The prince and the curse moonlight. #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 4 : 03 - ประลองฝีมือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    22 ก.พ. 63

 

 

03

‘ประลองฝีมือ’

 

 

พิธีประลองเวทย์ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ นับ ๆ ดูแล้วเหลือเวลาไม่ถึงสองอาทิตย์ด้วยซ้ำ ความคิดเช่นนั้น เรียกเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่จากแวมไพร์หนุ่มได้เป็นอย่างดี แผ่นหลังเล็กเอนกายทิ้งตัวลงไปนอนบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้นด้วยหยาดน้ำค้างยามดึก นัยน์ตาสีม่วงหม่นเศร้าในยามจ้องมองผืนนภากว้าง

 

ราตรีนี้ไร้แสงดวงดาวระยิบระยิบประดับอยู่บนนั้น ไม่มีแม้กระทั่งแสงจันทร์นวลพาดผ่านลงมาบริเวณสวนกว้าง ไม่มีกลุ่มเมฆินทร์ลอยล่องไป มาให้ได้ชม มีเพียงท้องฟ้าผู้โดดเดี่ยว อ้างว้างอยู่ตรงนั้น

 

มือเรียวสวยขยับขึ้นค้างอยู่ในอากาศ เขาคิดจินตนาการไว้หลายร้อยแปด–พันวิธีที่จะทำให้มือของเขาสามารถแตะผืนผ้าใบสีดำนั่นได้ ทว่า ความจริงก็ยังคงห่างไกล ต่อให้เขามีพลังมากมายแค่ไหน เขาก็เอื้อมจับท้องฟ้านั่นไม่ได้เสียที เหมือนกับใครบางคน ที่อยู่ใกล้เขาเพียงแค่เอื้อม แต่ก็ไม่สามารถจับต้องได้

 

คิดเช่นนั้น ใจทั้งดวงก็พลันปวดหนึบ จัสตินเค้นหัวเราะเบา ๆ กับความขี้ขลาดของตน และโง่เขลาของคนบางคนที่เขานึกถึง ก่อนที่นัยน์ตาสีม่วงจะลดต่ำ ใบหน้าหวานเบนออกไปด้านข้าง เจ้าตัวจ้องมองต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ริมทะเลสาบห่างออกไปไม่ไกลเท่าไหร่นักจากตรงที่เขานอนอยู่

 

วันนี้ เมื่อปีที่แล้ว ใครคนนั้นนอนเป่าขลุ่ยอยู่บนต้นไม้นั่น ราวกับภาพวาด

 

บทเพลงในวันนั้น สลักลึกอยู่ในห้วงความทรงจำของแวมไพร์หนุ่มราวกับคำสาปที่ยากจะหาวิธีถอน

 

 

เห้อ

ความรักหนอความรัก ช่างน่ากลัวจริง ๆ

 

 

จัสตินส่ายหน้าเบา ๆ ตัดพ้อกับความคิดแสนฟุ้งซ่านของตัวเอง เขาพยุงร่างกายให้ลุกขึ้นนั่งบนพื้นหญ้ากว้างอีกครั้ง หยิบหนังสือที่วางไว้ด้านข้างขึ้นมาวางไว้บนตักในตำแหน่งเดิมอีกที ปลายนิ้วขยับเปิดทีละหน้าอย่างเชื่องช้า ตัวอักษรโบราณนับร้อย–พัน มันทำให้เขาจวนจะเอาเจียนออกมาอยู่รอมร่อ นึกแล้วก็อยากเขกหัวตัวแรง ๆ สักร้อยที ที่ไม่ยอมตั้งใจเรียนอักษรพวกนี้ตั้งแต่ตอนอยู่ที่คฤหาสน์ ไม่เช่นนั้น เขาคงอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาพวกนี้ไปนานแล้ว

 

ด้วยเหตุนั้นกระมัง ถึงพาลให้แวมไพร์หนุ่มต้องถอนหายใจอยู่เป็นระยะ ๆ ในยามที่เปิดหนังสือพวกนั้นดู จริง ๆ แล้วเขาไม่จำเป็นต้องมานั่งศึกษาตำราโบราณที่แสนเก่าคร่ำครึเช่นนี้หรอก

 

เพียงแต่ ปริศนาบางอย่างถูกเชื่อมโยงเข้ากับคำสาปโบราณ

 

