คัดลอกลิงก์เเล้ว

ซ่อน (YURI)

โดย AGAINPLEASE_

เมื่อคิดจะซ่อน ก็ควรจะปิดให้มิด เพราะหากได้ใก้ลชิด เจ้าความสนิทจะปลดทุกอย่างออกมา

ยอดวิวรวม

343

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


343

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


5
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  7 พ.ย. 61 / 20:22 น.
นิยาย ͹ (YURI) ซ่อน (YURI) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เมื่อความรู้สึกที่ปิดซ่อน กำลังย้อนมาทำร้าย เจน สาวรุ่นพี่ที่เคยผูกพันธ์กำลังหาทางย้อนคืนวัน
เพื่อตามรักกลับมาจาก ยู สาวรุ่นน้องที่พึ่งจะเปิดตัวคนรัก เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี และเมื่อต้องมาเจอกัน
ในวันงานมีทติ้งที่จัดโดยกลุ่มเพื่อน

เธอจะทำเช่นไรให้สาวน้อยหน้าใสหันกลับมามองกันเหมือนวันเก่า ๆ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 7 พ.ย. 61 / 20:22




           เสียงเพลงคลอเคล้าไปกับความวุ่นวายของผู้คนมากหน้า เสียงหัวเราะดังไปทั่วระหว่างที่สองเท้าก้าวผ่าน รอยยิ้มที่เคยส่งให้กันยามเก่าก่อนกำลังฉายไปทั่ว ฉันมองดูผู้คนทั้งเคยคุ้นและเคยสนิทด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แก้วเครื่องดื่มถูกยกขึ้นชูไปมา บางคนก็เอื้อมคว้าจับกันเข้าไปกอดดังว่าไม่ได้เจอกันมานานนม

ฉันยิ้มตอบแต่ละคนที่มองผ่านไป ร่างสูงของใครบางคนผ่านเข้ามาในระยะสายตา ฉันมองแล้วก็ได้แค่คลายยิ้มบาง มันไม่ได้ยินดีหรือสุขใจอย่างเก่าก่อน คงมีแค่เพียงความเจ็บแปลบเล็ก ๆ เท่านั้น

“ไหวมั้ยแก”

ฉันหันไปมองหน้าคนถาม เพื่อนสาวที่สนิท หลินรู้ทุกเรื่องราวระหว่างฉันกับคนนั้น คนที่กำลังควงใครอีกคนเดินเข้ามาในเส้นทางเดียวกันกับที่ฉันกำลังจะเดินสวนไป

“ไม่ไหวได้เหรอแก ขนาดนี้แล้ว”

ฉันหัวเราะให้กับสีหน้าของเพื่อน แน่นอนว่าเรื่องรักใคร่ของฉันมันไม่ใช่ความลับอะไร คนอีกมากมายรับรู้ถึงมัน และวันนี้ก็คงจะมีคนรับรู้ในอีกด้านว่า ระหว่างฉันกับคนนั้น มันจบลงแล้ว

“ไปเหอะแก ไม่ต้องไปมองมันก็จบ”

“แล้วแต่แกเลย”

เพื่อนสาวลากแขนฉันให้เดินไปยังปลายทางของลานจอดรถ ฉันมองเมินสายตาที่มองจ้องมา ฉันล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหูทั้งที่มันไม่มีแม้แต่การสั่นหรือสัญญาณเรียกเข้าใด ๆ

กลิ่นหอมของคนที่เดินสวนผ่านไป ฉันจำมันได้อย่างดี ความหอมละมุนที่เคยโอบกอดกันเมื่อได้เจอ มันกรุ่นติดอยู่ที่ปลายจมูก บางครั้งฉันก็อยากจัดการสัมผัสที่แสนจะดีเลิศของตัวเองให้มันหายไปเสีย แม้จะแค่ช่วงเวลาวินาทีเดียวก็ตาม

“บอกเลิกไปไม่ถึงอาทิตย์ วันนี้เสือกเอาคนใหม่มาเย้ย แม่งกวนตีน” ฉันขำให้กับคำบ่นของเพื่อนที่ก้มหน้าก้มตามองหาของที่อยู่ในรถ

“เขาก็อยากจะเปิดตัว” ฉันตอบพลางส่องไฟจากมือถือช่วยเพื่อน

“มันทำกับแกได้ไงวะ คบกันมาตั้งนานไอ้เราก็นึกว่าเลิกเหี้ยไปนานแล้ว”

“ก็ฉันดีไม่พอ ก็แค่นั้น” ฉันยักไหล่ให้กับตัวเอง

“แกนี่นะดีไม่พอ เอาหัวแม่เท้าคิดเหรอวะ”

“ก็ดีไม่พอสำหรับเค้า” ฉันยิ้มให้เพื่อนที่ยืนจ้องหน้าด้วยไม่รู้จะทำอะไรได้นอกจาก ยืนอยู่แบบนี้

“มันต่างหากที่ดีไม่พอสำหรับแก”

ฉันกับเพื่อนกลับมานั่งอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่ตัวเดิมที่พึ่งจะเดินจากไปเมื่อครู่ เสียงพูดคุย หัวเราะยังคงดังอยู่ไม่หยุดและแน่นอนว่ายามที่ของมึนเมาเข้าปาก ความคะนองก็มีมากไม่ต่างกัน

เสียงกรีดร้องด้วยความพอใจเมื่อเพลงโปรดกลางวงเหล้ากระทบใจใครอีกหลายคน นักร้องบนเวทีถูกจ้างมาพิเศษ เครื่องดนตรีที่เล่นสดยิ่งกระหน่ำความเร้าใจให้ใครอีกหลายคนได้ร่วมวงไปกับมัน

ฉันนั่งจิบเครื่องดื่ม พลางมองดูเพื่อนร่วมโต๊ะตะโกนร้องแข่งกับนักดนตรีที่กำลังระบายเมโลดี้ผ่านท่วงทำนอง มือของใครบางคนยื่นมาวางแตะไว้บนบ่า ฉันนิ่งก่อนจะถอนหายใจเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

“เรากวนรึเปล่า” เสียงทุ้มติดแหบเอ่ยทัก ฉันมองเห็นความห่วงใยในแววตาของคนตรงหน้าแล้วก็พยักหน้ารับ

“เป็นไงบ้าง” ฉันยิ้มให้กับคำถามพลางยกแก้วในมือขึ้นจิบ

“ก็ยังอยู่ได้ ยังไม่ตาย” อีกฝ่ายมองหน้าฉันก่อนจะถอนหายใจใส่

“เราห่วง รู้ใช่มั้ย”

“รู้ ขอบใจนะ”

“เจน เรา..”

“อย่าเลย เรายังไม่พร้อม” ฉันถอนหายใจใส่คนที่ถอยห่าง รู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร และฉันก็รู้ว่าให้ในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการไม่ได้

เสียงโวยวายยามที่พากันหิ้วปีกบรรดาขี้เมามาขึ้นรถ การฝากฝังถูกส่งต่อกันไปยังคนที่ไม่ค่อยดื่มและเอารถมา ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องรับภาระในคืนนี้ ฉันนั่งมองบรรดาผองเพื่อนยืนโบกมือลากันด้วยความขบขัน เสียงอ้อแอ้ฟังแทบไม่ได้ศัพท์กำลังถูกส่งต่อไปยังบุคคลต่าง ๆ ที่ยืนตัวเอียงพิงไปกับรถ

และฉันก็ได้เห็น ร่างสูงที่แสนจะคุ้นตากำลังเดินเข้ามายังลานจอดที่กลุ่มของฉันยืนออกันอยู่ กลิ่นหอมอุ่นละมุนที่ยังคงติดตรึงในทุกห้วงของความทรงจำ ฉันขำให้กับภาพของคนทั้งคู่ที่เดินควงแขนกันเดินผ่านไป

สาบานว่าผู้หญิงในชุดกระโปรงแสนหวานมองจ้องมายังฉันตอนที่เดินผ่านหน้าไป และใช่ ในสายตาที่มองมามันมีแววเยาะเย้ยที่ทำให้ฉันอยากจะเดินเข้าไปฟาดฝ่ามือใส่หน้าสวย ๆ นั้นสักที สองที

“เห็นแล้วอยากตบว่ะ”

“แกก็”

“ดูมันทำหน้า สวยตายเลยมั้ง” ฉันขำให้กับคำค่อนขอดของเพื่อน นึกขอบคุณเพื่อนรักที่ยืนกระฟัดกระเฟียดแทนคนที่โดนกระทำอย่างฉัน

“แม่งน่าตบจริง ๆ นะเว้ย สักทีมั้ยแก”

“ก็คนเค้าสวย”

“สวยและไงวะ สวยแต่เหี้ยก็เท่านั้นมั้ย”

“แกรู้ได้ไงว่าเค้าเหี้ย” ฉันเอ่ยถามเพื่อนที่เดินมายืนเท้าเอวอยู่ด้านข้าง

“แล้วคนดี ๆ ที่ไหนเค้าแย่งแฟนชาวบ้านกันวะ” เพื่อนสาวหันมามองหน้าฉันตอนพูดประโยคนั้น ฉันเงียบแล้วก็ส่ายหัวไปมาช้า ๆ

