คัดลอกลิงก์เเล้ว

Date บทหนึ่งแห่งนิยามรัก

โดย Aofatia

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมแต่งขึ้นนะครับ อยากให้ช่วย ติ ด้วยนะครับ

ยอดวิวรวม

215

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


215

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 มี.ค. 50 / 03:55 น.
นิยาย Date ˹觹ѡ Date บทหนึ่งแห่งนิยามรัก | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

                                      

เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 มี.ค. 50 / 03:55


Date

                                  

บทหนึ่งแห่งนิยามรัก

 

   วันนี้อากาศดีจริงๆเล้ย..ฮื้ด...เฮ้อ...~” ผมพูดขึ้น พร้อมสูดอากาศเข้ามาเต็มปอด ด้วยความชื่นใจ

ทันใดนั้น

    ตึกๆ..ตึก..ตึก เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่ง กำลังวิ่งตรงมายังที่ๆ ผมยืนอยุ่

และถ้าเป็นอย่างที่ผมคิด..คนนั้นก็คื......ปึ้ก !!! โอะๆ...โอ๊ย น้ำผึ้งอย่ารัดคอสิ...แค่กๆ ผมพูดพลางพยายามดิ้นให้หลุด

    ปล่อยก็ได้... น้ำผึ้งพูด

    โอย..เฮ้อ~ ค่อยยังโล่งหน่อย ผมพูด

    อ๊อฟเนี่ย อ่อนแอจังเลยน้า ฮิฮิ น้ำผึ้งพูดหยอก

    อ๊ะ..!! ผมอุทานขึ้น แล้วพูดต่อไปว่า แล้วน้ำผึ้งมาหาเรา ถึงบ้านเนี่ยมีอะไรเหรอ

    กะ..กะ..ก็ น้ำผึ้งพูดตะกุกตะกัก

    จะชวนไปเที่ยวอีกล่ะสิ ผมพูดแทรก

    อื้อ... น้ำผึ้งตอบ

    ยังไงก็คงไม่พ้นพวก ห้าง ไม่ก็สวนสนุกอะไรพวกนี้ใช่ม้า ผมพูดเหน็บแนม

    แห่ม...อ๊อฟล่ะก็...ตุ้บ น้ำผึ้งพูดอย่างอายๆ พร้อมตบไปที่หลังของผม

    อ๊อก~~~~” ผมร้องขึ้น อูย..มันเจ็บนะน้ำผึ้ง ผมพูดพลางเอามือลูบหลัง

    อ๊ะ! ขอโทษทีน้า งั้นวันเราไปเดินเล่นกันก็ได้ นะ น้ำผึ้งพูดทั้งที่หน้ายังคงแดงอยู่

    เอ..เอ่อ.. ผมพูดอย่างลังเล

    น้าๆๆ..ไปกันนะ น้ำผึ้งพูดอ้อนด้วยเสียงที่น่ารักกว่าปรกติ

ผมลังเลก่อนจะตอบไปว่า เอ้า...ไปก็ไป พร้อมเอามือออกจากกระเป๋ากางเกง

    ไปกันเถอะ น้ำผึ้งพูดพลางยื่นมือมาจับที่มือของผม

ทั้งผม และน้ำผึ้งเดินจับมือกันไปรอบๆสวนสาธารณะไปเรื่อยๆ ....... ตอนนี้เวลา 17.00 น. ท้องฟ้าก็โปร่งใสน่ามอง ทั้งคู่เดินมาจนถึง เก้าอี้ที่อยู่ด้านนอกสวนสาธารณะ ทั้งสองคนจึงเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวนั้น

แล้วน้ำผึ้งก็พูดว่า อ๊อฟ...หิวน้ำรึป่าว

ผมหันมามองน้ำผึ้งด้วยใบหน้าที่เต้มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะตอบไปว่า ก็นิดหน่อยน่ะ

น้ำผึ้งลุกขึ้นแล้วพูดว่า เดี๋ยวเราไปซื้อมาให้นะ

    ไม่ต้องหรอก ผมพูดขึ้น

    ทำไมล่ะ อ๊อฟ น้ำผึ้งถามด้วยสีหน้า งงๆ

    ก็...เดี๋ยวเราไปซื้อมาให้ก็ได้ ผมตอบน้ำผึ้งด้วยรอยยิ้ม

แต่น้ำผึ้งก็ขัดขึ้น อ๊อฟน่ะ..เดินมาเหนื่อยๆ นั่งพักไปก่อนนะ เดี๋ยวเราไปซื้อให้เอง

