The prince and the curse moonlight. #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 1 : 00 - คำสาบาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    16 ก.พ. 63

 

 

อาลเนอร์ เวอร์เดน - หวังอี้ป๋อ

ไซรอน แอดดิสัน - เซียวจ้าน

 

 

00

 

 

ผืนนภาที่กว้างใหญ่ถูกฉาบด้วยน้ำหมึกสีดำมืดสนิท กลุ่มเมฆินทร์นำทางหมู่ดวงดาวนับร้อยพัน เลือนหายออกไปไกลแสนไกล ทิ้งไว้เพียงดวงจันทราอาบโลหิตที่ลอยเด่นค้างฟ้าให้ผู้คนได้หวาดกลัว เหล่าวาโยพิโรธหนัก โหมกระหน่ำเข้ากระทบต้นไม้เล็ก ใหญ่ จนต้องเอนไหวมิอาจจะหยุดนิ่ง

 

เสียงใบไม้ที่โบกสะบัด เสียดสี ส่งเสียงเซ็งแซ่เสียจนน่ารำคาญ ก่อนมันจะค่อย ๆ โรยราร่วงลงบนพสุธาอย่างควรเป็น แต่ไม่ทันใด ก็ถูกเยียบย้ำจนแทบจะสลายไปด้วยฝ่าเท้าของใครหลายคน

 

ไซรอน แอดดิสันเจ้าจงสังหารข้าซะ มิเช่นนั้น ข้าคงต้องเป็นฝ่ายลงมือเสียเอง”

 

ร่างสูงโปร่งเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง หากแต่นัยน์ตาสีทองอร่ามกลับเคล้าไปด้วยความโศกเศร้า ชายหนุ่มรูปงาม ผู้มีใบหน้าราวกับเทพบุตรจุติลงมาเดินเล่นบนโลกใบนี้ ทำให้เจ้าของชื่อที่โดนกล่าวขาน ส่ายหน้าปฏิเสธคำขอนั้นด้วยน้ำตา

 

ไซรอนนั่งร่ำไห้อยู่บนพื้นหอกลางอันรโหฐาน คล้ายกับคนกำลังจะขาดใจอยู่รอมร่อ มือหนึ่งข้างเขากุมหน้าอกข้างซ้ายเอาไว้อย่างทรมาน ส่วนมืออีกข้างค่อย ๆ ปล่อยกริชเงินอาบโลหิตทิ้งลงข้างกายอย่างหมดแรง ใบหน้าหวานส่ายไปมาอย่างแช่มช้า

 

เขาปฏิเสธคำขอของชายหนุ่มตรงหน้า

 

เขามิอาจหยิบกริชเงินเล่มนี้ ไปสังหารอีกคนได้อีกแล้ว

 

“ไซรอน! เจ้าทำบ้าอะไรอยู่ เจ้าลืมแล้วหรืออย่างไร ว่าเจ้าสาบานอะไรไว้”

 

เสียงนั้นดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง หากแต่ไซรอนมิอาจจะรับฟัง เขากัดริมฝีปากลงแน่น เลือดแดงสดไหลซึมผ่านไรฟัน และเขี้ยวคมทั้งสองข้าง ก่อนที่สติเขาจะขาดสะบั้น ไซรอนแผดเสียงแห่งความทรมานดังออกมา พร้อมกับสะบัดมือปล่อยพลังเวทย์ที่ไหลอยู่ในกายไปทางด้านหลังอย่างสุดแรง

 

“ข้าทำไม่ได้!!! ข้าสังหารคนที่ข้ารักไม่ได้!!! ท่านได้ยินหรือยัง!!!”

 

นัยน์ตาหวานแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความสับสน ไซรอนหันกลับมาจ้องมองบุคคลที่ยืนเรียงรายอยู่ทางด้านหลังเขาอย่างเชื่องช้า เขาเค้นหัวเราะไปพร้อมกับปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้ม สบประสานสายตากับบุคคลที่เขารักและเทินทูนหมดหัวใจ

 

“ท่านอา ข้าขอโทษ”

 

คำขอโทษนั้นแผ่วเบา และไร้น้ำหนักนัก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขามิอาจทำได้

 

“ไซรอ–”

 

ข้ารักอาลเนอร์

 

“...”

