[OS/SF] :: SEVENTEEN &. MONSTA X ::

ตอนที่ 5 : [17] - NERD2 - #COUPSWON [#ฟิคยัยเนิร์ด]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    7 ส.ค. 59


N e r d  2

(ฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นภาคต่อของ Nerd)

#ฟิคยัยเนิร์ด

 

 

 

 

 

 

                   ความเดิมตอนที่แล้ว

 

                   “นายช่วยฉันอีกสักทีได้ไหม?”

 

                   “..ช่วยอะไร?”

 

                   “ฉันมันพวกขาดความรักน่ะ” สายตาอ้อนปนทะเล้นที่ส่งมาให้ทำเอาวอนอูยู่ปากโดยอัตโนมัติ เขาเสสายตาไปมองทางอื่นก่อนตอบกลับไป

 

                   “ขอคิดดูก่อน..”

 

 

 

 

 

 

                   ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วหลังจากที่ถูกสารภาพความรู้สึกกลายๆแบบสายฟ้าแลบที่ห้องพยาบาลในวันนั้น ชเวซึงชอลกัปตันชมรมบาสก็ยังคงเป็นคนที่โผงผางและไม่สนใจสายตาใครเหมือนเดิม

 

                   “กลับบ้านกัน”

                   เจ้าของรูปร่างสูงโปร่งและผิวที่ค่อนข้างขาวส่งสายตามองลอดแว่นไปยังคนที่มายืนเกาะขอบประตูห้องของเขา ก็ได้พบกับรอยยิ้มและไรเหงื่อที่ชื้นไปหมดราวกับว่าอีกคนเพิ่งผ่านการอาบน้ำสระผมมาหมาดๆยังไงยังงั้น

 

                   ท่าทางคงเพิ่งซ้อมบาสเสร็จน่ะสิ...

 

                   ชอนวอนอูพยักหน้ากับตัวเองพลางเก็บหนังสือวิชาประวัติศาสตร์ลงไปในกระเป๋า ทุกๆวันเขาจะถูกกำชับเสมอว่าต้องรอกลับบ้านพร้อมกับคนที่ยืนรอ แต่เนื่องจากว่าเขาคนนั้นมักจะซ้อมบาสเกตบอลตอนเย็นเสมอๆทำให้วอนอูต้องพลอยกลับบ้านช้าไปด้วย และเขาเลือกที่จะนั่งรออยู่ในห้องประจำชั้นมากกว่าจะไปนั่งรอข้างสนามซ้อมที่เสียงดังอึกทึกและเสี่ยงต่อการมีเรื่องหากมีใครมาพูดแขวะเขาเข้าอีก เพราะซึงชอลคงไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน

 

 

                   ก็มือไวปากไวเสียขนาดนั้น...

 

 

                   “รอนานไหม?”

                   และนิสัยที่ทำให้วอนอูรู้สึกแปลกอยู่จนถึงวันนี้ก็คืออีกฝ่ายมักแบมือขอกระเป๋าของเขาไปสะพายให้ทั้งที่ของตัวเองก็สะพายไว้อยู่แล้วใบนึงแท้ๆ (แต่มันดูแฟบๆสงสัยไม่ค่อยมีหนังสือ)

 

                   มือเรียวส่งกระเป๋าให้แต่โดยดี เนื่องจากเขาเคยโยเยไม่ยอมให้อีกคนสะพายกระเป๋าให้มาแล้วแต่ก็ไม่เคยเถียงทันเลย เรื่องราวจบลงที่เขาต้องยื่นกระเป๋าให้ทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียนรู้จากสิ่งนั้นด้วยการยื่นให้ทันทีเมื่ออีกฝ่ายแบมือขอ

 

 

                   ก็เขามันพวกเถียงคนไม่เก่งนี่นา...

 

 

                   “ปกติ ปกตินายก็เลิกเวลานี้ไม่ใช่หรอ?”

