[OS/SF] :: SEVENTEEN &. MONSTA X ::

ตอนที่ 7 : [17] - NERD.SPECIAL - #COUPSWON [#ฟิคยัยเนิร์ด]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 235
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    20 ส.ค. 59


N e r d

S p e c i a l

(ฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นภาคพิเศษของ Nerd)

#ฟิคยัยเนิร์ด

 

 

 

 

 

 

 

                   “อย่าลืมไปเชียร์ฉันแข่งบาสวันพรุ่งนี้นะ”

                   นั่นคือคำพูดกำชับของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักของชอนวอนอูอย่างเต็มตัว...ชเวซึงชอล ซึ่งเมื่อลองคิดทบทวนคำขอของอีกคนแล้วก็ได้แต่ถอนใจ ธรรมดาซึงชอลก็ไม่ได้งอแงว่าเขาต้องไปเชียร์หรอก เพียงแต่นัดนี้เป็นนัดสำคัญเพราะเจอคู่แข่งที่หินและเป็นรอบรองชนะเลิศแล้วคงอยากได้กำลังใจมากๆ

 

                   “เป็นอะไรน่ะลูก แม่เห็นนั่งถอนหายใจเฮือกๆเป็นครึ่งชั่วโมงแล้วนะ” คนเป็นแม่วางมือจากการเช็ดจานแล้วเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อหมดความอดทนกับการเฝ้ามองลูกชายเพียงคนเดียวของเธอนั่งถอนหายใจ

 

                   “พรุ่งนี้ซึงชอลแข่งบาสครับแม่”

 

                   แม่ของเขาเลิกคิ้วเป็นเชิงกระตุ้นให้เขาพูดต่อ วอนอูไม่เคยมีอะไรปิดบังแม่อยู่แล้วรวมถึงเรื่องของซึงชอลเองก็ด้วย อีกอย่างแม่เขารู้ก่อนที่จะมาบอกด้วยซ้ำล่ะมั้งแถมยังเข้ากับซึงชอลได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย เจอกันทีไรซึงชอลกลับบ้านดึกตลอด ดังนั้นสำหรับเรื่องแข่งบาส แม่ของเขาจึงไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรในเมื่อซึงชอลแข่งมาตลอดอยู่แล้ว

 

                   “คือเขาขอให้ผมไปเชียร์” ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนกดลงแล้วระบายยิ้มเข้าใจออกมาเล็กน้อยว่าปัญหาที่เกิดไม่ได้เกิดกับตัวของซึงชอลแต่เป็นปัญหาที่ตัวลูกชายของเธอเองต่างหาก

 

                   “ลูกก็เลยลำบากใจ? แค่ไปนั่งให้กำลังใจเขาคงไม่หนักหนาอะไรมั้งจ๊ะ แม่จำได้นะว่าซึงชอลเองก็ยังไปนั่งอ่านหนังสือเป็นเพื่อนลูกในห้องสมุดทุกวันเสาร์ตั้งหลายอาทิตย์ก่อนสอบทั้งที่เขาก็ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ” ได้ยินแม่เตือนขึ้นมาดังนั้นก็ทำให้วอนอูเกิดความละอายใจขึ้นมา...เขาเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่านะ? ที่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแถมยังลากอีกคนมาทำด้วย แม้ซึงชอลจะไม่ได้ฝืนใจแต่ก็คงไม่ชอบนักหรอก

 

                   “เข้าใจแล้วครับ”

 

                   “แม่จะสอนนะลูก คนรักกันคบกันเราจะมองแต่ตัวเราไม่ได้หรอก เราต้องมองในมุมมองของเขาด้วย ทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเองเราต้องหาตรงกลางที่ทำให้เราทั้งสองคนยอมรับได้ ไม่เอาแต่ตัวเองเป็นใหญ่ ถ้าทะเลาะกันจะร้อนใส่กันไม่ได้ ถ้าเขาร้อนมาเราต้องเย็น รักถึงจะยั่งยืน” วอนอูเอนหน้าซบอกของแม่แล้วปล่อยให้เธอกอดเอาไว้เหมือนตอนที่เขายังเด็ก

 

                   “ผมคงต้องเรียนรู้อีกเยอะ”

 

                   “ก็ทั้งคู่นั่นแหละจ้ะ ซึงชอลเองก็ตามใจลูกซะจนเคยตัว”