ที่นำพาให้ชีวิตของคนบางคนถูกแขวนไว้บนเส้นดายของความตาย

 

 

‘ฝันร้ายอีกแล้วใช่ไหม’

 

 

อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำถามนั้นที่เอ่ยถามเพื่อนสนิทในวันเปิดภาคเรียน ยิ่งเข้าใกล้อายุ 18 มากเท่าไหร่ ซินแคร์ยิ่งฝันร้ายบ่อยขึ้นทุกครั้งจนเขากลัว แม้จะมีบางทีที่อีกฝ่ายไม่เล่าให้ฟัง แต่การจะจับผิดทีท่าของซินแคร์ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถเขาสักเท่าไหร่นัก

 

มากไปกว่านั้น เสียงปริศนาที่ดังขึ้นในวันเปิดภาคเรียนด้วยประโยคที่ท้าทายกัน มันยิ่งทำให้เขาอยากรู้ความจริงของเรื่องทุกอย่างให้เร็วที่สุด ก่อนที่มันจะสายเกินแก้จริง ๆ

 

 

คำสาปแสงจันทร์

 

อักษรโบราณที่เขาอ่านสามารถอ่านมันได้ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้นัยน์ตาสีม่วงเบิกกว้างด้วยความตกใจ ทีท่าอ่อยอิงหายไปทันควัน จัสตินดีดจากพื้นหญ้าลุกมานั่งบนโขดหินใหญ่ข้างทะเลสาบ ปลายนิ้วขยับไล่ตามตัวอักษรโบราณบนหน้ากระดาษสีน้ำตาลเก่า ๆ อย่างเชื่องช้า และเริ่มอ่านมันอย่างตั้งใจ

 

“ยามใดที่ผืนนภามืดสนิท เหล่าเมฆินทร์เลือนหาย เปิดทางให้จันราโลหิตฉายแสงแผดวงกว้าง”

 

“ครานั้น คำสาปจะสมบูรณ์ ผู้ต้องสาปจักต้องแลกคืนด้วยลมหายใจที่มี”

 

ประโยคข้างตน จัสตินอ่านมันด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงเรื่อย ๆ จนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ เจ้าตัวกล้ำกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นัยน์ตาสีม่วงฉายแววความสับสนสลับความกลัวจับขั้วหัวใจ เช่นเดียวกันกับมือทั้งสองข้างที่เริ่มสันเทา จนแทบจะจับตำราโบราณเล่มนี้ไว้ไม่อยู่

 

 

ผู้ต้องสาปจักต้องแลกคืนด้วยลมหายใจที่มี

 

 

จัสตินถอนหายใจออกมาอย่างหนัก เหตุการณ์เริ่มแย่งชิงพื้นที่ในหัวสมองเขาอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถประติประต่อเรื่องราว ๆ ต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ก่อนจะใช้มือหนึ่งข้างกดปิดหนังสืออย่างแรง พร้อมด้วยการส่ายหน้าซ้ายที ขวาที พร่ำบอกประโยคที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกดีอย่าง นายแค่คิดมากไปเอง อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน วนไปแบบนั้นซ้ำ ๆ

 

จนกระทั่ง เสียงเพลงบรรเลงดังมาจากมุม ๆ เดิมที่เขาคุ้นเคย

 

นัยน์ตาสีม่วงนิ่งงัน พร้อมร่างกายที่หยุดเคลื่อนไหว ปล่อยให้ท้วงทำนองอันไพเราะที่สลักลึกอยู่ในอกด้านซ้าย ได้เริ่มบรรเลงต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น ยามนี้ คงดึกมากแล้ว ที่จะทำให้กระแสลมยามดึกพัดนำความหนาวเหน็บมาสู่ร่างกายเขา จัสตินยกมือลูกแขนตัวเองปอย ๆ ในนาทีที่อยู่บนโขกหินฟังบทเพลงนั้น

 

เนิ่นนาน

 

หลายนาที

 

แต่สุดท้ายแล้ว บทเพลงนั้นก็ลอยหายไปกับกระแสลม ในนาทีที่ใครบางคนปรากฏตัวขึ้นมาแทน

 

 

หมับ! หวืด!

