The prince and the curse moonlight. #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 5 : 04 - ฟันเฟืองโชคชะตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 73
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    25 ก.พ. 63

 

 

04

‘ฟันเฟืองโชคชะตา’

 

 

พลั่ก! ตุ้บ!!

 

“โอ้ย!!! เอลเมอร์!!!”

 

แวมไพร์หนุ่มร้องลั่น เมื่อสุดท้ายเขาก็ยังพลาดท่าให้กับบุรุษเอลฟ์ตรงหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ คิดแล้วก็ใจเจ็บ ตลอดเวลาที่ประลองฝีมือกันมา เขาพยายามใช้สารพัดวิธีมาต่อกรกับเอลเมอร์ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอากล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็ต้องใช้ด้วยคาถา สู้กันซึ่งๆหน้าไม่ได้ก็ใช้วิธีลอบกัด แต่สุดท้าย เขาก็แพ้ทางให้กับเอลเมอร์อีกเช่นเคย

 

ทั้ง ๆ ที่อุส่าคิดจะเอาคืน ด้วยการยอมสละทิ้งอาวุธประจำกายออกไป เพื่อให้เอลเมอร์หลงกล เพียงแต่ ดูเหมือนสัญชาตญาณของเอลฟ์จะแกร่งกล้าอย่างที่ใครว่าไว้ วินาทีที่วงเวทย์พันธการสลายไป ตัวเขาก็เอื้อมมือออกไปคว้าเข้าที่คอเสื้อยืดที่อีกฝ่ายสวมอยู่ในทันที ตั้งจะจับหมอนั่นทุ่มลงพื้นให้เข็ดราบเสียบ้าง

 

ทว่า ทุกอย่างดันกลับตาลปัตร กลายเป็นเขาเองซะอย่างนั้นที่โดนจับทุ่มลงมานอนกองกับพื้นแทน แผ่นหลังกระแทกลงกับพื้นปูนดัง ตุ้บ! จนไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าเขาเป็นมนุษย์ธรรมดา ๆ ตนหนึ่ง กระดูกเขาจะหักไปแล้วกี่ท่อน ก็แรงเมื่อครู่ที่เอลเมอร์เหวี่ยงเขาลงมา ไม่มีการออมแรงใดใดให้กันสักนิด ดูแล้ว กะจะให้เขาเจ็บหนักจนซ้อมไม่ได้ไปสักสาม–สี่วันเชียวล่ะ

 

แต่โชคดีของตัวเขาไป ที่ร่างกายค่อนข้างฟื้นตัวได้ไว แล้วก็ได้กินสมุนไพรชั้นเลิศของเอลฟ์สาวคนงามมาแล้ว ก่อนจะมาสู้กับอีกคน ไม่เช่นนั้น เห็นทีความปรารถนาของเอลเมอร์จะเป็นจริงแน่ ๆ

 

“ช่วย...หน่อย...”

 

แม้ว่าอาการเจ็บแปล่บที่หลังจะไม่หนักหนาสาหัสมากนัก แต่วินาทีที่ลุกขึ้นมานั่งและตั้งท่าจะลุกขึ้นยืน ซินแคร์กลับรู้สึกเจ็บจี๊ดไปทั่วบริเวณข้อเท้า จนทำให้ต้องทรุดตัวลงไปนั่งตามเดิมทันที ใบหน้าหวานเหยเกไปด้วยความเจ็บ ขยับฝ่ามือลงบีบข้อเท้าตัวเองไปพลาง ๆ  พร้อมส่งเสียงข้อความช่วยเหลือจากบุรุษเอลฟ์ที่กำลังจะเดินออกจากห้องไป

 

เอลเมอร์หยุดยืนอยู่ ณ ตำแหน่งที่ไม่ห่างจากซินแคร์มากนัก หูเขาได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือเช่นนั้น เลยเผลอหันกลับมามองตามสัญชาตญาณอย่างทันท่วงที มองใบหน้าหวานที่แสดงสีหน้าเจ็บปวด จนขาทั้งสองข้างตั้งท่าจะก้าวเดินกลับเข้าไป เพียงแต่ สมองกลับสั่งการทั้งหมดให้หยุดลง

 

“จะมาไม้ไหนอีก”

 

เอลฟ์หนุ่มเอ่ยถาม เมื่อรู้สึกไม่ไว้วางใจจากทีท่าของแวมไพร์จอมเจ้าเล่ห์ตรงหน้าได้อีก ซินแคร์ที่ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับตาแข็ง ถลึงมองคนตัวสูงอย่างขุ่นเคือง เขาเจ็บข้อเท้าจนเหมือนจะหลุดออกมาอยู่รอมร่อ อีกฝ่ายยังมาระแวงว่าเขาจะลอบกัดได้ลงคออีก

