เสน่ห์ลูกทุ่ง

ตอนที่ 14 : บทที่ ๑๔

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ส.ค. 63

พีรภัทรในสภาพใส่เฝือกอันโตที่ขาซ้ายนั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ที่โซฟาในบ้านครูเทือง การเจรจาดูเหมือนจะไม่เป็นที่พอใจของนักร้องหนุ่มเท่าไหร่เพราะครูเทืองและคุณพีชทั้งปลอบทั้งขอร้องเขาก็ดูจะไม่ลดทิฐิลงสักนิด ทำเอาสองพ่อลูกมองหน้ากันไปมาด้วยความระอาใจ อันที่จริงพีรภัทรไม่ใช่นักร้องเสียงดีที่สุดในวงแต่เขาเป็นนักร้องที่ดึงดูดคนดูได้อยู่หมัดแถมมีแม่ยกแฟนคลับอีกเป็นขบวน

การมาของพีรภัทรกระทันหันยิ่งกว่าสายฟ้าแลบจนรุ่งรุจหลีกไปไหนไม่ทัน เขาทำได้แค่หลบออกไปทางหลังบ้าน รุ่งรุจไม่อยากเจอพีรภัทรในขณะที่ฝ่ายนั้นอารมณ์ไม่ดี แค่คิดก็อยากจะหนีออกไปให้ไกลแล้ว ส่วนเต่ากับน้อยพอรู้ว่าพีรภัทรมาอาละวาดถึงบ้านครูเทืองก็แอบมาฟังข่าวกับเขาด้วย

“ทำท่าเป็นนักร้องดัง แต่ถ้าไม่ได้ครู วันนี้มันจะมาชูคอร้องเพลงอยู่ได้ไหม” รัชบ่นดังๆอยู่ในครัว

“นั่นสิพี่รัช คนอะไรวะไม่รู้จักสำนึกบุญคุณบ้างเลย จะเอาแต่ได้ท่าเดียว” เต่าแสดงอาการหงุดหงิดไม่แพ้กัน รุ่งรุจได้แต่นั่งเงียบเพราะไม่รู้จะออกความคิดเห็นไปทางไหน รู้อยู่อย่างเดียวคือตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะต้องออกจากวงนี้ไป

“พีมันไม่ยอมให้ต่อรองเลยหรือวะรุจ” น้อยถามซ้ำทั้งที่แน่ใจอยู่แล้ว

“อือ...บอกว่าต้องให้ผมออกอย่างเดียว” ชายหนุ่มตอบเสียงอ่อยยิ่งทำให้ทุกคนตรงนั้นสงสารจับใจ โดยเฉพาะป้าจุ๊บที่ดูจะเห็นใจรุ่งรุจมากกว่าคนอื่น เพราะนอกจากปลอบประโลมด้วยถ้อยคำต่างๆนาๆแล้ว แขนก็ยังโอบกอดตัวของชายหนุ่มเสียชิดส่วนมือก็ลูบหัวลูบหลังไปพลางเพื่อปลอบขวัญหรือจะทำให้เสียขวัญก็ไม่แน่ใจ

“ไม่ต้องคิดมากไปนะรุจ ป้าว่าครูกับคุณพีชเขาต้องหาทางออกได้แน่ๆ”

“มันจะมีทางออกแบบไหนอีกล่ะที่จะทำให้พ่อนักร้องดังเขาพอใจได้” เต่าได้แต่บ่นเหมือนกับทุกคนที่มองไม่เห็นทางออกของเรื่องนี้เลยสักนิด

ภายในบ้านของครูเทือง...พีรภัทรก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะเอารุ่งรุจออกจากวงให้ได้โดยไม่ฟังข้อเสนอใดๆทั้งสิ้น งานนี้คุณพีชแทบจะยกแม่น้ำทั้งห้ามาต่อรองเพื่อให้รุ่งรุจได้ร้องเพลงต่อ

