ยอดขวัญอสุรา l Sesshomaru x Rin l

ตอนที่ 3 : ฮิกันบานะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    29 เม.ย. 62

                    สองวันที่ผ่านมานี้ ท้องฟ้าไม่เคยสดใสดังแต่ก่อน อาจเป็นเพราะตัวคนที่มองดู จิตใจหม่นหมองอยู่ก็เป็นได้ จอมอสูรที่เป็นที่หวาดกลัวอย่างเขา ครั้งหนึ่งจิตใจเคยแข็งกร้าวและเย็นชา คิดแต่เพียงว่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอและน่ารังเกียจ จนกระทั่งเขาได้พบเธอ เด็กหญิงตัวน้อยที่กำพร้าพ่อและแม่จากการสังหารของโจรป่าต่อหน้าต่อตา เด็กตัวน้อยที่ดูบอบบางแต่กลับแข็งแกร่งเกินตัว เส็ตโชมารูยังคงจำวันที่พบกับเธอครั้งแรกได้เสมอ เนื่องจากความทระนงตัวของเขา ทำให้เขาเกือบสิ้นใจจากการปะทะกำลังกับดาบเขี้ยวอสูร แต่ก็มีเธอคนนี้ช่วยไว้ จนกระทั่งในตอนที่เขาตัดสินใจใช้ดาบเขี้ยวฟ้าฟื้นคืนชีวิตให้กับเธอที่ถูกฆ่าด้วยกลุ่มหมาป่า รินเป็นเหมือนกับน้ำที่คอยชะโลมจิตใจที่แห้งเหือดให้กลับมาสดชื่น การขาดเธอไปนั้นคงไม่ต่างจากการดึงวิญญาณออกจากร่าง

     'จำไม่ได้ค่ะ ไม่รู้จักเลยค่ะ'

               เสียงใสยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาททุกส่วนของเขา มันเป็นสิ่งที่เขากลัวที่สุด ถึงแม้ว่าในใจจะรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องจำเขาไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นความหวังก็ยังคงเป็นสิ่งที่เขามีเสมอ 

               น่าแปลกที่ว่า ถึงแม้ว่ารินที่เขารู้จักนั้นหายไป แต่ความรู้สึกถึงเธอนั้นยังมีอยู่ตลอดเวลา กลิ่นหอมจากเด็กหญิง น้ำเสียง หรือแม้แต่ท่าทางที่คุ้นเคยนั้น ล้วนอยู่ในตัวของรินคนปัจจุบันจนหมดสิ้น

               เส็ตโชมารูได้แต่ถอนหายใจ ขอเพียงแต่ว่าให้ฟ้าเห็นใจเขาอีกสักครั้งเหมือนตอนที่ฟ้ามอบรินมาให้กับเขา

               คืนแรกในที่แปลกๆนี้เป็นคืนที่ยาวนานเหลือเกินสำหรับหญิงสาว ร่างบางขยับไปมาอย่างไม่สบายตัว เรือนร่างอรชรถูกทาบทับไว้ด้วยชุดมิโกะแบบเดียวกับที่หญิงเฒ่าอย่างคาเอเดะใส่ จากการสอบถามหญิงชรา ทำให้รินทราบว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นอยู่ในความไม่สงบเนื่องจากโชกุนที่ปกครองอยู่ ณ ขณะนี้เสื่อมอำนาจลง 

ไดเมียวตามแคว้นต่างๆจึงตั้งตนเป็นอิสระและทำสงครามกันเอง เธอจึงพอเดาได้ว่าตอนนี้เธอน่าจะอยู่ในยุคเซ็นโกคุ หรือก็ประมาณห้าร้อยปีก่อนเวลาที่เธอจากมา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยมีบันทึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ก็คือการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และปีศาจนั่นเอง

              การพลัดจากถิ่นและเวลาที่ตนเคยอยู่นั้น ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเธอแล้ว มันก็เหมือนการย้ายบ้านที่มักจะเกิดขึ้นกับเธอบ่อยๆ สิ่งเดียวที่เธอคิดถึงก็มีเพียงแค่ความสะดวกสบายในโลกปัจจุบันเท่านั้น ทั้งพ่อและแม่ของเธอล้วนเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่เธอเกิด ทำให้เธอเป็นเด็กกำพร้าที่ต้องย้ายครอบครัวไปเรื่อยๆ ในตอนแรก ถึงแม้ว่าครอบครัวที่เลี้ยงดูเธอจะแสดงออกว่ารักเธอมากเพียงใด แต่ชะตากรรมก็จะเล่นตลกกับเธอเสมอโดยการมอบลูกสาวที่แท้จริงให้กับครอบครัวแรก หรือการล้มละลายของบุคคลที่เป็นพ่อในครอบครัวที่สอง จนในตอนนี้เธอในวัยสิบเจ็ดปีนั้นโตพอแล้วที่จะทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ เธอจึงตัดสินใจย้ายออกมา เธอคิดว่าตอนนี้เธอมีทุกอย่างแล้ว แต่ลึกๆในใจนั้นยังคงขาดสิ่งสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ "ความรัก" ที่เธอปฏิเสธว่าไม่ต้องการมันมาโดยตลอด

