The prince and the curse moonlight. #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 3 : 02 - ห้วงมิติแห่งความฝัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    19 ก.พ. 63

 

 

02

‘ห้วงมิติแห่งความฝัน’

 

อยู่ดี ๆ อากาศยามเช้าก็แปรผัน กลุ่มเมฆหนาลอยปกคลุมทั่วน่านฟ้า เหล่าวาโยโบกสะบัดนำพาความหนาวเหน็บจากดินแดนไกลแสนไกล เข้าครอบงำทั่วพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์อย่างเฮอราคลิดส์ และไม่นานหลังจากนั้น พิรุณก็โปรยปรายร่วงโรยลงสู่พื้นดิน บดบังทัศนียภาพอันงดงามจนขาวโพลน

 

 

น่าเบื่อเสียจริง

 

 

ร่างเพรียวบางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สะบัดชายผ้าคลุมที่สวมอยู่บนลาดไหล่ให้พลิ้วไหวไปทางด้านหลัง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนชั้นไม้เก่าที่วางตั้งเอาไว้ติดกับหน้าต่างห้อง นัยน์ตาสีแดงอิฐถอดมองออกไปยังพื้นที่ด้านนอก ที่มองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง แม้ว่าสิ่งที่เขาจะมองเห็นมันจะเป็นเพียงเหล่าเม็ดฝนก็ตาม

 

เจ้าตัวถอนหายใจออกมาอีกครั้ง พร้อมขยับใบหน้าเอนพิงกับกระจกห้องบานใหญ่ ไอเย็นค่อย ๆ เริ่มเกาะขึ้นบนพื้นผิวเงา สลับกับหยดน้ำที่ไหลรินมาจากด้านบน จริง ๆ แล้ว ซินแคร์ไม่ค่อยปลาบปลื้มช่วงเวลาฝนตกสักเท่าไหร่นัก เขารู้สึกว่ายามใดที่พลาหกย่ำพสุธา ยามนั้นคงมีใครที่อยู่ด้านบนสรวงสวรรค์กำลังร่ำไห้เป็นแน่ คิดเช่นนั้นหัวใจของเขามันก็ปวดหนึบ เจ็บลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ

 

สุดท้ายแล้ว ซินแคร์ก็ตัดสินใจละสายตาออกมาจากม่านฝนที่นำพาความเศร้าเข้ามาหาตัวเขา เปลี่ยนเป็นขยับกายเอนพิงไปกับกระจกบานใหญ่แทน เงยหน้าขึ้นใช้สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ห้องด้วยความเบื่อหน่ายเต็มประดา ในหัวคิดคำนวนเวลาคร่าว ๆ ว่าเมื่อไหร่ฝนจะหยุดตก และเขาจะได้ออกไปวิ่งเล่นด้านนอกเสียบ้าง เพียงแต่ ยิ่งพยายามใช้พลังในการคาดเดามากเท่าไหร่ ร่างกายของเขามันก็อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ มากเท่านั้น จนฉุกคิดได้ว่า เพราะฝันร้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา มันคงทำให้ร่างกายเขาอ่อนแอได้ถึงขนาดนี้

 

ด้วยเหตุนั้น บรรยากาศอันแสนน่าเบื่อ ที่มาพร้อมกับไอเย็นที่ฉวยโอกาสเล็ดลอดผ่านช่องว่างระหว่างประตู หน้าต่าง เข้ามายังห้องนอนขนาดใหญ่ ก็อบอวลจนเต็มห้อง ซินแคร์ห่อตัวเล็กน้อยเมื่อเริ่มรู้สึกว่า อากาศภายในห้องนอนมันกำลังเย็นลงเรื่อย ๆ พร้อมกับเปลือกตาอันหนักอึ้งทั้งสองข้างของเขามันเริ่มจะเพ่งมองสิ่งใดไม่เห็น

 

ท้ายที่สุด เหล่าพิรุณที่กำลังโปรยปรายบนพื้นพสุธา ก็ชักใยแวมไพร์หนุ่มเข้าสู่ห้วงแห่งความฝันอีกครั้ง

 

 

 

มันเป็นกลิ่นหอม ๆ ของเทียนไขบางอย่างที่ตัวเขาไม่คุ้นเคย

 

หากแต่มันเป็นกลิ่นชวนฝัน ที่ปลุกเขายามหลับใหลได้เป็นอย่างดี

 

“เจ้าตื่นแล้วรึ ไซรอน

 

เสียงทุ้มต่ำนั้นดังขึ้นไม่ใกล้ ไม่ไกลจากตัวเขามากนัก ทว่า อาการปวดหนึบทั่วศีรษะทำให้เจ้าของชื่อ ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยต่อบนสนทนาได้ทันท่วงที มือเรียวสวยเลยได้แต่ขยับเคลื่อนขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ก่อนมันจะหยุดชะงักกลางอากาศ ด้วยไออุ่นจากฝ่ามือของสตรีท่านหนึ่ง

 

