดไปแล้วล่ะครับ เจ้านี่ถึงได้มาอยู่ในมือผมนี่ไง” คริสยกถ้วยเกี๊ยวให้ชานยอลดูพลางยิ้มราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ดูท่าชานยอลคงไม่คิดอย่างนั้น

 

 

                “ทานมื้อเย็นแล้วต้องทานยาแก้ปวดท้องด้วยนะครับ”

 

 

                “ผมไม่มียาหรอกครับ” ชานยอลทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ตอนที่ได้ยินว่าคริสไม่มียาแก้ปวดท้อง ส่วนคริสก็ได้แต่ทำหน้างงๆว่าทำไมชานยอลถึงทำหน้าแบบนั้น

 

 

                “มันดึกแล้ว ถ้าอย่างนั้นเอายาของผมไปก่อนก็ได้ครับ” ไม่ฟังคำตอบรับหรือปฏิเสธชานยอลเดินกลับเข้าไปหยิบยามาให้คริสทันที และถ้าหูคริสไม่ได้ฝาด เค้าคิดว่าเค้าได้ยินคนตัวเล็กกว่าบ่นว่าไม่เคยเห็นคนดื้อขนาดนี้มาก่อน

 

 

                หลังจากยื่นยาให้คริสผ่านทางระเบียงที่ระยะห่างค่อนข้างกว้างแต่ไม่เป็นอุปสรรคเพราะคนทั้งสองต่างก็สูงด้วยกันทั้งคู่เรียบร้อยแล้วชานยอลก็ขอตัวเข้านอน

 

 

                “ราตรีสวัสดิ์นะครับ คราวนี้อย่าลืมนอนอีกนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นหมีแพนด้าเอา” พูดแล้วทำมือเป็นวงกลมสองวงไว้ที่ตาให้เหมือนหมีแพนด้า ก่อนจะผลุบหายไปในห้องทันที

 

 

                “เป็นคนที่อัธยาศัยดีจริงๆเลยนะปาร์คชานยอล...” คริสก้มดูยาแก้ปวดท้องในมือแล้วเผลอยิ้มออกมาอีกครั้ง เค้าใส่ยาเม็ดนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อแล้วจัดการเกี๊ยวในถ้วยจนหมด โดยไม่ลืมที่จะกินยาตาม ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันแต่พอนึกถึงท่าทางของเพื่อนบ้านคนใหม่..ปาร์คชานยอลทีไร เป็นต้องยิ้มออกมาทุกที

 

 

                “แปลกๆนะเรา” คริสตัดสินใจละทิ้งความรู้สึกแปลกๆนั้นไป ก่อนที่จะอาบน้ำเข้านอน

 

 

 

                เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากอาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อย คริสก็ได้เดินทางไปฝากขายที่ร้านประจำแล้วจึงค่อยเดินไปตามสถานที่ต่างๆหาสถานที่เหมาะๆในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ ในที่สุดเค้าก็ตัดสินใจสเก็ตซ์ภาพการปิคนิคในสวนสาธารณะของครอบครัวหนึ่ง การกระโดดโลดเต้นของลูกชายและลูกสาวเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงความสุขและความอบอุ่นจนคริสอดหัวเราะเบาๆไม่ได้ ภาพๆนี้คงอบอวนไปด้วยความสุข

 

 

                มือเรียวกดชัตเตอร์เก็บภาพครอบครัวสุขสันต์นั้นไว้หลายรูปก่อนจะนำมาเลือกภายหลัง เมื่อเลือกรูปที่ถูกใจได้เค้าจึงเริ่มลงมือร่างภาพอย่างช้าๆและบรรจง เค้าต้องการใส่ความรู้สึกลงไปให้ชัดเจนที่สุดดังนั้นกว่าที่คริสจะได้ลงเส้นก็เลยเวลาเที่ยงไปนานแล้ว

 

 

                “มื้อเที่ยงกินอะไรดี” ระหว่างที่พูดกับตัวเองเบาๆและเก็บของไปด้วย คริสก็บังเอิญมองเห็นใครบางคนที่คุ้นตากำลังเดินแกว่งถุงอะไรบางอย่างในมืออย่างอารมณ์ดี มองนกมองไม้แวะเข้าร้านนู้นออกร้านนี้เป็นว่าเล่น คริสชั่งใจอยู่สักพักว่าจะเดินเข้าไปทักดีมั้ย แต่พอรู้สึกตัวอีกทีขาก็พาตัวเองเดินไปหยุดอยู่หน้าคนๆนั้นเสียแล้ว

 

 

                “คุณคริส”

 

 

                “เอ่อ..ปาร์คชานยอล” ชานยอลยิ้มให้แล้วหัวเราะขำ “ไม่ต้องเรียกเต็มยศก็ได้ครับ เรียกว่าชานยอลก็พอ ว่าแต่มาทำอะไรแถวนี้หรอครับ บังเอิญจัง”

 

 

                “โอเคครับชานยอล ผม...มาทำอะไรนิดหน่อยน่ะ พอดีเห็นคุณกำลังเดินเล่น ก็เลยเข้ามาทักทาย” คนฟังพยักหน้ารับก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

 

 

                “เอ้อ เมื่อคืนคุณปวดท้องนิครับ หายรึยัง?” ร่างสูงระบายยิ้มอ่อนๆให้ชานยอลแล้วพยักหน้าเบาๆแทนการตอบว่าหายแล้ว

 

 

                “ยาผมเป็นยาวิเศษน่ะครับ ฮ่าๆ”

 

 

                “กินข้าวเที่ยงหรือยังครับชานยอล?” คริสยกหลังมือขึ้นมาบังรอยยิ้มที่กลั้นไม่อยู่ไว้ก่อนจะเลี่ยงไปถามเรื่องอื่นแทน

