อุบัติรัก กักหัวใจ

ตอนที่ 6 : พ่อแง่แม่งอน!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 มิ.ย. 56

บทนี้... รักกันแบบหยิกแกมหยอก ถ้าไม่รักจริงทำไม่ได้นะเนี่ย หนูจันทร์ฝากมาบอกค่ะ

ริตาพร


บทที่ 5

 

 

            ปัง ปัง!

            “กรี๊ดดดด! อย่าทำพี่เจมส์ของฉันนะ”

            ภากรขมวดคิ้วเข้าหากัน ละสายตาออกจากหน้าจอแท็บเล็ต เงยหน้าขึ้นมองไปทางประตูห้องเมื่อได้ยินเสียงตะโกนดังออกมาจากห้องฝั่งตรงข้าม พอเสียงเงียบไป เขาจึงสนใจงานตรงหน้าต่อ

            ช่วงนี้งานของชายหนุ่มค่อนข้างยุ่ง เนื่องจากทางบอร์ดผู้บริหารมีความเห็นรวมกันให้ปรับงานด้านบริการของโรงแรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการให้บริการและส่วนบริการต่างๆ ภายในโรงแรม ทำให้เขาต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่าจนต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้าน

            “พี่เจมส์สู้ๆ อ้ากกก!

            ภากรชะงัก เริ่มหงุดหงิดกับเสียงไม่พึงประสงค์ มองดูเวลาบนหน้าจอแท็บเล็ตจึงเห็นว่าล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงคืน เขาตัดสินใจปิดหน้าจอนั้น แล้วลุกขึ้นไปหาเจ้าของต้นเสียงอย่างคาดโทษ

            ในขณะนั้นคนที่ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองกำลังนั่งดูเจมส์บอนด์ ภาคล่าสุด อย่างเมามัน จันทร์ประดับจดจ้องที่หน้าจอแอลซีดีตาไม่กระพริบ ในจอบอนด์กำลังต่อสู้กับพวกนักฆ่าไล่ล่ากันอย่างดุเดือด กระตุ้นให้อะดรีนาลีนในตัวพุ่งกระฉูด

            หญิงสาวชอบดูชอบหนังแนวสายลับแอคชั่นบู๊ล้างผลาญเป็นชีวิตจิตใจ เวลาเครียด คิดงานไม่ออก จันทร์ประดับมักจะดูหนังแนวนี้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนคอลัมน์เสมอ   

            “เอาเลย อย่างนั้นแหละ” หญิงสาวตะโกนเต็มเสียงเมื่อพระเอกขวัญใจกำลังได้เปรียบคู่ปรับ

            ก๊อก ก๊อก!

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นและไม่มีเค้าว่าจะหยุด จันทร์ประดับชะงัก มองไปที่ประตูห้องอย่างหงุดหงิด ก่อนตัดสินใจกดรีโมทพักหนังไว้ แล้วก้าวลงจากเตียงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์สุดๆ

            “หน็อย ใครกันบังอาจมาพรากหนูจันทร์ออกจากพี่เจมส์ ถ้าเจอนะแม่จะด่าเปิงเลย”

            ระบายอารมณ์เสร็จ ก็กระชากประตูห้องออกทันที จันทร์ประดับที่อยู่ในห้วงอารมณ์โมโหถึงกับอ้าปากค้าง ยิ้มทั้งหน้าและปาก เมื่อเห็นหน้าแขกกิตติมศักดิ์ ก่อนเปลี่ยนโหมดเป็นสาวสวยทรงเสน่ห์

            “อุ๊ย! นึกว่าใครไหน ที่แท้ก็คุณสามีนี่เอง มีอะไรให้ภรรยารับใช้เหรอคะ”

            จันทร์ประดับลากเสียงหวาน พิงขอบประตู แอ่นสะโพก พลางสะบัดผมยาวสีน้ำตาลเงางามเป็นคลื่นลอนนิดๆ ไปข้างหลัง ดวงตากลมโตประกายวิบวับ

            ภากรตีหน้าไม่ถูกยามทอดมองคนเป็นภรรยาที่สวมชุดนอนสายเดี่ยวสีครีมของวิคตอเรีย ซีเคร็ท บวกกับกลิ่นชมพู่อ่อนๆ ทำเอาเขารู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แต่ท่าทางแอ๊บเซ็กซี่ที่ดูมากเกินกว่าเหตุทำให้เขาเกือบหลุดขำ