“เค้าคือคนที่ใช่ แต่ฉันไม่ใช่ก็แค่นั้น”

ฉันนั่งนึกถึงเรื่องราวมากมายตลอดทางที่ขับรถกลับมายังห้องที่กลางเมือง เหลือบมองดูสภาพของเพื่อนที่นอนกองกันอยู่หลังรถ นึกชมตัวเองที่คิดถูกจับเอาเจ้าคันโตมาขับในวันนี้

ภาพในความทรงจำหมุนเวียนเปลี่ยนไปมา ทั้งสุข ทั้งเศร้า หลากหลายอารมณ์คละเคล้ากันไป ฉันคิดไปถึงประโยคบอกลาที่พึ่งจะได้ยินไปไม่นาน ฉันจับได้ในน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเกรี้ยวกราดอยู่ไม่น้อย ยามที่โดนจับได้ไล่ทัน ฉันยอมรับว่าทุกความรู้สึกมันจางลงไปมากโข แต่ก็ได้แค่คอยประคองความสัมพันธ์ให้ไปต่อโดยที่ไม่ยอมรับความจริง ว่าเรื่องของฉันกับเขามันจบลงไปตั้งนานแล้ว

ฉันเอนกายลงกับเตียงนอนแสนนุ่ม ความเย็นของเครื่องปรับอากาศทำให้ฉันต้องดึงผ้าห่มขึ้นมาพาดบนอก หากเป็นเมื่อก่อน ยามหนาวคงได้รับวงแขนของใครบางคนส่งผ่านไออุ่นให้กัน แต่ตอนนี้วงแขนนั้นคงจะโอบรัดร่างของใครคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันไปแล้ว

พลิกกายตะแคงมองไปยังความว่างเปล่าอีกฟากของเตียง ฉันลูบมือไปมาเบา ๆ อยากให้สัมผัสถึงไออุ่นเก่าก่อนที่เคยมี แต่ตอนนี้เหลือเพียงแค่ไอเย็นที่โอบอุ้มทุกเนื้อผ้าที่ไล้ผ่านปลายมือ ฉันปล่อยให้ความอ่อนไหว ไหลรินออกจากตา หยดลงผ่านใบหน้าแตะแต้มลงไปยังที่นอน

ที่ยอมปล่อย ที่ยอมจบ ไม่ใช่ว่าไม่รักหากแต่ที่ต้องหัก เพราะอยากจะเหลือร่องรอยแห่งรักเอาไว้ให้นานเท่านาน



 

               [ขอโทษนะ]

“โทรมามีอะไรรึเปล่า” ฉันเอ่ยถามปลายสายเมื่ออีกฝ่ายกล่าวทักด้วยประโยคที่ไม่อยากฟัง

[อยากขอโทษ เรื่องเมื่อคืน]

ฉันถอนหายใจใส่พลางเหลือบมองดูเวลาที่นาฬิกาติดผนัง ช่วงสายของวันพักผ่อนควรจะได้รับความสงบ หากแต่คนที่กดโทรเข้ามาหานี่ซิ กำลังทำให้ความคิดฉันไม่สงบ

“ขอโทษทำไม มีอะไรให้ขอโทษล่ะ”

[ไม่รู้ซิ แค่รู้สึกว่าต้องขอโทษ]

“เลิกพูดขอโทษสักที มันผ่านไปแล้ว เราไม่ได้คิดอะไร”

[ไม่คิดอะไรแล้ว จริงเหรอ]

ฉันเงียบ อยากจะตะโกนถามอีกฟากว่า ต้องการอะไรจากคำถามนั้น แต่ที่ทำได้คือ นิ่ง เงียบ แล้วก็เปลี่ยนหัวข้อของการสนทนา

“มีอะไรอีกมั้ยพลอย ถ้าไม่มีเราจะวางแล้ว”

[เราคิดถึงเจน] ประโยคที่ฉันเคยชอบฟัง

“ต้องการอะไรพลอย”

ฉันกลั้นใจถามออกไปหลังจากที่ต่างฝ่าย ต่างก็เงียบไปอยู่เป็นนาที ฉันทิ้งตัวไปกับโซฟาที่กลางห้อง หลับตาพร้อมทั้งยกมืออีกข้างที่ว่างอยู่ขึ้นมากดนวดคลึงไปยังขมับ

“มันไม่ใช่ป่ะวะพลอย เรื่องของเรามันจบไปแล้ว”

[เรารู้ แต่เราคิดถึงเจนจริง ๆ นะ]

“พลอย พอเหอะว่ะ มีแต่จะแย่กว่าเดิม”

[เรารู้]

“รู้แล้วยังจะพูดเพื่ออะไรวะพลอย เพื่ออะไร” ฉันขึ้นเสียงใส่ปลายสายที่นิ่งเงียบเมื่อโดนตะคอกใส่ มีไม่กี่ครั้งที่อดีตคนรักจะโดนฉันตวาดใส่ด้วยความฉุนเฉียว

[เราขอโทษ]

“เลิกโทรมา เลิกยุ่งกับเรา ไปหาคนนั้นแล้วอย่าเอาเรื่องวุ่นวายมาให้เราอีก เราขอแค่นี้ทำให้เราได้มั้ยพลอย”

[แล้วถ้าเราคิดถึงเจนล่ะ]

“เลิกคิดถึงเรา เลิกพูดได้แล้ว”

[เจนห้ามเราไม่ได้ เราคิดถึงเจน]

“ถ้าพลอยคิดถึงเราอย่างที่บอก พลอยจะไปเอากับคนอื่นได้ไงวะ”

ฉันกัดฟันเอ่ยตอบ ปลายสายไม่ได้พูดอะไรต่อมีเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ฉันไม่ได้อยากจะย้ำให้ตัวเองต้องเจ็บไปมากกว่านี้ ฉันตัดใจกดวางสายใส่แม้จะรู้ว่ามันไร้มารยาท แต่ก็ต้องทำ

“ไม่ได้อยากจะเสือกหรอกนะ แต่เป็นฉัน ฉันไม่รับโทรศัพท์มันแต่แรกว่ะ” ฉันมองดูเพื่อนที่เดินมาทิ้งตัวลงนั่งเคียงกัน ฉันยิ้มให้อีกฝ่าย

“คนมันเหี้ยอ่ะ เลิกซะได้ก็ดี”

“เออ ย้ำจัง”

“ก็ย้ำให้แกจำ กี่ครั้งแล้ววะที่ต้องทน”

เพื่อนสาวจ้องหน้าฉันระหว่างที่เอ่ยถาม ฉันรู้ว่าเพื่อนไม่ใคร่จะชอบหน้าอดีตแฟนของฉันเท่าไหร่นัก แต่หากไม่นับความเจ้าชู้ที่ติดตัวมาก็ต้องยอมรับว่าอดีตคนรักของฉันค่อนข้างจะครบเครื่องอยู่ไม่น้อย

“คบผู้หญิงแล้วไม่ยืดหันมาคบผู้ชายมั้ยแก เดี๋ยวฉันหาให้”

“แกจะบ้ารึไง ฉันไม่เอาผู้ชายแกก็รู้”

ฉันเห็นเพื่อนบึนปากมองบนแล้วก็ได้แต่ขำ ตั้งแต่ประถมยันตอนนี้เพื่อนสนิทรู้รสนิยมฉันเป็นอย่างดี แถมไม่เคยนึกรังเกียจในตัวตน

“ผู้ชายมันทำไมวะเจน แกดูอย่างฉันซิ”

ฉันมองดูอีกฝ่ายที่ยกมือขึ้นมาโชว์แหวนเพชรเม็ดเขื่องบนนิ้วนางข้างซ้าย รู้ว่าเพื่อนไม่ได้ต้องการจะอวดแต่ที่อยากจะสื่อคือความมั่นคงของความสัมพันธ์

“แกโชคดี”

“อย่าใช้คำนั้นเลยแก”

“ทำไมวะ ก็มันจริง” ฉันตอบเพื่อน พลางยกมืออีกฝ่ายขึ้นมายลแหวน

“ฉันไม่ได้โชคดี แกก็รู้กว่าจะมาถึงวันนี้ฉันกับเคก็ผ่านอะไรมาเยอะ”

“ก็แกเล่นตัว ดีแค่ไหนที่เคมันรอ” ฉันมองดูเพื่อนที่ดึงมือกลับแล้วแยกเขี้ยวใส่ด้วยความขบขัน

“ฉันพูดจริง ๆ นะเจน เพื่อนเคก็ชอบแกตั้งหลายคน ตอนนี้แกก็โสดลองคุยดูหน่อยมั้ย”

“ถ้าเพื่อนของแฟนแกเป็นสาวสวยล่ะก็”

“เจน”

เพื่อนฉันลากเสียงพลางยกหมอนอิงที่วางพาดบนตักขึ้นมาฟาดใส่ฉัน จากนั้นเสียงโอดครวญของคนที่เดินตัวเอียงออกมาจากห้องเล็กก็ทำให้เราต้องหยุดและหันไปมอง สภาพของคนเมาที่เหมือนจะค้างอยู่ไม่น้อย เราสองคนมองหน้ากันแล้วก็ส่ายหัวไปมา