      "เอ๋ อยู่ดีๆก็โผล่มาแทนรินหรอคะ"

      "ใช่แล้ว เปิดประตูเข้ามาก็เห็นนอนอยู่ข้างกองเลือดแล้ว"

      "แปลกจริง ตอนคาโงเมะมา ก็มาจากบ่อกลืนกระดูกนี่น่า แต่นี่จู่ๆก็โผล่มาจากไหนไม่รู้แล้วจะกลับอย่างไงละเนี่ย"

                  เสียงคนคุยกันปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากการหลับไหล เปลือกตาสวยค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆในขณะที่นัยตาปราดไปเห็นชายผมขาวในชุดสีแดงกำลังทำท่าดมสำรวจร่างกายเธอ

        "โอ้ย"

        ไม่ทันที่รินจะได้พูดสิ่งใดหรือแสดงอาการตกใจใดๆออกไป ชายนิรนามผู้นั้นก็หน้าคะมำลงไปกับพื้นด้วยแรงผลัก ไม่สิ ต้องเรียกว่าตบจากหญิงอีกคนที่อยู่ทางด้านหลัง

        "หัดมีมารยาทบ้างสิยะ อินุยาฉะ เห็นมั้ยเนี่ย เธอตื่นเลย" หญิงสาวผู้นั้นตำหนิออกมาเสียงดัง

         "ก็แหม ข้าก็แค่สงสัย แต่จะว่าไปก็กลิ่นเหมือนรินจริงๆนะเนี่ย" 

         อินุยาฉะพูดพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะไปมา

         "สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อคาโงเมะ เธอน่ะชื่อรินใช่มั้ย" 

         "เอ่อ ใช่ค่ะ" หญิงสาวยื่นมือรับการทักทายจากคาโงเมะ พลันตอบด้วยน้ำเสียงงังเงียเล็กน้อย

         "ริน พี่เค้าก็มาจากอนาคตเหมือนเจ้านั่นแหละ แต่ว่าเขามีที่ไปที่กับแบบเป็นที่เป็นทางนะ ไม่เหมือนเจ้าที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้" คาเอเดะเบ้หน้าไปทางคาโงเมะ

       "เอ๊ อย่างนั้นรินก็อาจจะกลับบ้านได้เหมือนกันสิคะ" เสียงที่เคยงัวเงียเมื่อครู่นี้ขานตอบด้วยความหวัง

        "แล้วเจ้านั่นจะยอมรึ" อินุยาฉะพูดโดยที่ตาเสมองไปทางอื่น เขารู้ดีว่ารินนั้นสำคัญต่อพี่ชายของเขาอย่างไร 

        "เอ คุณพี่เขยเขาไม่ได้คอยคุมอยู่หรอ รินเพิ่งหายตัวไปแท้ๆ ไม่น่าอยู่ห่างจากรินได้นะเนี่ย เอ่อ หมายถึงรินคนนี้น่ะ"

                 คาโงเมะไม่อาจฟันธงได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าเธอจะเป็นคนเดียวกับเด็กน้อยที่หายตัวไป แต่อะไรก็เป็นไปได้ เพราะว่าหน้าตาและท่าทางของรินคนปัจจุบันนั้นไม่ต่างจากรินคนก่อนเลย เหมือนเธอกับคิเคียว เป็นไปได้ว่ารินคนนี้อาจจะเป็นรินคนเก่ากลับชาติมาเกิดก็เป็นได้

       "ท่านเส็ตโชมารูเขางอนน่ะ" หญิงชราพูดระคนหัวเราะ

       "อ๋อ เพราะถูกลืมน่ะหรอ"อินุยาฉะแซวซ้ำ

       "คงไม่นานหรอก เดี๋ยวก็คงมาแล้วล่ะ"คาโงเมะเองก็หยุดที่จะยิ้มตามสองคนนั้นไม่ได้

 

                    เขาเป็นอะไรกับริน เธอสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ แต่ถ้าเธอเป็นคนละคนกับเด็กน้อยคนนั้นล่ะ หรือในทางกลับกัน เธอกับรินคนนั้นเป็นคนเดียวกัน แล้วมันจะเป็นอย่างไง