“เจ้าสลบไปประมาณ 3 ชั่วโมง จนข้าอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเจ้ายังไม่รีบตื่น เห็นทีข้าคงต้องไปตามอาลเนอร์มาปลุกเจ้าแทนเสียแล้วล่ะ”

 

คนเพิ่งตื่นถึงกับต้องเค้นหัวเราะรับกับประโยคข้างต้น ก่อนจะค่อย ๆ ยันร่างกายตัวเองขึ้นมานั่งพิงพนักเตียงอย่างเชื่องช้า ไซรอนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนได้พบว่าเขาไม่คุ้นเคยสถานที่แห่งนี้สักเท่าไหร่นัก ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสิ่งของ เครื่องใช้ รวมไปถึงอุปกรณ์ ตำราเรียนพวกนั้น เห็นทีคงจะไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะได้เข้ามาบ่อย ๆ

 

รวมไปถึง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ก็ต่างไปจากเดิม เสื้อสีขาวผ้าบางสะอาดตา ที่ตกแต่งด้วยสีน้ำเงินเข้มบริเวณข้อมือ ถัดขึ้นมาทางด้านซ้าย ณ ตำแหน่งอกด้านซ้าย ได้มีเข็มกลัดรูปเทพอาร์เธน่าปักไว้เด่นชัด แค่เท่านั้น เขาก็พอรับรู้ได้ทันที ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นของใคร

 

“หากเจ้าตื่นแล้ว ข้าคงต้องขอตัวล่ะ มีเรื่องอีกมากมายที่ข้าต้องทำ”

 

“เดี๋ยว––”

 

“เจ้ามาพอดีเลยอาลเนอร์ ข้ายังคัดตำรายาไม่เสร็จดี ข้าฝากเจ้าดูแลไซรอนต่อแล้วกันนะ”

 

หญิงสาวยิ้มพรายให้เขาหนึ่งที ก่อนจะหันไปเอ่ยบอก ปนออกคำสั่งกับบุรุษรูปงามที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ ใยไหมนุ่มที่พลิ้วไหวตามกระแสลมนั้นสวยสดงดงามในยามที่เล่นแสงตอนอาทิตย์อัสดง ใบหน้าคมคายก้มลง ตอบรับเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบให้หญิงสาวเดินออกไป

 

เสียงประตูปิดลง พร้อมกับบุคคลที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของห้องได้ย่ำเท้าเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเรียวโบกสะบัดก่อให้เกินคลื่นวายุเพียงเล็กน้อย แสงสว่างอันรำไรภายในห้องก็สว่างจ้าทันท่วงที ไซรอนลอบกลืนของเหลวหนืดลงคออย่างยากเย็นแสนเข็ญ เขารู้สึกขนลุกชันไปทั่วร่างกาย เมื่อร่างสูงโปร่งนั้นขยับใกล้ทีละนิด

 

จนกระทั่ง พื้นที่ว่างข้างกายเขายุบยวบ ไซรอนก็พลันกลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัว ริมฝีปากสีซีดเม้มปิดแนบสนิท สองมือกำผ้าห่มสีเดียวกันกับสีตาตนไว้แน่น ก่อนจะหลุบตาลงต่ำ ไม่มีกระทั่งเสี้ยวความคิดจะสบประสานสายตากับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า

 

“เหตุใด เจ้าถึงฝืนตัวเองเช่นนั้น”

 

“ฝืน?”

 

“แล้วถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าฝืน เหตุใดเจ้าถึงสลบอยู่ใจกลางห้องโถงบิบลิสกันล่ะ”

 

ไซรอนเม้มปากแน่นอีกครั้ง เขาพยายามครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อประมาณราว ๆ 3 ชั่วโมงก่อน ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง เท่าที่จำได้ เขากำลังประลองฝีมือกับแวมไพร์ต่างราชวงศ์ ว่ากันตามตรงฝีมือของเขาแม้จะยังไม่เก่งกาจมาก แต่ด้วยพลังที่มีในสายเลือด ที่สืบทอดกันมาเนิ่นนาน มันนำพาให้ชื่อของเขาติดท็อประดับชั้น ปี 2 ได้ไม่ยากนัก เขามั่นใจเป็นอย่างมาก ว่าไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้รูปแบบใด เขาไม่สามารถพ่ายแพ้ได้ง่าย ๆ เพียงแต่

 

“คันธนูข้าล่ะ!”