 

“เจ็บจริง”

 

“แต่ร่างกายนายฝืนตัวเร็ว”

 

“แต่บางอย่างมันก็เกินขีดจำกัดของพลังเหมือนกันนะ”

 

ซินแคร์สวนกลับอย่างไม่เว้นช่วงให้เสียงของเอลเมอร์เงียบลงดี นัยน์ตาสีแดงอิฐจ้องมองอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะเบนหน้าหนี ไม่มองหน้าเอลฟ์หนุ่มที่มัวแต่ตั้งแง่สงสัยเขาแบบนั้น แล้วหันมาสนใจกับข้อเท้าที่เริ่มบวมของตัวเองแทน

 

อาจจะเพราะพลังถึงขีดจำกัดเข้าให้ ถึงไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันท่วงที สุดท้ายเขาเลยมาเจ็บตัวโง่ ๆ อย่างข้อเท้าแพลงเข้าให้ คิดเช่นนั้น ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เมื่อเขาไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากรอความเจ็บทุเลาลง และค่อยออกจากห้องไปห้องพยาบาลแทน

 

ชั่วครู่หางตาเหลือบไปเห็นดาบที่ตกอยู่ไม่ไกล ซินแคร์เลยขยับเอื้อมมือไปหยิบมันมา ปักคมดาบลงบนพื้นราวกับเป็นที่ตั้ง ก่อนจะค่อย ๆ พยุงร่างตัวเองขึ้นมาอย่างยากลำบาก เพียงแต่ บางครั้ง เขาก็ไม่สามารถฝืนร่างกายที่พลังร่างกายเป็นศูนย์ได้จริง ๆ

 

 

หวืด! หมับ!!

 

 

“เอลเมอร์”

 

“เดี๋ยวคนอื่นจะมาว่าฉันใจดำเปล่าๆ”

 

วินาทีที่ร่างเล็กเซถลาคล้ายจะล้มลงไปบนพื้นอีกรอบ ก็มีแขนแกร่งที่โอบรับเขาไว้ทันท่วงที นัยน์ตาสีทรายขมุกขมัวราวกับสิ่งที่ตนทำกำลังขัดใจตัวเองเป็นอย่างมาก เขาหันมาสบตาแวมไพร์หนุ่มแค่เสี้ยววิ ก่อนจะเบนหน้าออกไปทางอื่นในนาทีที่เอ่ยพูด

 

ซินแคร์ลอบขำกับทีท่าแสร้งทำเป็นเย็นชาของอีกคน เพราะแบบนี้สินะ เขาถึงได้ชอบเผ่าพันธุ์เอลฟ์มากกว่าใคร แม้ว่าเขาอยากจะแกล้งเอลเมอร์มากแค่ไหน แต่จริง ๆ แล้ว เขาก็ยังอยากเป็นมิตรกับอีกฝ่ายอยู่ดี

 

“ขึ้นมา”

 

ร่างสูงขยับตัวมาทิ้งตัวลงนั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้า พร้อมออกคำสั่ง ซึ่งทำให้แวมไพร์หนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ซินแคร์มองการกระทำของเอลเมอร์อย่างนึกสงสัย จนได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นมา ใบหน้าคมคายตวัดหันมามองกันด้วยแววตาที่ขุ่นเคืองเต็มทน

 

“ถ้าจะให้ฉันพยุงนายออกไป กว่าจะถึงห้องพยาบาล คืนนี้ก็ไม่ต้องนอนพอดี”

 

“...”

 

“ขี่หลังฉัน เดี๋ยวฉันแบกไปเอง”

 

ซินแคร์เบิกตากว้างออกมาด้วยความตกใจ ที่ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะได้ยินคำพูดนั้นจากอีกฝ่าย เอลเมอร์ผู้ที่แสดงออกชัดเจนผ่านสีหน้า และท่าทางว่าเบื่อหน่ายกับการอยู่กับเขาเต็มทน อย่างว่าแต่เข้าใกล้ บางครั้งเดินสวนกันหน้าเขาอีกฝ่ายยังไม่อยากจะมอง

 

แต่นาทีนี้ กลับมายอมให้เขาเข้าใกล้ และยังให้ขี่หลังอีก ช่างเป็นเรื่องประหลาดจนต้องตบแก้มตัวเองเบา ๆ ไปสอง–สามทีเพื่อเรียกสติ เพราะคิดว่า บางทีนี่อาจจะเป็นภาพลวงตา หรือฝันไปก็เป็นได้

 

“หรือจะนอนที่นี่”

 

เพียงแต่ วินาทีที่เสียงทุ้มต่ำนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ซินแคร์ก็ระบายยิ้มกว้าง พยักหน้ารับอย่างรวดเร็วในทันที

 

