The prince and the curse moonlight. #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 2 : 01 - โชคชะตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 127
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    16 ก.พ. 63

ซินแคร์ แอดดิสัน = เซียวจ้าน| เอลเมอร์ เวอร์เดน = หวังอี้ป๋อ

จัสติน นิคลาส = หวังจั๋วเฉิง| เอริค เวอร์เดน = หลิวไห่ควาน

** สำหรับคนที่งงชื่อตัวละครของอี้ป๋อและเซียวจ้าน

ในพาร์ท 00 จะเป็นชื่อในอดีต ส่วนพาร์ทนี้คือชื่อในเส้นเรื่องปัจจุบันนะคะ**

 

 

 

01

‘โชคชะตา’

 

 

‘วันและคืนไม่มีปลายทาง นาฬิกาและห้วงเวลายังคงเดินต่อ

เมื่อใดที่เวลาบรรจบครบ 800 ปี เมื่อนั้นคำสาปจะหมุนเวียน

คำสัจสาบานที่มิอาจถอน ผู้ถูกเลือกจักต้องแลกด้วยลมหายใจที่มี’

 

 

ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เยียบเย็น ด้วยฝีมือของเครื่องปรับอากาศที่ทำงานมาตลอดทั้งคืน ไอเย็นแผ่กระจายปกคลุมทั่วมุมห้อง หากแต่บุคคลที่นอนอยู่บนเตียงนอนกลับไม่ได้รับรู้ถึงความเย็นเหล่านั้นสักนิดเดียว เหงื่อกาฬผุดขึ้นทั่วใบหน้าหวาน เจ้าตัวสะบัดหน้าซ้ายที ขวาที อยู่นานหลายนาที เรือนคิ้วขมวดหนักเป็นปมที่ดูท่าจะไม่คลายออกจากกันได้ง่าย ๆ ร่างกายกระสับกระส่าย คล้ายกับถูกรุกรานด้วยฝันร้าย

 

วินาทีถัดมา สีหน้าของผู้นอนหลับไม่สู้ดีนัก สองมือกำลงแน่น เส้นเลือดขึ้นปูดตามหลังมือที่ดูบอบบาง ริมฝีปากซีดเซียวและแห้งผาก ถูกเขี้ยวคมของไรฟันกัดฉับลงมาอย่างหนักแน่น หยาดโลหิตเริ่มไหลซึมตามร่องลึกของการกระทำโดยเจ้าตัว

 

ฉับพลัน ลมหายใจของคนบนเตียงเริ่มติดขัด ราวกับทางเดินอากาศของเขาถูกปิดกั้น ความเจ็บปวด ทรมาน ทุรนทุรายคลืบคลานเข้ามาตามความมืดภายในห้องอย่างแยบยล หยดน้ำใสคล้ายเม็ดเหงื่อไหลรินลงมาตามกรอบหน้า จากม่านดวงตาที่ปิดสนิท พร้อมกับร่างกายที่เริ่มเปียกชื้นเมื่อหยาดเหงื่อเกาะกุมไปทั่วทุกอณูบนร่างกาย

 

 

พรึ่บ!

 

 

ความมืดภายในห้องสี่เลี่ยมขนาดใหญ่ ถูกกลืนกินด้วยแสงแดดยามเช้าของทินกรที่ลอยเด่นอยู่บนผืนนภายามอรุณ ร่างสูงโปร่งยืนพิงกับกระจกบ้านใหญ่ ในขณะที่ทอดสายตามองคนที่นอนหลับอย่างทรมานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาปะทะกับแสงยามเช้า

 

“ฝันร้ายอีกแล้วใช่ไหม”

 

เขาเอ่ยทักทันที ราวกับเรื่องที่อีกคนเจอนั้นเป็นเรื่องปกติของทุกคืนวัน

 

คนเพิ่งตื่นไม่มีคำตอบใดมอบให้ได้ทันท่วงที เขาเพียงกระพริบตาปริบ ขึ้นมองเพดานห้องนอนอย่างอ่อนแรง นัยน์ตาสีแดงอิฐอ่อนล้า เศร้าหมอง และเลื่อนลอย ภาพในความฝันวนเวียนในหัวสมองเขาราวกับหนังที่ถูกเปิดซ้ำ ความเจ็บปวดของใครบางคนในฝันนั้น ส่งตรงมาถึงเขาราวกับต้องการจะกัดกินหัวใจเขาไปพร้อม ๆ กัน

