สามีปล้นใจ

ตอนที่ 12 : บทที่ 3: คุณจะนอนที่บ้านผม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,764
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 100 ครั้ง
    12 ต.ค. 61

เสียงของเขาทุ้ม เรื่อยเอื่อย บอกไม่ได้ว่าเขากำลังคาดหวัง ผิดหวัง หรือมีคำตอบแบบไหนในใจ ชนิตาสบดวงตาสีฟ้าอ่อนอมเทาที่ชวนให้ลุ่มหลง แต่แล้วเธอก็สะดุ้งโหยงเพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ

“ฉันขอตัวสักครู่นะคะ ป้าโทรมา”

เธอลุกขึ้นและเดินไปหยุดยังจุดที่วินเซนต์จะไม่ได้ยินเสียง หันหลังให้เขาเพื่อซ่อนสีหน้าระหว่างที่กดรับสาย

“โบ...ที่นิวยอร์กกี่โมงแล้วลูก นอนรึยัง”

“แม่เพ็ญ...” ชนิตาทอดเสียง ซึ่งเท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเพ็ญจิตที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่หกขวบ

“มีปัญหากับคุณหนูอีกแล้วเหรอ” ป้าเสียงเข้มขึ้น “คราวนี้ทำอะไรให้คุณหนูไม่พอใจล่ะ”

“แฟนคุณหนูจะปล้ำโบ คุณหนูมาเห็นตอนนั้นแล้ว...”

“เราแต่งตัวล่อแหลมรึเปล่า” เพ็ญจิตขัด

ชนิตางอหลัง เธอใช้มืออีกข้างกอดตัวเองไว้

“คุณหนูให้กุญแจอพาตเม้นต์กับเขา แล้วก็คงจะบอกว่ากุญแจสำรองอยู่ตรงไหน เขาใช้กุญแจสำรองไขเข้ามาหาโบในห้อง โชคดีที่คุณหนูกลับมาพอดี โบก็เลยรอดออกมาได้”

“แล้วคุณหนูเป็นยังไงบ้าง คงเสียใจน่าดูที่เกิดเรื่องแบบนี้”

เพ็ญจิตก็คือเพ็ญจิต ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ห่วงคนที่ใช้นามสกุลชัยขจรกิจก่อนเสมอ

“คุณหนูตบตีโบ แล้วก็ไล่โบออกจากอพาตเม้นต์ แม่...” ชนิตาอ้อนวอน “โบโตแล้ว โบเรียนจบ หาเงินเลี้ยงตัวเองได้ คุณหนูเองก็โตแล้ว อย่าให้โบต้องคอยตามดูแลเธออีกเลยนะ”

“แล้วที่โตมาได้เพราะข้าวแดงแกงร้อนของใคร ไม่ใช่บ้านชัยขจรกิจหรอกเหรอ ค่าเทอมตั้งแต่เล็กจนโตก็คุณท่านออกให้ทั้งนั้น คนไม่รู้จักคุณคนไม่มีวันเจริญหรอกนะโบ!” เพ็ญจิตดุ ถึงอย่างนั้นป้าก็เบาเสียงลง คงเพื่อไม่ให้ใครคนอื่นในบ้านได้ยิน “เราคุยกันหลายรอบแล้วนะ อย่าให้คุณท่านว่าได้ว่าพอปีกกล้าขาแข็งหน่อยก็ไม่เห็นหัวท่าน”

คุณท่านที่พูดถึงคือคุณปทุม ชัยขจรกิจ…ตาของชนิตาเคยเป็นคนขับรถ ส่วนยายเคยเป็นพี่เลี้ยงของคุณปทุม พวกเขามีลูกสาวสองคนคือเพ็ญจิตและสุภา พอคุณปทุมออกเรือนพวกเขาก็ตามมาด้วยทั้งครอบครัว

ตากับยายเสียไปนานมากแล้ว ส่วนเพ็ญจิตอายุห้าสิบห้าในปีนี้ ป้าเติบโตภายใต้ร่มชายคาของบ้านชัยขจรกิจ ป้าไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยย้ายไปอยู่เพียงลำพัง ไม่เคยทำงานอื่นนอกจากเป็นคนรับใช้ผู้ภักดีเหมือนตากับยาย

