เสน่ห์ลูกทุ่ง

ตอนที่ 6 : บทที่ ๖

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 ส.ค. 63

 คุณพีชนั่งเงียบระหว่างทางที่กลับบ้าน รุ่งรุจได้แต่มองเธอผ่านทางกระจกมองหลังด้วยความเป็นห่วง เกิดใครรู้เรื่องนี้ขึ้นมาเธอคงเสียหายไม่น้อยถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้แตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บก็เถอะ คนคงพูดไปต่างๆนาๆในทางร้ายมากกว่าดี ผู้คนอาจหมดความนับถือในตัวของเธอ นี่ยังไม่รวมถึงครอบครัวของคุณพีชที่ยังไม่รู้จะว่าอย่างไรเมื่อลูกสาวอยู่ๆก็หายไปค้างอ้างแรมกับผู้ชายมาทั้งคืน

ทันทีที่ถึง..คุณพีชก็เปิดประตูรถแล้วคว้ากระเป๋าเดินดุ่มๆเข้าบ้านโดยไม่สนใจใคร เธอนึกอยู่เพียงว่าอยากจะใช้เวลาเงียบๆสักพักเผื่อจะหาคำตอบที่ดีให้กับพ่อและแม่ได้ว่าหายไปไหนมาทั้งคืน

“กลับมาแล้วรึคุณพีช”

“คุณแม่เองหรือคะ แหม...พีชตกใจหมด” หญิงสาวก้มหน้างุดขณะที่เดินผ่านแม่แข

“จะมาตกอกตกใจอะไร คุณแม่ก็นั่งอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว นึกว่าคุณพีชจะเห็นเสียอีก เอากระเป๋าไปเก็บเสียแล้วก็ไปหาคุณพ่อที่ห้องซ้อม เห็นว่ามีเรื่องจะคุยด้วย” คุณพีชหน้าถอดสี เป็นเรื่องแน่ๆแล้วคราวนี้

“เรื่องอะไรหรือคะคุณแม่”

“อ๋อ...เห็นว่ามีคนมาติดต่องานน่ะ คุณพีชไม่อยู่ คุณพ่อก็เลยรับงานแทน คงอยากจะคุยล่ะมั้งว่ารายละเอียดมันเป็นยังไง” พูดจบก็ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ในมือต่อ คุณพีชได้แต่ยืนงง...นี่ไม่คิดจะถามสักคำหรือไงว่าลูกสาวหายไปไหนไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน

“นี่...อ่อ คุณแม่จะไม่ถามพีชหน่อยหรือคะว่า ทำไมถึงไม่กลับบ้าน....เมื่อคืน”

“ไม่ล่ะ คุณพีชก็โตแล้ว คงไม่ต้องให้คุณแม่คอยถามหรอกมั้งว่าทำไมไม่กลับบ้าน แล้วอีกอย่างนะ...คุณพีชโตพอที่จะรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แล้วถ้ามันจะเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้น...คุณแม่ก็รู้ว่าคุณพีชจะจัดการทุกอย่างได้ รีบไปหาคุณพ่อเสียสิ...เดี๋ยวจะคอยนาน” คำพูดของแม่แขทำให้คุณพีชใจชื้นขึ้น แต่ไอ้เรื่องไม่คาดฝันนี่มันหมายถึงอะไรกัน

เมื่อจัดการเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วคุณพีชก็ลงไปหาครูเทืองที่ห้องซ้อมดนตรี ครูเทืองนั่งทำงานเงียบๆ ในคอฮัมเพลงเบาๆอย่างอารมณ์ดี จนคุณพีชอดคิดไม่ได้ว่า ชีวิตของเธอมันอิสระขนาดที่ว่าหายไปกับผู้ชายทั้งคืนที่บ้านก็ยังไม่เป็นห่วง ไม่กลัวจะเสียหายเลยหรือนี่

“คุณพ่อให้หาพีชหรือคะ”

“อ้อ มาแล้วรึ มีคนติดต่องานเรามาน่ะ นี่ๆ...พ่อจดรายละเอียดไว้” ครูเทืองยื่นกระดาษที่จดลายมือหยุกหยิกให้ “กว่าเขาจะให้เราไปแสดงอีกตั้งนาน เขาว่าทางเจ้าภาพเจาะจงว่าต้องเป็นวงของเราเท่านั้น เขาเลยจองคิวล่วงหน้า อ่อ...ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม พ่อจำได้ว่าช่วงนั้นเรายังว่าง”