“ตอนนี้พีก็ยังไม่หายดีนี่นา ให้รุจเขาร้องแทนช่วงนี้ไปก่อนก็ได้”

“คุณพีชครับ...ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่ก็เพื่อวงของเรา ชื่อเสียงของวงจะมาแลกกับนักร้องหน้าใหม่ได้ยังไง ไหนจะบรรดาแฟนเพลงอีก ส่วนหนึ่งที่มาดูกันก็เพราะติดตามผลงานของผม ใจจริงผมไม่อยากไปร้องให้วงอื่นหรอกนะ แต่คุณพีชก็คิดเอาแล้วกันว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าขาดผมไปสักคนนึง ผมว่าคุณพีชเลือกเถอะครับระหว่างผมกับไอ้นักร้องใหม่ของคุณพีช”

คุณพีชได้แต่เม้มปากแน่นเพราะเธอใช้ความอดทนจนถึงที่สุดแล้ว ถ้าไม่ติดว่าครูเทืองขอร้องให้พูดจากันดีๆ ป่านนี้เธอคงประเคนทั้งหมัดเท้าเข่าศอกใส่พีรภัทรชุดใหญ่ให้สมกับความจองหองและอวดดี แต่ก่อนที่เหตุการณ์มันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ ภู่วารินและนายกลดก็เข้ามาซ้อมร้องเพลงที่บ้านครูเทืองพอดี ตั้งแต่วันที่ภู่วารินให้รุ่งรุจขับรถคราวนั้น นายกลดก็มารับมาส่งภู่วารินเหมือนเป็นเงาตามตัว 

“รินก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาเลยนะ ก็แค่มีรุจมาร้องเพิ่มอีกคนมันจะเสียหายอะไรหนักหนา หรือว่า...ที่พีโวยวายจะเอารุจออกให้ได้เพราะกลัวนักร้องหน้าใหม่จะมาแย่งเรตติ้งรึไง” ภู่วารินยิ้มเหยียดที่มุมปากเล็กๆเพราะเธอรู้ดีว่าพีรภัทรก็คงได้ข่าวว่ารุ่งรุจได้รับการตอบรับอย่างดีทุกครั้งที่ขึ้นเวทีและกำลังจะเป็นที่นิยมแทนพีรภัทรที่หายหน้าไปแรมเดือน

“รินก็พูดไป...คนอย่างมันรึจะมาสู้ผมได้ เวทีนี้น่ะ..มันไม่มีที่พอให้กับมือสมัครเล่นอย่างมันต่างหาก”

ครูเทืองนั่งเงียบกริบเพราะเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมของพีรภัทร ถ้าเขาไม่ขุดพีรภัทรออกมาจากคณะลิเกป่านนี้ ‘พ่อนักร้องดัง’ ก็คงเป็นเพียงพระเอกหน้าม่านในคณะลิเกเล็กๆที่แต่ละเดือนแทบจะไม่มีงานแสดง น้ำเสียงรวมทั้งการแสดงหน้าเวทีของพีรภัทรเป็นที่พอใจของคนดู ก็เหมือนอย่างที่พีรภัทรอวดอ้าง...คนที่มาดูกันหนาตาส่วนหนึ่งก็มาจากเขา ขนาดครูเทืองขึ้นร้องเพลงด้วยตัวเอง...คนดูก็ยังไม่มากเท่าตอนที่พีรภัทรขึ้นเวที ยุคสมัยมันคงเปลี่ยนไปแล้ว

ในห้องรับแขกยังเงียบอยู่เพราะยังหาทางออกที่พอใจไม่ได้ พีรภัทรที่นั่งเอ้เต้อยู่บนโซฟาดูจะได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด

“รินมีข้อเสนอค่ะครู” ภู่วารินกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบและกดดัน

“ว่ามาสิ..ริน เผื่อพีเขาจะได้มีทางเลือกอื่นให้ตัดสินใจ” ครูเทืองเลือกที่จะใช้คำพูดหว่านล้อมแทนที่จะเกรี้ยวกราดหรือประชดประชันเพราะอย่างไรเสียเขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นครู

