หัวใจในอุ้งมือ

ตอนที่ 33 : สนใจข้าบ้าง (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,094
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    7 พ.ค. 59

     "ท่านว่าอะไรนะ" ซูหลิงเมื่อได้ฟังแล้วก็ตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง

    "เรื่องมันนานมามากแล้ว สาเหตุที่ข้าต้องรับตำแหน่งเจ้าเมืองต่อจากบิดาก็เพราะว่าท่านพ่อถูกกลุ่มโจรฆ่าจากการปะทะกันระหว่างที่เขาเดินทางไปเจรจาเรื่องความปลอดภัยของตัวเมืองนี่ล่ะ" ชงซานเล่าเรื่องได้อย่างธรรมดาไม่ได้แฝงความโกรธเคืองไว้ในน้ำเสียงแม้แต่น้อยราวกับว่าไม่ใช่เรื่องของตนเอง "หลังจากที่ข้าเข้ารับตำแหน่งก็ได้ทำเรื่องไปยังเมืองหลวงเพื่อให้ทางการส่งคนมาช่วยดูแลความปลอดภัยของตัวเมืองแทน แทนที่จะเป็นการอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยตามที่ท่านพ่อต้องการก็กลายเป็นต่างคนต่างอยู่ไม่เกี่ยวข้องกันแทน ปัญหาเรื่องกลุ่มโจรจึงยังได้ค้างคามานานเกือบสิบปี" 

    "แล้วท่านไม่เกลียดข้าบ้างเลยหรือ" ซูหลิงได้ยินแล้วก็ตกใจ นางไม่เคยถามเรื่องนี้กับเขามาก่อน ไม่เคยรู้เลยว่าเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่เสียคนรักไปเพราะกลุ่มโจรเช่นกัน

    "ข้าจะเกลียดเจ้าได้ยังไงกัน" เขาออกจะรักนางมากมายขนาดนี้แต่นางก็ยังไม่รู้ตัวซักนิด เขาปล่อยมือออกจาหัวไหล่ของนาง นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนโผลเข้ามากอดเขาเอง

    "จงซาน ข้าไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ฮือ" ในที่สุดซูหลิงก็ร้องไห้ออกมาจนได้ ใบหน้าของนางซุกกับหน้าอกของชายหนุ่ม ร่างของเด็กสาวกระตุกเป็นช่วงๆตามการสะอึกสะอื้นของนาง ชงซานยืนนิ่งงันอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะโอบกอดนางกลับอย่างเก้ๆกังๆ

    "ใครเขาจะเอาเรื่องนี้มาเล่ากันง่ายๆเล่า ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟังสักนิด" เขาพูดอย่างขบขันแต่คนฟังกลับรู้สึกเศร้ามากขึ้นแทน การที่นางร้องไห้เพื่อเขาเช่นนี้ถือว่าความสัมพันธ์ของเขาและนางมีการพัฒนามากขึ้นหรือเปล่านะ

     "แต่ข้าก็คงโกรธเคืองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ตั้งแต่นั้นมาการเข้าออกเมืองแบบเสรีก็ถูกระงับมาโดยตลอด ที่จริงหลายปีมานี้ข้าก็มีความคิดที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ก็มักจะนึกติดใจเรื่องนี้ขึ้นมาโดยตลอด" เขาถอนหายใจ ความสงบของคนในอ้อมกอดทำให้เขารับรู้ได้ว่านางกำลังรับฟังอยู่ "แต่หลังจากที่ได้พบเจ้าข้าก็เริ่มเปลี่ยนความคิดของตัวเอง คนที่ต้องเจ็บปวดเพราะพวกกลุ่มโจรอันที่จริงก็ไม่ได้มีแค่ชาวเมืองอย่างเดียว คนนอกด่านที่คิดทำมาหากินสุจริตก็มักจะตกเป็นเหยื่อด้วยเช่นกัน หายๆคนก็ไม่รู้จะหนีไปไหนได้แต่ต้องแอบลักลอบเข้าเมืองหรือไม่ก็เฝ้ารอวันที่ตัวเองจะสามารถช่วงชิงใบอนุญาตเข้าเมืองที่นานๆจะมีซักคนที่ได้รับเท่านั้น หรือบางทีเมื่อเขาไม่สามารถทำอะไรได้สุดท้ายก็เลือกที่จะเป็นโจรด้วยว่าถูกภาระบีบบังคับ ดังนั้นข้าจึงคิดจะนำความต้องการของเจ้าเมืองคนก่อน ของท่านพ่อมาสานต่อให้สำเร็จ ตอนนี้ข้ามีกำลังในมือแล้ว เงินและแผนการก็เตรียมไว้แล้ว อีกอย่างที่ขาดไปก็คือการยอมรับจากชาวเมืองเท่านั้น หากเรื่องเหล่านี้สามารถผ่านไปได้เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว"