“น่าจะใช่ค่ะ แต่ยังไงเดี๋ยวพีชขอดูคิวงานอีกที คราวนี้ไปที่ไหนคะ....ราชบุรี” 

“ใช่ๆ ไปราชบุรีนั่นแหละ เออ...คุณพีชก็เพิ่งกลับมาจากสวนผึ้งนี่นา เป็นไง...สนุกไหมลูก” คุณพีชยิ้มแห้งๆ ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี ที่สำคัญคือกลัวว่าพ่อจะถามซักไซ้อีกว่าทำไมไม่กลับบ้าน

“ก็สนุกดีค่ะ เพื่อนๆมากันเยอะเชียว”

“สงสัยคงสนุกมากเลยเนอะ เมื่อคืนคุณพีชเลยค้างเสียที่นั่น เออ..คุณพีชโทรกลับไปถามรายละเอียดที่แน่นอนกับเจ้าภาพอีกทีนึงก็ดีนะ พ่อจดเบอร์เขาไว้แล้ว” คุณพีชได้แต่ปลง สงสัยว่าอายุขนาดนี้คงเลยวัยที่พ่อแม่จะเป็นห่วงเรื่องค้างอ้างแรมที่อื่นเสียล่ะมั้ง หรือบางทีพ่อกับแม่คงลืมว่ามีรุ่งรุจขับรถไปให้ด้วย

รุ่งรุจเมื่อกลับมาถึงบ้านเช่าก็ทิ้งตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย คงเพราะนอนในรถทั้งคืนจึงหลับๆตื่นๆ

“กลับมาถึงก็หลับเป็นตายเลยหรือวะรุจ เป็นไง เหนื่อยขนาดนั้นเลยรึ” น้อยเดินเข้ามาในบ้านหลังจากรุ่งรุจหลับไปได้พักใหญ่ๆ

“ใช่พี่ โคตรเพลียเลย แทบไม่ได้นอนทั้งคืน” เต่าทำตาโตจนรุ่งรุจต้องรีบอธิบายว่าเมื่อคืนงานเลิกดึกมากคุณพีชเลยค้างที่รีสอร์ตนั่น ส่วนเขานอนในรถเลยหลับไม่สนิทถึงได้กลับมานอนต่อที่บ้าน

“อ๋อ....ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่หว่า แต่ก็แปลกนะ ไปไหนต่อไหนคุณพีชเธอก็ไปเองได้ แต่ทำไมคราวนี้เอาเอ็งไปด้วยก็ไม่รู้” ชายหนุ่มไม่อยากจะเล่าต่อเลยว่าคุณพีชเมาหมดสภาพขนาดไหน ดีนะที่เขาขับรถไปให้ ถ้าขืนปล่อยให้ไปเอง เกิดขับกลับมาทั้งที่เมาเป๋อย่างนั้นคงไม่ถึงบ้าน แต่ที่เขานึกรำคาญคงเป็นคำว่า ‘อ๋อ....’ ที่ลากเสียงยาวพร้อมกับหน้าตาพยักเพยิดของน้อยกับเต่านี่แหละ

เหตุการณ์ยังปกติอยู่หลายวันในระหว่างนั้นรุ่งรุจขอลากลับบ้านอ้างว่าไปจัดการธุระส่วนตัว แต่ความจริงแล้วเขากลับไปทำงานและออกสำรวจพื้นที่เป้าหมายที่เขาเห็นผู้หญิงวิ่งหายเข้าไปในป่าคืนนั้น ตำรวจกระจายกำลังออกค้นหาเบาะแสที่คาดว่าจะพาไปเจอตัวผู้หญิงคนนั้นแต่ก็ไม่พบอะไรทั้งสิ้น จะเจอก็แต่รอยเท้าวิ่งสับสนอยู่ในป่าใกล้ๆรีสอร์ตแห่งนั้น กิ่งไม้เล็กๆหักระเกะระกะเหมือนว่าเกิดการต่อสู้กันขึ้น

“ตำรวจท้องที่เขาบอกว่ามีคนเห็นผู้หญิงคนนั้นวิ่งหนีออกจากป่าทางด้านโน้นครับผู้กอง” ดาบบัญชาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานหลังจากได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีคนเจอผู้หญิงคนนั้น