 

               ความเหงายังคงเกาะกุมแม้จะผ่านมาหลายเดือน เบอร์ที่โทรเข้ายังคงมีโชว์ให้เห็นอยู่ไม่ขาด แม้ฉันจะตัดใจบล็อคการติดต่อในช่องทางสนทนาของเจ้าแอปพลิเคชันสีเขียวสดใสไปแล้วก็ตามที

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ข้อความถูกฝากเอาไว้ และแน่นอนว่าฉันเลือกที่จะไม่สนใจมันแล้วจัดการลบทิ้งแบบไม่ไยดี ฉันตัดใจและเลือกจะก้าวต่อไป ไม่คิดจะย้อนกลับไปรำลึกความหลังครั้งเก่า ฉันถอนหายใจ ผ่อนคลายตัวเองด้วยความเย็นสบายของเครื่องปรับอากาศในห้องกว้าง ปล่อยกายปล่อยใจไปกับความเงียบสงบของค่ำคืนนี้

เสียงแจ้งเตือนของโปรแกรมแชทเด้งขึ้นมาที่หน้าจอ ฉันมองดูคำเชิญเล็ก ๆ ที่มุมนั้น ครุ่นคิดพลางกดรับก่อนจะพบว่าการรวมตัวของกลุ่มเก่ากำลังถูกต้อนเข้ามาในกรุ๊ป

ฉันกดไล่มองดูรายชื่อและภาพโปรไฟล์ เพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมทั้งจากกลุ่มในโรงเรียนและต่างโรงเรียนถูกโยงจับเข้ามาเพื่อพูดคุย ฉันยิ้มให้กับรายชื่อที่เด้งระรัวเข้ามา

การทักทายและพูดคุยของค่ำคืน ผ่านไปอย่างไม่หงอยเหงา ความว่างเปล่าถูกเติมเต็มอีกครั้ง ฉันนึกขอบคุณบุคคลที่สร้างกรุ๊ปการสนทนากลุ่มนี้ขึ้นมา อย่างน้อยก็ทำให้ช่วงเวลาที่ฟุ้งซ่านของฉันได้หยุดลง

ฉันร่ำลาเพื่อนเก่าในกรุ๊ปใหม่ ยืดแขนขึ้นพลางบิดกายไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการนั่งเล่นคอมเป็นเวลานาน แต่ก่อนที่จะลุกขึ้นเสียงแจ้งเตือนจากมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็เรียกความสนใจจากฉัน รายชื่อที่เหมือนจะผ่านตาไปเมื่อไม่นานทำให้ฉันต้องยกขึ้นมากดดู รูปของหญิงสาวที่ห่างหายจากการพูดคุยไปแสนนาน กำลังโชว์รอยยิ้มหราอยู่ในโปรไฟล์

ฉันยิ้มให้กับรูปนั้น พลางนึกย้อนไปถึงวันเก่าที่เคยสนิทถึงขั้นพบปะพูดคุยกันในฐานะคนรัก แม้จะไม่นานแต่ก็ยังประทับใจอยู่ไม่รู้ลืม

ฉันกดรับแบบส่วนตัว พลางวางมือถือไว้ยังที่เดิม พาร่างกายของตนไปจัดการหาความอุ่นของสายน้ำเพื่อชำระล้างความเหนื่อยล้าของวัน คืนนี้เธอยิ้มได้ และมั่นใจว่าจะยิ้มให้มากกว่าเดิม



 

               ฉันมองดูรายชื่อที่โทรเข้ามาแล้วก็อยากจะกรีดร้องใส่ มิสคอลเป็นสิบสายที่ทำให้ฉันได้แค่หงุดหงิด ความพิศวาสมันห่างหายไปนานมากแล้ว และแน่นอนว่าฉันเลือกที่จะตัดคนเคยรักให้จบกันไป

“ไม่บล็อกแม่งไปเลยล่ะ”

น้ำเสียงที่บ่งบอกได้ว่ารำคาญไม่น้อย ทำให้ฉันต้องหันไปมอง เพื่อนสาวเดินเข้ามาโอบไหล่พร้อมทั้งมองไปยังมือถือที่ฉันถืออยู่ด้วยใบหน้าที่ไม่ชอบใจนัก

“ก็อยากอยู่ แต่เผื่อฉุกเฉิน”

“ฉุกเฉินอะไรวะ วันมันตายเหรอ” ฉันดึงตัวออกจากวงแขนเพื่อน แล้วฟาดไปที่ไหล่นั้น

“แกจะบ้าเหรอ ไปแช่งเค้า”

“น้อยไป คนอย่างมันต้องทรมานก่อนตายเชื่อดิ” อีกฝ่ายไม่รอให้ฉันบ่นแต่เลือกจะลากแขนให้เดินตามกันเข้าไปในห้องด้านใน

ความเป็นส่วนตัวของร้านอาหารนี้ เข้าข่ายตามราคา ยิ่งแพงยิ่งหลบหลีกสายตาและความวุ่นวายจากภายนอกได้อย่างดี ฉันเดินเข้าไปพลางแย้มยิ้มให้กับคนทักทายที่นั่งคุยกันอยู่ หลายคนคุ้นหน้า และบางคนก็คุ้นเคย

“นั่งนี่เลยแก มาก็ช้าแถมยังลีลาไม่เข้ามาสักที”

“ก็ไม่ว่างมั้ยล่ะ”

ฉันทิ้งกายลงนั่ง จากนั้นคำค่อนขอดของเพื่อนก็สาดเข้าใส่ให้คนโดนรุมอย่างฉันต้องพัลวันกับการแก้ตัว ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าที่นั่งด้านข้างที่ยังว่างอยู่นั้น มีกระเป๋ากับเสื้อคลุมแขนยาวของใครวางอยู่ จนกระทั่งอีกฝ่ายทิ้งกายลงมานั่งเคียงกันนั่นแหละ ฉันถึงได้รู้ว่าคนที่เดินไปยืนเลือกเพลงอยู่เมื่อครู่ เป็นเจ้าของมัน

ฉันเงียบแต่ก็ยังยิ้ม..

“ไม่เจอกันนานเลยนะ” นานเสียจนจำแทบไม่ได้ ฉันหันไปมองหน้าคนด้านข้างสาวรุ่นน้องที่เคยสนิทตอนนี้โตขึ้นขนาดนี้แล้วงั้นเหรอ

“สบายดีรึเปล่า”

“ที่ถามเพราะอยากรู้หรือเพราะมารยาท” อีกฝ่ายตอบกลับให้ฉันนึกขำ

“เหมือนเดิมเลยนะเรา” ฉันยิ้มให้คนหน้านิ่ง

“ก็ไม่ทุกอย่างหรอก”

“ได้ข่าวว่าเปิดตัวแฟน” ฉันเย้า ไม่อยากให้มันคุกรุ่นมากนัก “ไม่แนะนำกันหน่อยเหรอ”

ฉันมองผ่านไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ไม่ห่างกัน พลางแย้มยิ้มกล่าวทักทายทันทีที่อีกฝ่ายหันมาคุย เหมือนจะคอยดูทีท่าฉันอยู่แล้ว วงแขนวาดขึ้นมาพาดไหล่คนที่นั่งติดกันอย่างห่วงแหน และก่อนที่จะได้พูดอะไรเสียงตะโกนโวยวายของเพื่อนก็ดังขึ้น

“อิเจน มึงมาช่วยกูก่อน” ฉันเบนหน้าไปมองดูเพื่อนที่ยืนควงไมค์อยู่ตรงหน้าจอ ก่อนจะขอตัวจากคู่รักและเดินออกไป

ตลอดเวลาฉันพยายามที่จะหลบสายตาของบางคน มันเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย จนกระทั่งจบเพลงที่หนึ่งเพื่อนก็ยังคงจะดึงฉันไว้อย่างนั้น ไม่ปล่อยให้ได้กลับไปนั่งที่ ฉันเอ่ยปากประท้วงและก็โดนสวนกลับมาให้ได้สำนึก

“โทษฐานที่มึงไม่เคยว่าง ร้องจนกว่าจะหมดแรงนี่ล่ะ”

จากนั้นมหกรรมการลงโทษก็ดูเหมือนจะลากยาวไปเป็นชั่วโมง เสียงกรี๊ดยามที่เพลงโดนใจหรือเสียงโวยวายเมื่อโดนกลั่นแกล้งให้ลุกมาช่วยเต้น ดังอยู่ไม่ขาดหาย การชงเหล้าของนักเมามืออาชีพถูกส่งผ่านมายังฉันแก้วแล้วแก้วเล่า จนความเอียงของร่างกายมาเยือนเพื่อนเลยช่วยเตือนด้วยการดึงไมค์ออกจากมือ

“เมาก็ไปนั่งค่ะเพื่อนขา” ฉันโดนลากแขนให้กลับมายังที่เดิม

“ขี้เมาไม่เปลี่ยนเลยนะ” คำค่อนขอดยังคงถูกส่งมาให้ฉันได้รับฟัง

“ก็เป็นพวกไม่ชอบเปลี่ยนแปลง”

“แล้วก็ไม่ชอบเปลี่ยนแฟนด้วย งั้นซิ” ฉันอยากจะถามว่าต้องการอะไร ถึงได้ใส่ใจที่จะหาเรื่องกันนัก

“แล้วทำไมไม่พามาด้วยล่ะ”

“ใคร”

“แฟน” ฉันหันไปมองด้านข้างของใบหน้านั้น แล้วก็ถอนหายใจใส่คำถาม

“ไม่มี”

“อะไรไม่มี”

“ก็ที่ถามน่ะ ไม่มี”

ฉันเห็นสายตาของคนที่หันขวับกลับมาจ้องกัน ไม่เถียงหากจะบอกว่าความแปลกใจมันฉายติดอะไรบางอย่างที่วาววับ ฉันว่าฉันไม่ได้คิดไปเอง

ฉันเห็นประกายความพอใจ..