 

                   “ดีอ่ะ ไม่บ่นสักคำ”

 

                   วอนอูเอียงคอหันไปมองคนที่เดินข้างกันแล้วส่งสายตาเป็นเชิงถามไปให้เล็กน้อย แต่ก็โดนอีกคนขยับไหล่มากระทบไหล่เบาๆแทนคำตอบ ดังนั้นวอนอูจึงหยุดเดินไปเสียดื้อๆ เขาแบมือขอกระเป๋าคืนโดยไม่พูดอะไร จนกระทั่งสุดท้ายกัปตันชมรมบาสก็ต้องยกมือยอมแพ้

 

                   “โอเคพูดก็ได้ ถ้าเป็นคนอื่นอย่างพวกสาวๆ คงบ่นจนหูชาเลยล่ะที่ให้นั่งรอเป็นชั่วโมงๆขนาดนั้นทุกวัน” เมื่อได้รับคำตอบวอนอูจึงขยับขาเรียวเดินต่อไป เขารู้ว่าซึงชอลจอดรถเอาไว้ที่ตรงไหน เพราะเป็นที่ประจำน่ะสิ

 

 

                   เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่พวกเขาเคยเถียงกัน เพราะวอนอูเกรงใจที่อีกคนต้องคอยมาส่งกลับบ้านโดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียทั้งเวลาทั้งน้ำมันเลยแต่อีกคนก็ยังวนรถไปส่งเขาก่อน วอนอูจึงเสนอว่าจะกลับเองไปจนถึงจะนั่งรถประจำทาง แต่ก็พบว่ามันกลับสร้างความลำบากให้มากขึ้น เพราะพวกเขาเถียงกันอย่างจริงจัง และเมื่อลองขึ้นรถประจำทางก็พบว่าซึงชอลกลับบ้านลำบากกว่าเดิม ดังนั้นเรื่องนี้จึงตกไปและซึงชอลก็ขับรถมาตามปกติ

 

                   “กินข้าวเย็นด้วยดิ ได้ป่ะ?”

                   วอนอูขยับแว่นเล็กน้อยแล้วขมวดคิ้ว

 

                   “แต่แม่ฉันไม่อยู่นะ บอกไปแล้วเมื่อวาน”

                   คนขับรถจำเป็นฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีก่อนพยักหน้ารับรู้และบอกว่าเขาจำได้ว่าแม่ของวอนอูไม่อยู่แต่พ่อแม่เขาก็ไม่อยู่เหมือนกัน

 

                   “จำได้น่าแต่อยากให้นายทำให้กินไง นะๆ”

 

                   “เดี๋ยวก็ท้องเสียหรอก”

                   ซึงชอลหัวเราะออกมาด้วยความขบขันก่อนตีไฟเลี้ยว เพื่อเลี้ยวเข้าไปในซอยบ้านของวอนอู เมื่อวอนอูไม่ยอมให้อยู่กินข้าวด้วยเขาก็ไม่ดึงดันหรอก

 

 

                   แต่อย่าคิดว่าเขาจะยอมแพ้แค่นี้เลยน่า...

 

 

                   “ถ้างั้นพรุ่งนี้ไปบ้านฉันนะ เก้าโมง”

                   เจ้าของร่างสูงโปร่งส่งยิ้มอ่อนใจไปให้ก่อนยอมพยักหน้ารับปาก มือเรียวเอื้อมไปหยิบกระเป๋าของตัวเองและกำลังจะโบกมือลากับเอ่ยขอบคุณเหมือนทุกวันแต่ซึงชอลก็ดันขอร้องในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะถูกขอขึ้นมาเสียอย่างนั้น...

 

 

 

                   “ขอจูบหน่อยสิ”

 

 

 

                   “...”

                   แม้จะทำเป็นนิ่ง แต่มือเรียวขาวที่จับสายกระเป๋าเป้อยู่ก็กำแน่นขึ้นรวมไปถึงเลือดในร่างกายที่ต่างพาร่วมมือร่วมใจวิ่งแข่งกันขึ้นมากองอยู่บนปรางแก้มใสก็เป็นการเปิดเผยออกไปแล้วว่าชอนวอนอูกำลังขัดเขินมากแค่ไหน ยิ่งผิวของเขาขาวออกขนาดนั้น...การปกปิดอาการแก้มแดงเพราะความเขินก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ซึงชอลเห็นดังนั้นจึงยิ้มออกมาจนตาหยีและถือโอกาสรุกต่อทันที