    "อือ" ซูหลิงถูไถหน้าขึ้นลง "ทำไมท่านช่างดีกับข้าเหลือเกิน" นางผละออกก่อนส่งสายตาเป็นประกายอย่างที่เคยทำไปที่เขา

    "เจ้าก็ลองคิดดูเอาเองสิว่าข้าดีกับเจ้าทำไมกัน" ชงซานใช้หลังมือเคาะหน้าผากเด็กสาวเบาๆ "ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้าก็จะกลับไปทำงานต่อแล้ว"

    "ท่านคิดว่าข้าควรจะบอกทุกคนหรือเปล่าว่าข้ามีความเป็นมาอย่างไร" ซูหลิงถามกลับพลางลูบหน้าผากตัวเอง

    "ถ้าเจ้ายังไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก แต่ขอให้เจ้าจงจำเอาไว้ว่า การที่ทุกคนโกรธเกลียดกลุ่มโจรนั้นเป็นเรื่องปกติขอเจ้าอย่าได้กังวลมากเกินไป" ชงซานกล่าวยิ้มๆ "และสิ่งที่พวกเขาพูดทั้งหมดนั้นล้วนแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าแม้แต่น้อย เจ้าก็คือเจ้า ไม่มีทางเป็นใครอื่นไปได้ ดังนั้นเจ้าจะบอกหรือไม่บอก ข้าเชื่อว่าล้วนไม่มีผลต่อความคิดของคนที่รู้จักเจ้าดีพอ"

    "อืม..." ซูหลิงรับคำเบาๆ

    "และถ้าหากมีใครคิดด่าทอหรือทำร้ายเจ้าเพราะล่วงรู้ว่าเจ้าเป็นใครแล้วล่ะก็ ขอเพียงแค่มาบอกข้า ข้าก็จะจัดการลงโทษพวกคนเหล่านั้้นให้เอง" ชายหนุ่มยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ"

    รอยยิ้มงดงามของซูหลิงปรากฏขึ้นบนใบหน้าเปื้อนน้ำตาอย่างเห็นได้ยาก นางรู้สึกทั้งปลอดโปร่งโล่งสบายทั้งยังรู้สึกปลอกภัยและอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ขอบคุณนะจงซาน"

    "ข้าฟังคำขอบคุณของเจ้าจนเบื่อแล้ว" เขายิ้มตอบ "ไม่มีเรื่องกังวลใจแล้วใช่ไหม"

    "ไม่มีแล้ว" นางส่ายหน้า

    "ไม่มีก็ดีแล้ว ข้าจะได้กลับไปทำงานต่อ" ชายหนุ่มทำสีหน้าเบื่อหน่ายเต็มประดาจนนางอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ "มีอะไรก็มาปรึกษาข้าได้ตลอด หรือไม่ก็ไปหาชางหลิวก็ได้ แต่ต้องให้มีใครตามไปด้วยล่ะ"

    "อ้อ ไป๋อิงบอกข้าว่าช่วงนี้อย่าเข้าไปใกล้คนที่มีคนรู้จักเป็นทหารดีกว่า" ซูหลิงพูดเหมือนนึกขึ้นได้