 

                   “โธ่แม่ครับ” โอดครวญเล็กน้อยก่อนกอดซบแม่แน่นกว่าเดิมและปล่อยให้แม่ลูบผมอยู่แบบนั้นอีกพักใหญ่จึงถูกดันตัวออก

 

                   “พอแล้วลูกคนนี้ โตจนจะมีครอบครัวได้แล้วยังมานั่งอ้อนแม่เหมือนเด็กๆ เก็บไปอ้อนซึงชอลโน่นไปแม่ไปเช็ดจานต่อแล้ว” วอนอูยู่ปากขึ้นมาเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับคำแล้วเดินขึ้นห้องนอนบ้าง

 

                   หลังๆมานี้ตั้งแต่คบกับซึงชอลเขาต้องเช็คแชทก่อนนอนทุกคืนเพราะว่าซึงชอลมักจะส่งข้อความมาคุยด้วยนิดๆหน่อยๆ...ทั้งที่อยู่โรงเรียนก็เจอกันตลอดแท้ๆ

 

                   อย่าลืมมานะ

 

                   “รู้แล้วน่า” วอนอูบ่นออกมาเบาๆพลางขมวดคิ้วใส่หน้าจอมือถือไปด้วย สงสัยคนทางนั้นจะกลัวเขาไม่ไปเชียร์จริงๆถึงได้ย้ำนักย้ำหนาแบบนี้ นิ้วเรียวที่เคยแต่เปิดหน้าหนังสือค่อยๆกดตอบคนรักไปทีละตัวเหมือนเด็กที่เพิ่งหัดพิมพ์

 

                   ต้องไปอยู่แล้ว สู้ๆนะ

 

                   เขาแทบจะจินตนาการใบหน้าที่ยิ้มด้วยความสุขของอีกคนได้เลยด้วยซ้ำ และเมื่อคิดถึงขึ้นมาก็พลอยยิ้มให้มวลอากาศไปด้วยอีกคน คิดอยู่เหมือนกันว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปแต่มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเพราะฉะนั้นเขาจึงเริ่มชอบตัวเองในโหมดนี้ขึ้นมานิดหน่อย

 

                   วอนอูส่งสติ้กเกอร์ที่อีกคนซื้อให้บอกกลับไปว่าเขาจะนอนแล้วเป็นการตัดการสนทนาและไม่ได้สนใจโปรแกรมแชทนั้นอีก ร่างสูงโปร่งค่อนไปทางผอมของวอนอูทิ้งตัวลงบนเตียง ปิดไฟหัวเตียงก่อนหลับตาลง แต่แล้วก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเขายังไม่รู้เลยว่าจะใส่เสื้อตัวไหนไปเชียร์ซึงชอลแข่งบาสเกตบอลในวันพรุ่งนี้ดี

 

                   หลังจากนอนคิดอยู่เกือบสิบนาทีเขาก็เลิกคิด เนื่องจากคิดมากไปก็คงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก...เสื้อเขาก็เหมือนๆกันแทบทุกตัว ดังนั้นเขาจึงข่มตาหลับอย่างจริงจังและหลับไปในเวลาไม่นาน

 

 

 

 

 

 

 

n e r d s p e c i a l

 

 

 

 

 

 

 

                   ณ สนามแข่งบาสเกตบอล

 

 

 

                   ชเวซึงชอลมองประตูโรงยิมอย่างกังวล ใกล้ถึงเวลาลงแข่งแล้วแต่ยังไม่เห็นวอนอูเลย เขาถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่เขาเองก็ไม่ได้นับ รู้เพียงแค่ว่าเขาไม่มีสมาธิเท่าที่ควร...พักนี้ตำแหน่งกัปตันทีมของเขากำลังถูกสั่นคลอน แม้ว่าเขาจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อทีมแต่การที่เขาไม่มีพรรคพวกกำลังเล่นงานเขาทีละนิด งานนี้หากว่าทีมพวกเขาแพ้...ตำแหน่งกัปตันทีมของเขาจะตกไปอยู่กับเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งทันที...นั่นคือการเดิมพันของเขา แน่นอนว่าเรื่องนี้เขาไม่ได้เล่าให้วอนอูฟัง ไม่อยากให้อีกคนต้องมากังวลเรื่องไร้สาระของเขา อยากให้วอนอูตั้งใจเรียนมากกว่ามากังวลเรื่องนี้

 

                   “นายดูกังวลนะกัปตัน กลัวตำแหน่งหลุดหรือไง?”