 

 

                “ผมหรอ? ยังเลยล่ะครับ พอดีเพิ่งไปซื้อรูปสวยๆมาติดหัวนอน” เป็นอันแน่นอนแล้วว่าของที่คริสสงสัยในตอนแรกคือรูปติดหัวนอนนั่นเอง

 

 

                “สวยมากเลยใช่มั้ยครับ?” ชานยอลไม่รอช้ารีบหยิบรูปออกมาอวดให้คริสดูทันที และเมื่อคริสเห็นก็ถึงกับอึ้ง.. นี่มันรูปท้องฟ้าที่วาดเมื่อวาน

 

 

                “ผมชอบงานของเจ้าของภาพนี้มากเลยล่ะครับ พอเจ้าของร้านนี้โทรมาบอกว่าเขามาฝากขายรูปใหม่แล้วผมก็รีบออกมาซื้อเลยแหละ ผมล่ะอยากเจอเจ้าตัวเค้าจริงๆเลย ท่าทางจะอยู่แถวๆนี้ ว่ามั้ยครับ?” ท้ายประโยคชานยอลหันมาถามความเห็นจากคริส ในขณะที่คริสยังปรับตัวไม่ถูกชานยอลจึงต้องถามซ้ำอีกหลายครั้ง

 

 

                “ผมก็คิดว่าอย่างนั้นล่ะครับ..เอ่อ..ไปกินข้าวกันมั้ย?”

 

 

                “หิวเหมือนกันครับ ไปกัน” ชานยอลเก็บภาพที่คริสเป็นคนวาดกลับเข้าถุงอย่างระมัดระวัง คริสมองภาพนั้นแล้วคิดในใจว่าถ้าชานยอลรู้ว่าเค้าเป็นคนวาดเองจะทำหน้ายังไงกันนะ

 

 

                “คุณคริสนี่ขรึมจังเลยนะครับ คุยไม่เก่งหรอ?” ในระหว่างที่กินข้าวด้วยกัน ชานยอลก็เป็นฝ่ายชวนคุยตลอด น่าแปลกที่คริสไม่นึกรำคาญแม้แต่น้อย

 

 

                “ผม..พูดไม่เก่งน่ะครับ มนุษย์สัมพันธ์ค่อนข้างแย่”

 

 

                “ผมว่าไม่ขนาดนั้นซักหน่อย คุณคริสก็พูดเกินไปครับ คุณคงแค่เขินซะมากกว่าเลยไม่กล้าคุย”

 

 

                “ฮ่ะๆ ชานยอลคิดอย่างงั้นหรอ?”

 

 

                “ใช่ครับ ผมว่านะที่จริงคุณคริสก็น่ารักดีออก โอ๊ะ! ขอโทษครับ ผมไม่สมควรพูดอย่างนี้” ท่าทางตกใจของชานยอลแล้วยกมือขึ้นมาปิดปากราวกับทำอะไรผิดร้ายแรงนั้นส่งผลให้คริสเอ็นดูเงียบๆในใจ

 

 

                “ผมไม่ถือ ไม่ต้องขอโทษหรอก”

 

 

                “เอ่อ..คุณคริสไปไหนต่อมั้ยครับ? ถ้าไม่ไปจะได้เดินกลับพร้อมกันเลย” คริสที่ไม่ได้มีเป้าหมายจะไปไหนต่อจึงตกลงเดินกลับห้องกับชานยอล แถมพอกลับไปถึงได้ซักพักชานยอลก็ยังมาตามให้คริสไปดูการตกแต่งห้องซึ่ง..เต็มไปด้วยภาพที่คริสวาดทั้งนั้น

 

 

                “ท่าทางชานยอลจะชอบผลงานของคนนี้มากนะครับ” ลองถามหยั่งเชิงไปก่อน

 

 

                “ผมไม่เคยสนใจงานศิลปะมาก่อนเลยครับ จนกระทั่งมาเห็นภาพที่คุณคนนี้วาด ผมรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่เค้าตั้งใจถ่ายทอด บางรูปอบอุ่น บางรูปเศร้าโศก.. ผมเคยไปงานนิทรรศการภาพวาดของเค้า หวังจะได้เห็นเจ้าตัวแต่ก็ไม่เคยเห็นเลยซักครั้ง ผมคิดว่าเค้าคงจะเป็นคนที่อ่อนโยนมากน่ะครับ” สายตาและน้ำเสียงที่ชานยอลพูดถึงศิลปินที่เค้าชื่นชอบทำให้คริสอดเขินนิดๆไม่ได้ ถ้าหากว่าชานยอลรู้ว่าเจ้าของฝีมือพวกนี้เป็นคนที่ไม่ได้อ่อนโยนมากมายจะผิดหวังมากมั้ยนะ?

 

 

                “ผมคิดว่าไม่น่าใช่แบบที่ชานยอลคิดหรอกครับ”

 

 

                “เห..? ทำไมคุณคริสคิดแบบนั้นล่ะครับ” ท่าเอียงคอน้อยๆถูกชานยอลยกมาใช้อีกครั้ง คริสตัดสินใจเสไปมองรอบๆห้องแทนที่จะมองท่าทางน่ารักๆนั่น ไม่ใช่อะไรเค้ารู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ

 

 

                “ไม่มีอะไรครับ ผมขอตัวกลับห้องก่อนนะ ชานยอลจัดห้องได้น่ารักมาก อ้อ..คุณเหมาะกับรูปท้องฟ้ามาก คุณเหมือนมัน” แม้ชานยอลจะงุนงงกับคำพูดของคริสแต่ยังไม่มันได้ถามอะไรคริสก็เดินกลับห้องไปเสียแล้ว เค้าจึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ

 

 

 

                นับวันทั้งคริสและชานยอลก็ดูจะยิ่งสนิทกันมากขึ้นๆจนเพื่อนของคริสมาบ่นง้องแง้งบ่อยๆว่าเป็นบุคคลที่ถูกลืม พักหลังพวกเค้าสามคนจึงมีโอกาสได้ไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆโดยที่คริสก็ได้กลายเป็นเป้านิ่งให้เพื่อนเผาสนุกปาก มีชานยอลคอยขำในแต่ละเรื่องที่เพื่อนของคริสเล่า จนกระทั่งวันหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องทั้งหมด..