 

คันธนูที่เขาเพิ่งได้รับมา ดูเหมือนจะต้องทำการปรับความเข้าใจกันอีกนาน ถึงจะเข้าขากันได้ดี

 

อาลเนอร์ที่พอจะเริ่มปะติ ปะต่อเรื่องราวก่อนที่เจ้าตัวจะสลบไปได้ขึ้นทีละนิด นัยน์ตาสีทองอร่ามก็เบนออกไปทางหัวเตียงอีกฝั่ง คันธนูโบราณด้ามสีนิล ที่สอดแทรกสีแดงเพลิงอย่างแยบยล นับเป็นอาวุธที่ดูร้ายแรงและทรงอานุภาพชนิดหนึ่ง ทว่า สิ่งที่เขาแปลกใจกับไม่ใช่คันธนูเล่มนั้น ที่เขาแปลกใจนั่นคือแวมไพร์หนุ่มตรงหน้าต่างหาก

 

“เจ้าเป็นแวมไพร์ เหตุใดถึงใช้ธนูในการประลองการต่อสู้”

 

“แล้วมีกฎข้อใด ห้ามแวมไพร์ใช้คันธนูรึ”

 

“ไม่มี เพียงแต่ข้าว่ามันค่อนข้างแปลก พวกเจ้ามักถนัดการต่อสู้ระยะประชิดไม่ใช่หรือ”

 

ไซรอนเป่าลมออกจากริมฝีปาก จนผมหน้าม้ามันสะบัดเด้งขึ้นไปด้านบน ก่อนจะตกกระทบเรียงตัวกลับมาตามเดิม อาลเนอร์มองอีกฝ่ายอย่างต้องการคำตอบ ทั้ง ๆ ที่ไซรอนเองก็ยังไม่ชินกับอาวุธใหม่ แถมยังนำไปใช้ในการประลองครั้งแรกอีก

 

แบบนี้ ถ้าไม่เรียกว่าไม่รักชีวิตตน ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี

 

“จริง ๆ แล้วคันธนูเพลิงสามารถเปลี่ยนเป็นดาบได้ ท่านอาว่าไว้แบบนั้น”

 

“...”

 

“แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไม วิญญาณดาบที่หลับใหลอยู่ภายใน ถึงไม่ฟังคำสั่งข้าเลย”

 

“เปลี่ยนเป็นดาบงั้นหรือ?”

 

“อาฮะ อ่า เจ้าน่าจะเคยได้ยินธนูเพลิงมาบ้างไม่ใช่หรือไง ท่านอาข้าบอกว่า คมดาบที่ซ่อนอยู่ในนั้น มันมาจากถิ่นบ้านเกิดเจ้าเชียวนะ”

 

ไซรอนเอ่ยบอกอย่างตื่นเต้น เขาไม่รู้หรอกว่าท่านอาหาอาวุธทรงอานุภาพ และอันตรายเช่นนี้มาได้อย่างไร เขารู้แค่เพียงว่า เขาได้รับมันมาเป็นของขวัญวันเกิดที่ผ่านมานี้เอง รูปลักษณ์ภายนอกมันงดงามจนน่าจับต้อง แต่ใครเล่าจะหยั่งรู้ ถึงความร้ายกาจที่หลับใหลของจิตวิญญาณในดาบที่ซ่อนรูปนั่น

 

“ข้าไม่ได้รอบรู้ไปทุกเรื่องเสียหน่อย”

 

บุรุษเอลฟ์รูปงามเบือนหน้าหนี เมื่อพบเจอสิ่งที่เขามิอาจรู้ได้ จนไซรอนต้องหลุดขำกับทีท่าเช่นนั้นอย่างนึกขัน ก่อนจะสูดปากออกมาเบา ๆ เมื่ออาการเจ็บบริเวณหน้าท้องมันแล่นแปร่บขึ้นมาจนถึงขั้วหัวใจ และในนาทีนั้น อาลเนอร์รีบหันหน้ากลับมามองคนร่างบางที่อยู่บนเตียงนอนในทันที

 

“ข้าขอดูหน่อย”

 

ไม่ว่าเปล่า มือหนาคู่นั้นถือวิสาสะในการแหวกสาบเสื้อบางออกจากผิวสองสี รอยแผลเป็นแนวยาวจากคมดาบถึงกับทำให้ไซรอนขมวดคิ้วหนัก เขาจำไม่ได้เลยว่าบุคลที่เขาประมือด้วยนั้นเก่งกาจได้ถึงเพียงนี้ เพราะถ้าให้เขาค่อย ๆ ไล่ความจำที่มี เขานับรายชื่อได้เพียงหยิบมือเท่านั้นที่พอจะสร้างบาดแผลบนร่างกายให้เขาได้

 

ทว่า นั่นไม่ใช่ประเด็นสักเท่าไหร่ เมื่อเขาลองครุ่นคิด ตริตรอง เรียบเรียงเหตุการณ์ดูอีกครั้ง เขากลับเริ่มรู้สึกว่า ฝีมือของบุคคลนิรามนั่น น่าจะมีความแค้นส่วนตัวกับเขาเสียมากกว่า

 

“นี่ผ่านมา 3 ชั่วโมงแล้ว ทำไมบาดแผลข้ายังไม่ทุเลาลง”

 

แวมไพร์หนุ่มเอ่ยถาม ยิ่งเพิ่มความสงสัยให้กับเอลฟ์หนุ่มตรงหน้าไม่ต่างกัน นัยน์ตาสีทองเงยขึ้นสบประสาน กับนัยน์ตาสีครามที่เคล้าไปด้วยความกังวล ใต้ฟ้าทั่วหล้าต่างรับรู้กันเป็นอย่างดี ว่าร่างกายของเผ่าพันธุ์แวมไพร์ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้รวดเร็วกว่าเผ่าไหน แต่ทำไม บาดแผลบนร่างกายไซรอนนี่ ถึงดูจะหนักขึ้นกว่าเดิม