 

                   ยังไม่ทันไรก็ถูกก่อกวนเสียแล้ว...จะใครซะอีกก็คนที่จะมาชิงตำแหน่งของเขานั่นไง

 

                   “ไม่สำคัญหรอก ใครจะเป็นก็เหมือนกัน”

 

                   “หึ กล้าพูดนะ ฉันเป็นสิต้องดีกว่าที่นายเป็นอย่างแน่นอน” ซึงชอลหลับตานับหนึ่งถึงสิบในอย่างข่มอารมณ์ พลางเตือนตัวเองว่าอีกฝ่ายตั้งใจยั่วยุให้เขาโมโหและก่อเรื่อง แต่เขาจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ เขาไม่อยากทำตัวอันธพาลให้คนอื่นไม่สบายใจทั้งคนที่บ้านทั้งวอนอู เขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองขาดสติโดยเด็ดขาด

 

                   “แล้วแต่นายเถอะ” ว่าจบเขาก็เดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้นและเงยหน้ามองสแตนด์เชียร์ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าวอนอูนั่งอยู่ท่ามกลางกองเชียร์ทีมเขาและกำลังยิ้มมาให้เช่นกัน เพียงแค่เห็นวอนอูเขาก็มีกำลังใจและพร้อมที่จะสู้แล้ว

 

                   ผิดกับวอนอูที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับใบหน้าเครียดขึ้งของอีกคนก่อนจะเงยหน้ามาเจอเขาไม่น้อยแต่เพราะว่าเกมกำลังจะเริ่มเขาจึงไม่มีโอกาสพูดให้กำลังใจอีกคนเลย พาลนึกโทษรถประจำทางที่มาช้าและรถที่ค่อนข้างติดซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขามาช้าแบบนี้

 

                   ปลายนิ้วเรียวขยับดันแว่นครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามักจะทำเสมอเวลาที่ไม่สบายใจ แผ่นหลังบางตั้งตรงและสายตาจดจ่อเกมกีฬาตรงหน้าตาแทบไม่กะพริบ แน่นอนว่าคนที่เขาจ้องมองจะเป็นใครไม่ได้นอกจากชเวซึงชอลคนนั้น ร่างกายของอีกฝ่ายขยับไม่ลื่นไหลอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นยังชู้ตสามแต้มพลาดบ่อยครั้งจนจบควอเตอร์ที่สองทีมของพวกเขาคะแนนตามอีกทีมอยู่เกือบ20คะแนน

 

                   เหล่ากองเชียร์เริ่มส่งเสียงพูดคุยและเริ่มโทษตัวทำคะแนนอย่างซึงชอล เสียงรอบข้างที่ได้ยินทำให้วอนอูเผลอกำมือแน่น เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงทำให้ซึงชอลดูไม่มีสมาธิแบบนั้น อยากลงไปข้างล่างและพูดให้กำลังใจแต่ควอเตอร์ที่สามก็เริ่มแล้ว วอนอูจึงทำได้เพียงแค่นั่งมองอย่างกังวล

 

                   เขาไม่เคยเห็นซึงชอลเป็นแบบนี้มาก่อน...มันต้องมีอะไรแน่เพียงแต่เป็นสิ่งที่เขาไม่รู้

 

                   ปลายเล็บจิกเข้ากลางฝ่ามือเมื่อซึงชอลพลาดอีกครั้งและได้รับเสียงโห่ผสมผสานจากทั้งฝั่งตรงข้ามและฝั่งเดียวกัน ซึ่งวอนอูเองก็อดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาผุดลุกขึ้นและพยายามเดินแทรกลงไปจนอยู่ใกล้ที่นั่งพักนักกีฬามากพอ เขาจะรอซึงชอลกลับมาตรงนี้

 

                   “วอนอู”

 

                   “เป็นอะไร? ทำไมไม่มีสมาธิเลย”

 

                   ซึงชอลหลบสายตาของเขา หันไปหยิบน้ำหันมาดื่มแทน ใบหน้าหล่อซุกเข้าไปในผ้าขนหนูก่อนผละออกมายิ้มให้วอนอูนิดๆแทนคำตอบว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร ซึ่งมันไม่จริง