 

 

                คืนนั้นเป็นคืนที่คริสนอนดึกกว่าปกติและออกมานั่งมองดูดวงดาวยามค่ำคืนด้วยความสบายใจ เค้าหันไปมองห้องของเพื่อนบ้านน่ารักด้วยความเคยชินแต่ก็เห็นว่าปิดไฟมืดสนิทคงจะนอนหลับไปแล้ว เค้าเบือนหน้ากลับไปมองท้องฟ้าอีกครั้งแต่แล้วก็ได้ยินเสียงคนร้องด้วยความตกใจพร้อมกับเสียงดังตุ้บ! เป็นเสียงของชานยอลนั่นเอง

 

 

                “ชานยอล! คุณเป็นอะไรรึเปล่า?” ร่างสูงชะโงกผ่านระเบียงห้องตัวเองไปทางระเบียงห้องของอีกคนแต่ก็มองไม่เห็นอะไร จนกระทั่งเห็นอีกคนวิ่งออกมาที่ระเบียงในสภาพเหงื่อท่วมตัว

 

 

                “คุณเป็นอะไรครับ!?

 

 

                “ผ..ผะ..ผมฝันร้าย โอย ให้ตายสิ มันน่ากลัวมากเลย ผมฝันว่ามันบินมาเกาะตัวผมเต็มไปหมด ละ..แล้วก็ไต่ๆขึ้นมาเต็มตัวผมเลย ฮือออออ” ชานยอลทรุดลงไปนั่งยองๆและแทบจะเล่าอะไรไม่รู้เรื่อง คริสไม่รู้ว่าชานยอลฝันถึงอะไรแต่เค้ารู้สึกกังวลที่เห็นชานยอลตกใจกลัวขนาดนั้น

 

 

                “ใจเย็นๆนะ ให้ผมไปหามั้ย?” เมื่อเห็นชานยอลพยักหน้าขึ้นลงรัวๆคริสก็บอกให้อีกคนเปิดประตูห้องให้แล้วรีบไปหาคนตกใจกลัวทันที

 

 

                “คุณไปล้างหน้าล้างตาก่อนนะ” ท่าทางจะกลัวไอ่สิ่งที่ฝันเห็นจริงๆ เพราะตอนที่มาเปิดประตูห้องให้ คริสจับไหล่ของชานยอลแล้วรู้สึกได้ว่ามันยังสั่นอยู่ เค้าจึงจัดการพาชานยอลไปล้างหน้าให้หายตกใจซะก่อน ก่อนที่จะพามานั่งบนเตียง

 

 

                “เป็นยังไงบ้าง? โอเคขึ้นมั้ยครับ?”

 

 

                “ผมโอเคแล้วครับ ขอบคุณคุณคริสมาก” คริสยิ้มบางๆให้แล้วลุกไปรินน้ำเย็นๆมาให้อีกคนดื่มซึ่งชานยอลก็รับมาดื่มแต่โดยดีไม่มีเกี่ยงงอน

 

 

                “แหะๆ ผมไม่น่าสติแตกแบบนี้เลย เดือดร้อนคุณคริสไปด้วย”

 

 

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ พอดีผมยังไม่ได้นอน ได้ยินเสียงชานยอลก็เลย..เป็นห่วง” ชานยอลที่กำลังยกน้ำดื่มอยู่ถึงกับสำลักหน้าแดงไปถึงหู

 

 

                “อะ เอ่อ.. คุณคริสพูดแบบนี้..ผมเขินนะครับ” ใบหน้าแดงๆของชานยอลถูกเจ้าตัวใช้ฝ่ามือปิดเอาไว้หมด ใช่ว่าคนพูดจะไม่เขินนะ พูดออกไปแล้วก็เพิ่งรู้สึกตัวเลยทำอะไรไม่ถูก

 

 

                “งั้นผมไปเก็บแก้วนะครับ” ชานยอลหาทางเลี่ยงด้วยการรีบยกแก้วน้ำไปเก็บ

 

 

                “โอ้ย ให้ตายสิ คืนนี้มันอะไร ทั้งตกใจทั้งเขิน เขินจะตายอยู่แล้ว” มือเรียวโบกลมให้ตัวเองเร็วๆแก้เขินก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วจึงเดินกลับไปหาคริสที่นั่งมองภาพบนหัวนอนของชานยอลอยู่

 

 

                “ผมลืมถาม..ที่ตกเตียง เจ็บมากมั้ยครับ?”