ใบหน้าหวามเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ โน้มตัวลงไปหาคนที่นั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้า เลื่อนแขนสองข้างออกไปพาดกับไหล่กว้างของเอลฟ์หนุ่ม ก่อนที่สองแขนแกร่งของเอลเมอร์จะขยับสอดเข้ามาใต้ขาพับ เพื่อรองรับน้ำหนักซินแคร์เอาไว้

 

ทว่า ในจังหวะที่เอลเมอร์ต้องลุกขึ้นยืน ดันเป็นจังหวะที่ซินแคร์ไม่ทันตั้งตัว แขนที่พาดอยู่บนบ่าเลยเผลอขยับโอบกอดรอบคอเอลฟ์หนุ่มทันควัน พร้อมด้วยใบหน้าที่ขยับแนบแก้มของอีกฝ่ายอย่างไม่ตั้งใจ

 

 

ตึกตัก...

...ตึกตัก

 

 

###

 

 

ยามนี้ คงดึกเกินไปที่จะมีเด็กนักเรียนในเฮอราคลิดส์ออกมาเล่นกัน บรรยากาศรอบกายมันเลยเงียบสงบกว่าคืนไหน ๆ ปกติแล้ว ซินแคร์จะเดินกลับหอเพียงลำพังหลังจากฝึกซ้อมกับเอลเมอร์เสร็จ ซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้วว่า คงเป็นตัวเขานั่นแหละที่ออกมาทีหลัง เพราะกว่าจะเรียกแรงกลับมาหลังขากประลองฝีมือกัน ก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร

 

เพียงแต่ คืนนี้ ในสถานที่แห่งเดิม ไม่เหมือนเดิมอีกต่อ

 

“นี่ เอลเมอร์”

 

“...”

 

“นายไม่อยากคุยกับฉันหน่อยเหรอ”

 

“...”

 

“อยู่เงียบ ๆ กันแบบนี้ มันเหงานะ”

 

เมื่อนาทีนี้ เขาไม่ได้อยู่ลำพังเหมือนอย่างเคย

 

ซินแคร์เอ่ยเรียกอีกฝ่ายขึ้นมาเบา ๆ เมื่อเขาไม่อยากให้รอบกายตัวเองกับอีกคนมีแต่ความเงียบแบบนี้ แต่ดูเหมือนว่าเอลเมอร์จะเก่งเรื่องเมินเขาเสียจริง ขนาดอยู่ใกล้กันขนาดนี้ เอ่ยเรียกชื่อในระยะประชั้นชิดก็แล้ว เอลเมอร์ก็ยังทำเป็นไม่สนใจเขาอยู่ได้ ซินแคร์ไม่รู้เลยว่า ทำไมอีกฝ่ายถึงได้ไม่ชอบหน้าเขามากถึงขนาดนี้

 

จะเป็นเพราะ เขาขี้โวยวายเหมือนที่อีกคนพูดไหม

 

หรือว่า จะเป็นเพราะเรื่องของสายเลือด ที่ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านกันไปได้สักที

 

ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคนเราจะปล่อยให้เรื่องในอดีต เป็นเพียงอดีตไม่ได้หรืออย่างไร

 

“ฉันน่ะ อยากเป็นเพื่อนกับพวกเอลฟ์จริง ๆ นะ”

 

“...”

 

“แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเข้าใจฉันเลย”

 

“...”

 

“ก็แค่เป็นเพื่อนกันเอง มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

เสียงหวานแหบพร่าปนสั่นเครือ ใบหน้าใสอิงเอนแนบลงไปบริเวณบ่ากว้าง ทอดมองนัยน์ตาออกไปด้านข้าง มองผืนนภาที่ว่างเปล่า ไม่มีดวงดาว ไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีแม้กระทั้งก้อนเมฆ มันมืดสนิทไม่มีแสงสว่าง ๆ ใดใดส่องประกายอยู่บนนั้น ช่างเหมือนกับความวูบโหวงในอกเขาเลยทีเดียว

 

เขารู้สึกเหมือนตัวหดเล็กลงอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่เกินกว่าใครจะล้มได้ ในเวลาเรียนเขามีเพื่อนต่างเผ่าลายล้อมเพราะนิสัยที่เข้ากับคนง่าย ทว่า ท่ามกลางคนนับร้อยในโรงเรียนนี้ เขากลับมีเพื่อนสนิทที่รู้ใจกันแค่คนเดียวเท่านั้น

 

ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขามีเพียงจัสติน และดูเหมือนว่าจะมีแค่จัสตินตลอดไป

 

“ถ้าเกิดเราแข่งประลองเวทย์ชนะ”

 

“...”

 

“ฉันจะขอแลกของรางวัล ให้ได้เป็นเพื่อนกับนายแทนได้จะได้ไหมนะ”

 

“...”