 

                   “เอาเถอะ จบงานแล้วค่อยคุยกันก็ได้ แต่ว่าสู้ๆนะอย่ายอมแพ้” ซึงชอลเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อวอนอูถึงกับคว้ามือเขาไปจับไว้และบีบแน่นอย่างคนที่ต้องการให้กำลังใจ ไม่ได้สนใจสายตาหลายสิบคู่ที่กำลังมองมาแม้แต่น้อย

 

                   เมื่อเห็นว่าคนรักเป็นห่วงเขามากขนาดไหน ซึงชอลก็เกิดแรงฮึดขึ้น ฝ่ามือหนาบีบตอบกลับไปแล้วยิ้มให้อย่างสดใสก่อนกลับลงไปแข่งด้วยท่าทางที่แตกต่างจากสามควอเตอร์แรกอย่างสิ้นเชิง และเมื่อซึงชอลคืนฟอร์ม แม้จะช้าไปสักนิดแต่ก็ยังพอทัน ซึ่งสิ่งนั้นทำให้ทีมคู่แข่งพร้อมใจกันพยายามสะกัดซึงชอลให้ไม่สามารถทำแต้มได้ แต่ซึงชอลก็สู้ยิบตา

 

                   คะแนนทางฝั่งพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วอนอูบีบมืออย่างกังวลเหลือเวลาไม่ถึงสองนาทีกับหกคะแนนที่ตามหลังอยู่ นั่นหมายความว่าจะต้องชู้ตสามแต้มอย่างน้อยสองลูกเพื่อเสมอหรือชู้ตสองแต้มอย่างน้อยสามลูก ซึ่งเป็นไปได้ยาก แต่ทุกคนในทีมก็สู้ยิบตา

 

 

                   ปรี๊ด ปรี๊ด ปรี๊ดดดด

 

 

                   แม้ว่าในลูกสุดท้ายพวกเขาจะทำได้ไม่ทันก็ตาม ซึ่งทำให้พวกเขาแพ้ไปอย่างหวุดหวิด วอนอูกำลังขยับมุมปากเตรียมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจซึงชอลก็พอดีกับที่ไหล่หนาถูกผลักอย่างแรง...จากเพื่อนร่วมทีม ร่างของซึงชอลเสียหลักเซไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมายืนได้เช่นเดิม

 

                   “เพราะมึง ทีมถึงได้แพ้”

 

                   “ก็สมใจแล้วนี่ อยากได้นักก็เอาไปสิตำแหน่งกัปตันน่ะ” ซึงชอลผลักอกอีกฝ่ายกลับไปบ้าง ความอดทนของเขามาถึงขีดจำกัดแล้ว..เขาไม่ได้อยากให้ทีมแพ้เลยสักนิดแต่มันเป็นเพราะเขากดดันตัวเองมากเกินไป...ผลจึงเป็นอย่างที่เห็น

 

                   “มึง!” อีกฝ่ายเงื้อหมัดขึ้นเตรียมชกเข้าที่ใบหน้าของซึงชอล

 

                   “หยุดนะ!!!” วอนอูผุดลุกขึ้นและตะกายลงมาคั่นระหว่างทั้งคู่ไว้ด้วยความเร็วที่แม้แต่ซึงชอลก็ยังแปลกใจ

 

                   “นายจะมาโทษซึงชอลคนเดียวไม่ได้ ในเมื่อพวกนายคือทีม ฉันดูอยู่ตลอดยังไม่เห็นว่าพวกนายคนไหนลงแรงพยายามทำคะแนนเท่ากับซึงชอลเลยสักคน ถ้าอยากจะแพ้นักมาลงแข่งทำไม” ว่าจบก็ได้แต่หอบหายใจแรง ฝ่ามือบางกำแน่น เขาเริ่มเข้าใจสถานการณ์เรื่องตำแหน่งกัปตันทีมขึ้นมาหลังจากได้ยินที่ซึงชอลพูดและเขามั่นใจว่าตัวเองคิดไม่ผิด

 