                  วันที่สองนี้ รินได้ทำสิ่งต่างๆมากมายที่คนในยุคสมัยนี้ทำกัน โดยตลอดทั้งวันมีคาโงเมะคอยเล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับที่นี่ และรวมถึงเรื่องราวของเธอและเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าด้วย บางฉากที่คาโงเมะเล่านั้นมันเหมือนกับว่าเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำเธอ เพียงแต่ว่ามันเลือนลางเกินกว่าจะมั่นใจได้ว่าเธอไม่ได้คิดไปเอง

      "งั้นก็แสดงว่าเราก็ต้องระวังพวกปีศาจด้วยสิคะ" รินถามตามนิสัยของเจ้าหนูจำไม

      "ใช่จ้ะ แต่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ที่นี่มีคนที่คอยปราบปีศาจตามบ้านเยอะแยะไปหมด เพียงแค่จ่ายเงินให้ พวกเขาก็จะขับไล่พวกปีศาจให้เราแล้วล่ะ เหมือนกับมิโรคุกับซังโกะที่ฉันเล่าให้เธอฟังไงจ้ะ แต่ตอนนี้พวกเขาย้ายไปอยู่อีกบ้านหนึ่ง อาทิตย์นึงก็จะมาหาเราสามสี่ครั้ง เดี๋ยวเธอก็คงจะเจอ" คาโงเมะ พูดพลางเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้า

                   ที่ที่หญิงสาวทั้งสองยืนอยู่นั้นเป็นทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ที่ล้วนแย่งกันชูช่อแข่งความงามในลานกว้าง กลิ่นหอมอบอวลทำให้รินเพลิดเพลินกับการชมดอกไม้ มีหลายดอกที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน บ้างสีม่วง บ้างสีแดงปะปนกันไป ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้หลากสีสัน มีเพียงดอกหนึ่งที่ดึงความสนใจของหญิงสาวได้ 

          จะฤดูใบไม้ร่วงแล้วหรอเนี่ย แย่จังรินบ่นพึมพำกับตัวเองขณะที่โน้มตัวมองดอกไม้เบื้องล่าง กลีบดอกสีขาวแกมขมพูอ่อนเรียวยาวบานออกรอบทิศอย่างสมดุลด้วยรูปร่างที่ประหลาด เกสรของมันคล้ายกับกระโปรงของหญิงสาวยามต้านกับแรงโน้มถ่วง

          หืม ว่าอะไรนะจ๊ะคาโงเมะเบนความสนใจจากดอกไม้ในตะกร้า

          ดอกฮิกันบานะ*น่ะค่ะ มันเริ่มออกดอกแล้ว แสดงว่าอีกไม่นานก็ถึงฤดูใบไม้ร่วงหญิงสาวเอื้อมมือหมายคว้าดอกไม้ที่ถูกกล่าวถึง แต่ถูกมือของคาโงเมะขวางไว้เสียก่อน

          ดอกไม้เนี้ยเขาเชื่อว่ามันเป็นดอกไม้ของคนตายนะริน อย่าเก็บไปเลย คาโงเมะเตือนเสียงอ่อน แต่เจ้าคนตรงหน้าเธอกลับยิ้มตอบด้วยสีหน้าระคนหัวเราะ

          พี่เชื่อด้วยหรอคะเนี่ย ดอกไม้ไม่ว่าจะดอกไหนมันก็คือดอกไม้ทั้งนั้นแหละค่ะ คนชอบหาความหมายให้มันไปต่างๆนานาเพียงเพราะรูปร่างหรือว่าการใช้ประโยชน์ น่าสงสารออกรินพูดด้วยความรู้สึกที่เธอมีต่อดอกไม่ที่น่าสงสาร

          ถ้าหากมันเป็นดอกไม้แห่งความตายก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่ากลิ่นของความตายก็เหมือนกลิ่นของรินคำพูดประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวโดยที่รินเองก็ไม่ทันตั้งตัว และไม่รู้ว่าเธอเคยได้ยินประโยคนี้มาจากใคร

          ก็จริงอย่างที่รินว่า แต่พอเขาเชื่อกันมาก็ยากที่จะไม่คล้อยตามแหละนะคาโงเมะมีท่าทีเห็นด้วย

          ถ้าจะพูดถึงความเชื่อกันจริงๆแล้ว ดอกฮิกันบานะสีขาวเนี่ยเขาเชื่อว่ามันหมายถึงการเฝ้ารอที่จะได้พบกันใหม่ด้วยนะคะ

          หืม แล้วรินเฝ้ารอที่จะได้พบใครไหมล่ะ คาโงเมะแหย่เล่นโดยหวังที่จะสังเกตท่าทางของหญิงสาว