 

 

                “อ้อ.. ผมกลิ้งลงมาเลย ก็เลยเจ็บหัวเข่าน่ะครับ แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมยังโอเค” เห็นคริสชวนเปลี่ยนเรื่อง ชานยอลก็ค่อยหายเกร็งใจเริ่มเต้นเป็นจังหวะปกติ

 

 

                “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมทายาให้” คริสลุกไปโดยที่ไม่รอคำตอบและกลับมาพร้อมกับยาทาแก้ฟกช้ำ เค้ารอให้ชานยอลเปลี่ยนท่านั่งเป็นชันเข่าแล้วจึงค่อยๆทายาเบาๆเพื่อไม่ให้อีกคนเจ็บ ที่จังหวะนึงที่คริสเหลือบตาขึ้นมองหน้าของชานยอลเพื่อสั่งเกตว่าที่ทายาไปน่ะเจ็บมั้ยแต่ดันไปสบตาเข้ากับชานยอลเข้าอย่างจัง การกระทำทั้งหมดจึงหยุดชะงักลง

 

 

                คริสเป็นฝ่ายขยับเข้าใกล้ชานยอลก่อน แล้วเปลือกตาบางของชานยอลก็ค่อยๆปิดลงก่อนจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มของริมฝีปากที่ทาบทับลงมา ฝ่ามือหนาและเย็นของคริสจับที่ท้ายทอยอีกคนไว้แล้วขยับบดเบียดริมฝีปากเข้าหาอย่างลืมตัว ฝ่ายชานยอลเองก็เริ่มจะโอนอ่อนผ่อนตาม เค้าเผยอปากขึ้นเล็กน้อยเปิดโอกาสให้คริสสอดแทรกลิ้นร้อนเข้ามาเก็บเกี่ยวความหวานภายในโพรงปาก

 

 

                ลิ้นของทั้งคู่เกี่ยวกันอย่างเชื่องช้าในตอนแรกก่อนจะค่อยๆร้อนแรงมากขึ้น ทั้งคู่ขยับตัวเข้าชิดกันมากขึ้น..ขาที่เคยชันไว้ก็ถูกยกลงทำให้คริสแทรกตัวเข้ามาตรงหว่างขาของชานยอลจนลำตัวของทั้งคู่แนบชิดกันแทบไม่มีช่องว่าง.. ริมฝีปากของพวกเค้ายังคงไม่ละจากกันไปไหนยังคงบดเบียดแลกลิ้นกันอยู่อย่างนั้น

 

 

                ชานยอลถูกดันให้นอนลงบนเตียงช้าๆโดยมีคริสตามขึ้นมาทาบทับ ริมฝีปากซนเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ซอกคอหอมกรุ่นเพื่อปล่อยให้อีกคนได้พักหายใจ คริสฝากรอยแดงระเรื่อไว้ที่ซอกคอหอมนั่นหลายรอย ไหล่หนาถูกกอดไว้แน่นโดยชานยอล..เสียงหอบหายใจดังอยู่ใกล้ๆหูของคริส ทำให้รู้ว่าอารมณ์บางอย่างของทั้งคู่ได้ก่อตัวขึ้นมาแล้ว นาทีนั้นเองที่คริสรู้สึกตัว เค้าสะดุ้งแล้วลุกออกจากตัวชานยอลทันที

 

 

                “ผมขอโทษ! ผมไม่ควรทำกับคุณแบบนี้” ชานยอลเองก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วจัดเสื้อนอนให้เข้าที่แล้วเหมือนกัน

 

 

                “ไม่เป็นไรครับ..ไม่เป็นไร” รอยยิ้มบางๆของชานยอลที่คริสเห็นยิ่งทำให้คริสรู้สึกผิดมากขึ้น เค้าไม่น่าทำอะไรไร้สติแบบนั้นเลย

 

 

                “ผม..ไม่รู้ตัว”

 

 

                “ถ้าอย่างนั้นก็ลืมมันไปเถอะครับ ไม่ต้องขอโทษแล้วล่ะ” ท่าทางว่าคริสจะถูกโกรธเข้าให้เสียแล้ว เพราะขณะนี้ชานยอลนั่งเบือนหน้าไปอีกทางโดยไม่ยอมมองหน้าอีกคนที่อยู่ภายในห้องเดียวกันแม้แต่น้อย

 

 

                “...ครับ คุณพักผ่อนให้เยอะๆนะครับ ผมไม่กวนแล้ว” หลังจากคริสกลับไปชานยอลก็ทิ้งตัวลงนอนมองเพดานห้องและนอนไม่หลับอีกเลย

 

 

 

 

                วันรุ่งขึ้น..

 

 

                “ว่าไงนะ!!!! นายจูบคุณชานยอล?”

 

 

                “อืม ฉันจูบเค้า” คนเป็นเพื่อนฟังแล้วแทบจะเป็นลม

 

 

                “ทำไมทำแบบนั้นวะ? นายเป็นบ้ารึไง?”

 

 

                “ไม่รู้เหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่าอยากทำแบบนั้นน่ะ” เพื่อนของคริสทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง คริสไม่เคยเป็นแบบนี้ ปกติเป็นคนเก็บตัว แฟนก็ไม่เคยมี อย่าว่าแต่แฟนเลย..คนที่ชอบยังไม่เคยมีด้วยซ้ำ เพื่อนของคริสคนนี้รู้ดีที่สุดเพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก

 

 

                “ฉันว่านายชอบเค้าว่ะ ชัวร์ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?”

 

 

                “ฉัน...ก็คิดแบบนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่คงไม่มีลุ้นแล้วล่ะ ฉันล่วงเกินเค้าไปขนาดนั้น” สงสารเพื่อนก็สงสาร แต่จะทำยังไงได้ ฟังจากที่คริสเล่า ท่าทางชานยอลจะโกรธอยู่มาก...ก็น่าโกรธอยู่ล่ะ

 

 

                “นายนี่นะ ปกติก็เห็นนิ่งๆขรึมๆ ทำไมเวลางี้ใจร้อนนักวะ?”

 

 

                “เฮ้อ แก้ไขอะไรก็ไม่ทันแล้วล่ะ เพราะว่าฉันเองก็จะไปเรียนต่อที่เมืองนอกอยู่แล้ว”

 

 

                “เฮ้ย!! ได้ไงวะ จะไปปุบปับได้ยังไง?”