                   “ถ้าการแย่งตำแหน่งมาจากซึงชอลมันสำคัญนัก นายก็ควรจะทำให้มันฉลาดมากกว่านี้ไม่ใช่เอาทีมมาขายขี้หน้า” แทบทุกคนในชั้นปีต่างรู้ดีว่าวอนอูเป็นคนเก็บตัวและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร การที่วอนอูระเบิดอารมณ์ออกมาเช่นนี้จึงทำให้ทุกคนตกใจกันไปหมด รวมถึงซึงชอลที่กำลังถูกร่างโปร่งลากออกมาจากสนามด้วย

 

                   แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยิ้มออกมา มือหนาดึงรั้งมือบางเข้าหาตัวก่อนขยับไปกอดอีกคนไว้จากทางด้านหลังใบหน้าหล่อชื้นไปด้วยเหงื่อซบลงที่ซอกคอหอมแล้วหอมอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่ได้สนใจสายตาของใครต่อใครที่มองมา จนกระทั่งวอนอูดันตัวเองออกแล้วเปลี่ยนมาจ้องตาของซึงชอลเขม็ง

 

                   “ทีหลังมีปัญหาอะไรแล้วไม่บอกก็เลิกกันเลยไหม ไม่ชอบเลยที่เก็บอะไรไว้คนเดียวแบบนั้น” ท่าทางว่าวอนอูคงจะฟิวส์ขาดสุดๆแล้วถึงได้ทำในสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ซึงชอลครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนี้

 

                   “ขอโทษนะอย่าเพิ่งโกรธได้ไหม? แค่ไม่อยากให้มาใส่ใจเรื่องไร้สาระ”

 

                   “....”

 

                   วอนอูเงียบไปนานจนซึงชอลใจเสีย เขาจูงมือวอนอูเข้าไปในห้องเปลี่ยนชุดและล็อกประตูไว้อย่างแน่นหนา ซึงชอลฉุดให้วอนอูลงมานั่งข้างกันโดยไม่ยอมปล่อยมือบางออก

 

                   “เรื่องที่ทำให้คนที่เราคบอยู่เครียดถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระหรอ?”

 

                   “วอนอู...” ร่างหนาครางออกมาเบาๆเมื่อได้ยินดังนั้น มือหนาบีบมืออีกคนแน่นแต่วอนอูก็ยังคงหันหน้าไปทางอื่น

 

                   “ฉันอยากให้นายตั้งใจเรียนมากกว่า ขอโทษที่ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังให้ดีๆ”

 

                   ใบหน้าเรียวกดลงเบาๆก่อนหันกลับมากอดซึงชอลเอาไว้ ....เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มกอดอีกคนก่อน

 

                   “อย่ามีแบบนี้อีกนะ” อ้อมแขนของซึงชอลกอดรัดวอนอูแน่นขึ้นก่อนดันอีกฝ่ายออกเล็กน้อย ใบหน้าหล่อขยับเข้าไปใกล้และประกบริมฝีปากทาบทับกันเบาๆก่อนแนบสนิทในที่สุด กลีบปากบางถูกขบเม้มจนรู้สึกได้ว่าเริ่มช้ำ มือบางจึงดันอีกคนออกซึ่งซึงชอลก็ยอมผละออกแต่โดยดี

 

                   หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับบ้านด้วยกันโดยที่ไม่ได้พูดอะไรกันมากเท่าที่ควร มีเพียงฝ่ามือหนาเท่านั้นที่จับมือของวอนอูไปกุมไว้บนเกียร์รถ

 

                   “ลงมาก่อนสิ”

 

                   ซึงชอลไม่ปฏิเสธคำเชิญนั้น เขาปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้วก้าวลงจากรถตามวอนอูเข้าไปในบ้านก็พบว่าแม่ของวอนอูกำลังจะออกไปข้างนอกพอดี

 

                   “อ้าว ซึงชอลสวัสดีจ้ะ แม่กำลังจะไปพอดี”

 

                   “คุณแม่จะไปไหนครับ ผมไปส่งไหม?”