“ต่อไปรินคงต้องไปอัดเพลงแล้วก็ซ้อมร้องเพลงที่ค่ายบ่อยขึ้น บางทีอาจจะไม่ได้มาช่วยร้องเพลงให้วงได้ทุกครั้ง อย่างนั้น...ถ้าจะให้รุจอยู่ช่วยร้องเพลงให้วงน่าจะดีกว่านะคะ เพราะถ้ารินไม่อยู่ก็จะเหลือแค่พีกับเนตร แล้วร้องกันแค่สองคน...เนตรเขาจะไหวหรือคะ”

คุณพีชแอบขำเบาๆตรงที่ภู่วารินย้ำว่าเนตรอัปสรจะร้องไหวหรือไม่ทั้งที่มีนักร้องตั้งสองคน ทุกคนในวงเขารู้กันดีว่าแม้พีรภัทรจะดึงดูดคนดูได้มากแค่ไหน แต่เอาเข้าจริงเรื่องร้องเพลงก็ยังไม่ดีเท่าที่ควรแถมยังโดดซ้อมอยู่เรื่อย ที่ร้องเพลงบนเวทีรอดไปแต่ละครั้งก็เพราะความกะล่อนและการเข้าขากันดีกับพวกนักดนตรี ที่รับส่งจังหวะประคองการร้องจนตลอดรอดฝั่ง บางทีครูเทืองถึงกับบ่นว่าคนเขามาฟังเพลงไม่ได้มาดูนักร้องเล่นตลกแก้เก้อไปทีแบบนี้

“เอาอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะริน ครูก็กำลังคิดว่าจะต้องหาคนมาร้องสำรอง แถมต่อไปรินก็คงไปร้องกับที่นั่นเสียส่วนใหญ่อาจจะค่อยได้มาร้องให้ที่วงอีก สรุปว่า...พีพร้อมกลับมาร้องเพลงเมื่อไหร่ก็มาซ้อม ส่วนรุจก็ให้ร้องไปตามเดิม” ครูเทืองสรุปสั้นๆโดยที่พีรภัทรก็ทักท้วงไม่ได้ ถ้านักร้องไม่พอจริงๆงานหนักก็ต้องตกอยู่ที่เขาด้วยเหมือนกัน เรื่องที่จะร้องไปเล่นไปแล้วโบ้ยให้คนอื่นรับภาระร้องเพลงก็คงทำไม่ได้อีก

หลังจากเรื่องทุกอย่างคลี่คลายและพีรภัทรลากสังขารกลับบ้านไปแล้ว ครูเทืองจึงเริ่มการซ้อมร้องเพลง ทุกคนลงความเห็นกันแล้วว่าเนตรอัปสรจำเป็นต้องหัดร้องเพลงแนวอื่นๆเพิ่ม ไว้เผื่อเวลาภู่วารินมาร้องเพลงให้วงไม่ได้ วันนี้เนตรอัปสรเลยต้องหัดร้องเพลงใหม่ที่เป็นเพลงช้า อันที่จริงจะเพลงเร็วเพลงช้าสำหรับนักร้องแล้วก็ต้องร้องให้ได้ทุกแนว รุ่งรุจเข้ามาในห้องซ้อมหลังจากไปแอบอยู่ที่โรงครัวเสียนาน แต่สิ่งหนึ่งที่ขัดใจก็คือนายกลดก็นั่งอยู่ในห้องซ้อมด้วย ไม่รู้ว่าวันนี้ว่างหรืออย่างไรถึงได้มานั่งเฝ้าแฟนสาวซ้อมร้องเพลง

“อ้อ มาแล้วรึ ครูนึกว่าหนีกลับบ้านไปแล้วเสียอีก เดี๋ยวให้เนตรเขาซ้อมเพลงใหม่สักรอบก่อนนะ”