 

 

                “ฉันเพิ่งได้จดหมายตอบรับมาน่ะ แล้วพอเกิดเรื่องนี้..ก็เลยทำให้ตัดสินใจไปได้เร็วขึ้น”

 

 

                “หนีปัญหา”

 

 

                “ฉันยอมรับว่าหนีปัญหา แล้วจะให้ทำยังไง ตั้งแต่รู้จักกับชานยอลฉันก็ทำตัวแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ฉันอยู่ในห้องโดยที่ไม่ออกไประเบียงแล้วมองห้องเค้าไม่ได้ ฉันต้องเจอกับเค้าทุกวันอย่างน้อยก็วันละครั้ง นายจะให้ฉันทำยังไง?” ใบหน้าหล่อดูเคร่งเครียดซะจนเพื่อนของเค้าไม่กล้าขัดแย้งอะไรอีก

 

 

                “โอเคๆ แล้วจะไปเมื่อไหร่ล่ะ? แล้วโทเรียนกี่ปี?”

 

 

                “เรียนตรีอีกใบ แต่คนละสาขากับที่จบมาน่ะ ต่อโทฉันคุณสมบัติไม่ครบ คิดว่าจัดการเรื่องพาสปอร์ตเสร็จก็จะไปเลย อีกสองปีคงจะกลับมา”

 

 

                “แล้วงั้นจำเป็นต้องไปด้วยหรอวะ? ทำไมไม่เรียนที่นี่เอา? ไปนานขนาดนั้นคิดถึงเว่ย” คริสหน้านิ่งก่อนจะตอบเพื่อนไป

 

 

                “ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เรียนอะไรใหม่ๆคงทำให้พัฒนาฝีมือขึ้นได้น่ะนะ” ได้ยินแบบนั้นเพื่อนของคริสก็ได้แต่นึกในใจว่าเพื่อนเค้าดื้อ รั้งยังไงก็คงไม่มีทางเปลี่ยนใจ

 

 

                “งั้นก็ตามใจนายแล้วกัน ไปนานๆจะขายห้องมั้ยล่ะ?”

 

 

                “ไม่ขายหรอก เก็บไว้ เอาภาพอะไรพวกนั้นเก็บไว้ในนี้ล่ะ”

 

 

                “โอเค งั้นฉันจะดูแลให้ละกัน”

 

.

 

 

 

                ช่วงระยะเวลาระหว่างที่คริสจัดการเรื่องเกี่ยวกับการไปเรียนต่อ ชานยอลไม่ค่อยจะได้เห็นคริสเลย ถึงเห็นก็เห็นแค่แว้บเดียวราวกับคริสกำลังพยายามหลบหน้าเค้าอยู่ ชานยอลไม่รู้เรื่องที่คริสจะไปเรียนต่อจนกระทั่งวันที่คริสเดินทางเพราะห้องของคริสปิดเงียบและใส่กุญแจดอกใหญ่ไว้ เค้าจึงไปถามเพื่อนของคริสเอา..

 

 

                “ขอโทษนะครับ คือว่าคุณคริสเค้าไปไหนหรอครับ?”

 

 

                “อ่อ..คริสไปเรียนต่อแล้วครับ ตอนนี้คงขึ้นเครื่องไปแล้วล่ะ” ใบหน้าของชานยอลดูตกใจอย่างมาก เค้าไม่รู้เรื่องเลย.. แต่จะว่าไปเค้าจะรู้ได้ยังไงในเมื่อไม่ได้คุยกัน แม้แต่หน้าตาก็แทบจะไม่ได้เห็นแบบนั้น

 

 

                “ท..ที่ไหน?” ฟังจากเสียงก็รู้ว่าชานยอลกำลังกลั้นสะอื้น เพื่อนของคริสไม่รู้หรอกว่าชานยอลจะร้องไห้ทำไม ในเมื่อเค้าถามมาก็ต้องตอบ

 

 

                “นิวซีแลนด์ครับ อีกสองปีถึงจะกลับมา คริสฝากบอกให้คุณรักษาสุขภาพให้ดีด้วยนะครับ” ชานยอลพยักหน้ารับรู้ก่อนที่จะรีบขอตัวกลับห้อง ทันทีที่ประตูห้องปิดลงร่างของชานยอลก็เริ่มสั่นจากแรงสะอื้น ถึงตอนนี้เค้าพอจะเข้าใจแล้วว่าที่คริสหลบหน้าเค้าไม่ใช่เพราะเรื่องในวันนั้นอย่างเดียว..แต่เป็นเพราะไม่อยากให้เค้ารู้ว่ากำลังจะไปเรียนต่อด้วยต่างหาก

 

 

                “ตั้งสองปี..ฮึก คุณจะรู้บ้างมั้ยว่าวันนั้นผมโกรธคุณก็จริง ฮึก แต่มันคนละเรื่องกับที่คุณเข้าใจ ตอนที่คุณกลับมา..คุณก็คงลืมผมไปแล้ว...”

 

 

 

                คริสมาเรียนที่นิวซีแลนด์ได้ปีกว่าแล้ว คราวนี้เค้าเรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพ ตั้งใจว่ากลับไปนอกจากการวาดภาพเค้าจะพัฒนาการถ่ายภาพให้ดีขึ้นด้วยและคงจะจัดการแสดงภาพวาดและภาพถ่ายด้วยกัน อยู่ที่นี่ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่คิดถึงชานยอล และถึงแม้จะเรียนถ่ายภาพแต่เค้าก็ไม่ลืมการวาดภาพที่เค้ารัก

 

 

                ในห้องพักของคริสเต็มไปด้วยภาพชานยอลที่อยู่ในความทรงจำของเค้าเอง ไม่ว่าจะเป็นภาพครั้งแรกที่เจอกัน ภาพตอนพวกเค้าเดินเล่นด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ภาพชานยอลยิ้มและหัวเราะ...คริสไม่เคยลืมชานยอลเลย ยังคงติดตามข่าวสารจากเพื่อนข้างห้องอยู่เสมอ

 

 

Kris.