 

                   “นะ พรุ่งนี้ก็วันเกิดฉันแล้วรู้มั้ย? ขอแค่นี้เอง”

                   ดวงตาเล็กเบิกกว้างขึ้นกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วหันหน้าหนี...เขาคิดว่าเรื่องนี้เขาควรเคืองอีกฝ่ายอย่างมากในเมื่อเจอหน้ากันทุกวันและแต่ละวันพวกเขาก็ใช้เวลาอยู่ร่วมกันไม่ใช่น้อย มีเวลามากมายที่จะบอกเรื่องสำคัญแบบนี้แต่อีกฝ่ายก็ไม่บอก

 

                   “ทำไมเพิ่งบอกล่ะ?”

 

                   “ก็...ขอโทษ บอกแล้วนี่ไง ปกติไม่ค่อยได้อยู่กับใครก็ไม่รู้ต้องบอกต้องคุยเรื่องอะไรบ้างนี่” เอาเถอะเห็นแก่เหตุผลที่บอกมา เขาจะหายเคืองก็ได้...แต่เรื่องจูบ...มันคนละเรื่อง

 

                   “ขอบคุณมากนะ ขับรถกลับบ้านดีๆพรุ่งนี้เจอกัน”

                   เมื่อเห็นว่าวอนอูจงใจข้ามเรื่องที่เขาขอจูบไป ซึงชอลก็รีบคว้าข้อมือบางไว้ทันที

 

                   “เดี๋ยวสิๆๆ แล้วเรื่องจูบล่ะ”

 

                   “ก็เรื่องของจูบสิ....”

 

                   “โธ่....”

                   ราวกับว่าความห่อเหี่ยวได้ทำให้ใบหน้าหล่อของคนขอหดเล็กลงจนแทบไม่เหลือเค้าของความร่าเริง ฝ่ามือหนาที่ยึดข้อมือวอนอูไว้ปล่อยออกก่อนยกไปเสยผมแทนแล้วพยักหน้าอย่างจำยอม  “โอเค ก็ได้”

 

 

 

                   เห็นอีกคนทำหน้าแบบนั้นแล้วมันก็....

 

 

 

                   เห้อ...ใจอ่อนอีกจนได้

 

 

 

                   “เป็นวันพรุ่งนี้ได้หรือเปล่าล่ะ? ฉันเองก็ไม่มีของขวัญอะไรจะให้ด้วย...เพราะงั้น...” สายตาที่เริ่มกลับมาเปล่งประกายอย่างคนไม่ชอบอยู่เฉยจับจ้องรอคอยในสิ่งที่วอนอูกำลังจะพูด เห็นดังนั้นเขาก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้จนต้องเสยกมือมาดันแว่นแล้วก้มหน้าต่ำ  “ก็นั่นแหละ...เดี๋ยวให้....เป็น...ของขวัญ

 

                   พูดจบเจ้าของร่างโปร่งก็ไม่อยู่รอให้คนบนรถพูดอะไรเพิ่มเติมอีก เขาเปิดประตูลงจากรถและรีบไขประตูรั้วเดินเข้าบ้านไปโดยไม่ยอมหันไปมองรถที่ขับมาส่งเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

                   เมื่อไขประตูเข้ามาในบ้านได้ วอนอูก็ทรุดลงไปนั่งยองกับพื้นอย่างรวดเร็ว...นับวันเขาชักจะตกใจตัวเองขึ้นทุกวันแล้ว กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ กล้าพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูดและใจเต้นรัวแรงในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฝ่ามือขวายกมากดหน้าอกฝั่งซ้ายไว้จนกระทั่งจังหวะการเต้นของหัวใจเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ เขาจึงลุกขึ้นยืนและดำเนินกิจวัตรตามปกติของตัวเอง

 