 

                   “ไม่เป็นไรจ้าเดี๋ยวเพื่อนแม่มารับ เอ้อ ถ้าไม่รบกวนเกินไปแม่ฝากมานอนเป็นเพื่อนวอนอูหน่อยได้รึเปล่าจ๊ะ?” ซึงชอลหันไปมองเสี้ยวหน้าของวอนอูที่ดูจะสนใจแปลงดอกไม้หน้าบ้านเสียเหลือเกินแล้วหันกลับมายิ้มให้แม่ของอีกคน

 

                   “ได้ครับ”

 

                   “แล้วแข่งเป็นยังไงจ๊ะ?” ซึงชอลส่งยิ้มแหยกลับไป

 

                   “แพ้ครับ โดนปลดจากตำแหน่งแล้วด้วย” ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนกลับระบายยิ้ม เธอเอื้อมมือลูบไหล่คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเหมือนลูกเขยของเธอแล้วบีบเบาๆ

 

                   “ก็ดีนะจ๊ะจะได้พักบ้าง คิดในแง่ดีก็จะได้มาขลุกอยู่กับลูกแม่บ่อยๆ”

 

                   “แม่ครับ..” ริ้วสีแดงพาดผ่านแก้มใสเป็นรอยแดงจางๆแต่ก็มากพอที่จะทำให้ทั้งแม่ทั้งซึงชอลมองเห็นได้เช่นกัน

 

                   “เขินก็เป็น เอาเถอะจ้ะอยู่กันดีๆนะกว่าแม่จะกลับก็คงอีกสองสามวัน” ซึงชอลโค้งตัวแล้วยิ้มให้ก่อนดันวอนอูเข้าบ้านด้วยรอยยิ้มผิดจากเมื่อพักใหญ่ๆที่สนามลิบลับ

 

                   “แบบนี้เรียกว่าแม่เปิดโอกาสรึเปล่า?”

 

                   “อ..อะไร? กลับไปก็ได้นะฉันอยู่ได้” แต่ซึงชอลส่ายหัวปฏิเสธท่าเดียวแถมยังโทรไปรายงานที่บ้านเรียบร้อยว่าจะมาค้างที่บ้านวอนอู หลังวางโทรศัพท์ได้เจ้าของร่างหนาก็หันมาระบายยิ้มไม่หยุดจนวอนอูต้องหันหน้าหนีแล้วยู่ปากขัดใจเล็กๆ

 

 

 

                   แม้ว่าซึงชอลจะเคยมาค้างที่บ้านของวอนอูบ้างบางครั้ง แต่ทุกครั้งแม่ของวอนอูจะอยู่ด้วยเสมอและซึงชอลก็จะต้องนอนบนพื้นเหตุเพราะเตียงของวอนอูเป็นเตียงเดี่ยว พวกเขาจึงยังไม่ได้ไปถึงขั้นที่คนรักส่วนใหญ่ไปกัน

 

 

                   ส่วนมากพวกเขามักแสดงความรักด้วยการจูบหรือกอดเสียมากกว่า...

 

 

                   เมื่อได้มาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันแถมยังไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยแบบนี้ก็ทำให้ซึงชอลและวอนอูลืมเรื่องเคร่งเครียดไปเสียหมด เหลือเพียงความตื่นเต้นเล็กๆเท่านั้น

 

                   “เดี๋ยวค่อยไปเอาเสื้อผ้าวันพรุ่งนี้ วันนี้ขอยืมของนายไปก่อนนะ”

 

                   วอนอูพยักหน้าพลางเดินวนไปทั่วบ้านหาอะไรทำ ไม่ยอมนั่งอยู่กับที่เป็นเป้านิ่งให้กับสายตาคมนั้นที่ดูจะพราวระยับขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายซึงชอลเองก็ขบขันไม่น้อยเมื่อเห็นท่าทางราวกับหนูติดจั่นของคนรัก เขาจึงคว้าข้อมือบางดึงเข้ามาหาตัวแล้วขโมยหอมแก้มเสียฟอดใหญ่

 

                   “ทำไมน่ารัก?”

 

                   “พูดอะไรไม่รู้เรื่องหรอก ปล่อยได้แล้วจะไปทำกับข้าวให้กิน”

 

 

 

                   ดังนั้นซึงชอลจึงยอมรามือและเลี่ยงไปอาบน้ำล้างตัวแทน ปล่อยให้วอนอูขยับแว่นมองสูตรอาหารที่แม่จดไว้เป็นตำราแล้วเข้าครัวทำอาหารไป..เรื่องนี้เขาเสียสละไม่ยุ่งก็แล้วกัน ไม่งั้นครัวของบ้านนี้คงเละแน่นอน

 