ตอนนี้คุณชานยอลของนายผอมลงอีกแล้วนะเว่ย ฉันคิดว่าเค้าคิดถึงนายนะ เห็นเวลาเค้าจะเข้าห้องต้องหันไปมองห้องนายก่อนทุกครั้งเลยว่ะ เป็นไงอยู่ที่นู่นหวังว่านายจะสบายดี ส่วนฉันสบายดีเว่อร์ๆ นายต้องกลับมาให้ทันงานแต่งฉันนะ นายต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว

 

 

                อีเมล์จากเพื่อนสนิททำให้คริสคิดถึงชานยอลมากขึ้นไปอีก ทำไมถึงผอมลง? ทำไมไม่ดูแลตัวเอง? อีกแค่ไม่กี่เดือนคริสก็จะเรียนจบแล้ว อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ..

 

 

 

                “สองปีแล้วนะ.. เวลาผ่านไปช้าจัง เมื่อไหร่คุณจะกลับมา? คุณควรจะกลับมาได้แล้วนะ รึว่าแกล้งเรียนจบให้ช้าๆจะได้กลับมาช้าๆ” ชานยอลลูบประตูห้องของคริสแล้วพูดกับตัวเองเบาๆ ซึ่งภาพนั้นบังเอิญเพื่อนสนิทของคริสมาเห็นเข้าพอดี เค้าจึงมองอยู่ห่างๆด้วยความเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วชานยอลก็รู้สึกไม่ได้ต่างจากคริสเลย แค่ทั้งคู่ไม่รู้ตัวเองเท่านั้นเอง แล้วคุณเพื่อนตัวดีของเค้าที่กลับมาจากนิวซีแลนด์ได้ตั้งเดือนนึงแล้วก็ยังไม่ยอมกลับมาอยู่ห้อง แต่ไปพักกับพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดแทน จึงเดือดร้อนเพื่อนคนนี้ที่ต้องลงมือเป็นพ่อสื่อทำให้คนสองคนสมหวังกัน..

 

 

 

 

                “นายชอบคุณชานยอลก็ควรจะบอกเค้านะ วิธีไหนก็ได้ ซักวิธี” คริสที่กำลังลงสีให้กับภาพวาดล่าสุดซึ่งก็คือรูปชายทะเลที่เงียบสงบอยู่หันมามองหน้าเพื่อนแล้วเลิกคิ้ว

 

 

                “ฉันบอกเค้าแล้วจะได้อะไร? ในเมื่อเค้าไม่ได้คิดแบบเดียวกับฉัน”

 

 

                “แล้วนายรู้ได้ยังไงว่าเค้าไม่คิด? ได้ลองดูรึยัง? ก็ไม่..ไม่คิดเลยนะว่านายจะขี้ขลาดขนาดนี้”

 

 

                “โอเคๆ พอแล้ว ไม่ต้องบ่นได้มั้ย ให้ตายสิจนจะแต่งงานอยู่แล้วก็ยังขี้บ่นเหมือนเดิมเลยนะนายน่ะ” คริสพูดไปลงสีไปจึงไม่เห็นสีหน้าของเพื่อนว่ากำลังยิ้มเจ้าเล่ห์ขนาดไหน

 

 

                “แล้วตกลงนายจะทำยังไง? สนใจที่ฉันจะแนะนำซักหน่อยมั้ยล่ะ”

 

 

                “นายลองบอกมาสิ..”

 

 

 

.

 

 

                “เห..? นิทรรศการภาพ?.. เฮ้ย! เค้าจะจัดนิทรรศการภาพอีกแล้วหรอ? หายไปตั้งนาน โอย ปาร์คชานยอลสงบสติอารมณ์หน่อย” ชานยอลอ่านใบปลิวที่มีคนมายื่นให้ในสวนสาธารณะแล้วถึงกับเบิกตาโต คนที่เค้าชื่นชอบโดยไม่เคยเห็นหน้าคนนั้นกำลังจะจัดนิทรรศการภาพ..คนอย่างปาร์คชานยอลจะพลาดได้ไง

 

 

                “เดี๋ยวนะ.. พิเศษ..พบกับเจ้าของผลงานได้เป็นครั้งแรกในห้องจัดแสดงห้องสุดท้าย... พบเจ้าของผลงาน? เจ้าของผลงาน? ก็เค้าน่ะสิ!! ว้ากกกก เราต้องไปให้ได้ ต้องไปให้ได้ ต้องแต่งตัวดีๆ เตรียมสมุดกับปากกาไปขอลายเซ็นต์แล้วก็กล้องไปถ่ายรูปด้วย!” หลายคนหันมามองชานยอลเหมือนมองตัวประหลาด...ก็จะไม่ให้มองได้ไงในเมื่อเจ้าตัวเล่นกระโดดโลดเต้นไปรอบๆแล้วก็ชูไม้ชูมือเหมือนเด็กๆขนาดนั้น

 

 

                ในวันที่มีงานชานยอลรีบลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวกินข้าวและเช็คทุกอย่างให้เรียบร้อยว่าไม่ลืมสมุดปากกาและกล้องดิจิตอลที่ชาร์จแบตเต็มแล้ว เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างพร้อม เค้าก็ออกเดินทางจากบ้านไปยังสถานที่จัดงาน คราวนี้รู้สึกว่างานจะจัดใหญ่กว่าเดิมเนื่องจากมีห้องแสดงภาพถ่ายด้วยที่เพิ่มเข้ามา(ชานยอลอ่านจากใบปลิว)

 

 