“โกหก”

“ทำไมต้องโกหก” ฉันฉงน สงสัยในถ้อยคำนั้น

“คนอย่างเจนน่ะเหรอจะไม่มีแฟน เราไม่เชื่อ” ฉันอยากจะถามว่าหน้าตาฉันดูไร้ความน่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอ

“เราไม่เคยโกหก”

และอีกฝ่ายก็น่าจะรู้ แม้ความสัมพันธ์ที่เคยผ่านอะไรมาร่วมกันจะไม่ราบรื่น สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้อย่างดีคือ การเลิกราแบบฉับพลัน เพียงเพราะว่า การสานต่อให้ยาวนานกว่านั้น มันเป็นไปไม่ได้

ทั้งเหตุผลของฉัน และเหตุผลของคนที่นั่งจ้องหน้ากันอยู่แบบนี้

“คุยกันดี ๆ ไม่ได้เหรอ” ฉันเอ่ยถาม “ไม่คิดถึงกันบ้างรึไง”

“ทำไมต้องคิดถึง” สาวรุ่นน้องเอ่ยตอบ

“ยูไม่คิดถึงเราก็ไม่เป็นไร” ฉันเว้นช่วง “แต่เราคิดถึงยูนะ” ฉันรู้ว่าอีกฝ่ายชอบให้ทำเสียงหวานใส่ ฉันเห็นสายตาที่มองมาสั่นอ่อน ๆ

“อย่ามาพูดแบบนี้”

“ทำไม”

“เราไม่อยากฟัง” ท่าทางนั้นไม่ได้ขึงขังมากพอให้ฉันเงียบ ฉันแย้มยิ้มยกมือแตะแก้มอีกฝ่ายไล้นิ้วโป้งเบา ๆ

“คิดถึง นะคะ”

ปลายเสียงทอดอ่อน และมั่นใจว่าคนฟังนั้นชอบมากกว่าอะไร ความแดงของใบหน้าเข้มขึ้นไม่ต่างจากการแต่งแต้ม ฉันเลื่อนมือลงแตะเข้ากับริมฝีปากอีกฝ่าย เห็นการสั่นไหวระริกอยู่ในดวงตาคู่นั้น

“คุยอะไรกัน” เสียงเข้มสอดแทรกให้ฉันถอนมือออกจากหน้าอดีตคนเคยคุ้น

“เรื่องของผู้หญิงน่ะ”

ฉันตอบแทนคนที่นั่งนิ่ง พลางตัดสินใจลุกขึ้นไปประสานเสียงใส่ไมค์เพื่อนที่ยืนมึนกับจังหวะ ตัดปัญหา ไม่อยากคาราคาซังความรู้สึก แม้จะรู้สึกดีแต่ก็ควรจะเก็บไว้ให้ลึก ไม่น่าจะดึงมันออกมา


“ไหวมั้ยแก” เสียงโวยวายของเพื่อนทำให้ฉันต้องหันกลับไปมอง คู่รักที่เหมือนจะตึงใส่กันอยู่ไม่น้อย ต่างพากันยืนตัวเอียง เบี่ยงหลบชาวบ้านอยู่ไม่ห่าง

ข้อมือกับวงแขนที่แลดูคล้ายดึงดันชักจูงทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะห่วง อยากจะแทรกตัวเข้าไปประคองแต่ก็สำนึกได้ว่าตนเองไม่ควรกระทำ ฉันมองหน้าเพื่อนที่เหมือนจะคิดไม่ต่าง เพื่อนสาวขันอาสาเข้าไปหยุดแรงฉุดรั้งแล้วลากสองคนให้ห่างออกจากกันเพื่อตั้งสติ

การถกเถียงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เหมือนว่าชายหนุ่มจะพ่ายแพ้ต่อการฉุดรั้งจึงได้ล่าถอยออกไปหากลุ่มเพื่อนที่ยืนรออยู่ที่รถ ฉันมองดูเพื่อนที่ลากร่างสาวรุ่นน้องกลับมา

“ทะเลาะกันเหรอ” ฉันหันไปถามเพื่อน ทำท่าไม่สนใจคนที่ยืนมองอยู่ตรงหน้า

“เออ เลยไม่อยากให้กลับด้วยกัน”

“แล้วเอาไงต่อ” ฉันมองหน้าเพื่อนที่ทำท่าครุ่นคิด

“ฝากแกไว้ได้มั้ย”

“จะบ้าเหรอ”

“ทำไมวะ ก็น้องมันไม่ได้เอารถมา” เพื่อนทำท่าไม่เข้าใจ “แกก็ขับไปส่งน้องมันหน่อย”

“ให้ไปส่ง แค่นั้นใช่มั้ย”

“ก็แค่นั้น หรือแกอยากจะแค่ไหนล่ะ” ฉันมองตาเพื่อน เห็นแววระริกอยู่ในนั้น การล้อเลียนไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกสนุก

“อย่ามากวนว่ะ”

“ฝากหน่อย ฉันต้องหิ้วปีกผัวกลับ”

นั่นล่ะคือความรับผิดชอบของฉันในคืนนี้ ฉันเอ่ยปากถามถึงที่อยู่ ห้องในเมืองกรุงที่ฉันไม่เคยได้ไปก็จะให้ทำไงตอนที่สนิทกันนั่นมันเมื่อนานมาแล้ว สาวรุ่นน้องเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เคยแวะเวียนคบหากันไม่นาน บ้านญาติที่นี่ฉันก็ไม่เคยถามไถ่จะว่าไปการคบกันในตอนนั้นมันก็แค่คำตอบตกลงที่ฉันคิดว่า น่าสนุกดี

               “ย้ายมานานแล้วเหรอ”

คำถามสั้น ๆ ที่ฉันไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดขึ้นมาตามมารยาทหรือว่าไม่รู้จะชวนคุยอะไร ฉันมองดูสารถีจำเป็นที่นั่งอยู่ด้านข้าง นานแค่ไหนที่ไม่ได้พูดคุย จากคืนนั้นที่ไกลห่างจนมาตอนนี้ สาวรุ่นพี่ไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก รอยยิ้มยังคงมีให้กันอยู่ไม่ขาด

แม้คืนนี้ตนเองจะทำตัวไม่น่าคบค้า แต่ก็อย่างว่าสาวเจ้านั้นช่างคงไว้ซึ่งมารยาทที่มี พยายามเลี่ยงที่จะเจอแต่ก็ดันบังเอิญต้องมาชิดใกล้ น้ำหอมกลิ่นใหม่ไม่ใช่กลิ่นที่เธอเคยคุ้น

“นึกว่าหลับซะอีก” อีกฝ่ายเอ่ยถามเมื่อจอดรถหลังเส้นเพื่อรอสัญญาณไฟ

“เปล่า”

“ก็ไม่เห็นตอบ เราก็นึกว่าหลับ” เธอไม่ได้มองฉัน เธอแค่ยิ้มให้กับความว่างเปล่าข้างหน้า

“เวลาคุยกันเค้าไม่มองหน้ากันแล้วเหรอ” ฉันถาม ไม่ได้อยากกวน แค่อยากให้หันกลับมามองกัน

“ก็ขับรถนี่คะ จะให้มองยังไง”

“แล้วตอนนี้ขับอยู่รึไงล่ะ” ฉันยอกย้อน และอีกฝ่ายก็หันมามองกับท่าทางที่แสดงออกนี้

“ยู” เธอเว้นจังหวะ “ไม่พอใจอะไรเรารึเปล่า หรือว่ายังโกรธเรื่องตอนนั้น”

“ถามทำไม”

มาถามทำไมตอนนี้ ทำไมตอนที่เลือกจะไปถึงไม่ถามไถ่กันบ้าง ฉันอยากตะโกนใส่ อีกฝ่ายเป็นคนรักที่ไม่ได้คบนานนัก แต่ฉันก็มั่นใจว่าฉันรักมากขนาดเอ่ยปากขอคบเอง

“ไม่รู้ซิ” ฉันมองดูอดีตคนรักยักไหล่ ท่าทางที่มักมีให้เห็นประจำ

“ถ้าไม่รู้ ก็อย่ารู้เลยเจน”

ฉันหันกลับไปมองข้างทาง ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง รถยังคงแล่นไปตามทางที่อีกฝ่ายขับ ฉันรู้ได้ถึงบรรยากาศตึงเครียด ทั้งที่มันควรจะดีกว่านี้ ทั้งที่มันควรจะจบไปได้แล้ว ไอ้ความรู้สึกบ้า ๆ ที่แม้จะแค่เห็นหน้าก็กรุ่นอยู่ไม่รู้จาง