 

ไซรอนกัดริมฝีปากลงอีกครั้ง เมื่อความเจ็บนั้นแล่บแปร่บขึ้นมาตามร่างกายเขาอีกรอบ ใบหน้าหวานเบ้ลงอย่างทรมาน เหงื่อกาฬพาลผุดขึ้นทั่วใบหน้าอย่างทันท่วงที มือหนาขยับขึ้นอังหน้าผากเล็กของไซรอน ก่อนจะพบว่าอุณหภูมิในร่างกายของแวมไพร์นั้นสูงขึ้นจนน่าใจหาย

 

“ข้าเกรงว่า เจ้าจะได้รับพิษ”

 

“พิษ? หมอนั่นกะจะฆ่าข้าให้ตายเลยหรืออย่างไร”

 

“เจ้าไม่ตายง่าย ๆ หรอก อย่างมาก ก็ทรมานอยู่สักสามวันเห็นจะได้”

 

อาลเนอร์เอ่ยตอบกับคำถามนั้นออกมาอย่างทีเล่น ทีจริง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังโต๊ะมุมห้อง ทิ้งให้คนที่นั่งทรมานอยู่บนเตียงกว้างต้องส่งสายตาค้อนเคือง คาดโทษอย่างห้ามไม่ได้ บัดนี้ ร่างกายของเขามันเริ่มด้านชา แขน ขา เริ่มไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะเคลื่อนไหว จึงทำได้ข่มความหงุดหงิดภายในใจที่มีต่อบุรุษเอลฟ์ตนนั้นไว้กับตัวเอง

 

ผ้าม่านผืนใหญ่ที่แขวนประดับกระจกทุกบานภายในห้อง เลื่อนปิดลงทันทีเมื่อเรียวนิ้วอาลเนอร์ขยับไหว เปลวไฟสีส้มที่อยู่บนเทียนไข เปลี่ยนกลับกลายเป็นสีเขียวในนาทีต่อมา กลิ่นสมุนไพรในหม้อต้มยาลอยแตะจมูกของไซรอน จนแวมไพร์หนุ่มต้องเบ้หน้า

 

ก็เขาน่ะ เกลียดการกินยาเป็นที่สุด

 

“ไม่ต้องทำหน้าเช่นนั้น ข้าไม่ได้เอายาให้เจ้ากิน”

 

ดูเหมือน สวรรค์ยังพอเห็นใจคนโดนลอบทำร้ายเช่นเขา ที่ไม่ส่งให้อาลเนอร์นำยามาให้เขาทาน แต่กลายเป็นสมุนไพรที่ใช้ปิดปากแผลบริเวณหน้าท้องของเขาแทน ฤทธิ์ของสมุนไพรที่เขาไม่รู้จักชื่อ ซึมซับผ่านปากแผลจนเขาแทบจะดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง มันร้อนผ่าว แผดเผาไปถึงกระดูกด้านใน

 

ไซรอนได้แต่กัดฟันข่มความเจ็บปวดเหล่านั้นไว้อย่างทรมาน หยาดเหงื่อไหลรินตามกรอบหน้า จนหลังมือขาวไร้มลทินใดใดขยับเคลื่อนเช็ดให้อย่างแผ่วเบา แต่มืออีกข้างของอาลเนอร์ยังคงขยับทำหน้าที่ ป้ายยาตามบาดแผลของไซรอนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

 

ชั่วครู่ หยดน้ำตาของไซรอนไหลริน เขารู้สึกทรมานกับพิษบ้านี่เกินต้านไหว ลมหายใจของเขาเริ่มโรยริน เมื่อริมฝีปากของเขามันซีดผาก เมื่ออาลเนอร์เห็นอาการเช่นนั้น เขาก็เริ่มรู้สึกได้ ว่าไซรอนคงสู้กับฤทธิ์สมุนไพรได้ไม่หมดแน่ ๆ

 

“น...นี่ เจ้า จะทำอะไรน่ะอาลเนอร์”

 

คิดเช่นนั้น ร่างสูงโปร่งก็วางถ้วยยาลงที่หัวเตียง ขยับลุกขึ้นไปนั่งบนเตียงให้ใกล้กับไซรอนมากขึ้น จนคนบาดเจ็บถึงกับต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่าเอลฟ์หนุ่มตรงหน้า กำลังจะปลดกระดุมเสื้อที่สวมใส่อยู่อย่างไม่มีเหตุผล

 

“ช่วยเจ้า”

 

“ช่วยอะไร เจ้าจะมาถอดเสื้อต่อหน้าข้าทำไม!”