รุ่งรุจเข้าไปนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องถัดไปเป็นภู่วารินและนายกลดที่นั่งตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ส่วนคุณพีชหายตัวไปตั้งแต่สะสางเรื่องพีรภัทรเสร็จสิ้น ถ้าให้เดาเธอคงทนไม่ได้กับสภาพของตัวเองเลยขึ้นไปแต่งตัวใหม่ไม่ก็กินยาแก้ปวดหัวแล้วนอนหลับสักงีบ

บรรยากาศในห้องซ้อมค่อนข้างอึดอัด ทั้งปริมาณผู้คนที่รวมอยู่ในนั้นและความไม่ลงรอยกันของสองสาวแถมวันนี้คนกลางดันมาอยู่ในสมรภูมิด้วย แต่เหมือนครูเทืองจะไม่รับรู้ถึงความระอุของสถานการณ์เพราะครูเทืองก็ยังซ้อมร้องเพลงให้เนตรอัปสรไปอย่างอารมณ์ดี

“ครูเลือกเพลงนี้มาให้เนตรลองซ้อมดู ครูว่ามันน่าจะเข้ากับร่องเสียงของเนตร” เนตรอัปสรรับเนื้อเพลงมาดูก็หน้าเศร้าไปนิดหนึ่งโดยที่ครูเทืองไม่ทันสังเกต หรือจะมีแต่รุ่งรุจเท่านั้นที่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ

“เดี๋ยวรินช่วยฟังด้วยนะ เผื่อว่ามีอะไรที่จะต้องปรับ” ภู่วารินรับคำครูเทืองอย่างแกนๆ อันที่จริงเธอไม่อยากนั่งอยู่ในห้องซ้อมนั่นเสียด้วยซ้ำ

เพลงที่เนตรอัปสรซ้อมวันนี้เป็นเพลงลูกทุ่งเก่าที่มีนักร้องลูกทุ่งชื่อดังนำมาร้องแล้วหลายครั้งกระทั่งราชินีลูกทุ่งก็นำมาร้องด้วยน้ำเสียงตราตรึงใจคนฟังจนกระทั่งทุกวันนี้ คงเพราะเนื้อเพลงเศร้ากินใจและอาจแทนความรู้สึกของผู้หญิงแอบรักหรือเบอร์สองของผู้ชายบางคนที่มีความรักเผื่อแผ่และไม่สามารถหยุดไว้ที่ผู้หญิงเพียงคนเดียว เรื่องราวของเพลงเล่าถึงบทรำพึงของผู้หญิงที่รักชายคนหนึ่งยิ่งกว่าชีวิต แต่ไม่สามารถทำให้ความรักเป็นจริงได้เพราะหัวใจของชายคนนั้นมีเจ้าของเสียแล้ว แม้ชาติหน้ามีจริงเธอขอรักเขาโดยไม่ให้ใครประณามว่าเป็นมือที่สามให้เจ็บปวดหัวใจเหมือนในชาตินี้

น้ำเสียงของเนตรอัปสรเพราะจับใจด้วยเทคนิคการร้องและลูกคออย่างนักร้องลูกทุ่งแท้ๆ เรียกได้ว่าเธอมีความเป็นนักร้องลูกทุ่งอย่างเต็มตัว แต่ไม่เพียงแค่นี้ที่รุ่งรุจรู้สึกได้เพราะนอกจากความเศร้าของบทเพลงบวกกับเสียงของเนตรอัปสรคงจะส่งข้อความผ่านเสียงเพลงไปถึงภู่วารินและคนที่นั่งข้างๆเธอ ทำให้บรรยากาศมันน่าอึดอัดมากกว่าเมื่อกี้เสียอีก เขาสังเกตได้ว่าความรู้สึกของคนในห้องซ้อมช่างแตกต่างกันไป ครูเทืองดูจะพอใจกับการร้องของเนตรอัปสรและกำลังขะมักเขม่นหาจุดที่จะซ่อมแซมการร้องของเธอให้สมบูรณ์ ส่วนเนตรอัปสรก็เหมือนจะปล่อยความรู้สึกและความในใจไปในเสียงเพลง และคนรับสารก็คือนายกลดที่นั่งฟังอย่างตั้งใจจนไม่รู้สึกว่าเล็บของภู่วารินจิกอยู่ที่หลังมือ ตัวภู่วารินก็คงไม่ต้องพูดถึงว่าจะเดือดดาลควันออกหูขนาดไหนเพราะเพลงยังไม่ทันจบดีเธอก็ลุกออกจากห้องไปปล่อยให้นายกลดซาบซึ้งกับเพลงไปคนเดียว