    แต่... ผมพูด แต่ยังไม่ทันพูดจบน้ำผึ้งก็แทรกขึ้นมา ไม่ต้องมาแต่เลย...เรารู้นะว่าอ๊อฟไม่สบายน่ะ เพราะเดี๋ยวเราจะไปซื้อให้เอง

ผมมองหน้าน้ำผึ้งแล้วพูดว่า เอางั้นก็ได้ และผมก็ลุกขึ้น แล้วเดินเข้าไปน้ำผึ้งที่ตอนนี้ทำหน้าสงสัย และแล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น จุ๊บ ผมจูบลงที่หน้าผากของน้ำผึ้งที่ตอนนี้หน้าเป็นสีแดงจัด แล้วผมจึงพูดขึ้น ข้ามถนนดีๆล่ะ น้ำผึ้งยิ้มและพยักหน้ารับทั้งที่หน้ายังคงแดงอยู่

.....จากนั้นน้ำผึ้ง ก็เดินข้ามถนนไปซื้อน้ำที่ตู้ขายน้ำ ส่วนผม เดินกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม

และเฝ้ามองน้ำผึ้งที่ยืนซื้อน้ำและกำลังจะข้ามถนนกลับมา ผมละสายตาจากน้ำผึ้งเพื่อดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ

มันป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่ผม เงยหน้าเพื่อมาดูน้ำผึ้งเสียงนึงก็ดังขึ้น

    เอี๊ยดดดดดดด........โครมมมมมมมมมม

ผมมองเห็นร่างของน้ำผึ้งที่ถูกรถชน

ลอยไปข้างหน้าและร่วงลงสู่พื้น แล้วผมก็ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

    น้ำผึ้ง~~” พร้อมกับวิ่งไปหาน้ำผึ้ง

ร่างของน้ำผึ้งนอนจมกองเลือดอยู่กลางถนน ผมอุ้มร่างของน้ำผึ้งขึ้น

แล้วพูดกับน้ำผึ้ง

    น้ำผึ้ง....น้ำผึ้ง...เธอต้องไม่ตายนะ...เดี๋ยวเราจะเรียกรถพยาบาลให้....อย่าเป็นอะไรนะน้ำผึ้ง ผมพูดทั้งน้ำตาที่ไหลพรากลงมาไม่หยุด

จากนั้นผมหันมองไปรอบๆตัว แล้วตะโกนบอกผู้คนที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ

    ช่วยเรียกรถพยาบาลให้ทีครับ....ใครก็ได้....ช่วยทีครับ...

เธอ....เธอ....เธอเสียเลือดมากนะครับ...

ช่วยเรียกรถพยาบาลให้ที...ใครก็ได้~~~” ผมตะโกนสุดเสียงพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด

แต่ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

    ไม่เป็นไรนะ นั่นเป็นเสียงของชายวัย 30ปีคนหนึ่ง

ตะโกนดังมาจากผู้คนที่อยู่รอบๆ ฉันเรียกรถพยาบาลให้เธอแล้ว

ไม่ต้องห่วง อีกเดี๋ยว รถพยาบาลจะมาถึง ใจเย็นๆ เพื่อนเธอ จะต้องปลอดภัยแน่นอน ชายคนนั้นพูด

    ขอบคุณครับ....ขอบคุณมากครับ..

.ขะ..ขอบคุณจริงๆ ผมพูดขอบคุณชายคนนั้นทั้งน้ำตา

    ไม่เป็นไร ชายคนนั้นพูดก่นจะเดินหายไป

หลังจากนั้นไม่นาน รถพยาบาลก็มาถึงที่เกิดเหตุ

แล้วนำตัวน้ำผึ้งส่งโรงพยาบาล ในระหว่างทางไปดรงพยาบาลนั้น ผมคอยพูดให้กำลังใจน้ำผึ้งตลอดทาง

ในขณะที่น้ำผึ้งเริ่มหายใจถี่และกระชั้นขึ้นทุกที

ผมเริ่มบีบมือน้ำผึ้งแน่นขึ้น แล้วพูดให้กำลังใจต่อไปทั้งๆที่น้ำตายังคงไหลรินลงมาตลอกเวลา