 

 

จัสตินสะดุ้งตัวลอย เมื่อมือกร้านแสนเย็นเฉียบขยับแตะต้นแขนเขา ส่งผลให้ตำราโบราณเล่มโตที่อยู่บนตัก เกือบตกหล่นหลงในทะเลสาบลึกที่อยู่เบื้องหน้า ทว่า ผู้บุกรุกกลับเป็นบุรุษผู้มากไปด้วยไวพริบ มืออีกข้างที่ไม่ได้แกล้งแหย่เขาเล่น เลยคว้าตำรานั้นเอาไว้ได้ทันท่วงที

 

“พี่เอริค!”

 

“ชู่ว~ เบาหน่อย ดึกแล้ว”

 

วินาทีที่เห็นว่าคนขี้แกล้งนั้นเป็นใคร จัสตินก็อดไม่ได้ที่จะตะเบงเสียงเรียกอีกคนเช่นนั้น เขาล่ะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอีกคนเป็นถึงทายาทคนโตของราชวงศ์ นิสัยขี้แกล้งเป็นที่หนึ่ง ต่างจากนิสัยแท้จริงของเอลฟ์อย่างสิ้นเชิง

 

“อ่านอะไรอยู่เหรอ”

 

“เอ่อ...”

 

“ตำราคำสาปโบราณ สนใจเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเรา”

 

จัสตินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ต่อให้ไม่มีคนบอกเขาก็รู้ตัวเองดี ว่าตอนนี้คงแสดงสีหน้าเลิ่กลั่กเต็มประดา ไม่มีการเก็บซ่อนอาการใดใดเป็นแน่ ทว่า ถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่ เอริค เวอร์เดน ก็คงจับพิรุธเขาไปได้แล้ว

 

คนโตกว่ายื่นตำราเล่มโตกลับมาให้เขาด้วยรอยยิ้ม จัสตินรีบคว้าตำราโบราณกลับมาด้วยความเร็ว เขาระบายยิ้มกว้างกลับไปเพื่อหวังกลบเกลื่อนทีท่าเช่นนั้น

 

“หื้ม ว่าไง”

 

“อ่อ เอ่อ ใช่ พอดีว่า เราตั้งใจจะลงวิชานี้ในปีนี้น่ะ”

 

เอริคพยักหน้ารับในคำตอบที่ได้ยิน ก่อนจะถอดเสื้อวอร์มตัวนอกออกมาคลุมทับให้อีกคน ยังไม่ทันที่จัสตินจะเอ่ยขอบคุณ เอลฟ์หนุ่มก็หมุนตัวหันหลังเดินออกไปเสียแล้ว นัยน์ตาสีม่วงฉายแววความโล่งอก ผสมปนเปไปด้วยความผิดหวัง เขาไม่รู้ว่าทำไมเอริคถึงได้โง่เขลาเช่นนั้น ถึงดูไม่ออกกับการกระทำเขาเลยแม้แต่น้อย แต่จะว่าไปก็คงเป็นโชคดีของเขาไป ไม่งั้นคงต้องได้นั่งอธิบายเรื่องคำสาปนี้ยาวแน่ ๆ

 

“จะนอนอยู่ที่นี่หรือยังไง ดึกแล้วนะ”

 

จัสตินสะดุ้งอีกครั้งด้วยความตกใจ เมื่อเสียงของเอริคดังขึ้นมา ก่อนจะรีบพยักหน้าตอบรับแล้วเดินตามอีกคนออกไป เพียงแต่ สายตาที่ดันไปสะดุดกับด้านขลุ่ยที่ไม่คุ้นตาที่เอริคถืออยู่นั้น กลับทำให้เกิดคำถามนับสิบขึ้นมาในหัวสมองเขาอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้

 

 

ขลุ่ยพันดาว?

เอริค ... พี่มีขลุ่ยนี้ได้อย่างไรกัน

 

 

ซึ่งความสงสัยนั้น คงไม่ได้มีเพียงจัสตินที่ตั้งคำถาม

 

เมื่อลับสายตาของแวมไพร์หนุ่มที่เดินตามหลังมา ก็ยังมีอีกนับร้อยคำถามเกิดขึ้นมากมายในหัวของเอริคเช่นกัน

 

 

คำสาปแสงจันทร์

จัสติน ... เราคิดจะทำอะไรกันแน่

 

 

###

 

 