การซ้อมดำเนินไปด้วยความคุกรุ่นท่ามกลางสองสาวและคนกลาง แต่คนที่ไม่รับรู้อะไรสักอย่างคงเป็นครูเทืองที่ซ้อมร้องเพลงให้ทุกคนด้วยอารมณ์สุนทรีย์ หลังจากเนตรอัปสรร้องเสร็จก็ถึงคราวรุ่งรุจที่ครูเทืองให้ร้องเพลงเดิมให้คล่องเลยไม่มีอะไรมาก ในระหว่างที่การซ้อมดำเนินไปภู่วารินไม่ได้กลับเข้ามาในห้องซ้อมอีก อาจจะเพราะทนไม่ได้ที่คราวนี้เนตรอัปสรทำข้ามหน้าข้ามตาเธอไปมาก ฉะนั้นเมื่อถึงคิวซ้อมของเธอครูเทืองจึงใช้รุ่งรุจให้ไปตาม

“อยู่นี่เองหรือครับคุณริน ผมตามหาเสียทั่ว”

“อ้อ ถึงคิวฉันร้องแล้วรึ”

“ใช่ครับ ครูเลยให้มาตาม” ภู่วารินที่ยังเซื่องซึมลุกขึ้นพลางเบี่ยงหน้าหนีเพื่อซับน้ำตา

“คุณรินเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“เปล่า ฉันไม่เป็นไร นายไปก่อนเถอะ....เดี๋ยว...ฉันตามไป” ชายหนุ่มรู้สึกคันปากยิบๆอยากจะถามแทบแย่ว่า ไอ้ที่แอบมานั่งหลบมุมร้องไห้อยู่นี่เป็นเพราะเรื่องของเนตรอัปสรกับนายกลดหรือไม่

“มีอะไรเล่าให้ผมฟังได้นะครับ ถ้าคุณริน...เห็นว่าผมเป็น....เพื่อน” ภู่วารินถอนหายใจเบาๆ เธอก็อยากระบายเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟังเหมือนกัน แต่...แต่ละคนรอบตัวเธอช่างปากสว่างลองถ้าเธอเล่าเรื่องตื้นลึกหนาบางอะไรให้ฟังก็ดูจะเป็นผลเสียกับเธอมากกว่าผลดี แต่...ท่าทางซื่อๆของนักร้องใหม่ตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกสบายใจเมื่อได้เล่าอะไรต่ออะไรให้ฟัง บางทีการเล่าเรื่องอะไรให้เขาฟังอาจดูปลอดภัยที่สุด

“เรื่อง...คุณเนตรกับ...เอ่อ....”

“อืม เรื่องเนตรกับคุณกลด”

“คุณรินรู้เรื่องนี้ด้วยหรือครับ” 

“ไม่รู้ก็โง่แล้วล่ะ ทำให้เห็นทนโท่ซะขนาดนั้น ทั้งคู่นั่นแหละ....เลวพอๆกัน” เธอกัดฟันแน่นจนเห็นกราม

“แต่คุณรินก็ไม่ทำอะไร ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้น่ะหรือครับ”