เมื่อรถมาถึงโรงพยาบาล นายพยาบาล สองคน รีบพาตัวน้ำผึ้งที่นอนอยู่บนเตียงตรงไปยัง

ห้องผ่าตัด โดยเร็วที่สุด ผมวิ่งตามอยู่ข้างๆ

ผมก้มตัวลงต่ำไปข้างหมอนของน้ำผึ้งเพื่อให้กำลังใจ

แต่เพียงแค่ชั่วอึดใจก่อนถึง ห้องผ่าตัด

น้ำผึ้งพูดข้างๆหูของผม ....เรารักนาย นะ... ด้วยเสียงที่แผ่วเบา

แล้วน้ำผึ้งก็ผ่านเข้าประตูห้องผ่าตัดเข้าไป นางพยาบาลสองคนรั้งตัวผมเอาไว้เมื่อเห็นผมที่กำลังจะวิ่งเข้าไปในห้องผ่าตัดด้วย

ดังนั้นผมจึงตะโกนบอกน้ำผึ้งก่อนที่ประตูจะปิดลง น้ำผึ้ง~~

ระ--เราก็รักเธอ~~~~~” มันเป็นเสียงที่ออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบหน้าผมในตอนนี้

แล้วผมก็ยืนพิงที่กำแพงและทรุดตัวลงนั่งกับพื้นที่เป็นสีขาว

มันดูตัดกับสีเสื้อของผมในตอนนี้ที่เต็มไปด้วยคราบเลือด เมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที

พ่อและแม่ของน้ำผึ้งก็มาถึงโรงพยาบาล และวิ่งมาหาผมด้วยสีหน้าซีดเผือด

แล้วพ่อของน้ำผึ้งก็ถามขึ้น มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เล่าให้พ่อฟังสิ

ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถึงแม้มันจะเป็นเสียงตะโกน แต่มันสื่อถึงอารมณ์ที่รู้สึกสงสาร

ผมเงยหน้า ที่ตอนนี้มีเพียงคราบน้ำตาและตาที่แดงก่ำ

ขึ้นมองพ่อและแม่ของน้ำผึ้ง แล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง ก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้วยเสียงที่ฟังดูเศร้า.........

.......หลังจากที่ผมเล่าจบ หมอคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องผ่าตัด ก่อนที่พ่อและแม่ของน้ำผึ้งจะทันสังเกตุเห็น

ผมวิ่งตรงเข้าไปหาหมอคนนั้น แล้วถามขึ้นเสียงดัง น้ำผึ้ง~~~น้ำผึ้งงเป็นยังไงมั่งครับ

พ่อแม่ของน้าผึ้งหันมามองที่ๆผมกับหมอยืนอยู่ แล้วเดินเข้ามาหา

    อาการของเธอเป็นยังไงมั่งครับ ผมถามซ้ำเมื่อเห็นหมอยืนก้มหน้าอยู่

หมอเงยหน้าขึ้นมองผม และส่ายหน้าก่อนจะตอบ เอ่อ--

    ไม่เป็นไรหรอก พ่อของน้ำผึ้งพูดขึ้นเพื่อกลบเสียงของหมอ น้ำผึ้งต้องไม่เป็นไรแน่..

..เธอกลับบ้านไปก่อนเถอะนะ

    แต่-- ผมพูด

    ไม่ป็นไรหรอก...เธอกลับบ้านไปก่อนเถอะ พ่อของน้ำผึ้งพูดขึ้นเพื่อตัดบท ถ้ามีอะไรเดี๋ยวฉันจะ

โทรศัพท์ไปบอกเอง พ่อของน้ำผึ้งพูดพร้อมวางมือลงบนไหล่ของผม

    ครับ ผมตอบ แล้วจึงเดิน ออกไปจากโรงพยาบาลด้วยท่าทีเศร้าโศก

หลังจากที่ผมเดินพ้นสายตาไปแล้ว

พ่อของน้ำผึ้งจึงถามหมอไปว่า แล้วอาการลูกผมเป็นยังไงมั่งครับ

หมอมองหน้าคุณพ่อ และขยับแว่นก่อนจะตอบ อาการของ.......

 

  

    ผมกลับมาแล้วครับ! เสียงของ ผมดังขึ้น

 

ผมเดินกลับมาถึงบ้านแต่ที่บ้านนั้นไม่มีเสียงขานรับออกมา แล้วผมจึงเดินเข้าไปที่

ห้องรับแขก แล้วเปิดไฟ แล้วจึงพบว่าไม่มีใครอยู่เลยซักคนเดียว มีแต่สายลมเฉื่อย

พัดผ่านอย่างช้าๆ

 

    อืม...ใช่สิวันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านนี่นา ผมพูดกับตัวเองด้วยเสียงที่ซึมเศร้า

 