          รอ...ใคร

       นึกออกแล้ว! ใบหน้านั้นเธอเคยเห็นมาจากที่ไหน ใบหน้าของชายที่ชื่อว่าเส็ตโชมารู

                เขาคือคนที่คอยปรากฏตัวในฝันของหญิงสาว ถึงแม้มันจะเลือนรางและไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฝันได้ แต่เธอแน่ใจว่าความรู้สึกที่เธอมีให้ชายในฝันนั้นคือความรู้สึกเดียวกันกับชายที่ชื่อเส็ตโชมารู แต่ว่ามันคือความรู้สึกอะไร สุขก็ไม่สุขทุกข์ก็ไม่ทุกข์

            ปฏิกิริยาของรินเปลี่ยนไปจนคาโงเมะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเชน สีหน้ายิ้มแย้มเมื่อครูกลายเป็นสีหน้าของความตกใจ

          เป็นอะไรรึเปล่าจ๊ะ

          เสียงของคาโงเมะฉุดรินออกจากความคิด

          อ่อ.....เปล่าค่ะ อากาศดีนะคะเนี่ยคนโกหกรีบเปลี่ยนเรื่องโดยเร็ว พร้อมกับยันตัวลุกขึ้นแล้วจึงเริ่มเดินต่อไป

          อ้าว แล้วไม่เอาดอกฮิกันบานะไปด้วยหรอคาโงเมะตะโกนไล่หลัง

          ไม่เอาแล้วค่ะรินตอบเสียงสั้น

          เอ้อ แปลก

                      หญิงสาวทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมของตนต่อไป โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำเหล่านั้นต่างถูกจ้องมองโดยดวงตเย็นยะเยือกของชายปริศนาผู้หนึ่ง ที่เฝ้ามองบริเวณเชิงผาสูงเหนือหญิงสาวทั้งสอง

                      ทันทีที่ทั้งรินและคาโงเมะกลับถึงบ้าน หญิงชราคาเอเดะและอินุยาฉะก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับผ้ากองสูงในมือ

          อะไรกันเนี่ยคาโงเมะชโงกหน้าดูผ้าในมือของทั้งสองคน

          โอ้โห นี่มันกิโมโนอย่างดีเลยนี่ ของใครหรอคาโงเมะเมื่อเห็นกิโมโนเหล่านั้นแล้วจึงถามต่อด้วยความตกตะลึง

หญิงชรายิ้มกรุ้มกริ่ม

          จะของใครนะจ๊ะ นอกจากหนูริน

          ว้าว อีกแล้วหรอเนี่ย น่าอิจฉารินจริงๆ ร้ายไม่เบานะคุณพี่เขยคาโงเมะยิ้มให้รินอย่างมีเลศนัย

          เอ๊ะ ของริน แล้วใครร้ายนะคะ คนที่ชื่อเส็ตโชมารูน่ะหรอ แล้วร้าย....ร้ายยังไงในหัวของหญิงสาวเต็มไปด้วยคำถาม

          เอาน่า คาโงเมะหนิ อย่างแหย่น้องนักสิคาเอเดะก็ยิ้มชอบใจไม่แพ้กัน

          ทีน้องชายตัวเองล่ะไม่เคยจะได้อะไรเลย โถ่เอ้ยอินุยาฉะค่อน

                      ทำไมคนพวกนี้เอาแต่พูดแปลกๆเกี่ยวกับเธอและเส็ตโชมารู ความสงสัยของเธอถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่เห็นทีครั้งนี้จะรุนแรงเสียด้วย

________________________

​*ดอกฮิกันบานะหรือดอกมันจูชาเงะ(มีความเชื่อต่างกัน ถ้าชื่อฮิกันบานะเชื่อว่าเป็นดอกไม้คนตายส่วนชื่อมันจูคาาเงะเชื่อว่าเป็นดอกไม้แห่งสวรรค์ตามความเชื่องทางพุทธศาสนา)มักจะบานในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งภาษาญี่ปุ่นเรียกวันวสันตวิษุวัตว่าฮิกัน (彼岸) ”จึงเป็นที่มาของชื่อ “ฮิกันบานะ” ซึ่งหมายถึงดอกไม้ที่บานในช่วงวันวสันตวิษุวัต

​ความเชื่อ : ในช่วงขาดแคลนอาหารมักจะขุดหัวมารับประทาน หากล้างไม่สะอาด พิษของมันจะทำให้เสียชีวิตและดอกฮิกันบานะนั้นมักถูกปลูกบริเวณหลุมศพเพราะเชื่อว่าสามารถกันแมลงได้ จึงได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้คนตายแต่อีกนัยนึงนั้นหมายถึงการเฝ้ารอวันที่จะพบกันอีกครั้ง​ (มักปรากฏในฉากคิเคียวกับอินุยาฉะ) โดยความหมายอาจเปลี่ยนไปตามสีของดอก


ที่มา : https://anngle.org/th/j-culture/culture/higanbana.html




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #2 เรยา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 03:50

    ชอบไป รอมาต่อน๊ะ

    #2
    1