 

“ข้ารักเขาหมดหัวใจที่ข้ามี”

 

“...”

 

“ข้าทำไม่ได้”

 

“...”

 

“หากวันนี้มีคนต้องตาย คนคนนั้นขอให้เป็นข้า ไม่ใช่เขา”

 

คำสารภาพที่เอื้อนเอ่ย ทำให้บุคคลที่บาดเจ็บอยู่ไม่ไกลออกไป เงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังเล็กนั้นอย่างทรมาน

 

“เจ้า...”

 

เสียงเรียกนั้นแผ่วเบา หากแต่เผ่าพันธุ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการได้ยินเป็นเลิศคงมิวายที่จะได้ยินมัน ไซรอนหันกลับมาก้มหยิบกริชเงินอาบโลหิต เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าขาดความมั่นคง ก่อนจะสูญเสียการทรงตัวเพราะอาการบาดเจ็บอย่างหนัก และทรุดลงตรงหน้าเอลฟ์หนุ่มที่นั่งจมกองเลือดไม่ต่างกัน

 

ฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยสีแดงสด ขยับขึ้นประคองใบหน้าชายอันที่เป็นรักด้วยความแผ่วเบา ปลายนิ้วขยับขึ้นลูบไล้ตามแนวยาวของใบหูที่เป็นเอกลักษณ์

 

“แม้ในยามนี้ เจ้าก็ยังน่ายลโฉมอยู่เลย อาลเนอร์ เวอร์เดน

 

“...”

 

“ข้าล่ะอิจฉาเหล่าเอลฟ์นัก เหตุใด พระเจ้าถึงสร้างพวกเจ้าให้รูปงามเช่นนี้”

 

เกิดพายุฝนในม่านดวงตาของแวมไพร์หนุ่มที่น่าสงสาร เขาแทบจะไร้เรี่ยวแรงจะเอื้อนเอ่ยวาจาใดใด หากแต่เป็นเพราะบุรุษตรงหน้า มันจึงทำให้เขาพยายามเค้นแรงเฮือกสุดท้ายออกมาอีกจนได้

 

จนสุดท้าย ไซรอนก็แทบจะทนพิษบาดแผลอีกไม่ไหว

 

“ไซรอน”

 

“เจ้าเรียกชื่อข้าแล้ว อาลเนอร์”

 

ไซรอนทรุดตัวลงในอ้อมแขนของอาลเนอร์ เนื้อตัวทั้งสองเปรอะเปื้อน มอมแมมไปด้วยหยาดโลหิตสีสด ริมฝีปากที่แห้งเหือดของแวมไพร์หนุ่ม ทำให้ดวงตาอันงดงามของบุรุษเอลฟ์ต้องสั่นคลอน ข้อมือขาวสะอาดไร้มลทินถูกยกขึ้นชิดเขี้ยวคมของคนในอ้อมกอด

 

ทั้งคู่รู้ดี ว่าโลหิตของเอลฟ์เพียงหนึ่งหยด สามารถเบาทรรบาดแผลเหล่านี้ได้หลายชั่วยาม

 

ทว่า สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทำให้ใจทั้งดวงของมันสั่นไหว

 

“ข้าฆ่าเจ้าไม่ได้อาลเนอร์ เพราะข้ารักเจ้า รักหมดใจที่ข้ามี”

 

“เจ้าจะรักข้าได้อย่างรักไซรอน ในเมื่อใจเจ้าเป็นของราชวงศ์ มันไม่เคยเป็นของข้า”

 

ไซรอนกระตุกยิ้มกับคำพูดของอีกคน คำสาบานที่เขาเคยกล่าวสัจเมื่อ 8 ปีก่อน ย้อนกลับมาทำร้ายเขาในวันนี้ คิดเช่นนั้นแวมไพร์หนุ่มก็นึกสมเพชในตัวเอง เขาทำให้ราชวงศ์ต้องผิดหวัง และยังทำให้คนที่เขารักต้องเจ็บตัว

 

“ต่อให้ข้าต้องเป็นปรปักษ์กับราชวงศ์ ข้าก็ยอม”

 

“...”