ฉันกล่าวคำขอบคุณเตรียมลงจากรถ หากแต่มือบางของคนด้านข้างกลับรั้งฉันเอาไว้ ฉันมองเห็นความไม่สบายใจที่แววตา ฉันจ้องเพื่อมองหาอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น

“คุยกันก่อนได้มั้ยคะ” อีกฝ่ายลงท้ายไพเราะ ฉันแพ้กับอะไรอย่างนั้น

“อยากคุยอะไร”

“อะไรก็ได้”

“อะไรก็ได้ มันคืออะไรล่ะ” ฉันย้อนคนที่นั่งเอียงไปกับเบาะ นิ้วเรียวที่เลื่อนจับพวงมาลัยเคาะมันไปมา

“ก็แบบ ช่วงที่เราไม่ได้คุยกันยูเป็นไงบ้าง”

“จะรู้ไปทำไม สนใจด้วยเหรอ” ฉันรู้ว่าเผลอทำเสียงอ่อนใส่ มีแววความตัดพ้ออยู่ในนั้น

“ถ้าไม่อยากรู้จะถามเหรอคะ” คนเคยคุ้นจ้องตากันก่อนแย้มยิ้ม ฉันไม่ชอบเลยที่ยังหวั่นไหวกับอะไรแบบนี้ “หรือถ้ายูไม่อยากคุย เราไม่กวนก็ได้นะ”

ฉันอยากพูดอะไรให้มากกว่านี้ แต่ก็ทำได้แค่นิ่งเงียบแล้วจ้องเข้าไปในดวงตาเธอ ฉันเคยคิดว่ามันหวานเสมอยามที่ได้มอง แต่ตอนนี้มันกำลังกัดกร่อนอยู่ข้างใน

เสียงเคาะกระจกระรัวดัง ฉันสะดุ้งหันกลับไปมองการกระทำนั้น ก่อนจะพบว่าใครอีกคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนคนปัจจุบันกำลังกระหน่ำกำปั้นใส่มันอยู่ ฉันตกใจและดูเหมือนคนที่นั่งอยู่ในรถด้วยกันกับฉันก็รู้สึกถึงความเกรี้ยวกราดนั้นได้อย่างดี

ฉันกดกระจกให้เลื่อนเปิด แล้วฟังเสียงตะคอกของผู้ชายหน้าบึ้งที่ยืนดึงดันกับประตูรถ

“เป็นบ้าอะไร”

“แล้วยูล่ะเป็นบ้าอะไร ทำไมไม่ลงมาสักที” เขายังคงโวยวายเสียงดังพยายามจะเอาฉันออกไปจากตรงนี้ให้ได้

“คุยกันดี ๆ ก่อนมั้ย” เป็นเจ้าของรถที่เอ่ยปากเตือน

“อย่ายุ่งจะดีกว่าเจน” เขาพูดสวน “ปล่อยแฟนเราลงได้แล้ว” ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมหยุดเมื่อยังคงออกแรงกระชากที่จับอย่างต่อเนื่อง

“แต่นี่รถเรา และถ้าชายยังไม่หยุดเราจะไม่ยอม” เธอทำท่าขึงขังและน้ำเสียงที่ดึงดันเหมือนว่าจะอ่อนลง “โต ๆ กันแล้ว ค่อย ๆ คุยกันก็ได้” ฉันมองไปยังอีกฝ่ายทีทำหน้าไม่พอใจนัก

“ยู ลงจากรถมาคุยกับชายก่อน นะ” แฟนฉันเรียกร้อง ตอนนี้ไม่มีกระจกกั้นแล้ว ฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นหวานเอียนผ่านทางลมหายใจ

อีกฝ่ายกำลังเมา..

“วันอื่นเถอะ วันนี้ชายเมามากแล้ว กลับไปก่อนดีกว่า” ฉันพยายามอ่อนโยนในน้ำเสียง มองเห็นความไม่พอใจในแววตา

“เราไม่อยากทะเลาะกับชาย เข้าใจเราบ้างเถอะ”

“เราไม่เข้าใจ ทำไมเราต้องเข้าใจวะยู”

“ชาย” ฉันเริ่มเสียงดังเมื่อเห็นแล้วว่าน้ำเสียงเขาขึงขังน่ากลัว “อย่าทำแบบนี้ เราไม่ชอบ”

“ไม่ชอบ งั้นเหรอ” ฉันเริ่มกังวล “ไม่ชอบเราหรือไม่ชอบผู้ชายวะยู” และก็เป็นจริง คำพูดประโยคเดิมที่เขาเคยกรอกใส่หูยามต่อปากเถียงกัน

“อย่ามาพูดแบบนี้นะ”

“ทำไมจะพูดไม่ได้ ว่าไงล่ะไม่ชอบเราหรือไม่ชอบผู้ชาย”

“หยุดหยาบคายและให้เกียรติแฟนตัวเองจะดีกว่านะชาย” น้ำเสียงเย็นเยียบไม่ได้หวานละมุนเหมือนยามออดอ้อน ฉันรับรู้ว่าคนพูดกำลังข่มอารมณ์ตัวเอง

“อย่าเสือกจะดีกว่านะ” เขาตะคอกกลับให้ฉันชะงักปากที่กำลังอ้าออก

“ก็ไม่ได้อยากจะเสือกหรอกนะ แต่ที่มึงหยาบด้วยน่ะแฟนเก่ากู” ฉันช็อค เมื่อได้ยินและดูเหมือนผู้ชายหนึ่งเดียวในที่นี้จะช็อคไม่ต่างกัน ฉันเห็นเขากัดฟันพยายามข่มไม่ให้ออกอาการอะไรมากไปกว่านี้

“นี่แฟนเก่ากูและที่มึงทุบอยู่ก็รถกู มึงจะให้กูแจ้งตำรวจเลยมั้ย”

“เรา ขอโทษ”

“ก็กูบอกแล้วว่าให้ค่อย ๆ คุย มึงเมา มึงก็กลับบ้านไปนอนอย่ามาสะเหร่อทำตัวทุเรศแถวนี้” ฉันฟังอดีตคนรักเอ่ยปาก คำว่าแฟนเก่ายังคงดังก้องอยู่ในหัว ยากเกินจะสลัดมันออก แค่เห็นว่าอีกฝ่ายออกอาการปกป้องก็รู้สึกอุ่นไปทั้งใจ

“เราอยากคุยกับยู ตอนนี้”

“ทำไมพูดไม่รู้เรื่องวะชาย” เจนยังคงเอ่ยปากพูดแทนฉันที่เอาแต่นั่งเงียบ

“เจนไม่เข้าใจหรอก”

“ทำไมเราจะไม่เข้าใจ”

“ก็เจนไม่ใช่เรา” เขายังคงร้องขอผ่านทางสายตา แม้จะหยุดแรงจากมือไปนานแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะน่าไว้ใจอะไรนัก ฉันหันไปมองคนที่นั่งกำพวงมาลัยอยู่ด้วยความเว้าวอน

“แล้วแต่ชายเลยนะ อยากจะยืนบ้าอยู่ตรงนี้ก็ตามใจ” บานกระจกเริ่มปิดเลื่อน “แต่จำไว้อย่าง เราไม่ใช่คนใจดีถ้าชายยังทำตัวแบบนี้เราก็ไม่ยอมเหมือนกัน”

บานกระจกปิดสนิท พร้อมกับที่รถขยับเลื่อนออกมาจากชายหนุ่มที่ยืนมึนและทำท่าจะวิ่งตาม ความเร็วถูกขับเร่งให้ละจากจุดเดิม ฉันเห็นความเหวี่ยงที่กระจายผ่านไปยังคันเร่ง แบบนี้ตลอดยามที่ไม่พอใจ


“ช้าลงหน่อยก็ได้” ฉันเอ่ยเตือน

“เป็นบ่อยมั้ย” ฉันรู้ว่าเจนพูดถึงใคร ฉันพยักหน้ารับแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายอางไม่เห็นมัน “ทำไมถึงคบ”

“ชายเป็นคนดี”

“คนดีที่ไหนมาอาละวาดแบบนี้” ฉันเงียบ จะให้อธิบายยังไงในเมื่อที่อีกคนอาละวาดน่ะเป็นเพราะความหึงหวงที่มีให้กับคนข้างกายของฉันตอนนี้ล้วน ๆ

“รักมันเหรอ” ฉันเงียบ ไม่อยากจะพูดถึง “ไม่ตอบ แสดงว่ารัก”

“ไม่มีอย่างอื่นจะถามเหรอเจน” เจนไม่ได้ตอบฉันแต่หันไปมองจ้องความมืดของถนนเบื้องหน้า

“แล้วนี่จะพาเราไปไหน”

“อยากไปไหนล่ะ” เจ้าของรถยักไหล่ แต่ก็ยังขับไปเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าจะจอดแวะ

“ถ้าเราบอก เจนจะพาเราไปมั้ย”

“ถ้าไม่ลำบากก็ไปได้นะ”

“ไปห้องเจน” ฉันเอ่ยคำแน่วแน่ มองจ้องคนที่กำพวงมาลัยจนแน่น เจนไม่ตอบอะไรฉันนอกจากเหยียบคันเร่งให้แรงขึ้นกว่าเดิม



แล้วยังไงล่ะ..