            “จะยืนค้างอีกนานไหม”

            เสียงตำหนิบวกกับสายตาว่างเปล่าของชายหนุ่มทำเอาจันทร์ประดับหน้าร้อนผ่าว ในใจเริ่มหงุดหงิด เมื่อเขาไม่มีท่าทีสนใจสะพานที่เธอทอดให้เลยสักนิด

            “นี่คุณไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”

            จันทร์ประดับมองชายหนุ่มอย่างสังเกต แต่สีหน้าราบเรียบจับความรู้สึกยากนั้นทำให้เธอแน่ใจว่าเขาไม่รู้สึกอะไรจริงๆ

            “แล้วจะให้ผมรู้สึกอะไรล่ะ”

            “เชอะ ไม่โรแมนติกเอาซะเลย มีอะไรก็รีบๆ พูดมา” หญิงสาวกอดอก เชิดหน้าขึ้น เมินไปอีกทาง

            “ดึกป่านนี้แล้วทำไมยังไม่นอน”

            จันทร์ประดับตาวาว จ้องมองคนถามหน้าบาน

            “นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เป็นห่วงกันนี่เอง กลัวว่าฉันนอนดึกแล้วจะไม่สวยล่ะสิ”

            ภากรยิ้มบางๆ ทำเอาจันทร์ประดับอายม้วน หากคำตอบต่อมาถึงกับหุบยิ้มไม่ทัน

            “เปล่า ผมแค่จะมาบอกว่าคุณสมควรนอนได้แล้ว เพราะเสียงแปร๋นๆ ของคุณทำให้ผมไม่มีสมาธิทำงาน ราตรีสวัสดิ์”

            จันทร์ประดับเอ๋อประมาณสิบวินาที

             ปัง! ร่างสูงโปร่งหายไปพร้อมกับเสียงปิดประตูดังก้อง จันทร์ประดับจึงสะดุ้งตัวตื่นจากภวังค์ ปรายตามองประตูฝั่งตรงข้ามดวงหน้าแดงก่ำด้วยความอาย

            “ตาบ้าฉันไม่ใช่ช้างซะหน่อย”

            เธอกระเง้ากระงอด เอื้อมมือปิดประตูห้อง เดินกระแทกส้นไปนั่งหน้าเตียง ภาพนิ่งบนจอที่มีพระเอกขวัญใจกำลังขับรถสุดเท่ห์ไม่อาจดึงอารมณ์ขุ่นมัวให้ลดลงได้สักนิด จันทร์ประดับตัดใจปิดทีวีกับเครื่องเล่นดีวิดีแล้วทรุดนั่งลงตามเดิม หันซ้ายขวา หาที่ระบายอารมณ์ สายตาจึงปะทะเข้ากับนิตยสารสีสันสะดุดตาเล่มหนึ่งเข้า ดวงตากลมประกายขึ้น เมื่อคิดบางอย่างออก

            หลังจากที่อ่านบทความพิเศษ กระบวนท่าเผยไต๋ผู้ชายนะยะ และเสียเวลานั่งอ้าปากค้างกับบทสำบัดสำนวนของคนเขียนประมาณหลายวินาที จันทร์ประดับจึงโดนแมรี่คะยั้นคะยอให้ตามติดพฤติกรรมของภากรเพื่อพิสูจน์ว่าชายหนุ่มเป็นเกย์รึเปล่าโดยทำตามหนังสือ ในตอนนั้นหญิงสาวลังเลเพราะเธอมีงานประจำอยู่แล้ว แต่เมื่อได้เห็นท่าทางห่างเหิน เมินใส่ความสวยที่สุดแสนภูมิใจถึงสองครั้งติดกันซ้อนแบบนี้ เธอรับไม่ได้!

            “คิดจะเมินกันแบบนี้ อย่าหวังว่าหนูจันทร์จะยอม”     

 

            เมื่อกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง ภากรก็จัดการเคลียร์พื้นที่บนโต๊ะทำงาน เขาใช้เวลาประมาณห้านาทีก็จัดเอกสารเสร็จเรียบร้อย ในจังหวะที่ชายหนุ่มกำลังก้าวขึ้นเตียงนอนเตรียมพักผ่อนเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

            ก๊อก ก๊อก!

            ภากรเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนัง แล้วกระตุกยิ้มเหยียดเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา

            มาได้จังหวะจริงๆ !