                   เริ่มจากการอุ่นมื้อเย็นที่แม่เขาเตรียมไว้ให้ รับประทานและล้างจานจนเสร็จเรียบร้อย จึงทำการบ้านแต่น่าแปลกที่วันนี้เขาไม่มีสมาธิมากเท่าที่ควร..ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ทำการบ้านซึ่งใช้เวลามากกว่าเดิมถึงครึ่งชั่วโมงหรือเป็นตอนอ่านหนังสือก่อนนอน ไม่มีสักประโยคที่เข้าสมอง เขาเอาแต่วนเวียนคิดถึงภาพและความรู้สึกเมื่อวันที่ถูกขโมยจูบในห้องพยาบาลเมื่อวันนั้น คิดไปไกลถึงขนาดว่า...ความรู้สึกของการถูกขโมยจูบกับการได้จูบโดยยินยอมพร้อมใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้ามันจะแตกต่างกันมากแค่ไหน

 

 

                   ไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างเขาจะมาคิดเรื่องอะไรแบบนี้....

 

 

                   วอนอูยีผมตัวเองด้วยความงุ่นง่านก่อนทิ้งตัวลงนอนกอดผ้าห่มแล้วจึงข่มตาหลับไปด้วยความไม่เข้าใจตัวเอง

 

 

 

 

 

n e r d 2

 

 

 

 

 

                   วันรุ่งขึ้น

 

                   เช้าวันนี้ซึงชอลตื่นเช้ามากกว่าทุกวัน แต่ก็ยังสายกว่าคุณป้าพี่เลี้ยงของเขาอยู่ดี และเนื่องจากซึงชอลตื่นเช้าผิดปกติ เธอจึงเอ่ยปากถาม

 

                   “สุขสันต์วันเกิดนะคะ คุณท่านทั้งสองยังไม่ตื่นเลยค่ะทำไมรีบตื่นจังคะ?” ซึงชอลยืดเส้นยืดสายที่หน้าบ้านไปด้วยคุยกับพี่เลี้ยงไปด้วย

 

                   “ขอบคุณครับ ตื่นเช้านี่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันตื่นเองนี่ เอ้อ วันนี้เดี๋ยววอนอูมานะครับ ถ้ายังไงให้เขาลงไปห้องบาสเลยก็ได้ ผมว่าจะซ้อม” หญิงวัยกลางคนส่งยิ้มรู้ทันไปให้พลางหัวเราะเบาๆ

 

                   “ค่าๆ คุณหนูวอนอูจะมาก็เลยตื่นเต้นหรอคะ? แต่ปกติก็เห็นมาบ่อยๆนี่นามีอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ?”

 

                   “โธ่ป้าครับ อย่าล้อผมเดี๋ยวพ่อกับแม่มาได้ยินก็ผสมโรงกันล้อผมอีก”

 

                   เป็นความจริงที่ทันทีที่พ่อกับแม่เขากลับมาถึง คุณป้าคนดีก็รายงานความประพฤติของซึงชอลให้ฟังทันที แน่นอนรวมถึงเรื่องวอนอูด้วย...หากจะถามว่าพ่อกับแม่เขารับได้100%หรือไม่ก็คงตอบได้ว่าไม่ แต่พ่อกับแม่ไม่เคยว่าเขาอยู่แล้วหากมันเป็นความสุขของเขา เพราะฉะนั้นเขาจึงพาวอนอูมาแนะนำให้รู้จักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าวอนอูจะยังไม่ตอบตกลงแต่ให้รู้จักเอาไว้ก่อนก็ดี และทันทีที่เห็นพ่อของเขาก็รีบฝากฝังเรื่องการเรียนอย่างรวดเร็ว ส่วนแม่เขาก็ไม่น้อยหน้าฝากฝังเรื่องความประพฤติด้วยความเร็วพอๆกัน

 

                   อายไหมก็อายนิดหน่อย แต่ในเมื่อแม่ของวอนอูเขาก็เคยไปฝากตัว(และฝากท้อง)มาหลายครั้งแล้ว และแม่ของวอนอูก็ไม่ได้ว่าอะไรออกจะยินดีที่วอนอูมีคนอยู่ใกล้ๆ เพราะฉะนั้นเขาก็จะเดินหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ถอยหลังแน่นนอน

 

 

 

                   ถ้าเป็นไปได้ก็จะคุยให้รู้เรื่องวันนี้แหละ

 

 