 

“เอลเมอร์ เวอร์เดน”

 

เอลเมอร์ไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก ว่าที่อีกฝ่ายเงียบไปนั้นเพราะเหนื่อยจนหมดแรงพูดแล้วผล็อยหลับไป หรือเพราะรู้สึกน้อยใจขึ้นมาจริง ๆ เพราะน้ำเสียงของแวมไพร์หนุ่มที่แผ่วเบาราวกับขนนก ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาก็จางหายไปตามกระแสลมที่พัดผ่าน เจ้าของชื่ออย่างตัวเขาไม่ได้เอ่ยตอบกลับ หรือออกความเห็นใดใดหลังจากนั้น

 

เขาทำเพียงแบกอีกคนเดินออกจากหอเมลทิส ไปห้องพยาบาลที่หอกลางเงียบ ๆ

 

เปลือกตาสีเข้ม ค่อย ๆ ปิดลงอย่างอ่อยอิง ซินแคร์รู้สึกร่างกายของเขามันใช้แรงเกินขีดจำกัดเกินไปแล้ว ไม่มีพลังหลงเหลือให้ฟื้นฟูร่างกายไม่พอ ยังรู้สึกอ่อนล้าจนไม่สามารถลืมตาได้อีกต่อไป ทว่า ก่อนที่สติของเขาจะเลือนหาย ก่อนที่โลกแห่งความฝันจะนำพาเขากลับไปโลกอีกมิติหนึ่งไป

 

เสียงทุ้มต่ำที่เอื้อนเอ่ย ล่องลอยตามกระแสลมกลับมา

 

กลับทำให้ใบหน้าหวานที่งุ้มงอลง ระบายยิ้มออกมาได้อีกครั้งทันที

 

 

“ฉันจะลองเก็บข้อเสนอที่ว่านั่น ไปคิดดูอีกทีแล้วกัน”

 

“ถ้าหากเราชนะงานประลองเวทย์น่ะนะ”

 

 

###

 

 

ท่ามกลางเสียงจอแจรอบกาย มีบุรุษแวมไพร์หนึ่งตนที่หน้าตาบึ้งตึงเกินกว่าใคร ไซรอนแสดงสีหน้าราวกับคนแบกโลกใบนี้ทั้งใบไว้บนบ่าทั้งสองข้าง ร่างเล็กห่อตัวจนเล็กลงกว่าเดิมในยามที่ไถลตัวลงไปนอนเกยกองหนังสือตรงหน้า แม้ว่ากลิ่นอาหารจะหอมยั่วยวนมากเพียงใด หรือแม้แต่กลิ่นโลหิตสดจะน่าลิ้มลองมากแค่ไหน แต่ไซรอนก็ยังพร้อมจะเบ้ปากร้องไห้อย่างไรอย่างนั้น

 

“ข้าไม่รอดแน่ ๆ ถ้ารอบหน้าข้าสอบไม่ผ่าน มีหวังข้าต้องได้เรียนวิชาปรุงยาซ้ำในปีสามแน่ ๆ”

 

พูดจบ แวมไพร์หนุ่มก็ปล่อยโฮออกมาท่ามกลางโต๊ะอาหารอย่างไม่เกรงใจใคร สายตานับสิบหันขวับกันเป็นตาเดียว ทว่า คงมีหนึ่งคนที่นั่งตบบ่าเล็กปอย ๆ ราวกับปลอบใจ เขาเข้าใจไซรอนมากกว่าใคร ๆ พร้อมเห็นใจเพื่อนสนิทคนสำคัญเป็นอย่างมาก ทว่า วิชาปรุงยาไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดเลยสักนิด มิเช่นนั้น เขาคงช่วยไซรอนให้สอบผ่านไปแล้ว

 

คาบหน้า เด็กปีสองจะมีสอบอีกครั้ง และไซรอนก็ยังปรุงยาไม่ผ่านสักที แม้ว่าจะเรียนมาจนจะจบเทอม และยาที่ต้องปรุงจะเป็นยาง่าย ๆ ก็ตาม

 

ไม่มีใครที่จะเก่งไปได้ทุกอย่าง ไซรอนเข้าใจของท่านอาแจ่มแจ้งก็วันนี้

 

“ข้าควรทำอย่างไรดี อาลเนอร์ เวอร์เดน”

 

เจ้าของชื่อที่เพิ่งทิ้งตัวลงนั่งตรงข้าม ถึงกับหยุดชงักไปทันทีเมื่ออีกฝ่ายเรียกชื่อ

 

ใบหน้าหวานเงยหน้าสบประสานนัยน์ตาสีทองอร่ามคู่สวย เจ้าตัวเบ้ปากลงเพื่อขอความเห็นใจ หยดน้ำใส ๆ ค่อย ๆ หยดออกมาจากดวงตาเรียวรีคู่นั้นอย่างสั่งการได้ ทว่า อาลเนอร์ก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก เขาขยับมือเลื่อนถ้วยโลหิตสดมายังตรงหน้าแวมไพร์หนุ่ม ก่อนจะหันไปจัดการอาหารของตัวเอง

 

“เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่ อาลเนอร์”

 

“ข้ารึ?”