ในตอนนี้ผมไม่มีความคิดอื่นอยู่เลยนอกจากได้แต่นั่งเฝ้าคอย โทรศัพท์ อยู่ที่ห้องนอน

บนโต๊ะหนังสือของตัวเอง ผมเฝ้ารอคอยไปเรื่อยๆอย่างนี้ แต่เวลานี้มันช่างเดินไปช้า

เสียเหลือเกินในความรู้สึกของผม แล้วก็ฟุบหลับไป แต่ทันใดนั้นเอง

 

    กริ๊ง!!!!....กริ๊งๆๆ!!! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

 

ผมสะดุ้งตื่นแล้วรีบคว้าโทรศัพท์นั้นทันทีที่ผมรู้ตัว

 

    อะ..อะ..อะ..อาการของน้ำผึ้งเป็นยังไงมั่งครับ ผมถามทันทีที่โทรศัพท์ถึงหู

    อะไรนะ...อ๊อฟนี่แม่เองนะ  แม่จะโทรมาบอกว่าวันนี้แม่กับพ่อ จะค้างที่บ้านญาตินะไม่

     ต้องรอนะ  ส่วนเรื่องอาหารเย็นก็อยู่ในตู้เย็น อุ่นเอานะลูก แม่บอกกับผม

พลางสงสัย

    ครับแม่ ผมตอบอย่างเศร้าๆ

    เป็นอะไรรึป่าว เสียงฟังดูแปลกๆนะ แล้วอาการน้ำผึ้งทำไมเหรอ แม่ของผมถามขึ้น

    ปะ..เปล่าครับไม่มีอะไรหรอกครับ ผมสบายดี แค่นี้นะครับสวัสดีครับ เมื่อพูดจบผมก็วาง

สายทันที

 

หลังจากวางโทรศัพท์ ผมเดินลงบันไดไป แล้วตรงไปยังอ่างล้างหน้า ผมล้างหน้าที่มีคราบ

เลือดและน้ำตาออก แล้วส่องกระจกอยู่พักหนึ่งแล้วจึงเดินไปที่โต๊ะตัวเดิมเพื่อที่จะรอโทรศัพท์

จากพ่อของน้ำผึ้ง จนเวลาผ่านไป เรื่อย จนตอนนี้เวลา 3 : 35 น. แล้วผมก็หลับไป

 

    น้ำผึ้ง!!!!!!!!!!!!!!!!  ผมตะโกนขึ้น

 

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วก็พบกับตัวเองที่บัดนี้นอนอยู่บนพื้นห้อง ผมรีบลุกขึ้นมาคว้านหา

นาฬิกกาเพื่อจะดูเวลา

 

    ตายล่ะ 7โมงครึ่งแล้ว สายแน่ๆ ผมพูดขึ้นพลางรีบไปอาบน้ำ

 

ในตอนนี้ผมลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานไปหมดแล้วและนึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียง

ความฝัน ที่ทำให้ตัวเองสะดุ้งตื่นขึ้นมา หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ผมก็รีบวิ่งออกไปจาก

บ้าน พร้อมกับ ขนมปัง1แผ่นและนม1ขวด เมื่อวิ่งจนถึงทางแยกไปบ้านของน้ำผึ้ง ผมก็

เอะ ใจขึ้นมาว่าทำไมน้ำผึ้งถึงยังไม่มา แต่ผมก็คิดว่าน้ำผึ้งอาจจะไปถึงก่อนแล้วก็ได้

หลังจากพิธีเคารพธงชาติเสร็จสิ้นลง ผมก็วิ่งมาจนถึงห้องเรียนพอดี

 

    แฮ่ก...แฮ่ก...อะ...อะ..อาจารย์ครับ ขะ....ขะ..ขออนุญาตเข้าห้องครับ..แฮ่ก...แฮ่ก.... 

ผมพูดขึ้นหลังจากมาถึงหน้าห้องเรียน

 

ผมไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา ผมจึงเดินไปที่โต๊ะของตัวเอง และมองหาน้ำผึ้งแต่ก็ไม่เห็นเธอ

แล้วผมจึงเริ่มรู้สึกว่า บรรยากาศในห้องนั้นแปลกๆไปตั้งแต่ผมมาถึง

 

   นักเรียนทุกคน   อาจารย์มีเรื่องจะประกาศ แต่ทุกๆคนคงจะรู้กันแล้วจากพิธีเคารพธง

     ชาตินะ  อาจารย์พูดออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขึม

 

ไม่มีเสียงขานรับใดๆ ดังออกมากนักเรียนในห้อง มันยิ่งทำให้ผมเริ่มสงสัยเข้าไปทุกที

แล้วผมจึงตัดสิ้นใจยกมือ แล้วลุกขึ้นยืน

 

    มีเรื่องอะไรเหรอครับอาจารย์  ผมถามอาจารย์ด้วยเสียงปกติ แต่ก็ยังนึกสงสัยอยู่

    อืม...คงจะมีเธอคนเดียวสินะที่ยังไม่รู้ งั้นอาจารย์จะขอประกาศ ซ้ำอีกครั้งนึงนะ..คือ..