                   จะเป็น Sad Birthday หรือ Happy Birthday ก็ปล่อยให้มันเป็นไป

 

 

 

                   ซึงชอลลงไปซ้อมบาสเกตบอลที่ห้องใต้ดินห้องประจำอยู่เกือบชั่วโมงวอนอูจึงเดินทางมาถึงและได้รับการต้อนรับที่ดีเหมือนเคย รวมถึงได้เจอและทักทายกับเจ้าของบ้านก่อนแล้วด้วย

 

                   เสียงเลี้ยงลูกบาสด้วยจังหวะที่หนักหน่วงส่งเสียงให้ได้ยินมาแต่ไกล วอนอูหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูก่อนเปิดเข้าไปด้วยความระมัดระวัง พยายามไม่ส่งเสียงเพื่อไม่เป็นการรบกวนคนที่กำลังซ้อมอยู่ ขาเรียวยาวพาตัวเองไปนั่งยังเก้าอี้ใกล้ๆกับขวดน้ำและผ้าขนหนูของคนซ้อมอย่างเงียบเชียบ เขานั่งมองอีกฝ่ายชู้ตลูกบาสลงห่วงด้วยความแม่นยำแล้วยิ้มน้อยๆ ไม่ว่าจะสองแต้มหรือสามแต้มหรือแม้แต่เวลาที่อีกฝ่ายซักซ้อมการชู้ตลูกโทษก็แทบไม่มีพลาดเลย

 

                   และดูเหมือนจะคิดแทคติคใหม่ๆขึ้นอีกแล้ว

 

                   สถานการณ์คล้ายกับวันที่วอนอูมาที่นี่ในวันแรก ซึงชอลหันมาเห็นในตอนที่เลี้ยงลูกหลบคู่แข่งในจินตนาการว่าวอนอูได้มาถึงแล้ว ดังนั้นเขาจึงโยนลูกบาสเข้าไปในตะกร้าใบใหญ่ที่ใส่ลูกบาสเอาไว้หลายลูกก่อนวิ่งเหยาะๆมาหา ในสภาพชุ่มเหงื่อเช่นเคย

 

                   “เหนื่อยไหม?”

 

                   “ไม่เหนื่อยอ่ะ สดชื่น นายน่าจะลองดูนะ”

                   เป็นครั้งที่สิบแล้วล่ะมั้งที่อีกฝ่ายพยายามชวนเขาให้ลองเล่นบาสดูสักครั้ง

 

                   “กลัวลูกบาสกระแทกแว่นแตกน่ะ”

                   เจ้าบ้านส่งยิ้มมาให้ก่อนรับน้ำดื่มจากวอนอูไปดื่มหลายอึก มือหนายกผ้าจนหนูมาซับตามไรผมก่อนถือวิสาสะจับข้อมือบางและออกแรงดึงให้วอนอูเดินตามไปที่หน้าแป้นบาส ซึงชอลวิ่งเหยาะๆไปหยิบลูกบาสมาลูกหนึ่งและให้วอนอูถือไว้

 

                   “ถ้าแค่ชู้ตแบบนี้ไม่กระแทกหรอก ไว้ใจฉันไหม?”

 

                   “....”

                   แม้จะหวาดๆนิดหน่อยแต่วอนอูก็พยักหน้ารับ

 

                   “ถ้านายชู้ตไม่ลงแล้วมันกระดอนมาฉันจะปัดออกให้เอง ไม่ต้องกลัวนะ”

                   ร่างโปร่งหันหน้ากลับไปแล้วรีบข่มความรู้สึกที่ปั่นป่วนในอกขึ้นมาเล็กน้อยลง พลางสนใจในการจับลูกบาสลูกเก่งที่มากี่ครั้งก็เห็นซึงชอลใช้ลูกนี้ซ้อมตลอดแทน

 

                   “จับแบบไหน?”