 

“ใช่ ใครก็รู้ว่าเจ้าเก่งวิชาปรุงยาแค่ไหน”

 

“ทำไมเจ้าไม่ขอให้เฮมีราช่วยเจ้า นางเก่งกว่าข้าตั้งเยอะ”

 

เฮมีรา ลูกพี่ลูกน้องของอาลเนอร์ ที่ความสวยของนางเลื่องลือไปไกลแสนไกล คุณสมบัตินางก็เพียบพร้อมทุกอย่าง เก่งทั้งเรื่องเรียน เรื่องต่อสู้ แม้กระทั่งเรื่องอาหาร ไม่มีสิ่งใดเลยที่นางทำไม่ได้ นางใกล้เคียงกับคำว่า เพอร์เฟค กว่าอาลเนอร์หลายเท่า ทว่า สิ่งหนึ่งที่นางไม่มีก็คือคนรัก เพราะฉะนั้น ไซรอนเลยคิดว่า นางอาจจะรักใครไม่เป็นกระมัง

 

อีกอย่าง ถ้าหวังจะให้เฮมีรามาสอนตัวเขา เห็นทีไซรอนคงได้ตัวช้ำก่อนเรียนรู้เรื่องแน่ ๆ ใคร ๆ ก็รู้ว่าแส้ลงทัณฑ์ของนางน่ากลัวเพียงใด ขนาดอาลเนอร์เองยังเคยโดนหวดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพียงเพราะปรุงยาผิด แล้วทำไม เขาจะต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงถึงขนาดนั้น

 

คิดเช่นนั้น ไซรอนก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน เขาไม่อยากเจ็บตัวก่อนจะสอบผ่าน แต่จะให้ไปหวังเพื่อนสนิทอย่างเจสเตอร์ก็มีหวังจะสอบตกตามเดิม เห็นทีคนที่พึ่งได้ก็มีแต่บุรุษเอลฟ์ตรงหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ คิดเช่นนั้น สองมือก็ขยับเอื้อมออกไปคว้าสองมือที่กำลังจะตักอาหารเข้าปากทันที

 

“อะไรของเจ้า”

 

“ช่วยข้าหน่อยนะ อาลเนอร์”

 

“...”

 

“ข้าสัญญา ข้าจะเป็นนักเรียนที่ดี ไม่ดื้อ ไม่ซน จะตั้งใจฟังที่เจ้าสอนไม่ให้ขาดตกสักคำเดียว”

 

“ไม่”

 

อาลเนอร์ชักมือกลับ พร้อมกับก้มหน้าทานอาหารต่อ ไซรอนเบ้ปากออกมาพร้อมกับบีบน้ำตาให้หยดลงแมะอย่างสั่งการได้ ออกเสียงสะอื้นอีกเล็กน้อย ก็เรียกความสนใจจากทุกคนบนโต๊ะอาหารโดยไม่ต้องโวยวายอะไร

 

ทุกสายตาจับจ้องมาที่ไซรอน ที่ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากมืออาลเนอร์ แน่นอนว่า คนที่โดนมัดมือชกเช่นนั้นถึงกับต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาวางช้อนลงในจานข้าว และเงยหน้าขึ้นจ้องตาคนที่กำลังทำทุกวิถีทางอย่างหมดความอดทน

 

“ข้าไม่ได้ให้เจ้าสอนฟรี ๆ นะ ข้าจะ... จะ...”

 

“จะ?”

 

“จะไปช่วยเจ้าเก็บสมุนไพร ข้าน่ะ รู้แหล่งสมุนไพรดี ๆ ในเฮอราคลิดส์ด้วยนะ เจ้าไม่อยากรู้เหรอ”

 

ไซรอนพยายามนึกคิดว่าเขาจะมีอะไรที่สามารถต่อรองกับเอลฟ์หนุ่มตรงหน้าได้บ้าง จนนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมาในหัวสมอง ที่ที่เขาคิดว่าอาลเนอร์จะต้องชอบมันแน่ ๆ นอกจากมันจะงดงาม ร่มรื่น และเงียบสงบแล้ว มันยังเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนรู้ และมีสมุนไพรหายากหลากหลายชนิดอยู่ที่นั่น

 