 

ซินแคร์

 

“อือ”

 

เมื่อเสียงทุ้มนั้นกดลงต่ำ ตัวเขาจะกล้าเมินคำถามนั้นของอีกคนได้อย่างไร

 

ซินแคร์ค่อย ๆ พยุงร่างกายของตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งพิงกับพนักเตียงอย่างไม่รีบร้อน เขาหันหน้าออกรับแสงแดดยามเช้าจนต้องหรี่ตาลงเพราะแสงนั้นจ้าเกินไป หันกลับมาปรับโฟกัสสายตาอีกครั้ง เพื่อให้คนที่ยืนอยู่รับรู้ว่า เขาไม่เป็นอะไรแล้ว จึงเป็นตอนนั้นเอง ที่ม่านกรองแสงถูกปิดลง เพื่อลดทอนความสว่างภายในห้องลง

 

จัสติน นายมาทำอะไรแต่เช้า”

 

“นี่มันไม่เช้าแล้วมั้ยเจ้าชาย”

 

“หื้อ”

 

“มันจะแปดโมงอยู่แล้ว นายลืมแล้วเหรอ ว่าวันนี้วันอะไร”

 

คนถูกถามไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกคนตั้งข้อสงสัยให้ ซินแคร์ขมวดคิ้วหนัก ครุ่นคิดถึงคำว่า วันนี้วันอะไร อย่างเคร่งเครียด เสียงนาฬิกาเดินดังตามเข็มวินาทีที่เดินทำงาน พร้อมกับซินแคร์ที่ค่อย ๆ ส่ายหน้าปฏิเสธออกมาอย่างแช่มช้า ว่าตัวเขานั้น ลืมไปเสียแล้วว่าวันนี้วันอะไร

 

จัสตินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นตบหน้าผาก สลับกับท้ายทอยตัวเองไปหนึ่งฉาก เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าเพื่อนสนิทเขาจะสมองปลาทองได้ถึงเพียงนี้ เอาไปพูดกับใครเขาจะเชื่อ ว่าบุคคลที่นั่งหน้าอึนมึนจากความฝันตรงหน้าเขา จะเป็นถึงทายาทของราชวงศ์ทั้ง 12

 

เจ้าชายซินแคร์ แอดดิสัน – ทายาทคนสุดท้องของราชวงศ์ที่ 1 ราชวงศ์แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ผู้เป็นใหญ่ ที่ท่านปู่ของเขากำลังดำรงตำแหน่งหัวหน้าสภาราชวงศ์อยู่ในขณะนี้

 

“วันนี้วันเปิดเรียน นายลืมไปได้ยังไง”

 

“หะ!!”

 

เสียงใสร้องดังเมื่อได้ยินสิ่งที่เพื่อนสนิทเอ่ยบอก ซินแคร์รีบสะบัดหัว สองมือยีเส้นผมสีเทาของตัวเองจนยุ่งเหยิง ก่อนจะนั่งนิ่งจ้องมองเพื่อนสนิทที่ยืนพิงกระจกบานใหญ่ในห้องนอนตัวเอง

 

จัสตินอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของเฮอราคลิดส์ไม่ผิดแน่ แม้ว่าจะไม่มีผ้าคลุมไหล่ให้ดูเป็นทางการ แต่เบลเซอร์สีดำที่บนหน้าอกถูกกลัดด้วยเข็มกลัดดาว 6 แฉกนั่นก็ชัดเจนมากพอแล้ว คิดเช่นนั้น ซินแคร์เลยเปลี่ยนจุดโฟกัสหันไปทางตำแหน่งของห้องแต่งตัวของเขาบ้าง

 

ยูนิฟอร์มสถาบันที่เขาแสนรักอย่างเฮอราคลิดส์ถูกแขวนเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อรอเขาไปสวมใส่ เพราะเหตุนั้น ซินแคร์เลยรีบสะบัดผ้าห่มผืนใหญ่ที่ชื้นแฉะไปด้วยหยาดเหงื่อของเขา ออกจากร่างกายทันท่วงที ก่อนจะรีบลุกออกจากเตียงนอนไปอย่างรวดเร็ว

 

“ถ้าอีก 30 นาที เราสองคนไม่ไปถึงหอกลาง”

 

“...”