    "งั้นหรือ แต่ไป๋อิงก็ไม่รู้นี่ว่าชางหลิวรู้จักเจ้าแค่ไหน" ชงซานเลิกคิ้วถามนาง

    "เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไว้ข้าจะไปหาพี่จางหลิวดู" เด็กสาวยิ้มอย่างมีความสุข อันที่จริงนางก็อยากไปหาพี่ชางหลิวตั้งนานแล้ว ติดที่คำพูดของไป๋อิงทำให้นางกังวลจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี มาวันนี้เมื่อคิดตามที่อีกฝ่ายว่าแล้วก็เห็นว่าเป็นความจริง "ท่านเป็นคนพาข้าไปไม่ได้หรือ" ซูหลิงใช้น้ำเสียงออดอ้อน

    "เฮ้อ ข้าก็อยากไปกับเจ้านะ แต่ข้าไม่ว่างเลยจริงๆ" ไหนจะเรื่องปราบโจร ไหนเขายังจะต้องเตรียมการเรื่องตลาดเสรี เข้าออกเมืองได้อย่างอิสระอะไรนั้้นอีก

    "งั้นหรือ" ซูหลิงมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย "ท่านกลับไปทำงานเถอะ แล้ว แล้วก็พักผ่อนให้มากๆอย่าทำงานหนักจนเกินไปนักนะ" นางพูดไปแล้วก็รู้สึกร้อนวูบวาบอย่างไรบอกไม่ถูก นางไม่ได้พูดอะไรแปลกๆออกไปใช่ไหม

    "อืม ข้ารู้แล้ว" ชงซานรับคำอย่างยินดี เขาเดินอารมณ์ดีออกจากห้องหนังสือไป ส่วนซูหลิงก็กลับไปทำงานต่อตามปกติ




    หลังได้รับคำปรึกษาและงานที่ต้องในแต่ละวันหมดลง ซูหลิงก็ขอร้องให้พี่เอ้อนิวช่วยไปจวนแม่ทัพเป็นเพื่อน เอ้อนิวคิดว่าซูหลิงในช่วงนี้ไม่ค่อนได้เจอท่านเจ้าเมืองคงจะเหงาเลยคิดจะไปหาเพื่อนของตัวเองแทน นางจึงยิ้มแย้มอย่างยินดี อีกอย่างการไปที่จวนแม่ทัพแล้วนางอาจจะพอได้รู้ข่าวของน้องชายตัวเองบ้างก็เป็นได้ หลังจากแจ้งว่าตัวเองเป็นใครและมาพบกับใครแล้ว ใช้เวลาไม่นานก็มีสาวใช้สาวหน้าตาน่ารักนำทางคนทั้งสองไปยังห้องหนังสือ ตัวจวนแม้ทัพแม้จะไม่ได้ดูงดงามเหมือนจวนเจ้าเมือง แต่ก็ดูแข็งแรงและเป็นระเบียบสมกับชื่อจวน

    "พี่จางหลิว" ซูหลิงพุ่งตัวเข้ากอดหญิงสาวตรงหน้าทันที

    "ใจเย็นๆหน่อยซูหลิง" ชางหลิวส่ายหน้าด้วยความขบขัน ก่อนส่งยิ้มให้กับหญิงสาวที่ตามมาด้วยกัน

    "คารวะฮูหยินแม่ทัพเจ้าค่ะ" เอ้อนิวย่อตัวทำความเคารพตามปกติ แม้นางจะมีอายุมากกว่าแต่ด้วยตำแหน่งแล้วนางเลือกที่จะนอบน้อมต่ออีกฝ่ายตามมารยาท

    "ไม่ต้องมากพิธีไป เจ้าเป็นเพื่อนซูหลิงหรือ" ชางหลิวไม่สนใจว่าใครตำแหน่งสูงกว่าใคร เพื่อนของชางหลิวก็คือเพื่อนของนาง

    "ผู้น้อยเอ้อนิวเป็นสาวใช้ของจวนเจ้าเมืองเจ้าค่ะ" เอ้อนิวยิ้มแย้มกลับ

    "เอ้อนิว เอ้อนิว เจ้าเป็นพี่สาวของทหารใหม่ที่ชื่อว่าหนานอี้ใช่หรือไม่" ชางหลิวได้ยินชื่อของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็นึกออก