แวมไพร์หนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างมีชั้นเชิง หากแต่อาลเนอร์ก็ยังทำหน้านิ่งมองอีกคนกลับมาอย่างเหนื่อยใจ เขาล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมถึงได้หนีคนขี้ตื้ออย่างไซรอนไม่ได้เลยสักครั้ง ทั้ง ๆ ที่อยู่คนละบ้าน คนละหอพัก เรียนกันคนละห้อง แต่แวมไพร์จอมเจ้าดื้อตรงหน้าก็หากเรื่องมาวนเวียนใกล้เขาอยู่เรื่อย

 

คงเป็นเพราะสถานะ คู่หู มันเคยค้ำคอ จนเผลอไปรับปากอะไรสุ่มสี่สุ่มห้ากับเจ้าตัวกระมัง นาทีนี้ เขาถึงหนีอีกฝ่ายไม่พ้นเสียที มากไปกว่านั้น...

 

“ข้าตกลง แต่ถ้าเจ้าสอบไม่ผ่าน”

 

“...”

 

“เจ้าต้องเลิกยุ่งกับข้าได้แล้ว เข้าใจใช่ไหม”

 

“...”

 

“เจ้าชายแห่งแอดดิสัน”

 

ยังต้องยอมรับข้อเสนอของไซรอนอย่างเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย

 

ก็จะให้ทำอย่างไรได้ เขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าที่แห่งใดที่ไซรอนพบเจอ มันวิเศษมากแค่ไหน อีกฝ่ายถึงกล้าเอามาต่อรองกับเขาเช่นนี้

 

เหตุผลทั้งหมดมันก็แค่นั้น

 

แค่นั้นจริง ๆ

 

 

 

###

 

 

ยามอาทิตย์อัสดงผืนนภาช่างสวยสดงดงามกว่าสิ่งใด แผ่นฟ้ากว้างฉาบด้วยแสงสีส้มแดงเจิดจรัส ส่องแสงกระทบเล่นเงากับนัยน์ตาสีทอง ที่จ้องมอง ชื่นชมทิวทัศน์ที่งดงามเหล่านั้นอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ กระแสลมพัดผ่านหยอกเย้ากับผ้าคลุมที่สวมอยู่บนบ่า ให้เคลื่อนไหวตามจังหวะที่ล่องลอยไป

 

ไม่กี่วินาทีถัดมา บทเพลงยามเย็นถูกบรรเลงขึ้นมาอย่างแช่มช้า ท่วงทำนองที่ใครได้ยินเป็นต้องหลงใหล ดัง ก้องกังวานไปทั่วป่ากว้างที่ไร้ผู้คน ริมฝีปากกระจับสวยจรดลงบนช่องว่าง ปลายนิ้วขยับเปิด ปิด ตามช่องว่างต่าง ๆ อย่างชำหนิชำนาญ จนกระทั่ง ผู้มาใหม่มาเยือนด้วยความเงียบ

 

บทเพลงนั้นยังคงบรรเลงต่อไปไม่หยุด แม้จะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวตามต้นไม้รอบกาย จนกระทั่ง นัยน์ตาสีทองค่อย ๆ ปิดลง เอลฟ์หนุ่มจมดิ่งไปกับห้วงทำนองที่ตนเป็นผู้สร้าง เฉกเช่นกับแวมไพร์หนุ่ม ที่ค่อย ๆ เอนตัวนอนยาวไปตามแนวกิ่งไม้ใหญ่ ที่อยู่ข้าง ๆ กัน เขาคุ้นชินกับบทเพลงที่อีกฝ่ายสรรสร้าง มากไปกว่านั้น เขายังชอบใจนักเวลาที่ได้ยินเพียงลำพัง

 

ภาพในอดีตมากมายค่อย ๆ ไหลวนเข้ามาตามตัวโน้ตที่ถูกบรรเลง ไซรอนจำได้ดีว่าก่อนหน้านี้ บุรุษเอลฟ์ตรงหน้าไม่ชอบหน้าเขามากแค่ไหน อย่าว่าแต่ได้นั่งข้าง ๆ เช่นนี้เลย แม้แต่มองหน้าอาลเนอร์ยังไม่เคยทำ แต่คงเป็นโชคชะตาที่ชอบเล่นตลกกระมัง ถึงทำให้เขามาเป็นคู่หูของอีกฝ่าย ในตอนจับคู่ในพิธีประลองเวทย์

 

และในตอนนั้นเอง ที่อาลเนอร์ยอมรับข้อตกลงตลก ๆ ของเขา นาทีนี้ เลยสามารถอยู่ใกล้อีกฝ่ายได้ โดยไม่โดนไล่ หรือโดนสายตาคู่นั้นมองค้อนใส่กันอีกแล้ว

 

“นั่น ขลุ่ยอันใหม่เหรอ”

 