 

“เห็นที จะได้โดนทำโทษกันตั้งแต่วันแรกแน่ ๆ ซินแคร์”

 

จัสตินตะโกนไล่หลังเพื่อนสนิท ที่รีบลุกไปอาบน้ำด้วยน้ำเสียงทีเล่น ทีจริง

 

“รู้แล้วน่า! 10 นาทีเท่านั้น นายรอได้เลย!”

 

ก่อนจะหลุดขำ กับเสียงตอบรับที่ตะโกนกลับมาแบบนั้น

 

ทว่า แค่ชั่วครู่ นัยน์ตาเขาก็แปรเปลี่ยน จัสตินจ้องมองไปยังเตียงนอนกว้างที่ยับยู่ยี่จากการนอนกระสับกระส่ายของซินแคร์ นัยน์ตาสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ไล่โฟกัสแต่ละจุดอย่างแช่มช้า ผ่านคราบเลือดที่ยังสดใหม่ด้วยความเรียบนิ่ง ไม่แสดงอาการใดใด ก่อนจะขยับปลายนิ้วโบกสะบัดให้ที่นอนของเพื่อนรักกลับสู่สภาพเรียบร้อยเช่นเดิม

 

ร่างสูงโปร่งหมุนกลับ หันมองออกไปนอกบานหน้าต่างบานใหญ่ ก่อนจะเคลื่อนกายอย่างรวดเร็วผ่านสิ่งกีดขวางออกมาหยุดลงที่ระเบียงห้องนอนแทน จัสตินกวาดมองออกไปรอบ ๆ คฤหาสน์แอดดิสันอย่างเชื่องช้า หากแต่ภายในใจของเขากระวนกระวายยิ่งกว่าสิ่งใด

 

 

ท่านอา ... หลานเกรงว่าอีกไม่นาน ซินแคร์คงต้องรู้ความจริง

 

 

\\\

 

 

ละทิ้งความกังวลไว้เบื้องหลัง เมื่อสองเท้าได้ก้าวเข้าเขตเฮอราคลิดส์อันเป็นที่รัก

 

ซินแคร์ดูตื่นตัว ไม่หลงเหลือคนที่มีอาการสับสน เศร้าโศกเหมือนเช้าที่ผ่านมา คล้ายกับว่า เจ้าตัวลืมไปแล้วว่าฝันร้ายที่ฝันถึง เขาฝันมันมานับ 10 ปีแล้ว

 

“นี่ จัสติน”

 

“หือ”

 

“นายว่า ปีนี้จะเอลฟ์เยอะไหม”

 

คนเอ่ยถามแสดงสีหน้าออกมาอย่างตื่นเต้น จัสตินได้แต่ส่ายหัวอย่างเอือม ๆ กับอาการคลั่งเอลฟ์ของเจ้าแวมไพร์ไม่รู้จักโตข้างหน้า ปลายนิ้วเลยขยับเคลื่อนดีดหน้าผากเพื่อนรักไปหนึ่งทีอย่างไม่ออมแรง ก่อนจะเคลื่อนตัวหายวับไปในอากาศอย่างไม่บอกกล่าว

 

ซินแคร์ตั้งท่าจะเอ่ยปากกล่าวติเตียนเพื่อนสนิทสักหนึ่งชุดใหญ่ แต่ยังไม่ทันจะได้ประมวลความผิดที่จัสตินควรได้รับ สายตาของเขากลับดันไปสะดุดลงที่บุคคลกลุ่มที่หนึ่งที่เพิ่งเดินผ่านซุ้มประตูเวทย์เข้ามา

 

 

นั่นมัน...ทางเข้าจากเมืองมอลลีสนี่น่า

 

 

มอลลีส เมืองหลวงของประเทศไมซีน ดินแดนอันไกลแสนไกล ที่คนภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้ว่าสถานที่ตั้งแห่งนั้นที่แท้จริงอยู่บนส่วนใดของโลกมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ดินแดนแห่งนั้น ได้สมญานามว่าอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก และยังงดงามราวกับโลกในเทพนิยาย เหล่าสัตว์ในตำนานมากมายที่ว่ากันว่าหายสาบสูญก็ยังปรากฏตัวที่นั่น รวมไปถึง คำกล่าวที่ว่า เป็นสถานที่พักพิงของเหล่าเทพที่ลงมายังโลกมนุษย์ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง

 