“จะให้ฉันทำยังไง ให้ฉันร้องแรกแหกกระเชอให้คนเขารู้รึว่าโดนแย่งแฟน หรือนายจะให้ฉันตบเนตรจนตายคามือโทษฐานแย่งแฟนชาวบ้าน” เธอหยุดมองรุ่งรุจนิดหนึ่ง ชายหนุ่มได้แต่ทำหน้าเหยเกเพราะแค่นึกก็เลือดสาดแล้ว

“คนอย่างเนตรอัปสรก็เหมือนนางฟ้าเพราะถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี พอเจอกับคนเจ้าชู้ปากหวานแถมใจใหญ่อย่างคุณกลด แม่นางฟ้าผู้แสนบริสุทธิ์ก็เลยหลงมัวเมาจนถอนตัวไม่ขึ้น ถ้าจะโทษก็คงต้องโทษผู้ชายด้วยที่ไม่รู้จักพอ...” หญิงสาวทิ้งทายด้วยความเจ็บใจ

“แต่...คุณรินก็....ทน” ภู่วารินหัวเราะเบาๆแต่ฟังดูเจ็บปวดนัก

“ก็อย่างที่พูดไป นายจะให้ฉันทำยังไงล่ะ อีกอย่างเนตรก็เป็นหลานแม่แขที่ดีกับฉันเหมือนแม่แท้ๆ นายรู้ไหม ฉันเป็นคนแนะนำให้เนตรรู้จักกับคุณกลดด้วยตัวเอง เรื่องนี้ถ้าจะโทษก็ต้องโทษตัวฉันเองนี่แหละที่ไม่รู้จักคนของตัวเองดีพอ” รุ่งรุจรับฟังด้วยความเห็นใจแล้วปล่อยให้หญิงสาวปลดปล่อยเรื่องทุกข์ใจออกมาให้หมด

“นายอาจจะคิดว่าฉันโง่เต็มที ที่ฉันทนอยู่นี่ก็เพราะคำว่ารักเพียงคำเดียว คุณกลดเขาให้สัญญากับฉันว่าเขาจะรักฉันคนเดียว ฉันจะเป็นที่หนึ่งในใจเขาเท่านั้น ไอ้ที่ผ่านๆมานั่น....เขาบอกว่าแค่สนุกชั่วครั้งชั่วคราว” ภู่วารินน้ำตาซึมขึ้นมาอีกรอบ ส่วนรุ่งรุจอยากจะเอาภู่วารินเข้าเครื่องสแกนสมองว่าในนั้นมีอะไรผิดปกติอยู่ไหมถึงได้อดทนเกินคำว่าคนไปมาก เหตุการณ์ดูเหมือนจะผิดคาดเมื่ออยู่ๆภู่วารินก็ปล่อยโฮจนรุ่งรุจทำอะไรไม่ถูก

“แล้วนายรู้ไหม กับเนตร...เขาดูจริงจังกว่าคนอื่นๆ จริงจังน่ะ...นายเข้าใจไหม” เธอสะอึกสะอื้นจนเขาต้องทำอะไรสักอย่าง...นั่นคือการกุมมือของเธอไว้เพื่อให้เธอรับรู้ว่าเขากำลังฟังอยู่

“มีอะไรคุณรินเล่ามาเลยครับ ผมพร้อมรับฟัง”

“เขา...คุณกลดน่ะ ถึงขนาดซื้อบ้าน...ซื้อ...ให้เป็นชื่อเนตร นายคิดดูสิ บ้านทั้งหลังเขาซื้อให้กันได้ พอฉันถามมากเข้าก็...กลายเป็นทะเลาะใหญ่โต เขา...เขาว่าเงินของเขา จะใช้ซื้อ...อะไรให้ใคร ก็...เรื่องของเขา” แม้ใจความจะกระท่อนกระแท่นแต่ก็จับได้ถึงความเจ็บปวดและน้อยใจที่แฟนหนุ่มยอมจ่ายไม่อั้นให้กับผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่คนไกลที่ไหน