เมื่อบทเพลงจบลง ไซรอนที่สังเกตเห็นบางสิ่งแปลกตาไป ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมาทันที

 

อาลเนอร์หันมามองคนที่นอนเยียดยาวบนกิ่งไม้ด้วยแววตาที่นิ่งเรียบ ขยับมือขึ้น จนขลุ่ยสีขาวเงาวับราวกับไข่มุกพันปีถูกยกขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา ดวงดาวนับสิบที่ควรอยู่บนผืนนภา ถูกประดับอยู่บนพื้นผิวเงาอย่างลงตัว ตัวขลุ่ยสีขาวที่ถูกแซมด้วยสีฟ้าอ่อน ๆ พร้อมด้วยพู่สีฟ้าเข้มที่ห้อยอยู่

 

“อืม”

 

“มีชื่อว่าอะไรเหรอ เจ้าตั้งชื่อมันหรือยัง”

 

ไซรอนเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น เขารู้ดีว่าพวกเอลฟ์ชอบเล่นเครื่องดนตรีเหล่านี้ อีกทั้งยังมีชื่อประจำตัวอีกด้วย

 

ขลุ่ยพันดาว

 

“...”

 

“ข้าเพิ่งคิดชื่อมันออก เมื่อสอง–สามวันที่ผ่านมานี้เอง”

 

แวมไพร์หนุ่มพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยกับชื่อที่ไพเราะเช่นนั้น เพราะพื้นผิวเงาสีขาวนวล ที่มีสีฟ้าปะปนพร้อมด้วยดวงดาวเหล่านั้น ทำให้เวลามองได้สัมผัสถึงท้องฟ้าเล็ก ๆ ในมืออย่างไรอย่างนั้น

 

“เป็นชื่อที่เพราะดีจัง”

 

“...”

 

“แล้วมันก็เหมาะกับเจ้ามาด้วยแหละ อาลเนอร์”

 

ไซรอนยิ้มกว้างจนตาปิดในนาทีที่เอ่ยบอก เพระเขาน่ะรู้ดีเกินใคร

 

ว่าต่อให้ท้องฟ้ายิ่งใหญ่มากเพียงไหน อาจจะมีอาลเนอร์ เวอร์เดน ที่สามารถเอื้อมแตะมันได้ ในวันใดวันหนึ่งล่ะนะ ก็อาลเนอร์น่ะ เก่งไม่มีใครเทียบจริง ๆ

 

“ว่าแต่ เจ้ามาที่นี่ มีอะไร”

 

“อ่า ตอนแรกข้าว่าจะพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่งที่แสนพิเศษ”

 

“...”

 

“แต่ข้าเหนื่อยเหลือเกิน วันนี้ข้าเรียนวิชาต่อสู้มา เห็นทีจะขยับตัวไปไหนไม่ไหวแล้ว”

 

ว่าจบ แวมไพร์หนุ่มก็เบ้หน้าออกมาอีกครั้ง ใบหน้าหวานออดอ้อนเอลฟ์หนุ่มที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ ถัดออกไปไม่ไกลมาก จนคนโดนอ้อนถึงกับสีหน้าออกมาอย่างเนือย ๆ อาลเนอร์เบือนหน้าออกไปมองผืนนภากว้างที่อยู่ตรงหน้า ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ขยับลับลาท้องฟ้าออกไปอย่างเชื่องช้า

 

“นี่ อาลเนอร์”

 

“หืม”

 

“เรื่องวันนี้ ที่ศาสตร์จารย์ดัลวอลพูด เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรหรือ”

 

คนโดนถามหันหน้ากลับมายังผู้ตั้งคำถาม หากแต่นัยน์ตาสีครามคู่นั้นปิดสนิท ทำให้อาลเนอร์ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า ในขณะที่อีกฝ่ายเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่วูบโหวง เบาหวิว ขาดห้วงเช่นนั้น แท้จริงแล้วไซรอนกำลังคิดเช่นไรอยู่

 

อาลเนอร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกย้อนกลับไปยังสิ่งที่ถูกถามด้วยแววตาที่สั่นไหว นัยน์ตาสีทองฉายแววความสับสน ปนเปไปกับความสงสัย ใบหน้าที่เรียบนิ่ง พยายามเก็บซ่อนทุกความรู้สึกมากมายนับร้อยพัน ก่อนจะส่ายหน้าออกมาเบา ๆ ราวกับรู้ว่า วินาทีนั้น จะเป็นวินาทีที่ไซรอนลืมตาตื่นขึ้นมา

 

“เจ้าคิดว่า ในอนาคต เราสองคนจะเป็นศัตรูกันจริง ๆ เหรอ”

 

“...”

 

“คนอย่างเจ้าเนี่ยนะจะฆ่าใครได้ ขนาดในการแข่งไตรภาคี เจ้ายังออมมือเลย”

 

“...”