“แล้วตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นอยู่ไหนล่ะดาบ”

“ชาวบ้านเขาพาส่งไปที่โรงพยาบาลแล้วครับ ผมกำลังจะชวนผู้กองไปดูด้วยกัน”

ที่โรงพยาบาล... หมอเจ้าของไข้บอกว่าผู้หญิงคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายมาอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีอาการติดยาเสพติดอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเพ้อและหวาดระแวงไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ รุ่งรุจตามตำรวจนายหนึ่งเข้าไปที่ห้องพักคนไข้ เขาเดินเข้าไปใกล้เตียงที่ผู้หญิงคนนั้นนอนอยู่ รูปร่างผอมโซและมีบาดแผลเล็กๆทั่วตัวไปหมด แขนยังมีรอยเข็มที่พวกนรกนั่นทำให้ติดยาจนหนีไปไหนไม่รอด

ผู้หญิงคนนั้นยังคงหลับสนิท คงเพราะเหนื่อยและฤทธิ์ยานอนหลับ เมื่อดูใกล้ๆแล้วผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เก๋และไม่ใช่ผู้หญิงคนที่เขาเห็นในคืนนั้นแน่ๆ แล้วเธอไปอยู่เสียที่ไหน จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้

ช่วงที่รุ่งรุจกลับไปสืบเรื่องค้ามนุษย์อยู่นั้น จู่ๆก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีคนโทรมาบอกว่าพีรภัทรนักร้องชายหนึ่งเดียวในวงเกิดอุบัติเหตุ อาการสาหัสอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนี้คุณพีชเลยวิ่งวุ่นเพื่อเคลียร์คิวงานและจัดการแสดงใหม่ทั้งหมด ภาระหน้าที่นักร้องจึงตกอยู่กับเนตรอัปสรและภู่วารินซึ่งดูจะหนักหนาเกินไป

“ทำยังไงดีคะคุณพ่อ แค่เนตรกับรินสองคนไม่ไหวแน่ๆ นักร้องที่เคยจ้างมาชั่วคราวก็เกิดติดงานเสียอย่างนั้น” คุณพีชบ่นกับครูเทืองที่คิดหนักว่าจะทำอย่างไร จะยกเลิกงานที่รับไว้ก็ไม่ได้เพราะคงเสียชื่อวงลูกทุ่งชื่อดัง แต่จะแสดงไปทั้งๆที่ยังไม่พร้อมอย่างนี้ก็เสียชื่อไม่แพ้กัน

“คุณพีชลองติดต่อนักร้องคนอื่นมาร้องให้เราชั่วคราวดูก่อนดีไหม เขาเรียกแพงหน่อยก็ไม่เป็นไร อย่าให้ทางเราเสียเป็นใช้ได้” ลองเป็นแบบนี้ก็หมายความว่าเงินส่วนหนึ่งต้องเอาไปจ้างนักร้องค่าตัวแพง ดังนั้นส่วนแบ่งของคนอื่นๆก็จะน้อยลง

รุ่งรุจที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเช่าได้รู้เรื่องของพีรภัทร ทีนี้วงลูกทุ่งงามศิลป์คงเจอปัญหาหนักและร้างงานไปหลายเดือน ดีเหมือนกัน...จะได้หาเรื่องกลับไปทำงานต่อเพราะเขามั่นใจว่าเบาะแสสำคัญคงจะอยู่บริเวณที่พบผู้หญิงทั้งสองคนนั้นแน่ๆ ชายหนุ่มเดินเข้ามาในบ้านครูเทือง ว่าจะมาลากลับบ้านไปอีกสักสี่ห้าวัน แต่มาเห็นคุณพีชนั่งหน้าเครียดอยู่ที่ม้าหินอ่อนก็ได้แต่เห็นใจ เธอนั่งคิดหาทางแก้ปัญหาโลกแตกนี้จนปวดหัว ถ้าเกิดว่ามีนักร้องเสียงดีสักคนเดินเข้ามาสมัครงานตอนนี้คงเหมือนสวรรค์มาโปรดแน่ๆ แต่จะร้องดีอย่างเดียวก็ไม่ได้ต้องหน้าตาดีพอจะดึงดูดผู้คนได้ด้วย เพราะข่าวที่พีรภัทรเกิดอุบัติเหตุนอนโรงพยาบาลทำให้บรรดาแม่ยกเป็นห่วงหนักหนา หลายคนบอกว่าจะไม่ดูการแสดงของใครอีกจนกว่าเขาจะหายดีและได้ขึ้นแสดงอีกครั้ง