ป้ายโลหะสีเงินที่ประดับไว้ตรงด้านบนขอบประตูบานใหญ่ มันทำให้เอลเมอร์ตัดสินใจก้าวเดินเข้าไปยังห้องสี่เหลี่ยมตรงหน้าอย่างไม่ลังเล ทว่า มันเป็นเพียงห้อง–ห้องหนึ่งที่ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งของใดใดตั้งวางอยู่ ไม่มีแสงสว่างใดใดเล็ดลอดเข้ามาหลังบานประตูนั้นปิดตัวลง รวมไปถึง ไม่พบการมีอยู่ของบุคคลที่นัดเขาเอาไว้

 

‘คู่หู’ ชื่อเรียกนั่น เป็นของคนที่เรียกเขาออกมา

 

ถ้าให้พูดกันจริง ๆ เอลเมอร์ไม่ค่อยชอบใจเผ่าพันธุ์แวมไพร์สักเท่าไหร่นัก พอ ๆ กับไม่ชอบนิสัยขี้โวยวายของทายาทคนเล็กของราชวงศ์ที่ 1 นั่นด้วย ทว่า ที่เขายังยอมออกมาตามที่อีกคนนัดแนะไว้ ก็คงเป็นเพราะพิธีประลองเวทย์ที่ใกล้เข้ามากระมัง

 

อีกไม่กี่วันหลังจากนี้ จะมีพิธีประลองเวทย์เกิดขึ้น ว่ากันตามตรง ในตอนแรกเอลเมอร์ไม่ได้มีความสนใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ แต่เขาจำเป็นต้องเข้าร่วมเพียงเพราะสถานะนักเรียนใหม่มันบังคับ ซึ่งตรงกันข้ามกับพี่คนกลางของเขาอย่างสิ้นเชิง อีวาน เวอร์เดน ตื่นเต้นกับการประลองเวทย์อยู่ไม่น้อย จนกระทั่งจุดเปลี่ยนในความคิดเล็ก ๆ ของเขามันเกิดขึ้น เพราะประโยคไม่กี่ประโยคที่ได้ยิน

 

 

‘ส่วนมากเด็กใหม่จะไม่มีสิทธิเข้าร่วมการแข่งไตรภาคี เพราะส่วนมากจะให้ปี 3 ขึ้นไป’

‘เพราะฉะนั้น เด็กใหม่ที่มีคะแนนท็อปห้าในพิธีประลองเวทย์เท่านั้น ถึงจะมีสิทธิแข่ง’

 

 

การแข่งไตรภาคคี

 

แค่ชื่อที่กล่าวมา มันก็ทำให้หูเรียวยาวอันงดงามและเป็นเอกลักษณ์ของเผ่ากำเนิดมันหูผึ่งทันที

 

และนั่น คงเป็นเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้เขายอมออกมาฝึกกับซินแคร์อยู่ทุกวัน ทว่า วันนี้ดูเหมือนจะมีบางอย่างแปลกออกไป เมื่อเอลเมอร์เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ภายในพื้นที่ที่เขายืนอยู่ในตอนนี้ ความเงียบที่ทำให้ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจเต้น กลายเป็นจุดชนวนของความน่าสงสัย ความมืดมิดที่แม้แต่แสงจันทรายังไม่ถูกอนุญาตให้พาดผ่าน ยิ่งกระตุ้นให้บุรุษเอลฟ์เริ่มระวังตัว

 

วินาทีนั้นเอง เสียงย่ำเท้าที่ดังมาอย่างสม่ำเสมอได้หยุดลง ปลายเท้าทั้งสองข้างหยุดยืนอยู่ ณ ตำแหน่งใจกลางห้องที่ว่างเปล่า นัยน์ตาสีทรายราบเรียบราวกับมิเกรงกลัวสิ่งใดจะกล้ำกรายเข้ามา ถึงแม้ว่าสัญชาตญาณของเขาจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนชัดเจนแล้วว่า นี่คงเป็นกลอุบายของใครบางคน

 

 

ฟึ่บ!