มาถึงห้องเพื่อมานอนกองมองฟ้าจากตรงระเบียงแล้วให้เจ้าของห้องได้เตรียมเครื่องดื่มอยู่ตรงมินิบาร์ พระเจ้าช่วย! มันต้องไม่ใช่แบบนี้ซิ มันต้องไม่ผิดแผน

“ลองดู” เจนยื่นแก้วใบสวยที่มีของเหลวสีสดอยู่ในนั้น

“อะไรล่ะ”

“น้ำส้มมั้ง” เธอยักคิ้วให้ฉันที่ยื่นมือออกไปรับ ฉันดมมันพลางย่นจมูกเมื่อได้กลิ่นรุนแรง

“กลิ่นไม่หอม แต่ถ้าลองแล้วจะติดใจ” ฉันแหวะใส่อากาศให้เจนได้ขำ มองมันแล้วก็ยกขึ้นจิบ

“เป็นไง โดนใจมั้ยคะ” เจนถามฉันเสียงหวานหยด รู้เลยว่าฉันถูกใจกับมันมากแค่ไหน

“ก็ งั้น ๆ” ฉันยักไหล่ตอบ พลางวางแก้วที่ว่างเปล่าลง

“เอาอีกมั้ย” ฉันส่ายหน้า “หรือจะเอาเป็นขวด”

“อะไรเป็นขวด”

 เจนไม่ตอบทำแค่ยกแก้วขึ้นดื่มระหว่างเดินกลับเข้าไป ฉันมองตามร่างที่เล็กกว่าเพียงนิด คิดถึงมากแค่ไหนคงไม่มีใครรู้ เจนเดินกลับมาพร้อมด้วยขวดแก้วในมือ ยี่ห้อเครื่องดื่มแปะหราฉันมองมันแล้วเงยหน้าขึ้นจ้องเจ้าของห้องที่ยกยิ้มบาง

“นี่ห้องหรือร้านเหล้า” ฉันถามเสียงห้วนและเจ้าตัวคงจะรู้

“ก็ไม่ได้กินบ่อยขนาดนั้น”

“แน่ใจ” อีกฝ่ายทำไม่สนใจในสิ่งที่ถาม หล่อนแค่นั่งลงด้านข้างแล้วยื่นเจ้าขวดกลมเล็กมาให้

“สักหน่อย จะได้สบายใจ เนอะ” เธอกระเซ้าฉันด้วยรอยยิ้ม เจนรู้อย่างดีว่าฉันคนนี้จะแพ้ให้กับอะไร ก็รอยยิ้มแบบนั้น แบบที่เคยมีให้กันเมื่อตอนที่คบ

ฉันแพ้เจน.. ใช่

เจนชอบมอมเมาฉันด้วยความหวาน ฉันหลงเธอยิ่งกว่าเหล้า เมายิ่งกว่าอะไร ไม่ว่าจะกี่หน ไม่ว่าจะกี่ที ฉันไม่เคยมองเจนว่าเป็นแค่รุ่นพี่คนสนิท แต่ก่อนคิดแค่อยากชิดใกล้ พอได้คบแล้วยังไงล่ะ

ก็แค่ชิดใกล้น่ะไม่พอ..

“หยุดยิ้มแบบนั้น” เจนเลิกคิ้ว แต่เมื่อเห็นฉันทำหน้าจริงจัง เธอก็มองเมินไป

ฉันก็เช่นกัน เราเลือกที่จะไม่มองกันแล้วหันไปสนใจท้องฟ้า คืนนี้มีดวงดาวไม่เยอะ มันฉายแสงแวววับแค่เพียงนิดปล่อยให้ฟ้าที่มืดสนิทเข้าครอบคลุม

ฉันดื่มไปอีกหลายขวด เจนนั่งเป็นเพื่อนเงียบ ๆ อยู่ตรงนี้ เสียงโทรเข้าจากมือถือยังคงดังระรัว เธอไม่แม้แต่จะเอ่ยปัดหรือตัดรำคาญอะไร เจนแค่เอนตัว นอนพิงไปกับเก้าอี้หวายตัวนิ่มที่เจ้าตัวแสนรัก เธอแย้มยิ้ม แล้วก็นั่งข้างกันอยู่ตรงนี้

“ไม่รำคาญรึไง” เป็นฉันที่ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากถามคนที่นอนมองฟ้ากระดิกเท้าเล่นแบบนั้น

“แล้วยูล่ะ ไม่รำคาญรึไง” เธอย้อนถามฉัน แต่ยังไม่หันกลับมามอง

“รำคาญดิ”

“ถ้ารำคาญก็ปิดซิคะ” เจนตอบเสียงหวาน แต่ยังนอนมองอากาศแบบเดิม เธอเมินฉัน ฉันรู้ แต่ที่ไม่รู้คือ แกล้งเมินหรืออย่างไร

“ปิดให้หน่อยดิ”

“ไม่ใช่เจ้าของ”

“ก็เป็นเจ้าของ ของเจ้าของมันอีกที ทีนี้ปิดได้รึยัง” ฉันตวัดแขนคว้าข้อมือคนที่นอนอยู่ให้หันมาจ้องตา เจนมองหน้าฉันแล้วก็ยิ้ม ยิ้มแบบที่รู้กันดีว่าหมายความถึงอะไร

“แค่อดีตมั้ยคะ ไม่ใช่ปัจจุบัน” เธอเอ่ยย้ำ ช้า ๆ ชัด ๆ

“แล้วอยากเป็นปัจจุบันดูมั้ยล่ะ” ฉันเอ่ยท้า “จะได้รู้ว่ามันดีกว่าอดีตแค่ไหน”

ไม่ต้องถามซ้ำเรากระโจนเข้าหากันอย่างเร็ว เจนฉกฉวยจังหวะที่ผลักฉันเข้าห้องหันไปเลื่อนปิดบานกระจก ฉันไม่รอให้เธอคว้าม่านเพื่อรูดปิด ฉันคว้าแขนแล้วดึงเจนเข้ามากอด กดจูบเข้าที่ปาก

มันยังหวานล้ำเหมือนวันเก่าก่อน ฉันถอนจูบออกเพื่อมองหน้าเจนให้ชัด ๆ แววตาฉ่ำหวานระริก มันสั่นไหวไม่ต่างไปจากใจของฉัน เจนเลื่อนหน้าเข้าหาพลางแนบปากลงอีกครั้ง บี้บดจนฉันเจ็บแต่ก็ยังไม่อยากให้เธอหยุด ฉันชอบจูบของเจน ชอบมาก รู้เลยว่ามันยากที่จะลืม

เราโอบประคองกอดกันอยู่ตรงนั้น ขยับดันร่างไปมา ไม่ได้สนหรอกว่า จูบนั้นจะไปจบลงที่ตรงไหน ฝ่าเท้าย่ำโดนกันเป็นระยะ ระหว่างที่สองร่างยังคงหาจุดพักไม่ได้

ฉันทิ้งตังลงกับโซฟาหนังที่เจ้าของมันเคยอวดอ้างว่านุ่มหนักหนา ถามซิว่าฉันรู้ได้เช่นไร ก็เฝ้ามองหาความเป็นไปผ่านใครต่อใครในโซเชียล คืนนี้ฉันอาจได้ลองลิ้มว่ามันจะจริงอย่างที่เจ้าตัวโม้ไว้ไหม ฉันถอนจูบก่อนขยับนั่งพิงหลังออกแรงดันให้คนตัวเล็กกว่าอย่างเจนขึ้นคร่อม ต้นขาเธอซ้อนหนีบ

“แน่ใจใช่มั้ย” เจนกระซิบถาม ลมหายใจรินรดอยู่ที่แก้ม

ฉันไม่ตอบ แต่นั่งมองดูเจนถอดเสื้อออกช้า ๆ ฉันเกลียดความยั่วเย้าแบบนั้นของเจน ฉันเกลียดมัน เพราะกำลังทำให้ฉันคลั่งแทบตาย

ฉันจัดการกระชากเสื้อออก กดจูบร้อนไปทั่วหน้าอกขาวผ่องนึกรำคาญชั้นในที่ยังคงดันไว้ซึ่งก้อนเนื้อคู่งาม เจนยังคงหอมละมุนไม่ต่างไปจากเมื่อก่อน เธอจะมีครีมบำรุงแสนหอมคอยประทินไว้เย้าให้กลิ่นมันติดปลายลิ้นอยู่เสมอ ฉันคือเหยื่อ ฉันรู้

เจนเป็นแบบนี้ เป็นแบบที่ยังคงทำให้ฉันหลงใหล..







          ขออภัยที่ต้องติดออกนะคะ .........