“เอ่อ...คุณพีชครับ คุณพีช” เขาเรียกคุณพีชที่เหมือนว่าจะอยู่ในภวังค์ของความคิด

“อ้อ นายเองรึ มีอะไร”

“คือว่า....ผมจะมาขอลากลับบ้านไปอีกสักสี่ห้าวันน่ะครับ ธุระยังไม่เสร็จดี” คุณพีชอนุญาตสั้นๆ เห็นเธอเคร่งเครียดขนาดนี้ก็อดสงสารไม่ได้

“คุณพีช มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ เอาที่ผมพอจะช่วยได้”

“หึ...นายจะมาช่วยอะไรฉันได้ ร้องเพลงเป็นไหมล่ะ ฉันจะได้ให้นาย...” 

คุณพีชหยุดกึกและจ้องใบหน้าของชายหนุ่มไม่วางตา หญิงสาวผุดลุกขึ้นแล้วจับตัวรุ่งรุจบิดไปบิดมา เสร็จแล้วก็จับใบหน้าเขาหันซ้ายหันขวาอยู่หลายครั้งจนเขาเวียนหัว มืออีกข้างก็ขยี้ผมของเขาแสกซ้ายทีขวาที พอวางมือจากใบหน้าของชายหนุ่มก็ลากเขามาตรงลานหน้าบ้านแล้วเดินวนรอบๆตัวเขารอบแล้วรอบเล่า หรือคุณพีชจะเครียดหนักจนเป็นบ้าไปแล้ว

“เอ่อ คุณพีชครับ ทำอะไรครับเนี่ย”

“ทำไมฉันไม่เห็นก่อนหน้านี้นะ ที่จริงนายนี่ก็...ดูเข้าท่าเหมือนกัน” รุ่งรุจได้แต่งงว่าคุณพีชหมายความว่าอย่างไร เธอลากชายหนุ่มมาจนถึงห้องซ้อมร้องเพลง

“นายรออยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหน เดี๋ยวฉันไปตามคุณพ่อมาก่อน”

“เดี๋ยวครับคุณพีช นี่มันอะไรกันครับ แล้วจะไปตามครูมาทำไม” หญิงสาวยิ้มกรุ้มกริ่ม นัยน์ตาฉายแววแห่งความหวัง

“ฉันจะให้นายลองร้องเพลงให้คุณพ่อฟัง ถ้าพอไหวฉันจะให้นายขึ้นร้องแทนพี”

“มะ...ไม่ดีมั้งครับ คือ...ผมร้องเพลงไม่เป็น”

“โอ๊ย ก็ร้องๆไปเถอะ เพลงช้างเพลงม้าอะไรก็ร้องไป รออยู่นี่นะ” 

“ไม่ดีกว่าครับ ผมขอปฏิเสธ คุณยังไม่รู้ว่าผมร้องเพลงห่วยขนาดไหน อย่าเสียเวลากับผมเลย” คุณพีชเปลี่ยนจากอาการร่าเริงเมื่อครู่เป็นการจ้องหน้าเขาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ นัยน์ตาวาววับเหมือนวันที่เขาโดนขย้ำคอไม่มีผิด

“นายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธฉัน ฉันให้นายร้อง นายก็ต้องร้อง ถ้านายยังไม่ยอมทำตามล่ะก็...ฉันจะบอกคุณพ่อกับคุณแม่ว่าคืนที่เราไปค้างด้วยกันที่สวนผึ้ง นายกับฉันมีอะไรกัน” รุ่งรุจหุบปากนิ่งหมดคำพูดขึ้นมาทันควัน

ครูเทืองนั่งอยู่ในห้องซ้อมดนตรี เขาให้รุ่งรุจเลือกเพลงลูกทุ่งง่ายๆสักเพลงที่รู้จักมาร้องให้ฟัง คุณพีชก็นั่งอยู่ในห้องนั้นด้วยแววตาแห่งความหวัง ชายหนุ่มลังเลและไม่มั่นใจอย่างที่สุดเพราะครั้งสุดท้ายที่ได้จับไมค์ เขาร้องยังไม่ถึงครึ่งเพลงก็โดนยึดไมค์คืน นั่นแสดงว่าคนฟังคงทนไม่ได้จริงๆ คุณพีชคงไม่รู้สินะ ไอ้คำว่า ‘ร้องเพลงไม่เป็น’ เนี่ยมันขนาดไหน