 

 

ไวเท่ากับความคิด ที่ดูเหมือนว่าสัญชาตญาณของเขามันไม่มีวันพลาด

 

เมื่อมีเงาดำบางอย่างเคลื่อนตัวผ่านไปด้านหน้าของเขาด้วยความเร็ว นัยน์ตาสีทรายเบนไปตามทิศทางการเคลื่อนไหวทั้ง ๆ ที่รู้ว่านั่นอาจจะเป็นกับดัก เพราะทันทีที่เงาดำนั่นหายลับไป กระแสลมอ่อน ๆ ก็ช่างเป็นใจที่จะนำพาเสียงผินปากเบา ๆ ให้ลอยล่องมาถึงเขาอย่างทันท่วงที

 

เอลเมอร์หลุดขำ เขารู้สึกว่ากลอุบายอีกคนช่างเด็กน้อยเสียเต็มประดา ร่างสูงโปร่งยืดตรงเต็มส่วนสูง พร้อมทั้งหมุนข้อเท้าหันกลับมา ณ ตำแหน่งที่ได้ยินเสียงผินปากนั้น ใบหน้าคมคายเงยหน้าขึ้นมองไปทางด้านบน ด้วยแววตาที่เรียบนิ่งเช่นเดิม แม้ว่าเขาจะเห็นเพียงความืดมิดที่ปกคลุมอยู่ ณ ตรงนั้น แต่เอลเมอร์ก็หาได้มีความกลัวไม่

 

เพียงแต่ ทีท่าแสนอวดดีของเอลฟ์หนุ่ม ช่างถูกใจใครบางคนยิ่งนัก ใบหน้าหวานยิ้มเยาะร้าย เผยเขี้ยวคมแสนอันตรายออกมาด้วยความเจ้าเล่ห์ และวินาทีที่เสียงผินปากนั้นจบลง วงเวทย์โลหิตของตนก็เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

 

 

ได้เวลาสนุกกันแล้วล่ะ

เอลเมอร์ เวอร์เดน

 

 

ร่างเพรียวบางถีบตัวออกจากมุมมืดของห้องไปด้วยความรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่ต้องการปะทะคือเป้านิ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางห้องนั่นอย่างแน่นอน ทว่า วินาทีที่กำปันเล็ก ๆ ปล่อยหมัดออกไป ฝ่ามือใหญ่กับคว้าหมับมันเอาไว้ได้ทันการ เอลเมอร์ออกแรงบีบอยู่เล็กน้อย ก่อนจะกดมืออีกคนให้ลดลงต่ำ ทำให้สายตาทั้งสองได้สบประสานกันในความมืดอย่างที่ควรเป็น

 

“ถ้าฝีมือมีแค่นี้ เห็นทีจะลอบกัดไม่สำเร็จ”

 

“หึ วันนี้ ฉันจะทำให้นายเจ็บตัวกลับหอแน่ เอลเมอร์”

 

สิ้นคำประกาศศึก ปลายเท้าเล็กก็ออกแรงถีบเข้ากลางลำตัวของเอลเมอร์อย่างจัง เอลฟ์หนุ่มเซถอยหลังออกไปตามแรงกระทำเมื่อครู่อย่างพลาดท่าเต็มประดา แต่ยังไม่ทันจะได้ตั้งสติได้ วงเวทย์ที่ซินแคร์วาดเอาไว้เมื่อครู่ก็เริ่มทำงาน จนเอลเมอร์ต้องกระโดดหลบออกไปด้านข้างตามสัญชาตญาณตน

 

ขาของเขาชาไปชั่วขณะ เมื่อครู่คงเป็นเวทย์โจมตีอะไรบางอย่าง ที่เจ้าตัวจงใจวางไว้เป็นกับดัก เอลเมอร์กัดฟันอย่างใจเจ็บเมื่อรับรู้ได้ว่าอีกคนกะจะเล่นเขาให้เจ็บหนัก ราวกับรอเวลานี้มานเนิ่นนาน เพราะเขายังไม่ทันจะตั้งตัวดี การเคลื่อนไหวด้วยความเร็วของแวมไพร์หนุ่มก็พุ่งมาที่เขาอีกครั้ง

 

 

เคร้ง!!!