ในขณะที่คุณปทุมเองมีลูกชายเพียงคนเดียว เขาหย่ากับเมียคนไทยตอนที่เกตนิภา...ผู้เป็นลูกสาวยังแบเบาะ ซึ่งพอคุณปทุมเห็นว่าหลานสาวคนเดียวมีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เหมือนบ้านอื่นจึงคอยตามใจไปเสียหมดทุกอย่าง

“โบอยากมีอิสระ อยากใช้ชีวิต อยากเลือกทางเดินของตัวเอง โบจะสมัครงานที่รัฐอื่น หรือถ้าได้งานกับเครือโรงแรมใหญ่โบก็จะหาทางไปประจำที่ประเทศอื่น คุณท่านก็คงจะเข้าใจ”

“แล้วทุกวันนี้ไม่อิสระตรงไหน ได้ไปอยู่ไกลถึงนิวยอร์ก อพาตเม้นต์คุณท่านก็เช่าให้อยู่อย่างดี”

ถ้าสุภา...แม่แท้ๆ ของชนิตายังอยู่ เธอเชื่อว่าแม่ต้องเข้าใจเธอแน่ เพราะแม่หนีออกจากบ้านชัยขจรจิตและได้ใช้ชีวิตที่เลือกเองอย่างอิสระอยู่หลายปี

ถึงใครๆ ในบ้านชัยขจรกิจจะเรียกการกระทำของแม่ว่า หนีตามผู้ชาย ก็เถอะ

พ่อของชนิตาเป็นกรรมกร พ่อกับแม่สร้างครอบครัวด้วยกันในบ้านหลังเล็กๆ ชนิตายังเด็กมากก็จริงแต่เธอก็จำเสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีได้ เธอชอบเล่นแคะขนมครกกับดินข้างบ้าน ตื่นเต้นทุกครั้งที่พ่อหิ้วอาหารใส่ถุงพลาสติกกลับมาในตอนเย็นเพราะหวังว่าจะมีขนมอร่อยรวมอยู่ด้วย เธอกับแม่ชอบไปเดินเล่นที่ตลาดนัด มองดูข้าวของที่พวกเธอไม่มีปัญญาซื้อแล้วกลับเอามาคุยเล่นกันหลังอาหารค่ำ แม่กำลังเก็บเงินเพื่อเตรียมไว้ซื้อชุดนักเรียนและรองเท้าสีดำในวันที่ชนิตาเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง ถึงอย่างนั้นแม่ก็บอกว่าจะซื้อตุ๊กตาผู้หญิงขายาวที่แขวนอยู่บนแผงหน้าตลาดให้ในวันเกิดปีถัดมา

น่าเศร้าที่วันเวลาเหล่านั้นไม่อาจมาถึง หลังจากที่พ่อไปทำงานต่างจังหวัดได้ไม่นานแม่ก็ล้มป่วยจนต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล แม่ติดต่อพ่อไม่ได้ เมื่อไม่มีทางเลือกแม่จึงจำใจต้องติดต่อพี่สาวอย่างเพ็ญจิตให้ช่วยมารับตัวชนิตาในวัยหกขวบไปดูแล

ชนิตาเข้ามาอยู่ในบ้านชัยขจรกิจได้สักพักแม่ก็เสีย พ่อน้ำตานองหน้ามาหาชนิตาหลังจากเสร็จสิ้นงานฌาปนกิจร่วมสัปดาห์ เขาอยากรับตัวเธอกลับ แต่เมื่อใครๆ มองเสื้อผ้ามอมแมมและรองเท้าแตะเลอะโคลนที่เขาสวม ก็มีการพูดกันว่าชนิตาควรจะอยู่ที่บ้านชัยขจรกิจต่อ

“น้องโบอยู่ที่นี่รอพ่อนะ ช่วยป้าเพ็ญทำงานบ้าน พ่อจะไปหาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วจะกลับมารับน้องโบไปอยู่ด้วยกัน”

“พ่อรีบมานะ น้องโบจะรอ”

แต่พ่อก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย เขาถูกรถชนเสียชีวิตระหว่างทางกลับไปยังไซท์งานต่างจังหวัด นับแต่นั้นเพ็ญจิตจึงเป็นคนเลี้ยงดูชนิตา โดยมีคุณปทุมออกค่าเทอมให้เธอเรียนหนังสือ

“โบต้องลาออกจากงานประจำเพื่อมาเป็นเพื่อนคุณหนู ตอนนี้โบยังหางานใหม่ไม่ได้เลย คุณหนูใช้โบทำทุกอย่าง...”