            ไวเท่าความคิด เขาเดินไปเปิดประตูทันที

            “จะมาอ่อยอะไรผมอีกล่ะ”

            คนถูกหลอกด่ารอบสองเกือบหน้าเหวอ ดีที่เตรียมตัวมาอย่างดีจึงยังไม่หลุดมาด จึงยิ้มยั่วแบบกวนโอ๊ยให้เจ้าของห้อง

            “แต่คุณก็เปิดประตู” จันทร์ประดับสวนกลับทันทีที่หาจุดยืนได้

            คนโดนตอกกลับขบกรามแน่น มองคนที่กำลังยักคิ้วหลิ่วตาให้อย่างอดกลั้น

            “บังเอิญว่าผมเป็นคนมีมารยาท”

            แรง! ผู้ชายอะไรปากจัดไม่แพ้ผู้หญิง

            จันทร์ประดับเข่นเขี้ยวในใจ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด

            “บังเอิญฉันก็อยากใช้สิทธิ์ความเป็นภรรยาเหมือนกัน”

            ภากรหน้าตึง จันทร์ประดับรู้ทันจึงรีบดักทาง

            “อย่าพึ่งโวยวายนะ  ฟังฉันให้จบก่อน” เมื่อเห็นชายหนุ่มไม่ว่าอะไร หญิงสาวจึงรีบพูดเจตนาของตัวเองทันที   “ฉันก็แค่จะมาบอกว่าพรุ่งนี้ฉันจะขอไปทำงานกับคุณที่โรงแรมด้วย ตกลงไหม”

            “ผมไม่อนุญาต”

            จันทร์ประดับตาโต ตวัดมองคนหน้าขรึมอย่างไม่เข้าใจ

            “ทำไมฉันถึงไปทำงานกับคุณไม่ได้”

            “คุณไม่มีคุณสมบัติ”

            หญิงสาวแทบเต้นกับคำสบประมาทแบบกำปั้นทุบดินของเขา

            “พูดผิดพูดใหม่ได้นะ สวยๆ อย่างฉันเป็นพนักงานต้อนรับได้สบาย”

            ภากรนิ่งคิด ไม่เข้าใจว่าทำไมจันทร์ประดับถึงอยากมาทำงานกับเขามากขนาดนี้ จริงที่ว่าเธอสวย มีเสน่ห์ เหมาะกับงานบริการอย่างมาก แต่นิสัยมั่นใจในตัวเองสูงและไม่ยอมใคร ที่เขาสังเกตเห็นบ่อยๆ นั่นทำให้เธอเสียคะแนนจนติดลบ

            “ผมว่าคุณควรเลิกเล่นเป็นเด็กๆ ได้แล้ว ค่าจ้างที่ผมให้คุณน่าจะพอแล้วนะ”

            “ฉันกำลังคืนกำไรให้คุณไง น่านะ ฉันรู้สึกไม่สบายใจเลยที่รับเงินเดือนคุณแต่ไม่ได้ทำงานให้คุณสักนิด ขอร้องล่ะ อย่าทำให้ฉันรู้สึกผิดกว่านี้เลย” จันทร์ประดับตีหน้าเศร้าเล่นบทดาวพระศุกร์ผู้น่าสงสาร ช้อนตามองภากรเปี่ยมประกายหวัง จนคนถูกอ้อนต้องเมินหน้าหนี

            “เอาเป็นว่าผมจะคิดดูอีกทีก็แล้วกัน คุณกลับไปนอนเถอะ”

            “แต่...” จันทร์ประดับยังดื้อแพ่ง ภากรจึงปรามด้วยสายตาเฉียบดุ

            “เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” เธอรับเสียงอ่อย

            “ราตรีสวัสดิ์ หวังว่าคืนนี้คงไม่มีความบังเอิญรอบสอง”

            พูดจบชายหนุ่มก็ปิดประตูทันที หญิงสาวอ้าปากค้างรู้สึกเหมือนโดนตบหน้า ดวงหน้าสวยเริ่มแดงสลับเขียว ก่อนกระแทกเสียงไล่หลังคนอ้างตัวว่ามีมารยาทอย่างเข่นเขี้ยว

            “ไม่ว่าคุณจะคิดยังไง ฉันจะทำให้คุณเปลี่ยนใจให้ได้ คอยดู”

            ว่าจบหญิงสาวก็สะบัดตัวเดินหนีกลับห้องทันที ทิ้งให้คนฟังคิดตามอย่างขนลุกขนพอง

           