 

“ถ้ามันสามารถแลกกับชีวิตของเจ้าได้”

 

“ไซรอน”

 

ร่างบางกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ความเจ็บจากยาพิษที่เคลือบไว้บนคมกริบของกริชเงิน กำลังแล่นไปทั่วร่างกาย ความเจ็บปวด ทรมานเริ่มค่อย ๆ คืบคลานกัดกินร่างกายภายในเขาอย่างเชื่องช้า แม้ว่าไซรอนจะเป็นทายาทของราชวงศ์แวมไพร์ที่สูงส่ง เผ่าพันธุ์ที่ทั้งโลกกล่าวขานว่าเป็นอมตะ และไม่มีวันตาย

 

แต่มีใครเล่าที่รู้บ้าง ว่าชีวิตของเผ่าพันธุ์เขานั้น แขวนอยู่บนเส้นดายทันทีเมื่อได้พบเจอกับราชวงศ์เอลฟ์ตรงหน้า เวทโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ พร้อมจะทรมานร่างกายและกลืนกินจิตวิญญาณพวกเขา จนกว่าลมหายใจจะดับสูญ

 

คงเพราะเหตุนั้นกระมัง

 

ท่านอาถึงอยากให้เขาสังหารทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์เอลฟ์ให้จงได้

 

“เจ้าชายอาลเนอร์ มีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อข้าได้หรือไม่”

 

“...”

 

“สิ่งใดที่ราชวงศ์หรือเผ่าพันธุ์ข้ากระทำลงไป”

 

“...”

 

“เอาชีวิตข้าแลกกับการให้อภัยจะได้หรือเปล่า”

 

หยดน้ำตารินไหลปะปนกับหยาดโลหิตจากม่านดวงตา นัยน์ตาสีครามเริ่มวูบโหวงและไร้เรี่ยวแรง ไซรอนเอื้อมหยิบกริชเงินโลหิตที่อยู่ข้างกาย เขายัดมันลงในฝ่ามือหน้าที่กุมมือของเขาไว้จนแน่น ระบายยิ้มกว้างให้กับเอลฟ์หนุ่มรูปงามผู้เป็นเจ้าของอ้อมกอดให้เขาได้พักพิง

 

อาลเนอร์ส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า เขาเองก็ไม่สามารถสังหารบุคลตรงหน้าได้ด้วยมือของเขา แวมไพร์หนุ่มที่ดูมีพิษภัยผู้นี้ เขาเฝ้าทะนุถนอมมาเป็นแรมปี เพราะแท้จริงแล้ว เขาเองก็รักไซรอนทั้งใจไม่ต่างกัน

 

“ถ้าไม่มีเจ้า ข้าก็ไม่เหลือใครแล้วไซรอน ครอบครัวข้า เผ่าพันธุ์ข้า–”

 

“เพราะแบบนั้น เจ้าถึงต้องอยู่อาลเนอร์”

 

“...”

 

“อยู่เพื่อเอาราชวงศ์ของเจ้ากลับมา”

 

“...”

 

“ได้โปรด ทำเพื่อเผ่าพันธุ์ของเจ้าเถอะ”

 

ถ้อยคำเอ่ยบอกของไซรอน ถึงกับทำให้บรรดาแวมไพร์ที่อยู่โดยรอบเริ่มเคลื่อนไหว ทั้งราชวงศ์คงไม่ยอมแน่ หากเจ้าชายคนสุดท้ายของราชวงศ์เวอร์เดนยังมีชีวิตรอด และเป็นเขาเสียเองที่ต้องตาย แต่ช่างน่าขันนัก ที่แวมไพร์นับสิบคนรอบกาย ก็ยังไม่สามารถสู้พลังเวทโบราณของอาลเนอร์ได้เลย

 

เพราะวินาทีที่อาลเนอร์แผดเสียงแห่งความทรมาน คำรามมันออกมาจนดังก้องไปทั่วสถาน

 

ในวินาทีที่กริชเงินโลหิตปักลงกลางอกของแวมไพร์หนุ่มในอ้อมกอด

 

เปลวไฟสีเขียวก็ลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับพร้อมจะแผดเผ่าทุกอย่างที่กร่ำกรายเข้ามาให้มอดไหม้

 

“ข้ารักเจ้าสุดหัวใจเช่นกัน”

 

“...”