“จะให้ผมร้องจริงๆหรือครับครู ผมจำเนื้อเพลงไม่ค่อยได้”

“ก็เออสิ...เลือกมาสักเพลงนึง เดี๋ยวร้องกับคาราโอเกะนี่ก็ได้...เอ้า” ครูเทืองจัดแจงเปิดคาราโอเกะเพลงลูกทุ่งเพื่อให้รุ่งรุจเลือก ในชีวิตรุ่งรุจรู้จักเพลงลูกทุ่งอยู่ไม่กี่เพลง เพราะไม่คิดว่าต้องมาร้องเพลงจริงๆจังๆสักที

“ถ้าเลือกไม่ได้เดี๋ยวครูเลือกให้ก็แล้วกัน เพลงนี้ดีกว่า...ร้องง่ายหน่อย เพลงเขาดังด้วย คงเคยได้ยินอยู่ล่ะมั้ง”

เพลงลูกทุ่งจังหวะชะชะช่าดังขึ้นจากลำโพงรอบๆตัว เนื้อเพลงหยิกแกมหยอกเอาไว้ร้องแซวสาวที่ครองตัวเป็นโสดไม่ยอมลงจากคานเสียที เพลงนี้ใครไม่รู้จักก็คงเชยเต็มทีเพราะมีนักร้องลูกทุ่งเสียงดีนำมาร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า และคงเป็นเพลงโปรดของครูเทืองด้วยเพราะเคาะนิ้วไปตามจังหวะอย่างมีความสุข เสียงดนตรีขึ้นนำไปได้พักหนึ่งถึงได้เริ่มเนื้อร้อง แต่ปากเจ้ากรรมกลับไม่ยอมเปล่งเสียงอะไรออกไป

“เอ้า ทำไมไม่ร้องล่ะ ตื่นเต้นอยู่รึไง ไม่เป็นไร เอาใหม่ๆ” 

ดนตรีช่วงอินโทรดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รุ่งรุจตั้งใจว่าจะไม่ยอมให้พลาดอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่อย่างนั้นแม่เสือที่นั่งจ้องอยู่ข้างหลังคงกระโดดมาขย้ำคอเขาแน่ๆ ยังไม่ทันที่ดนตรีอินโทรจะจบดีเขาก็ร้องออกมาก่อน อาจจะเพราะตั้งใจมากทำให้ผิดจังหวะอีกครั้ง แต่ครูเทืองก็ยังใจดี ให้ร้องใหม่อีกรอบ

“ครูครับ ผมว่า...ผมร้องไม่ได้หรอกครับ”

“เฮ้ย....อะไรกัน ยังไม่ทันได้ร้องสักแอะก็บอกว่าร้องไม่ได้แล้ว เอางี้...เดี๋ยวร้องอีกรอบ ตั้งใจให้ดี”

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง เอาวะ...เป็นไงเป็นกัน มันจะยากสักแค่ไหนเชียวกะอีแค่ร้องเพลง ที่จริงก็ร้องให้มันจบๆไปซะ เขาจะได้ออกไปจากห้องนี้เสียที บรรยากาศมันน่าอึดอัดพิกล

ดนตรีเริ่มใหม่อีกครั้ง คราวนี้รุ่งรุจจ้องอยู่ที่เนื้อเพลงไม่วางตา เอาล่ะ...รอบนี้ต้องไม่พลาด ตอนนี้เขาเหมือนนักวิ่งที่กำลังจะออกตัวหลังสัญญาณ เนื้อเพลงเริ่มเมื่อไหร่เขาจะออกตัวทันที และมันก็ไม่พลาดอย่างที่ชายหนุ่มตั้งใจไว้ เขาขึ้นต้นเนื้อเพลงได้ถูกจังหวะเป๊ะ เพลงนี้มันก็ร้องไม่ยากจริงๆนั่นแหละ จังหวะก็โจ๊ะๆแบบเพลงลูกทุ่งแท้ๆ มันไม่ยากขนาดขี้เหล้าตามวงสุราต่อให้เมาแค่ไหนก็ยังร้องได้ถูกจังหวะไม่ผิดเพี้ยน พอเริ่มได้แบบนี้ครูเทืองก็โล่งอก แต่ก็โล่งได้ไม่นานเมื่อจังหวะกับเนื้อร้องเริ่มไม่สัมพันธ์กัน