    "ใช่แล้วเจ้าค่ะ เอ่อ ฮูหยินพอจะมีข่าวของกองทหารบ้างไหมเจ้าคะ" เอ้อนิวถามอย่างกล้างๆกลัวๆด้วยว่ากลัวจะเสียมารยาท

    "ไม่มีเลย ข่าวทั้งหมดล้วนแต่ถูกส่งไปที่จวนเจ้าเมืองทั้งนั้น" ชางหลิวยักไหล่ นางคิดจะคุยกับซูหลิงเสียหน่อยแต่ก็กลัวจะหลุดปากเรื่องที่อีกฝ่ายเป็นบุตรสาวโจร ดูๆแล้วสาวใช้จวนเจ้าเมืองคนนี้ต้องยังไม่รู้แน่ๆว่าซูหลิงมีที่มาอย่างไร แต่จะเอ่ยปากไล่อีกฝ่ายออกไปก็ไม่ดี นางจะทำอย่างไรดี "อืม ถ้าเจ้าอยากรู้ว่าหนานอี้เป็นคนอย่างไรก็สามารถจะไปถามเอาจากทหารที่เหลืออยู่ได้นะ ข้าจะเรียกคนให้"

    "เอ่อ ผู้น้อยไม่รบกวนหรอกเจ้าค่ะ" เอ้อนิวรีบปฏิเสธ

    "รบกวนอะไร เจ้าพวกนั้นว่างจะตาย ยิ่งสามีข้าไม่อยู่นอกจากออกลาดตระเวนแล้วไม่เห็นจะมีการฝึกอะไรจริงจังซักอย่าง ฮั่วเถิงๆ" ชางหลิวค่อนแคะกลุ่มทหารของสามีไปหนึ่งคำแล้วก็เรียกนายกองคนสนิทเข้ามา "เดี๋ยวเจ้าพาแม่นางผู้นี้ไปหาเพื่อนๆของหนานอี้เสียหน่อย นางเป็นพี่สาวของเขา ให้เจ้าพวกนั้นเล่าอะไรดีๆเกี่ยวกับหนานอี้ให้นางฟังเพื่อคลายความเป็นห่วงเสียหน่อยเถอะ"

    "ขอรับฮูหยิน" ฮั่วเถิงรับคำ แล้วก็นำทางเอ้อนิวไปทางลานด้านหลัง

    "พี่จางหลิว ข้าคิดถึงท่านมากๆเลย" ซูหลิงยิ้มกว้าง

    "คิดถึงข้าแล้วทำไมไม่มาหาข้าเล่า ท่านเจ้าเมืองไม่ให้มาหรือ" หญิงสาวยิ้มตอบ

    "เปล่า เป็นข้าที่กังวลมากไปเอง" ซูหลิงหัวเราะด้วยท่าทีเก้อๆ "พี่จางหลิวไม่เคยโกรธเกลียดข้าเลยใช่ไหม"

    "หืม ข้าจะโกรธเกลียดเจ้าได้อย่างไร เจ้าเป็นถึงคนที่ช่วยข้าออกมาจากกองโจรเชียวนะ เป็นผู้มีพระคุณของข้า" ชางหลิวตบหลังให้กำลังใจซูหลิงเบาๆ "มีใครมาโกรธเคืองเจ้างั้นหรือ แล้วชงซานเขาไม่ช่วยเจ้าเลยหรือ"

    "ไม่มีๆ จงซานก็ดีกับข้ามาก" ซูหลิงพูดแล้วก็หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย

    "ช่วงนี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยดี ใครๆต่างก็กลัวกลุ่มโจรทั้งนั้น ต่างคนต่างก็พูดไปเรื่อยเสียมากกว่า" ชางหลิวพูดอย่างเข้าอกเข้าใจฝ่ายตรงข้าม "แต่เจ้าก็อย่าได้กังวลไปเลย ตัวเจ้าก็คือตัวเจ้า คนอื่นก็คือคนอื่น"