 

                   “อ่า ไม่ๆ นายต้องกางนิ้วออกให้จับลูกบาสถนัดๆ แล้วยังไงล่ะหงายข้อมือขึ้นนิดนึง อ่า ไม่ๆ” มือหนาทาบทับลงบนมือเรียวแล้วกำกับท่าทางการจับลูกบาสให้ด้วยตัวเอง ซึ่งทันทีที่ฝ่ามือหนาแตะลงมาก็ทำให้พวกเขาต่างหยุดนิ่งกันโดยอัตโนมัติ ซึงชอลเม้มริมฝีปากแล้วจับมือของวอนอูให้อยู่ในท่าที่ถูกต้องเรียบร้อยจึงผละออกห่างนิดหน่อย แต่ก็ยังยืนซ้อนทางด้านหลังอยู่นั่นเอง

 

                   “แล้ว..ยังไงต่อ?”

 

                   “นายเห็นฉันซ้อมชู้ตใช่มั้ย ทำแบบนั้นเลย เอาขาข้างนึงถอยมาข้างหลังแล้วย่อนิดนึงแล้วก็ชู้ต อ้ออย่าลืมเล็งด้วยนะเดี๋ยวไม่ลง”

 

 

 

                   ผลงานการชู้ตครั้งแรกของวอนอูเป็นไปตามที่คาดก็คือ...ไม่ลงและไม่เฉียดสักนิด โชคดีที่ไม่โดนแป้นแล้วกระดอนกลับมาหาคนชู้ต แม้จะชู้ตไม่ลงแต่ซึงชอลก็ยังวิ่งไปเก็บลูกบาสมาให้วอนอูลองชู้ตอีกหลายครั้ง จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้นเมื่อลูกบาสกระทบกับแป้นแล้วกระดอนกลับมาทางวอนอูอย่างแรง

 

 

                   “เฮ่ย!

 

 

                   เจ้าของร่างโปร่งตัวแข็งทื่อ ได้แต่ยืนหลับตาปี๋และเบี่ยงใบหน้าหนีวิถีของบาสเพื่อป้องกันแว่นของตัวเอง ส่วนซึงชอลก็รีบยื่นมือออกไปปัดลูกบาสให้พ้นออกไปได้อย่างเฉียดฉิว ฝ่ามือหนาบีบที่ไหล่บางแล้วลูบเบาๆเป็นการปลอบว่าไม่เป็นไรแล้ว

 

                   ดังนั้นวอนอูจึงค่อยๆลืมตาและหันไปมองคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ก่อนพบว่าพวกเขาสองคนอยู่ใกล้กันมาก มากชนิดที่ว่าปลายจมูกแทบจะแตะกันอยู่รอมร่อ ...เจ้าของร่างโปร่งช้อนสายตาขึ้นไปสบตากับอีกคนที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดแล้วยิ้มออกมาเพื่อบอกว่าเขาไม่เป็นไร

 

 

 

                   แต่แล้วเขากลับถูกฝ่ามือหนาทั้งสองประคองแก้มไว้และประกบริมฝีปากลงทาบทับทันทีแบบไม่ทันให้ตั้งตัว ริมฝีปากหยุ่นชื้นขยับขบเม้มไปทั่วกลีบปากนิ่มก่อนประทับแนบอีกหลายครั้ง

 

 

 

                   “ขอโทษ นายเกือบเจ็บตัวเลย”

                   นิ้วหัวแม่มือลูบที่แก้มนิ่มไปมาเบาๆโดยที่ยังไม่ยอมผละใบหน้าออกไปห่างสักเท่าไหร่

 

                   “ไม่เป็นไร..ว่าแต่...ไม่บอกไม่กล่าวเลย”

 

                   “ตกใจ นึกว่านายจะโดนลูกบาสกระแทก”

 

                   “แต่นายก็ปัดให้แล้วนี่ เอ่อ...ขยับออกหน่อยได้ไหม..หายใจไม่ค่อยทัน...เท่าไหร่” เสียงดังแผ่วๆประกอบกับการหลบตาทำให้ซึงชอลรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังขัดเขินกับการขโมยจูบเมื่อครู่ แต่แทนที่เขาจะขยับถอยตามคำขอ เขากลับขยับให้หน้าผากของพวกเขาแนบกันแทน

 

 

 

                   “ขอจูบอีกรอบนะ”

 

 

 

                   “ก็...ได้ สุขสันต์วันเกิดนะ”

 

 