ดินแดนมอลลีส ปกครองโดย 1 ราชวงศ์จากโบราณที่ฝีมือด้านเวทมนต์เป็นเลิศกว่าเผ่าพันธุ์ไหน ดินแดนที่เต็มไปด้วยชายหนุ่มรูปงาม สง่าทั้งกิริยา ท่าทาง และหญิงสาวที่สวยราวกับเทพธิดา หรือที่ผู้คนเรียกกันว่า เผ่าพันธุ์เอลฟ์

 

คิดเช่นนั้น ซินแคร์ก็พลันยิ้มกว้าง เพราะตัวเขานั้นหลงใหลเหล่าเอลฟ์ยิ่งกว่าสิ่งใด เขาพยายามใช้เวลาในโรงเรียนอันเป็นที่รักผูกมิตรกับเอลฟ์ไว้หลายตน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีเอลฟ์อีกจำนวนไม่น้อย ที่ไม่กล้าเข้าใกล้เขา เพียงเพราะเขาเป็นแวมไพร์

 

“พวกเจ้าไปที่หอกลางก่อนเถอะ พ่อจะไปพบพวกคณะขุนสักหน่อย”

 

“...”

 

เอริค เจ้านำทางพวกน้อง ๆ ไปแล้วกัน อย่างไรเจ้าก็เรียนที่นี่มา 5 ปีแล้ว”

 

เอริค ชายร่างสูงโปร่งที่ดูสง่าราศีจับผู้นั้น ซินแคร์คุ้นหน้าคุ้นตาเขาเป็นอย่างดี ถ้าจำไม่ผิดบุคคลผู้นั้นจะแก่กว่าเขาราว ๆ 4 ปี เห็นจะได้ เพราะตอนที่ตัวเขาเข้ามาเรียนที่นี่ใหม่ ๆ เอริคก็ได้เป็นประธาน 1 ใน 5 บ้านของโรงเรียนไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนบ้านไหนนั้นตัวเขาก็จำไม่ค่อยได้ แต่ถ้าให้คาดเดาก็คงจะไม่พ้นอาร์เธน่าเป็นแน่ เพราะสีเข็ดกลัดที่กลัดเนคไทนั่น เป็นสีน้ำเงินที่สะดุดตาเสียจริง

 

ซินแคร์เบ้ปาก พยักหน้ารับรู้ความคิดของตัวเอง ในนาทีที่แอบมองเหล่าเอลฟ์ผู้นั้นอย่างตั้งใจ ลึก ๆ เขาเองก็อยากอยู่บ้านอาร์เธน่าใจจะขาด หากแต่ลูกแก้วพยากรณ์คงไม่เห็นด้วย ถึงส่งให้เขามาอยู่บ้านไดโอเนซีสอย่างทุกวันนี้

 

ในขณะที่ซินแคร์เผลอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ใครบางคนกลับรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาที่พวกเขาอย่างแม่นยำ

 

นัยน์ตาสีทรายค่อย ๆ กวาดมองสิ่งรอบกายอย่างเชื่องช้า และใจเย็น ความนิ่งสงบปรากฏอยู่บนใบหน้ารูปงามราวเทพบุตร ก่อนที่ทุกอย่างจะบรรจบและจบลงที่ใบหน้าหวานของบุคคลนิรนาม เรือนคิ้วขมวดลงเล็กน้อยเมื่อตัวเขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาใบหน้านั้นอย่างอธิบายไม่ได้

 

ชั่วครู่ เขาละทิ้งเสียงเจื้อยแจ้วที่ดังเข้ามาในโสตประสาท แล้วเพ่งโฟกัสไปยังริมฝีปากของบุคคลที่กำลังเดินมาจากด้านหลังที่ขยับเป็นถ้อยคำเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างตั้งใจ

 

 

‘ซินแคร์’

 

 

เขาเอ่ยเรียกชื่อนั่น ตามคนที่เอ่ยพูดอย่างแผ่วเบาในห้วงความคิด

 

แต่มันกลับดังก้องในโสตประสาทของเจ้าของชื่ออย่างทันท่วงที

 

เสียงเข็มวินาทียังคงเดินดังทำหน้าที่ให้กาลเวลาหมุนเวียน หากแต่มันยังชักนำให้ลูกแก้วใสทั้งสองดวงเคลื่อนตัวมาบรรจบกัน นัยน์ตาสีทรายเผลอสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีแดงอิฐแสนประหลาดอย่างไม่ทันตั้งตัว ก่อให้เกิดหลุมดำกลางห้วงอากาศขนาดใหญ่ที่ดูดดึงพวกเขาให้ตกหล่นลงมา

 

 

“ต่อให้ข้าต้องเป็นปรปักษ์กับราชวงศ์ ข้าก็ยอม”

“...”