                ชานยอลเลือกที่จะเดินดูภาพวาดก่อน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เค้าตกหลุมรักงานศิลปะขึ้นมา..เหมือนมันเป็นรักแรกพบ และการแสดงภาพครั้งนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเหมือนเดิม แต่ละภาพสะท้อนความรู้สึกและอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน บางรูปที่สะท้อนอารมณ์เศร้าชานยอลเองก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาด้วย เนื่องจากยังเป็นเวลาเช้าจึงยังไม่ค่อยมีคนสนใจเข้ามาชื่นชมผลงานเหล่านี้เท่าไรนัก

 

 

                ชานยอลจึงทำตัวราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เป็นของเค้า เค้าเดินดูทีละภาพและพิจารณาอยู่นาน ไม่ใช่พียงแค่มองแล้วเดินผ่านไป เค้ารู้ดีว่ากว่าได้แต่ละภาพมันไม่ใช่เวลาเพียงแค่นาทีสองนาทีอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นจะให้เค้ามองผ่านไปได้ยังไง

 

 

                ห้องต่อไปเป็นห้องสำหรับจัดแสดงภาพถ่าย ซึ่งแต่ละภาพในห้องนี้ทำให้ชานยอลรู้ว่านอกจากเจ้าของผลงานเหล่านี้จะมีความสามารถในการวาดภาพและลงสีแล้ว..ฝีมือในการถ่ายภาพก็มีไม่แพ้กัน แสงเงาและมุมของภาพแต่ละภาพมันช่างลงตัวจนหาที่ติแทบไม่เจอ แม้บางภาพจะเป็นเพียงภาพธรรมดาๆแต่มันก็ดูสวยงามไม่น้อยเลย

 

 

                เพราะในใบปลิวบอกว่าเจ้าของผลงานจะมาปรากฏตัวตอนเวลาประมาณสิบเอ็ดโมงและนี่ก็เหลือเวลาอีกพอสมควร ชานยอลจึงตัดสินใจเดินไปที่ร้านจัดดอกไม้เพื่อซื้อดอกไม้มาแสดงความยินดีกับเจ้าของผลงานที่เค้าชื่นชมซักหนึ่งช่อใหญ่ กว่าจะกลับมาก็เป็นเวลาเกือบสิบเอ็ดโมงแล้วแต่ห้องแสดงห้องสุดท้ายยังคงปิดไว้

 

 

                แม้จะงงแต่ชานยอลก็รอต่อไปให้ถึงเวลาสิบเอ็ดโมงพอดี เมื่อถึงเวลาสิบเอ็ดโมงประตูห้องนิทรรศการห้องสุดท้ทยก็เปิดออก เป็นห้องไม่ใหญ่มากแต่สิ่งที่ชานยอลสนใจไม่ใช่ขนาดของห้องแต่มันเป็นเพราะรูปทั้งหมดในห้องนั้น...เป็นรูปของเค้า

 

 

                ชานยอลเดินดูภาพต่างๆอย่างมึนงง แต่ละภาพเป็นชานยอลในอิริยาบถที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งเดินดูเท่าไหร่ชานยอลก็ยิ่งสงสัยในตัวศิลปินที่เค้าชื่นชมว่าเป็นใครกันแน่ รูปหน้าแบบนี้เป็นเค้าแน่นอนไม่ใช่คนอื่นแล้วเค้าเองก็ไม่ได้มีฝาแฝด และตอนนี้ผู้คนต่างพากันเข้ามาดูห้องแสดงห้องสุดท้ายกันเยอะแล้ว ทุกคนมองรูปแล้วก็หันมามองชานยอลก่อนจะหันไปซุบซิบกัน ชานยอลพยายามไม่สนใจเสียงซุบซิบ เค้าเดินดูรูปต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งกรอบสุดท้าย..แต่มันว่างไว้นี่สิ ไม่มีรูปอยู่ในนั้น

 

 

                “รูปหายไปไหน..?”

 

 

                “คุณหมายถึงรูปสุดท้ายนี่ใช่มั้ยครับปาร์คชานยอล?” ใบหน้าตกใจของชานยอลสะบัดไปมองทางด้านซ้ายของตัวเองทันที แล้วเค้าก็เห็น..

 

 

                “คุณคริส...คุณ..คุณมาได้ยังไง!?” คริสในชุดสูทสีดำเต็มยศยืนอมยิ้มให้ชานยอล ในมือถือรูปที่วาดด้านหลังของชานยอลซึ่งดูจากชุดแล้วเพิ่งจะวาดวันนี้เอง คริสมองเห็นช่อดอกไม้ในมือของชานยอลแล้วก็ยิ้ม

 

 

                “ดอกไม้ในมือของคุณ..ให้ผมใช่มั้ยครับ?”

 

 

                “คุณ... คุณคือเจ้าของผลงานทั้งหมดหรอครับ!?” คริสพยักหน้ายิ้มๆ ทันใดนั้นภาพความทรงจำในวันเก่าๆที่ชานยอลเคยพูดให้คริสฟังถึงความชื่นชมในตัวของเจ้าของผลงานภาพวาดที่เค้าชอบก็แล่นเข้ามาในหัว ก่อให้เกิดความเขินอย่างรุนแรงจนใบหน้าของชานยอลแดงแปร๊ดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

                “ค...คุณหลอกผม ทำไมไม่บอก ผมอยากจะบ้าตาย” ชานยอลทำท่าจะเดินหนีแต่คริสไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้นเค้ารีบเดินไปดักข้างหน้าของชานยอล

 

 

                “อย่าเพิ่งไปสิครับ ผมจัดห้องนี้เพื่อคุณ ผม..อยากจะบอกคุณ..ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่คิดถึงคุณ คุณในความทรงจำของผมยังคงชัดเจนเสมอ ไม่ว่าจะตอนไหน..” คริสค่อยๆกุมมือข้างที่ว่างของชานยอลไว้แล้วสบตาอีกคนนิ่ง

 

 

                “คุณไม่ขี้อายแล้วหรอครับ?” ถึงจะเขินแค่ไหนแต่ชานยอลก็ยังมีอารมณ์ที่จะถามคำถามอยู่

 

 

                “เพราะเป็นเรื่องของเรา..ผมถึงทิ้งความอายไว้ก่อนมาที่นี่ รูปนี้ผมวาดให้คุณโดยเฉพาะ วาดเพื่อคุณเพียงคนเดียว..ผมรักคุณนะปาร์คชานยอล” เพียงแค่พูดจบเสียงปรบมือก็ดังมาจากบรรดาผู้คนที่เข้าร่วมชมนิทรรศการนี้จนชานยอลอายม้วน

 

 

                “ระ..รักแล้วหนีไปเรียนต่อทำไม?”