                   พวกเขานอนดูหนังด้วยกันตลอดบ่าย ตกเย็นก็นำอาหารที่กินไม่หมดเมื่อกลางวันมากินอีกและก็มาถึงช่วงเวลาที่วอนอูรู้สึกกังวลเล็กน้อย...ซึงชอลเป็นคนดูง่ายเพราะโผงผาง ดังนั้นอีกฝ่ายจึงค่อนข้างชัดเจนว่าคืนนี้...ไม่อยากที่จะนอนบนพื้นแล้ว

 

                   “ชุดนอนอยู่ในตู้เปิดเอาเลย” วอนอูพยายามตั้งสมาธิอ่านหนังสือในมืออย่างเต็มกำลังแต่คนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็ไม่ยอมแต่งตัวเสียทีแม้ว่าร่างโปร่งจะพูดย้ำเรื่องชุดนอนเป็นครั้งที่สองแล้วก็ตาม สุดท้ายวอนอูจึงยอมแพ้ เขาปิดหนังสือเสียงดังฉับแล้วเงยหน้าสบตากับคนยืนอย่างเอาเรื่อง

 

                   “ไม่ต้องใส่ก็ได้นี่”

 

                   “งอแง” เจ้าของร่างโปร่งแทบจะค้อนอยู่แล้วแต่ก็ยั้งตัวเองเอาไว้ทัน ตัวเขานั้นอาบน้ำแต่งชุดนอนเรียบร้อยแล้วเสียด้วย เขาจึงกอดผ้าห่มไว้แน่นเป็นการป้องกันตัวเองด่านแรก

 

                   “คืนนี้อยากนอนบนเตียง มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคู่นะ” อีกฝ่ายทำหน้าตาจริงจังเสียจนวอนอูรู้สึกหมั่นไส้นิดๆ พูดราวกับว่าพวกเขาอายุมากและมีรากฐานมั่นคงแล้วอย่างนั้นแหละ

 

                   “ก็..ไม่เถียงหรอก” เขารู้แหละว่าสักวันมันต้องมีวันที่พวกเขาไปถึงขั้นนั้นแต่... “...แต่ทำไมต้องวันนี้ด้วยล่ะ...?” วอนอูถามเสียงอ่อยพลางยู่ปากไปด้วย

 

                   “แล้วต้องวันไหนหรอ?” อีกฝ่ายก็ดันยกใบหน้าซื่อขึ้นมาต่อกรกับเขาอีก...

 

                   “ไม่รู้...ยังไม่ได้ศึกษาเลย...” เขาไม่รู้อะไรเลยเสียด้วยซ้ำเกี่ยวกับเรื่องนั้น จะให้ทำอะไรโดยที่ไม่มีความรู้น่ะ ไม่มั่นใจเอาซะเลย มือบางหยิบหมอนใบใหญ่มากอดเอาไว้แน่นราวกับเป็นเกราะป้องกันซึ่งเรียกรอยยิ้มจากคนยืนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

 

                   ร่างหนาทิ้งตัวลงนั่งที่ข้างเตียงแล้วจับมือบางของวอนอูมาคลึงเบาๆที่หน้าตัก

 

 

                   “การศึกษามันก็เป็นแค่ทางทฤษฎีนะ ฉันเองก็ใช่ว่ามีประสบการณ์ แต่ที่ฉันรู้ก็คือสำหรับคนรักของฉัน..ฉันก็อยากใกล้ชิดเขาให้มากที่สุดไม่ใช่ว่าอยากได้ร่างกายของเขา แต่ก็ยอมรับว่าฉันโลภมากอยู่เหมือนกันล่ะ ได้ใจมาแล้วก็อยากได้ทั้งหมด” เมื่อได้ยินแบบนั้นวอนอูก็นึกถอนใจ แอบฝากค้อนส่งไปในใจให้แม่ของตัวเองที่คล้ายว่าจะเป็นใจก่อนพลิกฝ่ามือสอดเข้าไปประสานนิ้วทั้งห้ากับมือของอีกคน

 

 

 


 

 

                   “ปิดไฟได้ไหม?”

 

 




 

(เนื้อหาต่อไปนี้ไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน กรุณาคลิก เม้นท์ที่ไหนก็ได้นะคะตามแต่สะดวกค่ะ)









 

 

                   The End.

#ฟิคยัยเนิร์ด

โอ๊ยคุณคะ มันยาวมาก ในเวิร์ดนี่ล่อไป18หน้า...