“พอก่อนๆ เรานี่ร้องคร่อมจังหวะ เพลงมันถึงได้ฟังเป๋ไปเป๋มาแบบนี้ มันจะไหวรึคุณพีช”

“ลองอีกสักรอบเถอะค่ะคุณพ่อ คร่อมก็ให้มันคร่อมไป พีชอยากรู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปทั้งเพลงไหม” เป็นอันว่ารุ่งรุจต้องเริ่มทุกอย่างใหม่อีกรอบ

รอบนี้กลับแย่กว่ารอบที่แล้วเสียอีกเมื่อรุ่งรุจเริ่มร้องไม่ทันจังหวะ ดนตรีนำไปแล้วเกือบห้องแต่เขากลับเพิ่งเปล่งเสียงออกมา แต่เมื่อคุณพีชต้องการให้ร้องจนจบ เขาจึงดันทุรังร้องคร่อมจังหวะช้าบ้างเร็วบ้าง เมื่อรุ่งรุจร้องเพลงให้ครูเทืองฟังจนจบ เขารู้สึกได้ทันทีว่ามันแย่แบบที่ครูเทืองเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ดูจากสีหน้าเหยเกก็พอจะเข้าใจ หลังจากรุ่งรุจกลับไปแล้ว ครูเทืองจึงจับเข่าคุยกับลูกสาวตามลำพัง

“ไอ้หนุ่มนี่มันร้องเพลงไม่เป็นสับปะรดเลย พ่อว่ามันจะไม่ไหวเอานะ”

“โถ่ คุณพ่อคะ พีชรู้ว่ามันแย่ แต่รูปร่างหน้าตาพีชว่าเขาก็ไม่เลวนะคะ เอาขึ้นเวทีน่าจะพอไหว”

“คุณพีช เราเป็นวงดนตรีนะลูก คนเขามาก็เพราะมาฟังเราร้องเพลง มันไม่ใช่เวทีประกวดชายงาม” คุณพีชฟังจบก็ถึงกับหมดแรง ความหวังริบหรี่ดับสิ้น

“แล้วเราจะทำยังไงดีคะคุณพ่อ พีก็ไม่รู้เป็นไงบ้าง ออกจากโรงพยาบาลจะมาร้องเพลงได้อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้” ครูเทืองถอนหายใจหนักๆ คุณพีชคงหวังไว้กับไอ้หมอนี่พอตัวว่าจะมาช่วยกอบกู้วิกฤติของวงได้

“อันที่จริงไอ้เจ้านี่ก็ร้องเพลงไม่ได้เลวร้ายขนาดที่แก้ไขไม่ได้หรอกคุณพีช เขาก็มีดีของเขาอยู่บ้างแหละ แก้วเสียงเขาน่ะใช้ได้ทีเดียว แต่ต้องหัดอีกมากถึงจะเอาขึ้นเวทีได้” นัยน์ตาคุณพีชเริ่มมีแววแห่งความหวังอีกครั้ง แบบนี้ทำให้ครูเทืองรู้สึกดีขึ้นมาด้วย เขาไม่อยากเห็นลูกสาวแบกความทุกข์ของทุกคนในวงไว้

แต่ครูเทืองก็หมายความตามนั้นจริงๆ เสียงของรุ่งรุจพอไปวัดไปวาได้แต่ติดตรงที่เขาร้องเพลงไม่ถูกจังหวะ เรียกได้ว่าไม่ถูกอย่างแรง บางทีครูเทืองก็อดคิดไม่ได้ว่าทุกวันนี้รุ่งรุจหายใจถูกจังหวะอยู่หรือไม่เพราะขนาดจังหวะง่ายๆก็ยังร้องผิดไปหมด จะฝึกคนอย่างรุ่งรุจให้ร้องเพลงจนเป็นไม่ต้องถึงขนาดร้องเพราะหรอก ครูเทืองก็คงต้องงัดเอาวิชาร้องเพลงมาสอนจนหมดไส้หมดพุง