“เชื้อแม่เรานี่มันแรงจริงๆ!” อีกครั้งที่เพ็ญจิตเอ่ยแทรก “โบก็ทำให้คุณหนูมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้วนี่ ทำไมตอนนี้ถึงทำไม่ได้”

การที่สุภาหนีออกจากบ้านชัยขจรกิจคือความอับอายอันยิ่งใหญ่ของเพ็ญจิต พฤติกรรมของน้องสาวมีค่าเทียบเท่ากับการเนรคุณ ดังนั้นป้าจึงคิดว่าจำเป็นต้องสั่งสอนชนิตาอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดซ้ำรอยเดิม

“เวลาที่คุณหนูทำตัวร้ายๆ กับโบ แม่ขอไม่ให้โบบอกเรื่องนี้กับคุณท่าน โบก็ทำตาม แต่พอโบขอปกป้องตัวเองบ้าง ขออยู่ห่างจากคุณหนูแม่ไม่เคยอนุญาตเลย”

“กับแม่โบยังเถียงขนาดนี้ กับคุณหนูจะเถียงขนาดไหน เพราะแบบนี้ไงคุณหนูถึงได้ลงไม้ลงมือ”

ความจริงอันขัดแย้งที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งคือเพ็ญจิตรักชนิตามาก ป้าเรียกแทนตัวเองว่า แม่ ป้าเลี้ยงเธอมาตั้งแต่หกขวบ คอยดูแลเมื่อเจ็บไข้และปรารถนาให้เธอได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ แต่ขณะเดียวกันป้าก็เป็นบ่าวที่จงรักภักดีอย่างยิ่ง คุณปทุมเปรียบดั่งราชินีของป้า ส่วนเกตนิภาก็ไม่ต่างอะไรจากเจ้าหญิง ทุกคำสั่งของพวกเขาจึงล้วนแล้วแต่ประกาศิตทั้งหมด

เกิดความเงียบระหว่างทั้งสอง เพ็ญจิตเป็นฝ่ายพูดอีกครั้ง

“ถ้าตอนหกขวบคุณท่านไม่อนุญาตให้แม่รับโบมาอยู่ด้วย คิดว่าตอนนี้โบจะอยู่ที่ไหน จะมีโอกาสได้เรียนโรงเรียนนานาชาติที่เดียวกับคุณหนูไหม ชีวิตนี้คิดว่าจะได้ไปเหยียบฝรั่งเศส ได้ย้ายมาอยู่อเมริกา ได้เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ รึเปล่า บุญคุณบ้านชัยขจรกิจมีท่วมหัวเรา โบอย่าลืมเรื่องนี้แม้แต่วินาทีเดียว”

เพ็ญจิตวางสายหลังจากนั้น ทิ้งคำพูดเดิมๆ ที่ชนิตาไม่อาจปฏิเสธได้ให้ดังก้องอยู่ในหัวเธอเหมือนทุกที...เมื่อย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านชัยขจรกิจ หน้าที่แรกของชนิตาคือเป็นเพื่อนเล่นกับเกตนิภาซึ่งอายุเท่ากัน แรกเริ่มตอนที่เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งชนิตาถูกส่งไปยังโรงเรียนรัฐใกล้บ้าน ในขณะที่เกตนิภาเรียนต่อในโรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมแพงหูฉี่ บ่อยครั้งที่เกตนิภาหงุดหงิดและร้องไห้เพราะทำการบ้านไม่ได้ ชนิตาจึงช่วยทำ ซึ่งทั้งหมดคือวิชาคณิตศาสตร์ วิชาอื่นๆ เธอทำไม่ได้เพราะอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก

แต่จะว่าไปเกตนิภาก็ไม่ใช่คนโง่ เธอค่อนข้างฉลาดด้วยซ้ำ เพียงแต่เป็นความฉลาดแกมโกงก็เท่านั้น เธอเริ่มงอแงที่จะไม่ไปโรงเรียน ต่อมาก็ร้องไห้ แกล้งป่วยและอีกสารพัด เธอยื่นข้อเสนอกับคุณปทุมว่าจะยอมไปเรียนหนังสือแต่โดยดี ข้อแม้มีแค่อย่างเดียว นั่นคือเธอต้องได้เรียนโรงเรียนเดียวกับชนิตา

คุณปทุมมาจากครอบครัวผู้ดีเก่า พ่อของเธอทำงานด้านการทูต เธอใช้ชีวิตวัยเยาว์ระหว่างประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษก่อนจะกลับมาเมืองไทยพร้อมครอบครัวในช่วงวัยรุ่น สินเดิมของเธอมีมากมายอยู่แล้ว เมื่อแต่งงานกับมหาเศรษฐีซึ่งทำธุรกิจค้าขายอัญมณีและเครื่องประดับก็ยิ่งทำให้เงินทองเพิ่มพูนเป็นไหนๆ

คุณปทุมให้สิ่งที่ดีที่สุดกับหลานสาวเสมอ เธอไม่มีวันส่งเกตนิภาไปโรงเรียนรัฐที่มีเด็กทุกชนชั้นปะปนกันอยู่แน่ๆ และด้วยความร่ำรวยที่มีเธอจึงยอมให้ชนิตาได้เรียนโรงเรียนนานาชาติแทน ส่วนช่วงเย็นและวันหยุดเด็กหญิงทั้งสองต้องเรียนเสริมภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศส โดยมีครูเจ้าของภาษามาสอนให้อย่างเข้มข้นเป็นพิเศษถึงบ้าน

ซึ่งแน่นอนว่าชนิตาเป็นคนทำการบ้านให้เกตนิภาลอกตั้งแต่นั้น รวมทั้งคอยดูแลรับใช้คุณหนูที่โรงเรียนด้วย

กิจการของบ้านชัยขจรกิจรุ่งเรืองขึ้นทุกปี กระทั่งพวกเขาตัดสินใจที่จะเปิดตลาดในฝรั่งเศสด้วยตัวเอง คุณปทุมและครอบครัวจึงต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น คนรับใช้หนึ่งเดียวที่ได้ติดตามไปคือเพ็ญจิต เหตุผลที่ถูกเลือกก็เพราะเกตนิภาร้องกรี๊ดๆ อยู่ร่วมเดือน คุณหนูวัยแปดขวบในวันนั้นจะไม่ยอมย้ายโรงเรียนเด็ดขาดถ้าไม่มีชนิตาไปด้วย

บ้านที่พวกเขาเช่าตั้งอยู่ในปารีส...

ผ่านมาเกือบยี่สิบปี หากชนิตาก็ยังจำเมืองอันงดงามแห่งนั้นได้ จำวันแรกที่เธอเจอวินเซนต์ได้...

หรือวันสุดท้ายของการจากลา...เธอก็จำได้ดี

ชนิตาพาตัวเองมาอยู่กับปัจจุบัน เธอเดินกลับไปหาวินเซนต์และพบว่าเขาถือถุงยาเอาไว้ ชายหนุ่มผายมือเป็นสัญญาณบอกให้เธอเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยกัน

ภายในรถขากลับค่อนข้างเงียบ ชนิตาบีบมือที่กุมกันอยู่บนตัก เธอลอบมองวินเซนต์ด้วยหางตาระหว่างรวบรวมความกล้า อึดใจหนึ่งที่หัวใจเต้นแรงและลมหายใจเป็นไปอย่างถี่กระชั้นเธอก็พูด

“ฉันจำคุณได้”

“คุณว่าอะไรนะ”

วินเซนต์ แลมเบิร์ต ไม่ได้ยินจริงๆ น่ะหรือ

ชนิตาหายใจเข้าลึก “ฉันจำคุณได้ค่ะวินซ์”

ไม่มีเสียงตอบรับจากวินเซนต์ เมื่อหันไปชนิตาก็เห็นเขากำลังยิ้มกว้าง เขามีฟันที่เรียงสวยเป็นระเบียบมาตั้งแต่เด็ก แต่สันกรามแกร่งที่ปกคลุมด้วยไรเคราสีเขียวจางๆ เน้นย้ำกับเธอว่าตอนนี้เขาเป็นหนุ่ม...