            เวลาเที่ยงคืนเศษ แสงโคมไฟในห้องนอนสีครีมยังสว่างจ้า หญิงสาวบนเตียงพลิกตัวไปมา ในใจร้อนรุ่มจนไม่อาจข่มตาหลับ

            อิงฟ้าก้าวลงจากเตียง วาดเท้าไปยืนพิงกรอบหน้าต่าง เบือนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่เวิ้งว้างไร้แสงดาวแต่งแต้ม หากดวงหน้านวลมีอันซับสีระเรื่อ เมื่อไพล่คิดถึงเจ้าของเสี้ยวหน้าคมสะดุดตา จึงเผลอยกมือแตะริมฝีปากอย่างลืมตัว รอยอบอุ่นนั้นยังติดตราตรึงที่เรียวปาก จนหญิงสาวนึกโกรธตัวเองที่เผลอใจเต้นไปกับสัมผัสอ่อนโยนนั้น

            อิงฟ้าสะบัดศรีษะ พยายามลบรอยภาพวาบไหวออกไปจากระบบสมอง จึงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติภายในห้อง จนกระทั่งม่านหน้าต่างสีเปลือกไข่ถูกปิดด้วยมือหนา

            หญิงสาวสะดุ้งตัวตื่นจากภวังค์ ผละออกจากกรอบหน้าต่าง ตัวชาววาบ เมื่อสายตาปะทะเข้ากับเสี้ยวหน้าคมที่ทำให้เธอนอนไม่หลับ

            “คุณ!

            “ยังไม่นอนอีกเหรอ”

            อิงฟ้ายังอึ้งไม่หาย

            “คุณเข้ามาได้ยังไงคะ”

            หัสดินผ่อนลมหายใจแผ่วเบา เมื่อสบกับแววตาที่ฉายชัดด้วยความสับสน เขาเห็นชัดเจนว่าวูบหนึ่งในดวงตาเธอคือ... หวาดกลัว

            “คุณไม่ได้ล็อกประตู”

            คำตอบของชายหนุ่มทำให้คนขี้ระแวงพวงแก้มแดงก่ำ อิงฟ้าวางหน้าไม่ถูก นึกโกรธตัวเองที่สะเพร่าจนได้เรื่อง

            “คุณยังไม่ไว้ใจผมใช่ไหม?

            “คือฉัน... ฉันไม่รู้”

            อิงฟ้าเกิดอาการลิ้นพันกันจนพูดไม่ออก ดวงตาคู่สวยไหววูบประสานนิ่งกับเจ้าของคำถามอย่างค้นหา ความสับสน ไม่มั่นใจ และหวาดระแวง ประดังเข้ามาให้นึกหวั่นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายหนุ่มเพียงลำพังอีกครั้ง

            สามี! คำๆ นี้ยังก้องอยู่ในหู

            แต่ทำไมเธอถึงไม่คุ้นเอาซะเลย พบแต่ความว่างเปล่า แต่มันมีความรู้สึกบางอย่างแฝงเร้นอยู่ที่บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร ถ้าไม่ติดที่ว่าดวงตาคมสีน้ำตาลช่างคุ้นเคยนัก เธอคงปักใจเชื่อคำพูดของเขาได้มากกว่านี้

            นอกจากแม่บ้านที่เข้ามาดูแลเรื่องอาหารและความเรียบร้อยภายในห้อง เธอก็ไม่ได้เจอใครอีกนอกจากหัสดิน ราวกับมีคนจงใจทำให้มันเป็นเช่นนั้น  หญิงสาวพยายามมองโลกในแง่ดีว่าที่นี่คือบ้าน คือครอบครัวของเธอ แต่เบื้องลึกกลับบอกว่า...มันไม่จริง!

             หัสดินกลัวว่าอาการปวดศรีษะของอิงฟ้าจะกำเริบ จึงสืบเท้าเข้าไปใกล้ ยกมือเรียวข้างหนึ่งขึ้นมาลูบปลอบประโลม หญิงสาวขัดขืนในตอนแรก แต่เมื่อสบกับแววตาจริงใจไร้การคุกคาม ก็ยอมยืนนิ่งๆ เลิกขัดขืนในที่สุด รอยยิ้มบางๆ จึงปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากหยัก

            “คุณจะกลัวผมทำไม ในเมื่อผมเป็นสามีคุณ คุณคือภรรยาของผม เป็นพ่อแม่ของลูกน้อยของเรา”

            “ลูก!