“ถ้ามันสามารถแลกกับชีวิตของเจ้าได้”

 

 

เสี้ยววินาที เสียงของใครบางคนดังขึ้นชิดริมหู

 

ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยฝ่ามือที่ตบลงมาบนบ่าของทั้งสองคน

 

เอลเมอร์ นายได้ยินที่พี่พูดหรือเปล่า”

 

“ซินแคร์ นายได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่า”

 

ลูกแก้วสีสวยทั้งสองลูกถูกดีดออกจากกัน ก่อนจะหันหลังกลับไปยังต้นเสียงที่กันและกันได้ยิน

 

“พี่ว่าอะไรนะ พี่เอริค”

 

เอลเมอร์เอ่ยถาม เมื่อเขาไม่ได้ตั้งใจฟังสิ่งที่พี่ชายเอื้อนบอก หากแต่ทีท่าที่ไม่ค่อยเป็นปกติของน้องชาย กลับทำให้เอริคขมวดคิ้วหนักด้วยความสงสัยปนเป็นห่วง

 

“เป็นอะไรหรือเปล่า พี่เห็นนายจ้องคนผู้นั้นอยู่พักใหญ่”

 

“จ้อ–อ่า ไม่มีอะไรครับ”

 

“ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร พี่แค่จะบอกว่า เรารีบไปหอกลางกันเถอะ วันนี้นายยังต้องผ่านด่านทดสอบของลูกแก้วทำนายอีก”

 

เอลเมอร์พยักหน้ารับกับสิ่งที่พี่ชายตนบอก ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินไปตามทางที่เอริคก้าวนำ โดยมิวายที่จะหันหลังกลับมามองยังตำแหน่งเมื่อครู่ด้วยความสงสัย

 

และในตอนนั้น เอลเมอร์ถึงได้รู้ว่าซินแคร์ยังคงจ้องมองเขาอยู่ ด้วยความเคลือบแคลงใจไม่ต่างกัน

 

 

เมื่อกี้ มันอะไรกันนะ

 

 

“นายจ้องเขาขนาดนั้น ฉันว่า เราจะโดนหมายหัวเอาได้นะซินแคร์”

 

“...”

 

“ฉันน่ะ ไม่อยากจะมีเรื่องกับพวกเอลฟ์หรอกนะ”

 

ซินแคร์สะดุ้งจากภวังค์อีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงเพื่อนสนิทเอ่ยทัก น้ำเสียงทุ้มต่ำเมื่อครู่มันฟังดูอย่างไรก็น่าจะดังมาจากห้วงความคิดของเอลฟ์รูปงามตนนั้น หากแต่ที่น่าสงสัยนัก ว่าทำไมเขาถึงได้ยินมัน

 

“นี่จัสติน นายว่าพวกเราหูดีถึงขั้นจะได้ยินความคิดผู้อื่นไหม”

 

“เพ้อเจ้อแล้วซินแคร์ นายก็รู้ว่าวิชาอ่านความคิดนั้นเป็นหนึ่งในวิชาเวทโบราณ”

 

“...”

 

“และที่สำคัญ คนที่เรียนจนสำเร็จวิชาและใช้มันได้อย่างชำนาญ ก็มีแต่เหล่าเอลฟ์ทั้งนั้น”

 

“...”

 

“หูอย่างพวกเราน่ะ เทียบขั้นได้แค่พวกหมาป่าเท่านั้นแหละ”

 

จัสตินเอ่ยตอบพลางยู่ปากอย่างนึกขัดใจ เขาเองก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่นักว่าทำไมเวทโบราณถึงมีแต่เหล่าเอลฟ์ที่ร่ำเรียนจนสำเร็จวิชาขั้นสูง แต่พวกเขากลับไม่สามารถทำได้บ้าง ทั้ง ๆ ที่โลกใบนี้ ในตอนนี้ ถูกปกครองด้วยราชวงศ์แวมไพร์เป็นหลัก

 

และมากไปกว่านั้น

 

“จัสติน ถึงแม้ว่าพวกเราจะเก่งได้ไม่เท่าเอลฟ์ แต่ก็ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับหมาไหม”