 

“เจ้าโดนพิษ จนสมองเจ้าจำสิ่งที่เรียนมาไม่ได้แล้วหรืออย่างไร”

 

แน่นอนว่า ไซรอนอยากจะตอบว่า ‘ใช่’ เพราะเขาไม่รู้ว่าตำราเล่มไหนบอกเขา ว่าการที่มีเอลฟ์หนุ่มมาถอดเสื้ออยู่ตรงหน้านั้นหมายถึงการช่วยเหลือแวมไพร์แบบเขาอย่างไร ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยถามอะไรมากไปกว่านั้น สัมผัสอันแผ่วเบาก็ขยับเข้าครอบครองริมฝีปากเขาในทันที

 

แขนแกร่งของอาลเนอร์เลื่อนลงขยับโอบรอบเอวของไซรอน ให้ร่างกายของทั้งคู่อิงแอบแนบชิด บดเบียดริมฝีปากอันอบอุ่นลงบนกลีบปากนุ่มอย่างนุ่มนวล อบอวลไปด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะค่อย ๆ ละเมียดไปตามรอยหยักลึก สลับขบกัดคล้ายหยอกเย้าให้คนในอาณัติยอมผ่อนปรน

 

เพียงชั่วครู่ แสงในห้องนอนหรี่ลงตามการอ่อนยวบของร่างกายแวมไพร์หนุ่ม สัมผัสอันวูบโหวงไต่ขึ้นจากช่องท้อง วนเวียนอยู่บริเวณนั้นเนิ่นนาน หลายนาที จนกระทั่งอารมณ์มืดในจิตใจเริ่มครอบงำ กลิ่นโลหิตหอมหวานของเหล่าเอลฟ์เลือดบริสุทธิ์ลอยยั่วยวนแตะปลายจมูกไซรอนอยู่รอมร่อ จนมิอาจซ่อนเขี้ยวคมแสนอันตรายเอาไว้ได้อีกต่อไป

 

 

ฉึบ!

 

 

นัยน์ตาสีครามแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง เฉกเช่นเดียวกันกับสีที่สอดแทรกอยู่บนคันธนูเล่มนั้น แขนแกร่งทั้งสองข้างโอบกอด รัดแน่น เรือนร่างเล็กมากขึ้น เมื่อเขี้ยวคมขยับ ฝังลึกลงมาบริเวณต้นคอเขาอย่างเต็มแรง เปลือกตาสีทองอร่ามค่อย ๆ หนักอึ้งจนต้องปิดโสตประสาททั้งหมดลง ทว่า ตรงกันข้ามกับแวมไพร์หนุ่ม ที่ดื่มด่ำกับรสชาติอันหวานหอมของโลหิตที่หายากอย่างไม่รู้จบ

 

วินาทีนั้น ไซรอนรับรู้ได้ทันที ว่าตำราเล่มใดที่อาลเนอร์เอ่ยท้วงเขา คงจะเป็นหนึ่งในตำราปรุงยากระมัง ที่ว่ากันว่า เลือดของราชวงศ์เอลฟ์อันบริสุทธิ์ จะสามารถบรรเทาทุกบาดแผลของแวมไพร์เยาว์วัยได้เป็นอย่างดี เพราะเหตุนั้น โลหิตของเอลฟ์จึงนับเป็นสิ่งของต้องห้าม แต่น่าครอบครองที่สุดในปฐพี

 

“ขอบคุณเจ้ามาก”

 

“...”

 

“อาลเนอร์ เวอร์เดน”

 

 

 

รอบกายมันเงียบสงบ เท่าที่ซินแคร์จำได้ ก่อนจะหลับไปด้านนอกนั่นยังฝนตกอยู่ แต่ทว่าตอนนี้ มันเงียบสนิทราวกับบรรยากาศเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง ชั่วครู่หนึ่ง เสียงเคาะประตูดังขึ้นด้วยเสียงเรียกที่เขาคุ้นเคย จัสติน เป็นเสียงของเพื่อนสนิทเขาที่เอ่ยดัง ย้ำให้เขาตื่นจากมิติแห่งความฝัน

 

ฝันประหลาด ๆ ที่เขาฝันถึงบ่อยขึ้น ใบหน้าของคนสองคนที่เขามักจำได้ลาง ๆ ยามตื่นนอน รวมไปถึงชื่อเรียกที่ทั้งคู่เรียกขานกัน เขาก็จำมันไม่ค่อยได้นัก บางช่วงเขาจะฝันถึงเหตุการณ์เดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนไม่อยากข่มตานอน แต่บางช่วงก็เป็นฝันหวาน ๆ ที่บอกเล่าเหตุการณ์เหล่านั้นจนเขาไม่อยากตื่น

 

นับเป็นเรื่องราวประหลาดที่มันเกิดขึ้นกับเขาถี่ขึ้นในระยะหลัง โดยที่เขายังไม่คิดจะหาคำตอบมันเช่นกัน

 