            อิงฟ้าอุทานเสียงแผ่วเบา ดวงตาเบิกกว้าง ยกมือกุมหน้าท้องอัตโนมัติ หัสดินยิ้มขำ นึกอยากแกล้งคนขี้ตกใจอย่างเอ็นดู

            “ใช่ ลูกของเรา”

            หญิงสาวรู้สึกราวกับโดนไฟช็อต ขนลุกซู่

            “ฉัน... ตอนนี้ฉันท้องอยู่เหรอคะ” เสียงของเธอขาดหาย แววสับสนระริกไหวอยู่ในดวงตาคู่สวย หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด

            “คงใช่... ถ้าคืนนี้เรานอนด้วยกันนะ”

            “คุณ”

            ดวงหน้าสวยเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับซีดทันทีที่ได้ฟังคำเฉลยของคนเจ้าแผนการ เธอทำตาเขียวใส่ สะบัดมือออกจากมือหนา แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น กระบอกตาร้อนผ่าว

            ทำไมเขาต้องล้อเล่นกับเธอแบบนี้ด้วย!

            แววตาที่สับสนเหมือนคนหลงทางคู่นั้น บวกกับร่างแบบบางสั่นน้อยๆ ทำเอาหัวใจชายหนุ่มหล่นวูบ จึงรวบร่างหญิงสาวเข้ามากอด กดศรีษะเธอให้ซบกับอกกว้างและลูบเส้นผมนุ่มสวยที่แผ่กระจายตามแผ่นหลังอย่างอ่อนโยน

            “ผมขอโทษ อย่าโกรธเลยนะคนดี”

            คนถูกฉวยโอกาสนิ่งค้าง ดวงตาเบิกกว้าง สมองคว้าง เมื่อได้ยินคำขอโทษจากปากอีกฝ่าย บวกกับกิริยาอันอ่อนโยนทำให้เธอผ่อนคลายลง เผลอกอดตอบเขาด้วยหัวใจอ่อนล้า เขาเปรียบเสมือนเทวดาในคราบซาตานที่ปลุกพลังชีวิตเธอขึ้นมาใหม่ หากในเวลาต่อมาก็ฉุดคร่าชีวิตเธอไปในพริบตาเช่นเดียวกัน

            เธอไว้ใจเขาได้จริงๆ ใช่ไหม?

            “คนบ้า คนใจร้าย!” เธอเผลอทุบแผ่นหลังแกร่งอย่างลืมตัว

            ความเงียบปกคลุมห้องสีครีมอีกครั้ง ไม่มีคำพูดๆ ต่อกันอีก มีเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบาก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงครางเล็กๆ คล้ายเจ็บปวด หัสดินรีบดันตัวหญิงสาวออกมาเพื่อดูอาการให้แน่ชัด จึงเห็นว่าดวงหน้างามนั้นเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา เธอนิ่วหน้า เม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกปวดหนึบที่ศรีษะ จนต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมขมับ

             “คุณปวดหัวเหรอ นอนพักเถอะ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวผมหายาให้ทาน”

            ชายหนุ่มประคองหญิงสาวที่มีอาการเบลอๆ ไปที่เตียงนอน ดันไหล่ให้เธอนั่งลงที่เตียงนอน แล้วเอื้อมมือไปหยิบยาแก้ปวดในชั้นวางของมุมหัวเตียงพร้อมกับรินน้ำใส่แก้วมาให้เธอ พอหญิงสาวกินยาเสร็จ เขาก็ดันไหล่บอบบางเอนนอนลงราบกับพื้นเตียงแล้วจัดการห่มผ้าให้เสร็จสรรพ

            “ขอบคุณค่ะ”

            เธอมองเขาแวบหนึ่งก่อนพลิกกายหนี ข่มตาหลับลง ปิดกั้นตัวเองออกจากโลกภายนอก

            หัสดินยืดตัวกลับมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เขายังนั่งมองร่างแบบบางซึ่งนอนหันหลังให้ เสียงลมหายใจดังสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเจ้าหล่อนหลับสนิทแล้ว ทิ้งความรู้สึกบางอย่างกดทับหัวใจชายหนุ่ม

            ...ไม่ว่าชะตาหรือฟ้าลิขิต?

            ...หลังจากนี้เขาจะเป็นคนกำหนดชีวิตของเธอเอง!

.............................................

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #14 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2556 / 20:22
    แบบนี้มัดมือชกนี่
    #14
    0