ขอบพระคุณที่ให้ความสนใจเช่นเคยค่ะ

พูดคุยสกรีมได้ที่แท็กและในทวิตเตอร์นะคะ

พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการค่ะ ศรีเหนื่อยเหลือเกิน

 

ปล.ขอบคุณสำหรับธีมสวยๆนะคะ

O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

44 ความคิดเห็น

  1. #40 TTEATHREE (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กันยายน 2559 / 15:48
    ขุ่นแม่เปิดทางซะขนาดนี้แล้ว

    พี่ช่อนเราต้องไม่พลาดนะคะ

    แพ้ก็ไม่เป็นไรเนอะ
    #40
    0
  2. #37 mttrow. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 23:39
    อะ-อ่านจบแล้วแบบฮ่ยยยยยยย
    ยอมแล้วยอมมมมม เขินอะ ฮือ
    #37
    0
  3. #34 - 꿀 Jam (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2559 / 10:33
    มีความเขินค่ะ ฮืออออ -///- ทำไมทำตัวน่าฟัดขนาดนี้~~~
    #34
    0
  4. #33 ัีyuri_wonwoo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 20:06
    เราชอบอ่านเรื่องนี้มาก เพราะมันทำให้เรารู้ว่า ตัวละครเอกสองคน มีกันเเละกันอยู่เสมอ

    ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม

    ขนาดนูที่นิ่งๆเงียบๆยังทนที่จะอยู่เฉยๆไม่ได้เลย ตอนที่ซึงชอลโดนรังแก

    เรารักตัวละครสองตัวนี้มากจริงๆ

    มันมีความพิเศษในตัวเองที่เราไม่สามารถหยุดอ่านแล้วมาคอนเมนต์ทะลัขยักเหมือนเรื่องอื่นๆได้เลย

    แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เป็นครั้งแรกที่เราอ่านเอ็นซีแล้วยิ้ม คือเราอ่านแล้วเรารู้สึกได้ครั้งความรัก

    รู้สึกได้ถึงการถนุถนอม ซึงชอลหวงแหนวอนอูมากจนเรา ไม่สามารถอ่านไปทำหน้านิ่งไปได้เลย

    ขอบคุณที่สร้างสรรค์เรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา

    เรายังคอยย้ำคุณนักเขียนอยู่เสมอว่า กรุณาแต่งเรื่องยาวได้มั้ย เพราะเราทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้เรื่องนี้หายไป

    I need more ขออีกได้มั้ย อย่าให้เราต้องวนกลับไปอ่านเรื่องนี้เรื่อยๆเลย

    ขอร้องจริงๆ
    #33
    0
  5. #32 qpizzaaa (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 23:37
    โอ๋น้า พี่ชอลโดนขโมยตำแหน่งกัปตันทีมแล้วอะ คนนั้นก็ใจร้ายเกิ๊น ส่วนวอนอูก็ไม่ยัยเนิร์ดแล้วหละ แบบนี้มันต้องไม่ใช่ ไรท์แต่งดีนะคะ เราได้เห็นอีกด้านของเด็กเนิร์ด และคนนี้ก็น่ารักมาก ดูไกลจากคำว่าเนิร์ดไปเลย /สู้สู้นะคะ ฮึบ
    #32
    0
  6. #29 jeon.w (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 00:15
    กรี๊ดดดดดดดเขินจึงจอลมากค่ะ แทบจะขาดใจตายเลย;______;
    #29
    0
  7. #28 ไข่ดาวing (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 00:09
    กรี๊สๆๆๆๆๆๆๆๆ แงงงงงงงง ฮือออ ตะไมยัยเนิร์ดน่ารักงี้คะTT รั้งหั้ยหนักมาก ขุ่นแม่เปิดทางมากคร่ะ ฮือออ ยัยเนิร์ดใจเด็ดมาก แงงงงง เลาเขิลอะ แล้วตอนท้ายทำไมหนูน่ารักขนาดนี้ อยากจะมีวอนูเป็นของตัวเอง อยากเป็นพี่ซึงชอลTT อยากกัด อยากฟัด
    #28
    0
  8. #27 ○kkaem122545○ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2559 / 22:24
    ยัยวอนน่าร้ากกกกก
    แมวมากกก ลูกแมวน้อยของพี่ชอล
    ฮืออออออออ
    #27
    0