ซินแคร์ขยับกายที่เมื่อยล้า ก่อนจะรู้สึกถึงความผิดแปลกบางอย่างในจุดที่ตนนอนอยู่ สัมผัสนุ่มที่แผ่นหลังได้รับนั้น ถึงกับทำให้เขาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ซินแคร์ดีดตัวเองลุกขึ้นยืนข้างเตียงด้วยความฉงน สลับหันมองที่โต๊ะไม้ติดหน้าต่างนั่นอย่างครุ่นคิด

 

เท่าที่จำได้ เวลาที่ผ่านมานานเท่าที่เขาไม่สามารถคาดเดา เขาเผลอหลับไปบนโต๊ะริมกระจกนั้นเป็นแน่ แต่ทำไม ยามตื่นเขาถึงได้นอนอยู่บนเตียงนอนกว้างเช่นนั้น หรือว่า เขาจะนอนละเมออย่างที่จัสตินเคยว่าไว้จริง ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งก่อความสงสัยภายในใจด้วยความใคร่รู้ หากแต่เสียงเรียกจัสตินที่ดังขึ้นอีกคราทำให้เขาต้องรีบสะบัดหัว เอ่ยตอบเพื่อนสนิท แล้วเดินออกจากห้องทันที

 

ทว่า ในวินาที่ขาทั้งสองข้างก้าวพ้นประตูบานใหญ่ออกมา ซินแคร์ก็ชนกับอะไรบางอย่างเข้าเต็มแรง

 

 

ปึก!

 

 

“โอ้ย!!”

 

ความรีบร้อนมักเป็นบ่อเกิดของหายนะทั้งปวง

 

ซินแคร์คงลืมคำเตือนข้อนี้ไป

 

“นี่ฉันชนต้นไม้พันปีหรือเปล่าเนี่ย ทำไมมันแข็งขนาดนี้!”

 

แวมไพร์หนุ่มคลำหัวตัวเองปอย ๆ ในขณะที่ริมฝีปากก่นด่าไม่มีหยุด ความเจ็บแล่นไปทั่วศีรษะ เขาสูดปากเบา ๆ แล้วค่อยรีบเม้มริมฝีปากลงแน่นเพื่อซ่อนความทรมานนั้น พร้อมกับตวัดสายตาขึ้นมองคนที่คาดว่าจะเป็นต้นเหตุในทันที

 

“นี่ นา––”

 

“ไม่รู้จักระวังตัว แล้วยังกล่าวโทษคนอื่นอีกเหรอ”

 

เสียงเข้มนั่นกดลงต่ำ จนบรรยากาศโดยรอบเยือกเย็นฉับพลัน นัยน์ตาสีทรายหรี่มองเขาด้วยความเรียบนิ่ง จนซินแคร์ต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอในทันที ร่างสูงโปร่งที่มีความสูงไล่เลี่ยกับเขา แต่ทำไม ณ เวลานี้ ตัวเขากลับรู้สึกตัวหดเหลือไม่ถึงมิลฯ ก็ไม่รู้

 

“แวมไพร์ทุกตน นิสัยขี้โวยวายเหมือนนายหรือเปล่า เจ้าชายแห่งแอดดิสัน”

 

ซินแคร์ที่ตั้งท่าจะเอ่ยปากเถียง กลับโดนสวนด้วยถ้อยคำที่ทำให้เขาจุกอก นานมากแล้วที่ทั้งโรงเรียนไม่ค่อยมีใครเรียกเขาด้วยคำว่า เจ้าชายแห่งแอดดิสัน เพราะนั่น ถือเป็นการกระทำที่ค่อนข้างหยาบคายเป็นอย่างมาก

 

ถ้าถามว่า ทำไมถึงหยาบคายล่ะก็

 

“ฉันชื่อ ซิ–”

 

“ฉันไม่ได้อยากรู้ ขอตัวนะ”

 

ก็การไม่ยอมเรียกชื่อกัน แล้วแทนอีกฝ่ายด้วยนามสกุลของราชวงศ์แบบนั้น

 

นั่นแหละ ที่ซินแคร์เรียกว่า เป็นการกระทำที่หยาบคายที่สุด!

 

 

 

///

 

 

 

ใบหน้าหวานยุ่งเหยิงจนคนรอบข้างต่างรับรู้ว่าซินแคร์กำลังอารมณ์ไม่ดี เหมือนมีพายุฝนขนาดย่อมเกิดขึ้นในนัยน์ตาสีแดงอิฐคู่นั้นอยู่รำไร ทว่า เงาสะท้อนที่เด่นชัดอยู่ภายในลูกแก้วลูกงามนั่น กลับเป็นบุรุษรูปงามท่านนึง ที่นั่งอยู่ที่ถัดจากเขาไปไม่ไกลเท่าไหร่นัก

 

 

เอลเมอร์ เวอร์เดน

ทำไมถึงได้หยาบคายขนาดนี้นะ!