รุ่งรุจกลับมานั่งทำหน้าเศร้าอยู่ที่บ้านเช่าตามลำพัง สิ่งที่โหดร้ายในชีวิตของรุ่งรุจอย่างหนึ่งก็คือการร้องเพลง ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยร้องเพลงเก็บคะแนนได้เต็มสักครั้ง ครูที่โรงเรียนบอกว่าไม่โดนหักจนติดลบก็บุญแล้ว ขนาดไปร้องเพลงกับเพื่อนฝูงที่สนิททีไรพอเพลงจบก็มักจะได้รับคำปลอบมากกว่าคำชม ฉะนั้นเขามั่นใจว่าไม่ได้เกิดมาเป็นนักร้องหรือแม้กระทั่งคนร้องเพลงเป็นด้วยซ้ำ แล้วเรื่องที่จะให้ไปร้องเพลงบนเวทีต่อหน้าคนเป็นร้อยเป็นพัน เขาจะทำได้อย่างไร

“มานั่งทำหน้าตูบอะไรตรงนี้วะรุจ ทำไม...โดนคุณพีชดุมารึ”

“เปล่าหรอกพี่น้อย มีเรื่องกลุ้มใจน่ะ” แล้วรุ่งรุจก็เล่าเรื่องที่คุณพีชจะให้เขาร้องเพลงให้น้อยและเต่าฟัง สองคนนั่นได้แต่นั่งฟังนิ่งๆ ไม่รู้จะช่วยรุ่งรุจอย่างไร

“พี่น้อยไปร้องเพลงให้ครูเทืองฟังสิ นี่อาจจะเป็นโอกาสให้ได้เป็นนักร้องสมใจก็ได้นะ” เต่ารบเร้า

“จริงด้วยพี่น้อย ถือว่าช่วยคนในวงด้วย นักร้องขาดไปคนนึงแบบนี้ คงลำบากกันไปหมด”

น้อยส่ายหน้าช้าๆเขารู้ตัวว่าเสียงดีร้องเพลงก็เพราะ แต่ร้องเพลงบนเวทีมันเป็นการแสดงอย่างหนึ่ง แล้วรูปร่างหน้าตาปุปะแบบเขานี่ใครจะสนใจดู แต่เมื่อทนการรบเร้าของทั้งคู่ไม่ไหว เขาจึงเสนอทางเลือกอื่น

“เอางี้รุจ ครูเขาว่าเอ็งร้องเพลงไม่ได้เรื่อง ข้าก็จะฝึกเอ็งร้องเพลงเอง เอาแบบที่พ่อข้าฝึกข้านี่แหละ”

“ห๊ะ พี่น้อยเคยฝึกร้องเพลงด้วยรึ ผมไม่เห็นเคยรู้เลย” เต่าทำหน้างง

“ก็เออสิวะ พ่อข้าเป็นลิเกเก่า เรื่องร้องเรื่องรำไม่มีใครเกิน แก่ตัวลงไม่มีใครจ้างก็เลยออกมาทำนา แต่แกก็ยังไม่ทิ้งลายลิเก ยังหัดร้องหัดรำให้ลูกๆ พวกพี่น้องข้านะไปเป็นลิเกแบบพ่อตั้งหลายคน ฉะนั้นเรื่องหัดร้องเพลงน่ะไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะช่วยเอง ครูเขาก็ฝึกแบบครูไป กลับมาบ้านข้าก็จะฝึกสำทับไปอีก ร้องไม่เป็นให้มันรู้ไป”

น้อยตบไหล่รุ่งรุจเพื่อให้กำลังใจทำให้เขาใจชื้นขึ้น ในเมื่อน้อยรับจะเป็นคนฝึกให้ร้องเพลง เขาจึงขอฟังรุ่งรุจร้องสักเพลงก่อน จะได้รู้ว่าไอ้ที่แย่มันแย่สักแค่ไหนจะได้หาทางแก้ไขกันถูก งานนี้รุ่งรุจมีกำลังใจขึ้นมากแถมบรรยากาศยังไม่กดดันเหมือนอยู่ในห้องซ้อม เขาจึงร้องเพลงเดิมกับที่ร้องให้ครูเทืองฟังออกมาได้อย่างสบายใจ โดยมีเต่านั่งเคาะจังหวะให้ แต่ผ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งเพลงน้อยและเต่าก็หันมาสบตากัน แค่นี้ก็พอจะรู้ว่าจะปั้นรุ่งรุจให้เป็นนักร้องมันยากสักแค่ไหน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น