 

“อีกอย่าง คนอย่างข้าเนี่ยนะจะตายง่าย ๆ ไร้สาระทั้งนั้น”

 

ไซรอนเอ่ยพูดอย่างติดตลก ในนาทีที่เขานึกถึงประโยคที่ศาสตร์จารย์ดัลวอลพูดออกมา เขารู้ดีว่าในตอนนี้ราชวงศ์แวมไพร์และราชวงศ์เอลฟ์กำลังไม่ลงรอยกัน แต่เขายังไม่คิดถึงขั้นว่า อนาคตจะมีสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ขึ้นมาเลย จะให้เขานึกถึงภาพที่ต้องเป็นศัตรู หรือสังหารอีกฝ่ายได้อย่างไรกัน

 

แม้ว่าความจริงของเผ่าพันธุ์แวมไพร์จะไม่ได้เป็นอมตะอย่างที่เลื่องลือ หากแต่ความสามารถที่ฟื้นฟูพลังได้ง่าย และมีอายุขัยที่ยืนยาว มันทำให้พวกเขาสามารถเป็นใหญ่ในโลกพิเศษแห่งนี้ได้ ไซรอนยังไม่เห็นวิธีใดที่จะสามารถล้มล้างเผ่าพันธุ์เขาได้เลยสักนิด อีกอย่าง เหล่าเอลฟ์ก็มีเวทย์โบราณที่เผ่าอื่นไม่สามารถเรียนได้อีกหลายหมื่นพันคาถา เขายิ่งไม่เห็นความสมเหตุสมผลที่จะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงขนาดนั้น

 

 

ตลกสิ้นดี

ไม่สมเหตุผลเอาซะเลย

 

 

แต่ทว่า...

 

“แล้วถ้าวันหนึ่ง ข้ามีอาวุธที่ปลิดชีพเจ้าได้ มีคาถาที่ลิดรอนลมหายใจเจ้าได้”

 

“...”

 

“จนข้า สามารถฆ่าจะได้ล่ะ”

 

“...”

 

“ไซรอน แอดดิสัน”

 

น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ ด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่งเช่นนั้น ถึงกับทำให้ไซรอนกลืนเสียงหัวเราะลงคอไปทันที

 

ยามนี้ ท้องฟ้าที่เคยสว่างได้ถูกปกคลุมด้วยน้ำหมึกสีดำมืดสนิท ณ ต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขาครอบครองกิ่งไม้คนละกิ่ง มีเพียงแสงสว่างรำไรเท่านั้นเล็ดลอดผ่านเข้ามา ไซรอนขยับใบหน้าหันมองสบประสานสายตาสีทองอร่ามในความมืด กระแสลมนำพาให้ความคิดนับร้อยพัน รวมถึงคำพูดนับแสนล้าน ล่องลอยผ่านเข้ามาไม่จบสิ้น

 

“ถ้าวันนั้นมาถึง ก่อนข้าตาย เจ้าช่วยบอกข้าก่อนได้หรือไม่”

 

“...”

 

“ว่าเจ้า คิดเช่นไรกับข้า อาลเนอร์ เวอร์เดน”

 

“...”

 

“ข้าอยากรู้นัก ว่าตอนนั้นข้าจะสามารถเป็นเพื่อนเจ้าจริง ๆ ได้หรือยัง”

 

เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ ก่อนมันจะเงียบสงบ เมื่อสายลมพัดพาถ้อยคำเหล่านั้นกระจัดกระจายออกไปในห้วงอากาศ

 

ไซรอนค่อย ๆ ระบายยิ้ม เมื่อไม่อาจะคาดเดาสีหน้าที่นิ่งสงบราวกับรูปปั้นของอีกฝ่ายได้

 

ก่อนที่จะได้รอยยิ้มบาง ๆ จากอาลเนอร์กลับมาเช่นกัน

 

“อืม”

 

“...”

 

“เมื่อวันนั้นมาถึง ข้าจะบอกเจ้าเอง ไซรอน แอดดิสัน”

 

 

 


 

tbc.

ค่อย ๆ อ่าน เพื่อไม่งงระหว่างสลับพาร์ทนะฮะ

หยิบเชือกมาผูกปมทีละปม ให้แน่นขึ้นทีละนิด ๆ
 

pls scream #จันทราโลหิต

ขอบคุณทุกๆคอมเม้นด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #5 Rieng (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:58

    สนุกค่ะ ชอบมาก ตอนแรกเริ่มงงบ้าง แต่ตอนหลังๆเริ่มไม่งง ถ้าแยกพาร์ทด้วยตัวหนังสือตัวหนากับตัวปกติ ก็ดีนะคะน่าจะอ่านง่ายขึ้น

    #5
    0