เป็นชายหนุ่มทั้งเนื้อทั้งตัวแบบที่กระตุ้นให้ร่างกายสาวของเธอมีปฏิกิริยาตอบสนองอันยากจะควบคุม

วินเซนต์เลี้ยวรถเข้าไปในตึกแห่งหนึ่ง จอดที่ช่องจอดซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว เมื่อเขาลงจากรถ ชนิตาจึงเปิดประตูเพื่อก้าวขาลงจากฝั่งตัวเอง เขาเดินอ้อมมาและแตะเอวเธอเบาๆ

“ไปกันเถอะ”

“ไปไหนคะ” ที่นี่อยู่ใกล้โรงแรมที่ชนิตาพักหรือ เธอไม่แน่ใจว่าเป็นแบบนั้น “ฉันต้องโบกแท็กซี่กลับเองเหรอคะ”

“กลับไปไหน” เขารุนหลังให้เธอออกเดิน

“โรงแรมไงคะ ฉันพักที่นั่น”

“คืนนี้คุณจะไม่กลับไปนอนที่นั่น” เขารั้งเธอให้เดินผ่านประตูกระจกเข้าไปพร้อมกัน

ชนิตาเงยหน้ามองเพดานสูง ผนังโดยรอบตกแต่งด้วยวัสดุเงาวับที่สะท้อนแสงจากโคมจนดูเป็นประกายมลังเมลือง

“ทำไมฉันจะไม่กลับไปนอนที่นั่นล่ะ” เธอมองไม่เห็นเหตุผลจริงๆ

“เพราะคุณจะนอนที่บ้านผม ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะมีใครรบกวน ผมอยู่บ้านคนเดียว”


 


ข้อดีของการถูกไล่ออกจากอพาตเม้นต์คือมีผู้ชายพาไปอยู่ที่บ้านค่ะ 555555 ส่วนชีวิตดี๊ดีที่บ้านผู้ชายจะเป็นอย่าไรนั้น โปรดติดตามในตอนต่อไปนะคะ ^^

ขอบคุณสำหรับการติดตามและกำลังใจนะคะสาวๆ เจอกันใหม่ตอนหน้าค่า

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 100 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

572 ความคิดเห็น

  1. #452 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 13:20

    อ่า บุญคุณคับฟ้าจริงๆ

    #452
    0
  2. #63 Mikorinchi (@Mikorinchi) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 09:25

    โมโหแทนโบ ฮึ่ม

    #63
    1
  3. #61 ศรีไงศรีเองงงง (@alich25) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 21:22
    สงสารโบ แงงงงงง วินซ์อย่าปล่อยโบไปให้โดนรังแกอีกน้าาา
    #61
    2
  4. #60 kanokradaparima (@kanokradaparima) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 21:14

    บุญคุณก็ส่วนบุญคุณสามารถตอบแทนได้หลายรูปแบบ แต่ถูกกระทำขนาดนี้ก็ควรคิดใหม่นะคะคุณป้า
    #60
    1
  5. #59 patchafaiifu (@patchafaiifu) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 20:46

    สนุกๆชอบๆ
    #59
    1
  6. #58 1986p (@1986p) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 20:04
    555555เห็นด้วยค่ะไรท์
    #58
    1
  7. #57 ศรีไงศรีเองงงง (@alich25) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 17:42
    รอค่าาาา
    #57
    1
  8. #55 patchafaiifu (@patchafaiifu) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 16:52

    รอๆๆๆๆ
    #55
    1
  9. #54 kajeab4792 (@kajeab4792) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 15:51
    รอ....
    #54
    1