                   ใบหน้าของคนพูดเคลื่อนมาใกล้และเป็นฝ่ายทาบริมฝีปากลงมาก่อนอย่างกล้าหาญ แม้จะเป็นเพียงการแตะริมฝีปากลงมาแต่ซึงชอลก็แทบกลั้นยิ้มไม่อยู่ ฝ่ามือหนาวางไว้ที่เอวและรั้งอีกฝ่ายเข้ามาชิดก่อนเป็นฝ่ายชักนำ ริมฝีปากหนาขยับประกบและดูดดึงแผ่วเบาก่อนค่อยๆแตะปลายลิ้นเพื่อสอดเข้าไปภายในโพรงปากของอีกคน

 

                   ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ได้รับส่งผลให้หัวใจของวอนอูเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ทัน ฝ่ามือบางกำเสื้อกีฬาของอีกคนแน่นก่อนเปิดปากอย่างกล้าๆกลัวๆ เป็นการยินยอมให้อีกฝ่ายรุกล้ำเข้ามาภายใน เปลือกตาค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ ปลายลิ้นชื้นที่สอดแทรกเข้าไปสำรวจภายในอย่างค่อยเป็นค่อยไปทำให้วอนอูตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

                   พวกเขาจูบกันนานไหมไม่มีใครทราบ แต่เมื่อพวกเขาผละริมฝีปากออกห่างกันและวอนอูเม้มปากแดงเจ่อเข้าหากันเขินๆก็ทำให้ซึงชอลสังเกตเห็นน้ำใสที่เลอะมุมปากบาง เขาจึงขยับเข้าไปจูบเบาๆและซับออกให้ก่อนดึงวอนอูมากอดไว้

 

 

                   “เป็นของขวัญที่ดีมากเลย...แต่จะดีมากกว่านี้อีก....ถ้านายตอบคำถามในห้องพยาบาลวันนั้น

 

 

                   เขารู้อยู่แล้วว่ายังไงวันที่ซึงชอลทวงถามคำตอบที่เขาเคยพูดว่าขอคิดดูก่อนนั้นก็ต้องมาถึง...และสำหรับคำตอบ...เขาก็คิดว่าเขามีให้แล้วล่ะ

 

 

 

 

 

 

                   “ก็...ฉัน....ตกลง”

 

 

 

 

 

                   เพียงเท่านั้นรอยยิ้มที่มีความสุขของซึงชอลก็ผุดขึ้น และรอยยิ้มนั้นก็มีแต่กว้างขึ้นๆ

 

 

 

 

 

                   “ขอบคุณนะ”

 

                   สัญญาว่าจะดูแลให้ดี ถึงมีกันแค่สองคนก็ไม่เป็นไร..ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

The end.

ฟิคสั้นฉลองวันเกิดให้คุปส์ ฮ่าๆ

ติชมได้เช่นเคยค่ะ

สกรีมผ่านแท็ก #ฟิคยัยเนิร์ด ได้นะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ

พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการค่ะ บุยๆ

 

ปล.ขอบคุณธีมสวยๆค่ะ

 

O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

44 ความคิดเห็น

  1. #39 TTEATHREE (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กันยายน 2559 / 15:07
    น่ารัก เขินมากกกก 
    อิอิ
    #39
    0
  2. #13 Myducky113 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2559 / 18:29
    อ่านไปฟินไป น่ารักมากอ่า ?? ขอบคุณที่แต่งฟิคมาให้อ่านนะคะ ?
    #13
    0
  3. #11 ไข่ดาวing (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2559 / 07:12
    โอ๊ยยยย เขินมาก ฮืออออ จะต้องไห้ โอ๊ยยยนน เขินอะTT อยากให้มีอีก555555 มันละมุน อบอุ่นหัวใจมาก ฮืออออ ชอบอ่าาา เขิน บ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ น่ารักอ่าาาTT
    #11
    0
  4. #10 qpizzaaa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2559 / 00:03
    เขินมากเลยคุณ เป็นการสอนเล่นบาสที่เขินมาก พี่ช่อนดูเป็นสุภาพบุรุษด้วย ขอบคุณที่แต่งฟิคเขินเขินมาให้อ่านนะคะ น่ายักๆ
    #10
    0