 

 

แวมไพร์หนุ่มแยกเขี้ยวขู่อีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะขบกัดกรามสงบอารมณ์

 

ซินแคร์อยู่ในอาการแบบนี้มาร่วม 10 นาที โดยมีจัสตินนั่งส่ายหน้าอย่างเอือม ๆ อยู่ด้านข้าง เพราะเขาเองเป็นหนึ่งในคนที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง จะให้เข้าข้างเพื่อนแล้วตีโพยตีพายตามซินแคร์ ว่าเอลเมอร์ผิดที่เดินมาขวางทางเจ้าตัวในจังหวะนั้นพอดีก็คงจะไม่ใช่

 

“ที่นั่งตรงนี้ ว่างหรือเปล่า”

 

แต่แล้วน้ำเสียงแสนสุภาพและอ่อนโยนก็ดังขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกับคำว่ากระซิบ มันเบาไปที่จะทำให้ซินแคร์หันมาสนใจ แต่ดังมากพอที่จะทำให้จัสตินได้รับรู้ นัยน์ตาหวานเงยหน้าสบประสานดวงตาสีเฮเซลอันงดงาม ระบายยิ้มบาง ๆ และขยับตัวให้อีกคนได้นั่งลงข้าง ๆ ทันที

 

“ที่นั่งของเด็กปี 5 เต็มหรือยังไง”

 

“ถ้าไม่เต็ม พี่มานั่งตรงนี้ไม่ได้เหรอ”

 

“ช่วยไปจีบกันไกล ๆ จะได้ไหม คนกำลังอารมณ์ไม่ดี”

 

ประโยคแรกนั้นเป็นเสียงของจัสตินที่เอ่ยถาม ตามด้วยการตอบกลับของบุคคลมาใหม่ แต่ซินแคร์ก็ก้าวตัดบท มองค้อนไปหนึ่งที ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างเบื่อหน่าย

 

“หื้ม ว่าไง ถ้าไม่เต็ม พี่นั่งตรงนี้ไม่ได้เหรอ”

 

“ก็ไม่ได้ห้ามสักคำ ใครมันจะขัดใจเจ้าชายเอริคได้กันล่ะ”

 

เอริคหลุดขำกับทีท่าแสนประชดประชันของคนเป็นน้อง เขาขยับเรียวนิ้วขึ้นบีบจมูกรั้น ๆ ของจัสตินอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันออกไปเบื้องหน้า ตามจุดโฟกัสที่จัสตินมองอยู่เมื่อครู่นี้

 

ณ ห้องโถงรวมของหอกลางแคลรอส กำลังมีธรรมเนียมที่เด็กใหม่ทุกคนต้องทำ นั่นคือการทำนายคัดเลือกเข้าบ้าน ก่อนจะผ่านด่านไปยังบททดสอบสภาพจิตใจ ร่างกาย ในขั้นตอนต่อไป ที่บอกได้เลยว่า มันโหดร้าย และหนักหนากว่าการทำนายนี่เป็นร้อยเท่า ในเวลานี้ เลยทำให้พื้นที่ตรงนั้น มีเด็กใหม่ราว ๆ หนึ่งร้อยคน เพราะแต่ละปีทางเฮอราคลิดส์จะไม่ได้รับเด็กมากมายนัก

 

ทว่า สิ่งที่น่าสนใจดันไม่ใช่เด็กปีหนึ่งที่เข้าใหม่ เพราะมีหนึ่งคนที่โดดเด่นเกินใคร อยู่ ณ ตรงนั้นด้วย

 

“ทำไม สองทายาทแห่งราชวงศ์เวอร์เดน ถึงเพิ่งได้รับจดหมายเข้าเรียนในปีนี้”

 

จัสตินเอ่ยถาม เมื่อเขาเอลฟ์รูปงามสองตนโดดเด่นท่ามกลางหมู่นักเรียนทั้งหมด แล้วดูเหมือนว่า คนมาใหม่จะเตรียมตัวพร้อมสำหรับการโดนถาม เจ้าตัวได้ระบายยิ้มออกมาทันทีที่ได้ยิน

 

“เราคิดว่ายังไงล่ะ”

 

“เราถามพี่ ไม่ได้ให้พี่มาถามกลับนะ”

 

นัยน์ตาสีม่วงเบิกกว้าง ถลึงใส่คนเป็นพี่ไปที แต่เอริคกลับหลุดขำ เขาล่ะเอ็นดูทีท่าแสนน่ารัก น่าชังของแวมไพร์หนุ่มตรงหน้าเสียเหลือเกิน ไม่ได้รู้สึกกลัวเขี้ยวคมนั่นจะฝังลึกลงบนต้นคอเขาสักนิด เพราะเหตุนั้น เอริคถึงยังอยู่ในท่าทางสบาย ๆ ขยับจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เรียกความหงุดหงิดจากจัสตินมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

 

“พี่เอริค”

 

“ความลับน่ะ พี่ไปก่อนนะ”

 

เอริคเอ่ยตอบเพียงแค่นั้น ก่อนเขาจะลุกขึ้นยืนเต็มส่วนสูง วางมือลงบนเส้นผมนุ่มของจัสตินและออกแรงยีเบา ๆ แล้วหันหลังเดินออกไปจากทางที่เดินเข้ามาในทันที ทิ้งจัสตินที่อ้าปากค้างในอากาศ เหมือนคนที่กำลังจะเอ่ยถามอะไรออกไปอีกมากมาย ก่อนจะโดนเรียวนิ้วของเพื่อนสนิทดันปลายคางให้ริมฝีปากเจ้าตัวนั้นปิดลง