 

“แล้วไงวะ”

“ก็ไม่แล้วไง” ฉันคนกาแฟในแก้ว ยิ้มให้กับซองน้ำตาลที่อยู่ในตะกร้า

“แกไม่ต้องมายิ้ม เล่ามา”

“แกจะอยากรู้อะไร”

 ฉันมองหน้าชายผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรัก เราไม่ได้อันเฟรนด์กันอย่างที่ใครต่อใครคิด ฉันแค่กดเปลี่ยนสถานะออกจาก RELATIONSHIP ก็แค่นั้น เพราะถ้าหากไม่ทำเจ้าของใจฉันคงไม่ยอม

คิดถึงแม่เสือสาวที่ขู่ฟ่อตอนตื่นในวันนั้นแล้วก็ได้แต่ขำให้กับรอยแดงจ้ำตามตัว ฉันจำได้ว่าเจนบ่นอุบเธอจะไม่ได้ใส่ชุดโชว์เนื้อหนังไปอีกนาน รอยข่วนยังคงจางอยู่ที่หลังกับไหล่ แต่ฉันไม่ได้สนใจอะไรกับสิ่งนั้น ฉันชอบที่จะมีมัน เหมือนเครื่องตอกย้ำว่าฉันกับเจนยังคงนัวเนียใส่กันอย่างเดิม

คิดแล้วก็อยากจะบึ่งรถไปหา อยากเจอหน้า อยากจับคนสวยเข้ามาจูบ..

“แกมันบ้าว่ะยู”

“บ้าอะไร” ฉันหยุดยิ้ม แล้วมองหน้าเพื่อน

ชาย ไม่ได้เป็นชายแมน ๆ อย่างที่คิด ชายผู้ชื่นชอบชายด้วยกัน วันที่ฉันรู้ก็คือวันที่มันโดนสามีถีบส่งจนต้องมาร้องห่มร้องไห้ ให้ฉันได้ปลอบใจด้วยน้ำเมา จากเรื่องในครั้งนั้น มันกับฉันก็เดินกอดคอกันกลมจนโดนคนอื่นมองว่าเป็นคนที่คบกัน

จะว่าไปก็ใช่ ฉันกับชายก็คบกันจริง แต่คบในฐานะที่เรียกได้ว่าเพื่อนรักต่างสายพันธ์นั่นแหละ..

ฉันชอบสาว ส่วนมันน่ะชอบชาย

“มองอะไร มีอะไรก็รีบ ๆ พูด” ฉันยกข้อมือดูเวลา อีกไม่กี่ชั่วโมงจะได้ไปเจอสุดที่รัก

“อีคนหลงเมีย”

“ก็ดีกว่าคนไม่มีเมียให้หลง ละวะ” ฉันเห็นอาการอยากจะกรี๊ดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะขำ ชายจิกตาใส่ฉันที่นั่งยิ้มคนกาแฟวนไปมาอยู่อย่างนั้น

“แล้วสรุปแกกับพี่เค้าน่ะยังไง” ชายยังคงถามต่อ พยายามเก็บจริตในแววตาระริกให้มิดจากฉัน

“ก็ไม่ไง”

“คบกัน”

“อย่าเรียกแบบนั้นเลย”

“แล้วจะให้เรียกแบบไหนยะ”

“ก็ยังไม่ได้คบกัน” ฉันตอบให้คนมองหน้าแอบตกใจ

“ไม่ได้คบ แต่เอากันทุกวันนี่อ่ะนะ” มือหนายกขึ้นทาบอก ฉันนึกหมั่นไส้จึงหยิบซองน้ำตาลบนโต๊ะเขวี้ยงใส่

“ก็เออไง”

“แล้วทำไมแกไม่คบ”

“ก็พี่เค้าไม่พูด”

“แล้วแกเป็นบ้าอะไร ทำไมไม่พูดเอง” ฉันถอนหายใจ ตั้งแต่เรื่องคืนนั้นฉันก็อยากจะรู้ว่าระหว่างเรามันคืออะไร แต่จะให้พูดไปก็กลัวจะโดนตอกหน้ากลับมาให้มันชาเล่น

ไม่ได้อยากจะเป็นแค่เพื่อนนอน

ไม่ได้อยากจะเป็นแค่หมอนให้กอดหนุน

ฉันอยากเป็นคนรัก เป็นคนที่เจนอยากจะเดินควงอวดโฉมยามไปไหนมาไหน แต่นี่อะไร เจอกันแต่ละครั้งก็คือที่ห้อง พูดคุยถามไถ่ก็ใช่ว่าจะมี เราจบในแต่ละวันในตอนนี้ด้วยเรื่องบนเตียง ต่างวอนเว้าเข้าหากันด้วยเสียงกระเส่าของsexก็เท่านั้น

ฉันจิ๊ปาก ด้วยนึกขัดใจที่ความสัมพันธ์ดำเนินไปไม่ถึงไหนเสียที ก็มีแต่ลีลากับท่าทางร่อนเอวของเจ้าตัวที่ดูเหมือนจะไวว่องขึ้น

คิดแล้วก็อยากจะพุ่งใส่..

“แกก็พูดเลย” เพื่อนฉันเอ่ยยุ

“ปากน่ะมีไว้ทำอย่างอื่น นอกจากจูบกับดูด เผื่อแกไม่รู้” ชายจิ้มนิ้วเข้าที่หน้าผากฉัน มันแรงไปตามความหมั่นไส้

“ก็อยากจะพูด”

“แล้ว..”

“ก็ไม่กล้า”

“โอ้ย อีบ้า” เสียงเพื่อนแหลมขึ้นกว่าโทนเดิม “เอากันไปตั้งกี่รอบยังจะมาไม่กล้า”

“แกไม่เข้าใจ”

“ไม่เข้าใจอะไรยะ” เพื่อนชายนั่งตัวตรง แลดูเคร่งเครียด

“แกโสด” ชายชี้นิ้วมาที่ฉัน “พี่เค้าก็โสด”

“แล้วคนโสดสองคนที่เค้ามีอะไรกัน แกควรจะเรียกว่าอะไร”

“...” ความเงียบคือคำตอบ

“อีนี่ ฉันอุตส่าห์ลงทุนยอมเป็นผู้ชายให้แกควงไปเย้ย เกือบจะโดนพี่เค้าฟาดแล้วลากไปเข้าตาราง แล้วแกดูซิ ดูสิ่งที่แกทำ แกกำลังทำให้ความเสี่ยงของฉันไร้ค่านะ แกรู้มั้ย” ฉันฟังเพื่อนบ่น

“แล้วจะให้ทำไง”

“ไปขอเค้าเป็นแฟน”

“ชาย”

“ถ้าวันนี้ฉันไม่เห็นสเตตัสว่าคบกันของแกกับพี่เค้านะ รู้ไว้เลย ฉันจะแฉแกให้เกลี้ยง”

ฉันโวยวายใส่เพื่อนที่ทำหน้าขึงขังใส่ คำพร่ำด่าที่โดนกรอกหูตลอดเวลาของการสนทนาครั้งนี้ ยังคงติดตรึงไปถึงช่วงค่ำคืนของวัน ฉันนอนมองคนรักที่ยังไม่แน่ชัดของตัวเอง เดินฮัมเพลงไปกับดนตรีบรรเลงที่เปิดคลอ

“เป็นอะไรคะ ดูทำหน้าเข้า” เจนเดินมาทิ้งกายลงที่ตัก ใช้สองแขนโอบรัดรอบคอ

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”

“โกหก ไม่ดีนะ” ฉันเคยบอกมั้ยว่าเจนน่ะจับโกหกได้เก่งที่สุดในโลก

“ก็เปล่า”

“งั้นเหรอ” เธอเอียงหน้ามอง “ไม่น่ารักเลยนะคะ”

“รักเถอะค่ะ อย่าไม่รักกันเลย” ฉันกอดเอวคอดรั้งมันไว้เบา ๆ

“ขนาดนี้ ยังคิดว่าไม่รักอีกเหรอคะ” ฉันมองจ้อง ยิ้มให้กับคนในอ้อมกอดอีกครั้ง อยากฟังคำนั้นอีกสักที หรือนี่จะเป็นสัญญาณที่ดีของการไขข้อสงสัย

“เรารักกัน ใช่มั้ยคะ” ฉันถามย้ำ อยากได้ยินให้ชัดมากกว่านี้

“รักซิคะ” เจนกดจูบแผ่วเบา “ถ้าไม่รักอย่าหวังว่าจะได้”

“เจน” ฉันจูบกลับ ย้ำชัดว่าทุกอย่างคือความจริง ฉันล้วงมือลูบลึกเข้าไปยังโคนขาให้แม่คนรักหมาด ๆ ได้ตะปบฟาดเข้าให้

“อย่าซนค่ะ วันนี้อดกิน”

“เจน” ฉันโอดครวญเสียงดัง

“ไม่อยากเจอแดงเดือดหรอกเนอะ” ฉันมองตามร่างบางที่ลุกออกจากตักไป นึกเสียดายอยู่นิด ๆ แต่ก็คิดได้ ว่ามีอีกหลายวันที่ฉันจะได้กอดรัดเธอ

“ไปอาบน้ำค่ะ เดี๋ยวมาดูหนังกัน” เจนยื่นกล่องในมือขึ้นโชว์

“รับทราบค่ะ แม่” ฉันหัวเราะให้กับใบหน้าที่หงิกงอ พลางเดินยิ้มกริ่มเข้าไปด้านใน



ฉันเลื่อนหน้าจอเพื่อมองดูความเป็นไปของโลก เห็นการอัพเดทของเพื่อนพ้องพลางนึกไปถึงเรื่องวันนั้น ตอนที่ฉันเห็นสถานะอัพเดทของคนในห้องน้ำกับผู้ชายหน้าคมอีกคนที่พึ่งเจอกันไม่นาน

คบกันแบบคนรัก..