    "อืม พี่จางหลิวพูดคล้ายๆจงซานเลย" ซูหลิงได้ฟังแล้วก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมา ดูเหมือนจะไม่มีใครเกลียดนางจริงๆ "พี่จางหลิว"

    "หืม" ชางหลิวขานรับ

    "แล้วสามีพี่จางหลิวเกลียดข้าหรือเปล่า" เด็กสาวถามอย่างหวาดๆ

    "ฮึๆ ถ้าเขามีคนที่เกลียดนั้นน่าจะเป็นข้าเสียมากกว่า" หญิงสาวอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้

    "เอ๊ะ! พี่จากหลิวกับสามีไม่ได้รักกันหรือ" ซูหลิงถามกลับด้วยความสงสัย

    "ฮ่าๆๆ พวกข้ารักกันดี แล้วข้าก็กำลังจะมีลูกแล้วด้วย" ชางหลิวยิ้มอย่างอ่อนโยนให้นางพลางเอามือลูบท้องของตัวเอง

    "จริงหรือ!" ซูหลิงอ้าปากค้าง พี่จางหลิวกำลังจะมีลูก

    "นี่ก็เดือนกว่าๆแล้ว ข้าพึ่งรู้ตัวเมื่อวันก่อนเอง ไม่เช่นนั้นหย่งคังคงไม่ยอมออกไปจากเมืองแน่ๆ" หญิงสาวพูดจาติดตลก

    "ข้า ข้ายินดีกับพี่จางหลิวด้วย" เด็กสาวอดที่จะยิ้มตามอีกฝ่ายไม่ได้ "คนท้องต้องระวังให้มากๆไม่เช่นนั้นจะแท้งได้นะ"

    "เจ้าก็รู้ดีเหมือนกันนี่" ชางหลิวยิ้มตอบ "แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะแต่งงานสักทีหรือ"

    "ข้า ข้างั้นหรือ ข้าจะแต่งตอนที่อายุเท่าพี่จางหลิวยังไงล่ะ" ซูหลิงตอบกลับ

    "แล้วจะแต่งกับใครงั้นหรือ" ชางหลิวถามต่อ

    "ข้า ข้าจะแต่งกับ กับ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" อีกฝ่ายตอบตะกุกตะกัก มีอยู่ชั่วแวบหนึ่งที่นางนึกถึงชงซานขึ้นมาก่อนที่จะตอบออกไป

    "อืม เจ้ากินอาหารเย็นมาหรือยัง อยู่ทานด้วยกันไหม" ชางหลิวเห็นท่าทางร้อนรนของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ไม่รบเร้าต่อ

    "เดี๋ยวข้ากลับไปกินที่จวนเจ้าเมืองได้" ซูหลิงปฏิเสธกลับ

    คนทั้งสองพูดคุยกันอีกสักพัก เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย พูดคุยกันไม่นานเอ้อนิวก็กลับมาหาซูหลิงที่ห้องหนังสือ แม้ชางหลิวจะชวนให้ทั้งคู่อยู่ทานอาหารเย็นร่วมกันแต่ก็ไม่เป็นผล นางก็ทำอะไรไม่ได้จึงให้ทหารผู้หญิงคุ้มครองพาคนทั้งสองกลับจวนเจ้าเมืองไป


******************************

เข้ามาพูดคุยและติดตามอัพเดตก่อนใครได้ที่ https://www.facebook.com/loveinten หรือค้นหาว่า รักในเดือนสิบ

ขอบคุณค่ะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

250 ความคิดเห็น

  1. #205 9namfon (@9namfon) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2559 / 00:22
    ท่านแม่ทัพเอ๋ย หุหุหุ


    ท่านชง
    #205
    0
  2. #95 chingyota (@kohafanclb) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 14:25
    โถๆ ถ้าชงซานมาได้ยินคงลุ้นน่าดู
    #95
    0
  3. วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 12:41
    ชงซาน แกรอนานแน่ๆ 5555555
    #94
    0