“ฉัน...ขับรถตามไปถึงบ้านหลังนั้น แต่หาเท่าไหร่ก็...หาไม่เจอ ไปคาดคั้นเอากับลูกน้องของคุณกลด เขาก็บอกว่าอยู่แถวชานเมือง แล้วแถวนั้น....มันก็มีแต่บ้านจัดสรรเหมือนๆกันไปหมด บางที...พวกนั้นอาจจะหลอกฉันก็ได้ นายคิดดูทั้งโดนหลอกทั้งโดนสวมเขาซึ่งๆหน้า จะด่าว่าโง่เหมือนควายก็ยังเกรงใจควายเลย” พูดจบก็ปล่อยโฮอีกรอบซึ่งรอบหลังกว่าจะหยุดได้ก็ใช้เวลาพักหนึ่ง นายกลดนี่ก็ร้ายพอตัว เขาคงคิดว่ารถยนต์หรูสามารถปิดปากภู่วารินได้ถึงได้ย่ามใจซื้อบ้านให้เนตรอัปสรอีกตั้งหลัง

หลังจากที่ระบายความอัดอั้นจนพอใจแล้วภู่วารินก็พร้อมจะเข้าไปเผชิญหน้ากับทุกคนในห้องซ้อม เธอเดินนำรุ่งรุจมาที่ห้องซ้อมเงียบๆแต่ยังไม่ทันจะถึงครึ่งทางก็เจอนายกลดยืนดักไว้ก่อน

“เห็นรินหายไปนาน ผมเลยอาสาออกมาตาม” เขาพูดโดยไม่มองหน้ารุ่งรุจที่ตามหลังมาด้วยซ้ำ

“ก็...พอดี เอิ่ม...รินคุยอยู่กับรุจเรื่อง...เรื่อง...” หญิงสาวอึกอักเพราะไม่รู้จะโกหกไปว่าอย่างไร ถ้าจะบอกว่าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คนอื่นฟัง นายกลดคงไม่พอใจแน่ๆ

“เรื่องร้องเพลงน่ะครับ คือบางจุดผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ ร้องไม่ได้ดีเสียที ผมก็เลยปรึกษาคุณริน” นายกลดยิ้มเหยียดที่มุมปากเหมือนกับว่าคำโกหกนี้ใช้กับเขาไม่ได้เลยสักนิด

“เรื่องมันคงหนักหนามากสินะ ถึงต้องนั่งกุมไม้กุมมือคุยกันเสียชิดขนาดนั้น”

“มัน...มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะคุณกลด คือ...” ภู่วารินกำลังจะค้าน แต่เหมือนว่านายกลดจะไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

“มันคืออะไรล่ะริน ผมจะบอกให้ว่ามันคืออะไร คุณเอ็นดูไอ้หนุ่มนี่จนออกนอกหน้า อย่างวันนี้คุณก็ช่วยพูดให้จนมันได้ร้องเพลงต่อในวง ทำไมผมจะไม่รู้ว่าคุณสนิทกับมันมากแค่ไหน ไปไหนมาไหนคุณก็ไปกับมัน บางที....เรียกว่าเอ็นดูก็คงจะน้อยไปล่ะมั้ง” หญิงสาวเม้มปากแน่น ทีเขาจะมีเล็กมีน้อยสักกี่คนเธอไม่เคยว่า แต่พอเธอให้ความสนิทกับคนอื่นที่ไม่มีอะไรเกินเพื่อน เขากลับหึงหวงจนขาดสติ

“ถ้าคุณเห็นว่ารินเป็นคนแบบนั้น รินก็คงไม่รู้จะพูดอะไรอีก” พูดจบเธอก็เดินผ่านนายกลดตรงไปที่ห้องซ้อมโดยไม่หันหลังกลับมามองเขาอีก ทิ้งไว้ก็แต่จำเลย แพะ หรือว่ากันชนอย่างรุ่งรุจให้ยืนประจันหน้ากับนายกลดที่จ้องเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น