ลำดับตอนที่ #21
คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #21 : เรื่องราวที่เล่าขาน
ในเทือกเขาโบราณแห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผาหินสูงล้ำ เศษหินแตกหักที่ล่วงหล่นลงมาล้วนแต่คมกริบราวกะมีด เบื้องล่างเป็นทะเลสาปเบื้องบนเป็นผาสูงเสียดฟ้า ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ได้มีกลุ่มคนมาตั้งรกรากที่นี้อย่างเงียบๆ
บนยอดเขาที่สูงที่สุดเบื้องล่างเป็นผืนน้ำใสจนมองเห็นหินข้างใต้ สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ถูกสร้างยื่นออกมาท้าสายลม หากจะกล่าวว่าเป็นพระราชวังทองคำก็ไม่เกินเลย ไม้สีดำเข้มถูกน้ำมาใช้มากมาย แต่ละแผ่นแต่ละต้นต่างลงลวดลายสีทองหรูหรา
การจะเดินทางไปยังพระราชวังทองคำแห่งนั้นได้จำเป็นต้องเดินทางผ่านสะพานแขวนนับร้อยๆ ผ่านผาหินเล็กๆนับพัน ตลอดหันทางมีบ้านเรือนและป้อมปราการเป็นระยะ หากจะปีนขึ้นไปโดยตรงเกรงจะยากดั่งปีนเขาสวรรค์
บนห้องโถงที่มองเห็นทิวทัศน์ในพระราชวังทองคำเงียบสงบอย่างประหราด จะมีก็แต่เสียงพิณขับขานเคียงคู่จากคนสองคน คนหนึ่งผมยาวสีแดงดังเลือดนัก อีกนัยตาวาววับดุจทับทิม เล็บสีแดงกรีดกลายสร้างท่วงทำนองไพเราะ
อีกคนหนึ่งเป็นหญิงสาวผมเงิน หากจะกล่าวบรรยายย่อมกล่าวได้ว่านางคือรูปสลักของหยกสวรรค์ ความงามเฉิดฉายยิ่งกว่าหลายๆปีที่ล่วงมา เพียงนางทั้งสองบรรเลงเพลงเคียงคู่ก็อาจทำให้คนที่ดูอยู่หลงลืมว่าตนได้อยู่บนสวรรค์แล้ว
" ไพเราะยิ่งพี่หญิงไซซี "
" มิกล้าๆ ท่านเถิดน้องหญิงไฉนฝีมือพิณล้ำลึกอย่างนี้ "
ชมกันไปชมกันมาทั้งสองก็เหลือบไปเห็น หนุ่มน้อยวัยยี่สิบต้นๆ คนทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะยิ้มขำออกมา หากไซซีกล่าวว่านางมิได้หลงรักมันผู้นี้คงต้องถูกหยางกุ้ยเฟยดุเป็นแน่แท้ แต่หากนางกล่าวว่ารักแล้วนางจะทำอย่างไรล่ะ
น้องหญิงนางนี้ยิ่งอยู่ด้วยนางยิ่งรัก รักมากมากเสียจนไม่อาจเห็นนางทุกข์ตรมได้ เพียงแต่ชายหญิงใดเล่าจะทนเห็นคนได้ปันใจไปได้ มันจึงเกิดเป็นรักสามเศร้าของเราสมคนขึ้นมาจริงๆ
" เฮ้อ เพราะอย่างนี้แหละน้า ช่วงหลังพวกเราถึงได้แต่งแต่เพลงเศร้า "
หญิงสาวเกษาหิมะกล่าวเบาๆกับตนเอง ส่วนอีกคนที่ได้ยินด้วยจึงได้แต่ยิ้มขำอย่างเศร้าๆ ก็นะชะตากรรมของนางทั้งสองย่อมต้องเหมือนกันเป็นธรรมดา
" งั้นเราหนีตามกันไหม "
คำกล่าวของหยางกุ้ยเฟยส่งให้ไซซีหันขวับมาทันที ทั้งสองจ้องตากันสักพักก่อนจะหัวเราะร่วนเบาๆ
" แล้วฟงเหลยจะไม่โกรธเราหร๊อ แบบนี้ไม่เท่ากับว่าเราแอบเป็นชู้กันเองนิ "
" คิคิ ฮ่าๆๆ ไม่ไหวแล้วขำมาก "
เสียงสรวลคิกคักของทั้งสองปลุกให้ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นตื่นขึ้นมา สายตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเจอกับแสงจ้า ก่อนจะต้องลอบยิ้มออกมาเมื่อเห็นนางทั้งสองยิ้มอย่างมีความสุข ซึ่งหากจะนับเวลาที่ทั้งสามได้ใช้ชีวิตร่วมกันคงนับได้ประมาณสามปีกว่าๆ
ตลอดสามปีมานี้ยุทธภพเหมือนลมสงบก่อนพายุเข้ามิผิด ทั้งทางฝ่ายที่อ้างว่าเป็นธรรมะ หรือ ฝ่ายที่เป็นอธรรม เพียงแต่พรรคมารที่หนึ่งนั้นไม่ได้จัดเป็นอะไรทั้งนั้น เพราะพรรคนี้เป็นตัวของตัวเอง
ฝังมารมิยอมรับ ฝังธรรมะประกาศว่าเป็นมาร
พรรคมารที่หนึ่งจึงเป็นศัตรูร้ายกาจที่สุดของยุทธภพ
" พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน "
ฟงเหลยกล่าวเนิบๆในน้ำเสียงชัดเจนว่าเพิ่งตื่นนอน สองสาวเมื่อได้ฟังก็หยุดหัวเราะไปชั่วขณะก่อนจะกับมาขำต่อ นางทั้งสองละจากที่ันั้งก่อนจะเดินเข้ามาใกล้คนสำคัญ
" ฟงเหลยค่ะ "
" ฟงเหลยขา "
คนทั้งสองกล่าวคอมโบกันอย่างมีจริต เขาชักสงสัยจริงๆว่าเมื่อผู้หญิงสองคนได้มาอยู่ร่วมกันนานๆจะให้นิสัยเปลี่ยนไปรึไม่
" พวกเจ้าจะหาอะไรมาล้อข้าอีก "
" พวกเราเปล่านะ "
คนทั้งสองกล่าวพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายก่อนจะมองหน้ากันและสรวลเฮฮาเบาตามประสาจริตหญิงงาม มันเป็นภาพแห่งความสุขที่เขาชื่นชอบทว่า
เสียงหัวเราะของคนทั้งสองเงียบหาไป ก่อนจะเป็นมารอันทพาลที่ทะยานร่างเข้ามาอย่างเร่งร้อน เพียงแต่สีหน้าของมันบ่งบอกว่ามีเรื่องดีๆกำลังจะเกิดขึ้น
" คารวะอาจารย์ "
" อืม มีเรื่องอะไร "
ฟงเหลยกล่าวเปิดหัวข้ออย่างไม่อะไรมาก สำหรับเขาแล้วเรื่องราวในพรรคต่างยกให้มันผู้นี้จัดการ ทั้งการแทรกซึมไปยังการค้าขาย ทั้งการสืบข้อมูลวิชาลับของสำนักต่างๆ หรือจะเป็นเรื่องการเตรียมกำลังพลเพื่อถล่มยุทธภพให้ราบเป็นหน้ากลอง
" เรียนอาจารย์บัดนี้ทั้งฝ่านธรรมและอธรรมต่างพร้อมแล้วที่จะบุกมายังที่นี้ "
มันกล่าวออกมาเป็นน้ำเสียงยินดีมิมีผิด หลังจากฟงเหลยกลับมามันก็สามารถฝึกสำเร็จวิชาของอาจารย์ได้ถึงขั้นที่ห้า ซึ่งนับตั้งแต่ฝึกสำเร็จก็ยังมิได้ออกแรงเลยสักครั้ง
" หืม สงสัยได้เวลาท่านเปิดตัวแล้วกระมังพี่หญิง "
" อื่ม เป็นเช่นนั้นรึ "
เสียงกล่าวสบายๆของคนทั้งสองเรียกรอยยิ้มจะมารอันทพาลได้เป็นอย่างดี เพียงแต่เมื่อมันคำนึงถึงพลังฝีมือของไซซีแล้วก็ต้องลอบคำนวนดีๆอีกครั้ง
" ข้าว่านะไซซี ท่านอย่าได้เปิดตัวช่วงแรกเลย เดี๋ยวพวกมันจะกลัวเปล่าๆ "
หากแต่ทั้งสองหาได้สนใจไม่ เพียงแต่การปรึกษากันอย่างหนักเรื่องตอนเปิดตัว
" นี้พี่หญิงรู้ไหมทำไมคนถึงเรียกข้าว่าบุปผาคลั่งรัก บ้างก็บุปผาแดง "
" อืม ไม่รู้สิ น้องหญิงช่วยลอกแจ้งแถลงไขหน่อย "
" ตัวข้านี้ถูกเรียกว่าบุปผาคลั่งรักเพราะเหตุงานแต่งที่ข้าเล่าให้ท่านฟังไง แต่หลังจากนั้นข้าก็เดินทางสะสางบัญชีแค้นไปทั่ว เลยเพิ่มมาอีกเป็บบุปผาแดง ซึ่งเกิดจากเลือดของคนที่ตกตายภายใต้คมกระบี่ของข้า ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการเปิดตัวครั้งแรกสำคัญที่สุด "
" อืมๆ เป็นเช่นนี้เอง งั้นข้าต้องเปิดตัวอย่างอลังการสักหน่อย "
" นี้ท่านไม่เอาอย่างนี้รึ ใช้ปราณควบคุมเส้นใยโลหะ จากนั้นก็ทะลวงร่างแล้วขึงเอาไว้จนตายอย่างช้าๆ "
" ว้าว ความคิดล้ำลึก "
มารอันทพาลลอบกล่าวชื่นชมในความคิดของหยางกุ้ยเฟย จะมีก็แต่ฟงเหลยเท่านั้นที่ไม่อยากให้คนทั้งสองเข่นข้าใครๆอีก เพราะยิ่งฆ่าไปมากเท่าไหร่คุณความแค้นก็ยิ่งพอกพูนมิรู้จบ เขามิอยากให้ทั้งสองต้องมาพัวพันไปมากว่านี้
" มารอันทพาล "
" ขอรับอาจารย์ ? "
" มีคนรู้จักใบหน้าของพวกเจ้ามากไหม "
" เรียนอาจารย์คนที่รู้จักใบหน้าของข้าย่อมมีมากมาย แต่ใบหน้าของท่านทั้งสามย่อมมิมีใครจำได้ ด้วยอาจารย์หญิงสังหารมันทุกผู้ที่เคยเห็นหน้าจนหมดสิ้นแล้ว "
คำกล่าวของมารอันทพาลสร้างความสบายใจให้แก่ฟงเหลยไม่น้อย
" ป่ะ ไปหาชายามบ่ายดื่มกัน "
ว่าแล้วคนทั้งสี่ก็ทะยานร่างออกไปอย่างไร้เสียง
เก็บเข้าคอลเล็กชัน
ความคิดเห็น