 

 

“นึกว่าจะไม่เอาอาวุธมาด้วยซะแล้ว”

 

“ถ้าคิดจะฆ่าฉันตอนนี้ เห็นทีว่านายจะผิดหวัง”

 

เกิดประกายไฟเล็ก ๆ ขึ้นทันที เมื่อวัตถุโลหะแหลมคมสองอย่างกระทบกันด้วยความแรง

 

เอลเมอร์ขยับนิ้วกรีดกราย หมุนกลางอากาศข้างลำตัว เพื่อเรียกดาบประจำตัวออกมารับแรงกระแทกได้ทันเวลา ทว่า ซินแคร์ก็ยังคงแสยะยิ้มร้ายออกมา เผยเขี้ยวคมที่พร้อมคร่าชีวิตกันได้ทุกเมื่อออกมาให้เขาได้เชยชม ราวกับว่า เจ้าตัวตั้งใจรอจังหวะให้เขาชักดาบออกมาอย่างไรอย่างนั้น

 

และดูเหมือนว่าจะใช่

 

 

ฉึบ!

 

 

เพราะทันทีที่มือหนึ่งถือดาบค้างไว้ในอากาศ เพื่อรับแรงกระแทกจากคมดาบอีกคน อีกมือหนึ่งก็ต้องยกขึ้นมาป้องกันตน ในยามที่กงเล็บยาวของแวมไพร์หนุ่มพุ่งเข้ามาหมายปะทุษร้ายกันอย่างห้ามไม่ได้ ทว่า โชคดีหน่อยที่เอลเมอร์เริ่มอ่านกลเกมอุบายของเด็กเจ้าเล่ห์อย่างซินแคร์ได้บ้างแล้ว

 

 

พลั่ก!!!

 

 

เขาเลยไม่ออมแรงที่จะกระแทกศอกเข้าไปตรงบริเวณหน้าท้องอีกฝ่ายอย่างจัง ในนาทีที่พลิกตัวหมุนหลบออกมา ซินแคร์เบ้หน้าด้วยความจุก ถอยเท้าออกไปด้านหลังอย่างบังคับตัวเองไม่ได้ ก่อนจะใช้คมดาบปักลงบนพื้นเพื่อยึดร่างกายที่โอนเอนของตัวเองเอาไว้

 

“ถ้าวันนี้นายแพ้ ฉันจะต้องได้กินเลือดได้”

 

“ฝันอยู่เรอะ เจ้าชายแห่งแอดดิสัน”

 

ดูเหมือนว่าเอลเมอร์จะไม่ออมมือให้กันได้อีกแล้ว สิ้นคำพูด วงเวทย์สีเขียวอร่ามตาก็ตีวงกว้าง ณ ตำแหน่งที่เขากำลังยืนอยู่ ซินแคร์รีบดีดตัวออกมาอย่างไว ก่อนจะลบวงเวทย์นั้นทิ้งด้วยวิชาของตน นัยน์ตาสีแดงอิฐตวัดมองขวับ พร้อมกับตวัดดาบและพุ่งเข้าใส่อีกคนในทันที

 

 

เคร้ง!!!

 

 

โชคดีหน่อยที่ระหว่างการซ้อมเฮอราคลิดส์อนุญาตให้นักเรียนทุกคน ใช้ดาบประจำตัวที่ได้จากทางโรงเรียนไปเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าจะใช้ซ้อมถึงขั้นหมายจะเอาชีวิตกัน ก็คงทำไม่ได้ เพราะด้วยอาคมของตัวดาบ ไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะปลิดลมหายใจให้ขาดสะบั้น

 

ทว่า ในข้อดีนั้นกลับกลายเป็นเรื่องสนุกของเด็กสองคน ที่ไม่คิดจะยั้งมือกันในยามฝึกคู่กันสักครั้งเดียว ประกายไฟที่กระทบกันราวกับไม่มีหยุดนั่น คล้ายกับต้องการจะให้ดาบของอีกฝ่ายหักกันไปข้าง

 

 

กึก!

 

 

“ดูเหมือนว่า นายจะเก่งต่อสู้ประชั้นชิดขึ้นเยอะเลยนะเอลเมอร์”

 

“ฝีมือนาย มันถอยลงมากกว่ามั้ง”

 

คำพูดจี้ใจดำถึงกับทำให้ซินแคร์เลือดขึ้นหน้า แวมไพร์หนุ่มเลยออกแรงถีบเข้ากลางหน้าอกเอลเมอร์อย่างเต็มแรง ก่อนจะดีดตัวหมุนกลางอากาศออกมาตั้งหลัก ใบหน้าหวานระบายยิ้มให้กับคนที่สำลักความเจ็บเมื่อครู่ ก่อนจะตวัดดาบขึ้น ชี้ปลายดาบพุ่งตรงมายังที่ที่เขายืนอยู่