 

“ไซรอน แอดดิสัน”

 

รอยยิ้มบาง ๆ เคล้าคลอไปพร้อมกับหยาดน้ำตาสีเลือด

 

ก่อนทุกอย่างจะเลือนหายไป ยามที่ลมหายใจของไซรอนหมดลง

 

อาลเนอร์ดึงกริชที่ปักกลางอกของไซรอนออก พร้อมกับอุ้มร่างบางขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน เรี่ยวแรงที่ใกล้หมดลง เขาฝืนยืนมันทั้งสองขาอย่างยากลำบาก

 

นัยน์ตาเอลฟ์หนุ่มเรียบนิ่ง เยียบเย็นในยามที่มองคนของราชวงศ์ที่พร้อมจะสังหารเขาอยู่เบื้องหน้า อาลเนอร์กระตุกยิ้มในมุมปาก เขาเค้นหัวเราะออกมาอย่างชวนน่าขนลุก เปลวไฟสีเขียวยังโชติช่วงไม่มีทีท่าจะสงบลง เจ้าชายคนสุดท้ายของราชวงศ์ใช้คมกริชกรีดที่ข้อมือเพื่อให้โลหิตไหลรินลงบนพสุทา ก่อนจะใช้ปลายเท้าขยับแต้มของเหลวสดนั้นทำเป็นเครื่องหมายของเวทมนต์

 

เหล่าวาโยที่นิ่งสงบพลันหวนกลับ ต้นไม้เล็ก ใหญ่ เอนไหวรุนแรงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เหล่าเมฆินทร์ที่เคยเลือนหาย ค่อย ๆ ขยับเข้าปกคลุมดวงจันทราสีเลือดจนไร้แสง อาลเนอร์กระตุมยิ้มอีกครั้ง เมื่อวงเวทย์ของเขาเสร็จสมบูรณ์

 

“พวกท่านพรากทั้งสหาย ครอบครัว และคนรักของข้า”

 

“...”

 

“นับจากนี้อีก 800 ปี ข้าขอให้ทายาทของราชวงศ์ท่าน”

 

“...”

 

“จงมีชะตากรรมต้องสาปผูกติดกับไซรอน แอดดิสัน อย่างเลี่ยงไม่ได้”

 

“...”

 

“และคนที่จะทำให้คำสาปจางหาย จะมีเพียงทายาทจากราชวงศ์เวอร์เดนเท่านั้น”

 

สิ้นเสียงแห่งคำสาปแสงจันทร์

 

อาลเนอร์ก็หายลับไปในอากาศ

 

ทิ้งไว้แค่เพียงวงเวทย์โลหิตก็เท่านั้น

 

 

-

 

‘ข้า ไซรอน แอดดิสัน ขอให้คำสัจสาบานต่อหน้าตะวันและจันทรา

 

ว่า จะละซึ่งความรัก ความผูกผัน และไม่มีความสัมพันเกี่ยวข้องใดใด

 

กับ เผ่าพันธุ์เอลฟ์อีกต่อไป พร้อมทั้ง จะสังหาร อาลเนอร์ เวอร์เดน ให้จงได้

 

นับจากนี้ไป ตัวข้าเป็นของราชวงศ์ และหัวใจข้าเป็นของตระกูลแอดดิสัน

 

ข้าจะไม่ทำผิดพลาด และจะไม่ทำให้ท่านอาต้องผิดหวัง’

 

 

 

tbc.

#จันทราโลหิต

Thx comment.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #1 Rieng (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 03:25

    อูย ชอบ คือดีงาม คือติดตั้งแต่ตอนแรกแล้วอะ มาต่ออีกเร็วๆน๊า รอ รอ รอจ้า

    #1
    0