      เมื่อเช้านี้มีผู้ปกครองของ น.ส.สายวารี นักเรียนในห้องเราม -- อาจารย์พูด

     นั่น...น้ำผึ้งนี่ครับ  ผมพูดแทรกขึ้นมา เอ่อ..ขอโทษครับ ผมกล่าว

     อือ..ไม่เป็นไร อาจารย์จะประกาศต่อล่ะนะ  ผู้ปกครองของ น.ส.วารี นักเรียน

      ห้องเรา เข้ามาบอกเรื่องๆ หนึ่งกับอาจารย์ ซึ่งเธอ นาย พัชระ เธอน่ะน่าจะรู้ดีที่

      สุดนะ   อาจารย์พูดค้างไว้

      เอ่อ..ผมเหรอครับ ไม่นี่ครับ  ผมตอบอย่างนึกสงสัย

     

บรรยากาศในของอึมครึมขึ้นกว่าเดิม เมื่ออาจารย์ทำท่าจะประกาศต่อ ในตอนนี้อ็อฟยิ่งสงสัย

หนักขึ้นไปอีกยิ่งกว่าตอนแรก เพราะตัวเองนั้นจำอะไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวาน

 

     งั้นเหรอ..อืองั้นประกาศต่อเลยนะ อาจารย์พูดขึ้น

     ผู้ปกครองของ น.ส.วารี มาบอกว่าเมื่อวาน น.ส.วารีได้ประสบอุบัติเหตุรถชน

       แล้ -- อาจารย์หยุดชะงัก

     ชะ...ใช่แล้ว..ใช่แล้ว....มะ...เมื่อวานนี้ นะ...น้ำผึ้ง ถูกรถชน ฮึก~ฮึก~และ...แล้วอาการ

       ของน้ำผึ้งเป็นยังไงมั่งครับอาจารย์ ผมพูดแทรกอาจารย์ขึ้นพร้อม ถามอาจารย์ทั้งน้ำตา

 

ในตอนนี้ผมจำเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ได้อย่างชัดเจน หลังจากที่อาจารย์พูดขึ้น

ราวกับว่า เรื่องราวเมื่อวานที่จิตใจของผม ปิดล็อคมันเอาไว้ ถูกปลดออก ทำให้ผมนึกถึง

เรื่องที่ตัวเองอยากจะให้เป็นแค่เพียงความฝัน แต่มันกลับกลายเป็นความจริง

 

    ผู้ปกครองของ น.ส.วารี บอกว่าตอนนี้ น.ส.วารี เสียชีวิต แล้วตอนนี้

      ครอบครัวของเธอก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาจารย์

     เสียใจด้วยนะ พัชระ เสียใจด้วยจริงๆ  อาจารย์ประกาศจบ พร้อมทั้งพูดปลอบ

 

ผมยังคงยืนอยู่แล้วน้ำตานั้นไหลอาบหน้า แล้วก็นึกถึงเรื่องนี้ย้อนกลับไป เรื่อย และยัง

ไม่อยากที่จะยอมรับว่ามันจะเป็นเรื่องจริงจนกระทั่ง

 

    ฉันรักเธอ ผมพูดขึ้น ด้วยเสียงที่เศร้าสร้อยและแผ่วเบา

 

ในตอนนั้นเองนักเรียนในห้องต่างก็เริ่มส่งเสียงงึมงัมขึ้นดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ในหูของผม ในตอนนี้นั้นไม่ได้ยินเสียงอื่นใดเลยนอกจาก เสียงที่แผ่วเบาของน้ำผึ้งคำนั้นที่ยังคงดังก้องอยู่

ในหูของผม

 

    ฉันรักเธอ  นั่นน่ะ...นั่นน่ะ เป็นเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน  จากปากของน้ำผึ้ง ผมตะโกน

ออกมาทั้งน้ำตา

                                         อวสาน

                              ------------------------------------------------------------------------

                                   

                                              The End

Date

 

บทหนึ่งแห่งนิยามรัก

 

ผลงานอื่นๆ ของ Aofatia

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น