 

ซินแคร์ไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก ที่พวกเขาถูกเปรียบเทียบกับพวกหมาป่าทุกครั้งไป

 

หมาก็ยังเป็นหมา ต่อให้เป็นหมาป่า เขาก็ยังมองมันเป็นหมาอยู่ดี

 

พูดจบ ก็แยกเขี้ยวขู่เพื่อนสนิทไปทีด้วยความเคืองใจ ก่อนจะเดินแยกตัวออกมาไปยังหอกลางในทันที จัสตินที่ยืนเกาหัว ดูดถุงเลือดอย่างไม่รู้ตัวว่าตนผิดอะไร ถึงกับส่ายหน้าอย่างเอือมระอา แต่ทว่า วินาทีที่สองขาตั้งท่าจะก้าวเดินตามเพื่อนสนิทไป เจ้าตัวกลับรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองเขาจนน่าขนลุก

 

มากไปกว่านั้น ความรู้สึกอันเยียบเย็นกลับคืบคลานเข้ามาใกล้ จนร่างกายเขาไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว

 

 

ต่อให้เจ้าจะพยายามมากเพียงใด

เจ้าก็มิอาจจะช่วยเหลือเพื่อนของเจ้าได้หรอก จัสติน นิคลาส

ไม่มีผู้ใดจะวิ่งหนีโชคชะตาพ้น

 

 

จัสตินหันขวับกลับไปมองยังต้นเสียงกระซิบที่เขาได้ยิน ก่อนจะพบกับเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ที่หยุดอยู่ตรงนั้น ร่างสูงโปร่งนั้นยืนนิ่ง เจ้าตัวสวมใส่ยูนิฟอร์มของเฮอราคลิดส์อย่างถูกระเบียบ ซึ่งตรงข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง สองมือที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกง ชั่วครู่ เจ้าตัวก็ขยับเคลื่อน พร้อมกับล็อคเก็ตนาฬิกาโบราณเรือนหนึ่ง ที่แววตาเรียวคมคู่นั้นจ้องมองพร้อมพึมพำบางอย่าง และขยับปลายนิ้วเพื่อกดปิดมัน

 

วินาทีนั้น นัยน์ตาสีเฮเซลเลื่อนขึ้นสบประสานค้างอยู่ในอากาศกับตัวเขา บทสนทนาในอดีตนับร้อยพันไหลเวียนเข้ามาอย่างไม่รู้จบ ความลับที่เขาปกปิดเพื่อนสนิทมาหลายปี พร้อมทั้งปริศนาที่เขาพยายามหาสาเหตุ คลี่คลาย และแก้ไขมันค่อย ๆ ถูกหยิบขึ้นมาทีละอย่างเมื่อได้จ้องมองอีกคน

 

 

เอริค เวอร์เดน

หรือว่าคนคนนั้น จะเป็นพี่กันแน่นะ

 

 

ใบหน้าคมคายระบายยิ้มแสนอบอุ่น ราวกับทิวากรยามเที่ยงตรงมอบมาให้เขา

 

หากแต่ ใจทั้งดวงของเขากลับปวดหนึบ บีบรัด เสียจนจะขาดอากาศหายใจ

 

จัสตินค่อย ๆ ระบายยิ้มกลับไป ก่อนที่ร่างสูงโปร่งนั้นจะหันหลับกลับ และเดินหายลับไปอีกทาง ล็อคเก็ตนาฬิกาโบราณเรือนนั้นกลายเป็นสิ่งที่จัสตินจับจ้องไม่วางตา เขาหวนคิดถึงริมฝีปากของอีกคนที่ขยับพึมพำอะไรสักอย่าง ที่เขาไม่สามารถแกะคำออกมาได้ ก่อนจะค่อย ๆ ถอนหายใจและส่ายหน้าไปมาเบา ๆ

 

 

ขอร้องล่ะ เอริค

คนคนนั้น อย่าได้เป็นพี่เลย

 

 

 

 

tbc.

--

pls scream #จันทราโลหิต

thx for comment.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #2 Rieng (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:42

    เจอกันแล้ว มันต้องสนุกปนเศร้าแน่ๆ เมื่อเค้าทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะนี่มันเพียงแต่เริ่มต้นเอง ชอบมากๆค่ะไรท์ รอตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณค่ะ

    #2
    0