คือสิ่งที่ฉันไม่อยากจะเชื่อ ยู คืออดีตเด็กสาวที่เข้ามาติดพัน ฉันมั่นใจว่ายูรักฉัน และเชื่อว่าจะไม่มีวันรักผู้ชายคนนั้นแน่นอน ฉันหงุดหงิดและใช่ฉันไม่พอใจ

แม้จะเลิกราจนห่างกันไปไกลมากแล้ว...

แผนการเล็ก ๆ เริ่มขึ้น พร้อมกับการเปิดเผยตัวตนของใครอีกคนที่แทรกเข้ามา อดีตแฟนจอมเจ้าชู้ที่ฉันยังคบอยู่แบบคาราคาซังกำลังจะโดนเฉดหัวให้พ้นไปจากสถานะการคบหา

ถามว่าเบื่อมั้ย บอกเลยว่าเบื่อมาก

ตอนนั้นที่เลิกรากับยูไม่ใช่เพราะว่าไม่ถูกใจ แต่จะให้ทำเช่นไรในเมื่อคนที่ยังชิดใกล้อยู่ในฐานะแฟนนั้นยังมี ฉันกับยูก็แค่ชู้แบบชั่วคราว วันที่เธอรู้ว่าฉันยังคบซ้อนอยู่กับคนรัก ฉันจำได้ว่าวันนั้นเธอช้ำมากแค่ไหน น้ำตาที่ไหลอาบคือร่องรอยของความเสียใจ

จะให้ทำเช่นไร ในเมื่อแค่คิดว่าจะสนุกไม่ได้คิดคบถาวร แต่ก็นั่นแหละคนเลวอย่างฉันก็ยังอยากจะรั้งเอาไว้ มั่นใจว่าทั้งใจและกาย เด็กสาวอ่อนวัยไม่มีทางลืมกัน

วันนั้นเราเลิกรา ด้วยความปรารถนาบนเตียง ฉันมีอะไรกับยูอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งรุนแรง เร่าร้อน ยอมรับเลยว่าโคตรดีและติดใจจนไม่อยากหยุด แล้วก็ได้รู้ใจว่าที่จริงแล้วรักเด็กสาวที่กอดรัดฉันมากขนาดไหนเมื่อตอนจะจากกัน หากแต่ฉันเลือกที่จะหยุด

ใช่.. ฉันหยุด

และล่าถอยออกมา อวยพรให้อีกฝ่ายได้เจอคนที่ดี..

จนโอกาสที่มีมาถึง ฉันมองเห็นจุดที่จะหาเรื่องเพื่อเลิกกับคนรักเก่า มันไม่ได้ยากหากจะทำให้เรื่องความเจ้าชู้มันแตกออก ฉันยิ้มกริ่มเมื่อกระตุ้นให้แม่เด็กฝึกงานตัวเล็กออกอาการวีนเหวี่ยง ฉันยังจำได้ถึงวันที่หล่อนก้าวฉับ ๆ เข้าหาผู้หญิงที่ยืนหน้าซีดอยู่ด้านข้างกายฉัน

.. พี่เอาหนูแล้ว ยังจะกลับไปเอาอีนี่อีกเหรอ..

อยากจะร้องอู้ ให้กับเสียงแหลมที่เปล่งออกมา แต่ต้องพยายามที่จะไม่ยิ้มทั้ง ๆ ที่มันปริ่มไปทั้งใจ ฉันแสร้งหน้าสลด มองดูอดีตคนรักที่ยืนคอตกอยู่ด้านข้าง พลางเอ่ยย้ำถึงข้อตกลงที่เคยบอกกันไว้

.. ครั้งสุดท้ายที่จะอดทน ถ้าครบสามหนคือจบกัน จำไว้..

และฉันก็ทำมัน ฉันเดินออกมาจากชีวิตของอีกฝ่ายอย่างสง่าผ่าเผยแถมด้วยการเรียกคะแนนความสงสารจากคนรอบข้างได้ไม่น้อย ปล่อยให้เขาไปเสวยกายหาความสุขกันแบบสองคน ตัดขาดทุกสิ่งอย่างโดยไม่ได้รู้สึกเหงาหรือเศร้าอะไรแบบที่ใครต่อใครคิด

เป็นเพื่อนรอบกายที่จงเกลียดจงชัง สาปแช่งก่นด่า ทำหน้าที่แทนฉันเป็นอย่างดี

คิดแล้วก็ขำ หากใครรู้ว่าฉันทำอะไรแบบนี้ แล้วคำว่าคนดี จะถูกเอาไปโยนไว้ที่ไหน แต่ใครเล่าจะแคร์เพราะแม้แต่เพื่อนรักอย่างหลินก็ยังไม่รู้ถึงความจริงต่อสิ่งที่ฉันทำ เสียงประตูเปิดออก ความหอมของครีมอาบน้ำลอยมาแตะจมูก คนรักในปัจจุบันเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา

“หอมจังค่ะ” ฉันสูดดมเรือนผมของคนที่พุ่งมากอด

“อือ หอมมากมั้ย ๆ” คนขี้อ้อนถามย้ำอยู่แบบนั้น

“หอม” ฉันลากเสียงอ่อนให้คนในอ้อมกอดเงยหน้าขึ้นจูบเบา ๆ ที่คาง

“อันนี้ก็หอม”

“ฉวยโอกาส”

“ไม่สน ก็คนเค้าอยากฉวย” ยูไล่จูบไปทั่วหน้าฉัน เราสองคนผลัดกันจูบไปมา

ก็ถ้าร้ายแล้วได้ใครคนนี้มากอด ก็ขอบอกเลยล่ะว่าคุ้ม ฉันหัวเราะใส่คนที่มุดหน้าเข้าหาอก ออกแรงตีเบา ๆ พยายามรั้งร่างนั้นให้หลุดออกจากการรุกไล่ ยูนิ่วหน้าไม่พอใจ

“ให้พี่อาบน้ำก่อน”

“ไม่อยากรอนี่นา”

“แป๊บเดียว”

“ไม่เคยแป๊บอ่ะ” ช่างงอแง แต่ก็น่ารัก

“ยู” เธอไม่รอให้ฉันพูดจบกลับลุกขึ้นแล้วดึงข้อมือฉันให้เดินตาม

เสียงบานประตูปิดลง และแน่นอนว่าคงจะไม่ได้ดูหนังเหมือนดังที่ตั้งไว้ เสียงโวยวายถูกร้องบอกพอเป็นพิธี เมื่อคนที่ดูเหมือนจะทานไหวได้ออกแรงรั้งลาก พาร่างบาง ๆ เปล่าเปลือย

สายน้ำอุ่นรด แต่คนที่อยู่ใต้มันนั้นร้อนกว่า เมื่อความหวานรัญจวนชวนเสียวคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง สองร่างกอดรัด และแน่นอนว่าการหยุดพักน่ะคงไม่มี

“ยูไม่ถือ นะคะ” คนอาสาอาบให้กระซิบบอกเสียงกระเส่า

“..” ฉันไม่ตอบ ทำแค่เพียงอ้าขากว้างรอให้ปลายนิ้วที่ว่างได้สอดใส่ จังหวะเร้าถูกเร่งแรง เสียงร้องดังก้อง แน่นอนว่ามันต้องจบลงแค่ในห้องนี้ ใครล่ะจะปล่อยให้มีเลือดแดงฉานอาบไปทั่วเตียงนอน

สถานะอัพเดท...

เราสองคน RELATIONSHIP

ฉันยิ้มให้กับท้องฟ้า ยิ้มให้กับการกดไลค์ และแน่นอนว่า ยิ้มให้กับคนข้างกายที่กำลังนั่งไล่ตอบคอมเม้น ความสนใจจากผองเพื่อนคงส่งผลให้คืนนี้ยากที่จะนอนหลับเป็นแน่ ฉันหัวเราะใส่ใบหน้าง้ำงอของคนรัก ดูท่าคืนนี้คงจะยาวไกล แต่ใครเล่าจะสน ขอแค่มีคนข้าง ๆ นั่งอยู่ด้วยกันอย่างนี้ไปนาน ๆ ก็พอ

การเสียไปใช่ว่ายาก แต่การได้กลับมานั้นยากกว่า..

แต่ไม่ใช่กับฉัน





                              --------------------------------------------------------------------------------------------------





ตอนเดียวจบ สั้น ๆ นะคะ
ในส่วนของฉากที่อยู่ด้วยกันในห้องแบบ กอดรัด ฟัดเหวี่ยงต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถลงให้อ่านในนี้ได้

ขอบคุณค่ะ

ปล. ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ขอให้มีความสุขกับนิยายนะคะ


ผลงานอื่นๆ ของ AGAINPLEASE_

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น