 

เอลเมอร์มองอีกคนด้วยความสงสัย โดยไม่ลืมที่จะเริ่มวาดวงเวทย์วงใหม่ไปพร้อม ๆ กัน เมื่อเห็นว่า ซินแคร์ได้ใช้ปลายนิ้วอีกฝั่งกรีดยาวไปตามคบดาบของตน ปล่อยโลหิตไหลรินลงพื้นทีละนิด ทีละนิด ทีละนิด

 

“เตรียมเลือดของนาย ไว้ให้ฉันได้เลย เอลเมอร์”

 

สิ้นคำประกาศกร้าว วงเวทย์โลหิตก็ถูกวาดเต็มวงอีกครั้ง พร้อมด้วยแวมไพร์หนุ่มที่ขยับตัวพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วกว่าเดิมเป็นเท่าตัวในทันที แต่ทว่า ใบหน้าคมคายที่กระตุกยิ้มมุมปากให้กันครั้งแรกแบบนั้น กลับทำให้นัยน์ตาสีแดงอิฐเบิกกว้างด้วยความตกใจ ปลายดาบชะงัก ค้างอยู่ในอากาศ แม้ว่ามันจะหยุดนิ่งอยู่ตรงบริเวณลำคอของเอลเมอร์ก็ตามแต่

 

“นายเอาชนะฉันไม่ได้หรอก”

 

“เอลเมอร์!!!”

 

เสียงหวานตวาดลั่น หากแต่ร่างกายกับหยุดนิ่งไม่ขยับไปไหน

 

ซินแคร์กักเก็บความโกรธผ่านสีหน้าตนไว้ไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งวินาทีที่เสียงดีดนิ้วดัง เปาะ ขึ้นมา แสงสว่างภายในห้องกว้างก็สว่างวาบทันใด ทำให้มองเห็นวงเวทย์ขนาดใหญ่สีเขียวอร่ามแผ่กระจายเต็มพื้นห้องอย่างชัดเจน

 

มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่านี่คือ วงเวทย์พันธการ เวทย์กับดักโบราณที่สามารถสร้างบาดแผลนับร้อยบนร่างกาย หากขยับตัวพลาดไปนิดเดียว ซินแคร์ขบกัดกรามอย่างข่มอารมณ์ เขาพลาดที่ประเมินความสามารถด้านเวทย์โบราณของอีกฝ่ายต่ำไป เพียงเพราะตลอดเวลาที่ฝึกด้วยกันมา เอลเมอร์แสดงให้เห็นแค่ทักษะต่อสู้ระยะประชิดเท่านั้น อีกอย่าง แม้ว่าวงเวทย์นี้จะยังไม่สมบูรณ์ถึงขั้น 9 แต่เท่านี้ ก็สร้างบาดแผลให้เขาไม่น้อยเช่นกัน

 

“ฉันยอมแล้ว”

 

สุดท้าย ก็เลยต้องเอ่ยปากยอมแพ้อย่างเลี่ยงไม่ได้

 

เอลเมอร์หันกลับมามองคนที่เอ่ยปากยอมแพ้ง่าย ๆ อย่างไม่ไว้วางใจ ก็อีกคนเจ้าเล่ห์ไม่น้อย เห็นเช่นนั้น ซินแคร์เลยได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปล่อยดาบในมือให้ตกลงไปบนพื้น กรอกสายตาขึ้นมองบนด้วยความเบื่อหน่าย เพื่อแสดงออกให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า ก็เขาขยับตัวไม่ได้จะให้สู้ต่ออย่างไร

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น เอลเมอร์ก็พลันใจอ่อน เขาขยับปลายเท้าลบส่วนหนึ่งของวงเวทย์ให้เวทย์คลายลง จนทำให้คนที่ยังแค้นใจถึงกับหาจังหวะพุ่งเข้าใส่ หมายจะทำร้ายกันอีกจนได้

 

 

พลั่ก! ตุ้บ!!

 

 

“โอ้ย!! เอลเมอร์!!!!”

 

 

 

 

////

tbc.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #4 Rieng (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:03

    เห้ย!!! ใครเจ็บตัวปะอะ ค้าง!!! กำลังสนุกเลย อยากเห็นคนอยากเอาชนะกันเค้าแง้วใส่กัน 555

    #4
    0