 

“พี่เอริคหัดมีความลับตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันไม่เห็นจะจำได้”

 

“คงตั้งแต่ นายตั้งท่าจะด่าน้องเขามั้ง”

 

ซินแคร์ จิ๊ ปากอย่างขัดใจ เมื่อโดนจัสตินเอ่ยสวนมาแบบนั้น แต่เขากลับเถียงอะไรออกไปไม่ได้ เพราะที่จัสตินว่า มันก็เป็นเรื่องจริง นาทีนั้นเขาตั้งท่าจะด่าเอลเมอร์จริง ๆ นั่นแหละ ก็ในความรู้สึกเขา เขาก็ยังโมโหไม่น้อย ที่ใครใช้ให้หมอนั่นมายืนขวางทางเขาแบบนั้น

 

พอพูดถึง เอลฟ์หนุ่มรูปงามที่ทุกสายตานับพันจำต้องจ้องมอง

 

ซินแคร์ ก็เผลอตกหลุมพรางของช่วงเวลา พลันได้สบประสานสายตากับลูกแก้วสีทรายนั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

 

ตึก ตึก ตึก

 

 

มีภัยธรรมชาติขนาดย่อมเกิดขึ้นภายในอกด้านซ้ายของเขาฉับพลัน ซินแคร์ไม่เข้าใจความหมายของการจ้องมองนั้นสักเท่าไหร่นัก เขารู้แค่เพียงว่า เขาไม่สามารถดึงตัวเองออกมาจากการจ้องมองกลับมาของเอลเมอร์ได้เลย คล้ายกับว่า อีกฝ่ายมีพลังวิเศษในการหยุดเวลาสิ่งรอบกายไม่ให้เคลื่อนไหว

 

มันถึงทำให้เขาไม่ได้ยิน ไม่ได้รับรู้สิ่งรอบข้างใดใดอีก

 

จนกระทั่ง

 

“แย่แล้วซินแคร์ วันนี้มันวันซวยของนายชัด ๆ”

 

เสียงของจัสตินที่ดังขึ้นมา พร้อมกับข้อความสีทองที่ลอยสูงเด่นอยู่กลางอากาศ ความสูงที่จะทำให้ทุกคนภายในห้องโถงรวมได้อ่านข้อความนั้นอย่างชัดเจน ร่างกายของซินแคร์สั่นคลอนตามแรงเขย่าที่ต้นแขนของจัสติน ณ ตอนนั้น ซินแคร์ได้เป็นอิสระจากดวงตาของเอลเมอร์

 

เพียงแต่ วินาทีที่เขาไล่สายตาขึ้นมองข้อความที่อยู่ตรงหน้า เขากลับรู้สึกว่า ความซวยมันมาเยือนตัวเขาจริงๆ

 

“และผลการจับคู่ของเอลเมอร์ ในบททดสบได้แก่”

 

“ซินแคร์ แอดดิสัน จากบ้านไดโอเนซีส”

 

เสียงปรบมือ ดังพร้อมกับเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี

 

เพราะการจับคู่ร่วมประลอง หรือเรียกอีกอย่างว่า คู่หู นั้น หายากนักที่จะมีแวมไพร์เป็นคู่หูเอลฟ์

 

มากไปกว่านั้น ยังเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์แท้ทั้งคู่อีกด้วย

 

“ระหว่างฉันจะเจ็บตัวจากฝ่ายตรงข้าม กับโดนเอลเมอร์วางยาในป่า”

 

“...”

 

“นายว่า อะไรมีเปอร์เซนเกิดขึ้นได้มากกว่ากันจัสติน”

 

ซินแคร์ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ แค่หันไปเห็นนัยน์ตาเรียวรีสีทรายคู่นั้นจ้องมองมา

 

เขาก็รับรู้ได้ว่า เขามีสิทธิตายเพราะยาพิษของเอลเมอร์เป็นแน่

 

 

 

 

tbc.

-

ตีกัน ตีกัน ตีกัน

อยากให้ทุกคนอ่านแบบช้าๆนิดนึง ไม่เช่นนั้น

อาจจะงงระหว่างพาร์ทที่สลับเปลี่ยนระหว่างเรื่องราวในอดีต

กับช่วงเวลาปัจจุบันได้นะคะ ;–;

 

ฝาก #จันทราโลหิต ด้วยฮะ ขอบคุณทุกเม้นด้วยฮะทุกคลลล 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #3 Rieng (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:27

    งูยยยย เป็นการจับคู่ที่ถูกจริตมากๆ แววความฉุนเฉียว เกี้ยวกราด มุ้งมิ้ง ยุกยิก ยุบยับหัวใจจะมาตอนเค้าสู้กันนะ รู้สึกมีรางสังหรณ์ คริ คริ

    #3
    0