 

 

                “ผมคิดว่าคุณคงโกรธเรื่องวันนั้น แล้วพอดีว่าที่โน่นเค้าส่งเมล์ตอบรับมาผมก็เลยไป”

 

 

                “ผมโกรธก็จริง..แต่เป็นเพราะว่า..ผมรู้สึกแย่ที่คุณพูดเหมือนคุณทำไปเพราะอารมณ์มันพาไปก็แค่นั้น ไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมเลย คุณเข้าใจผิดประเด็น” ระหว่างที่พูดไปหน้าก็ยังแดง และมีแต่ยิ่งแดงขึ้นๆ ส่วนคริสที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง

 

 

                “ถ้าอย่างนั้น..คุณก็รักผมเหมือนกันใช่มั้ย?”

 

 

                “คนบ้า! ไม่บอกหรอก”

 

 

                “ไม่บอกผมทำแบบในห้องวันนั้นนะ” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คริสเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ทั้งเจ้าเล่ห์แสนกลและน่ารักด้วย ชานยอลเม้มปากก่อนจะกระซิบข้างหูคริสเร็วๆ

 

 

                “ผมรักคุณ”

 

 

                “พอใจรึยังเล่า?” คริสพยักหน้ายิ้มๆก่อนจะดึงชานยอลเข้ามากอด แต่ชานยอลกลับดิ้นดุ๊กดิ๊กๆ

 

 

                “อย่าสิคุณคริส ดอกไม้แบนหมดแล้วนะ!

 

 

                “ผมลืมไป” มือเรียวดึงดอกไม้ออกแล้วกอดชานยอลแน่น “กอดได้แล้วสิ หึหึ”

 

 

                “คนบ้า ไม่รู้จักอาย”

 

 

                “ไม่เห็นต้องอายเลย นี่...รู้มั้ยเพื่อนผมจะแต่งงานแล้ว พวกเรามาแต่งกันบ้างดีมั้ย? ดีมั้ยครับทุกคน?” ท้ายประโยคคริสถามคนที่เข้าชมงานซึ่งทุกคนก็พากันส่งเสียงเชียร์ว่าเอาเลยๆ จนคริสโดนชานยอลตีเอาหนึ่งที

 

 

                “ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย เพื่อนคุณแต่งก็แต่งไปสิ เกี่ยวอะไรกันล่ะ”

 

 

                “เกี่ยวสิครับ ผมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ส่วนคุณก็ไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวก่อน ซ้อมงานไว้ไง”

 

 

                “บ้าๆๆๆ ไม่คุยด้วยแล้ว” ชานยอลดันตัวเองออกจากอ้อมกอดของคริสแล้วรีบเดินหนี ท่ามกลางเสียงเชียร์ให้คริสรีบตามไป

 

 

                “ฮ่าๆ เดี๋ยวก่อนสิชานยอล คุณหนีผมไม่พ้นหรอก เราแต่งงานกันเถอะ”

 

 

 

                “ไม่!!!!!!!!

 

 

 

 

                END

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #33 Rainji (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 20:39
    คริสโรแมนติกมากอ่า

    เป็นโมเม้นที่ไม่เคยเห็นในนิยายเรื่องไหน

    ไรท์ทำเราอินน้ำตาแทบร่วงตอนที่คริสไปเรียนต่อ แต่สุดท้ายก็

    Happy ending เนอะ ไรท์แต่งเก่งมากค่าชอบ ^___^
    #33
    0
  2. #29 hannyhyuk~ hyukjae & hangeng (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2556 / 15:42
    คริสยอลน่ารักอ่ะ >\\\<

    เขินเลย
    #29
    0
  3. #8 scd (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2556 / 17:51
    ถ้ามีคนทำแบบนี้ให้บ้างนะ รักตายเลย

    โรรแมนติกแะน่ารักมากๆๆๆๆ ที่พี่คริสออกมาช้า

    เพราะวาดรูปอยู่ใช่มั้ยล่ะ คิกคิก



    ชานยอลอ่า สองปีนี่ผอมน่าดูเลยนะ

    แต่พอรู้ว่ามีนิทรรศการภาพก็ลืมไปเลย

    แต่ก็จะเอ๋ เจอคนที่อยากเจอ งิงิ



    เป็นเรื่องของชานยอลเรื่องเดียว

    ที่ทำให้พี่คริสเปลี่ยนไป :)
    #8
    0
  4. #6 mepanda55 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มกราคม 2556 / 00:09
    คริสยอลน่ารักมากกกกกกกกกกห
    เขินๆ >\\\\\\\\<
    #6
    0
  5. #4 CHANchan (゚ロ゚;) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มกราคม 2556 / 12:50
    น่ารักมากกกกกกก แอบชอบกันทั้งคู่

    ชานยอลเพื่อนบ้านจอมป่วน

    ที่โกรธโกรธเพราะคริสบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ

    น้องยอลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลล
    #4
    0
  6. #2 `BdUCKBABY (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มกราคม 2556 / 04:38
    น่ารักน่าหยิก ชานยอลอาา -//-
    #2
    0