อุบัติรัก กักหัวใจ

ตอนที่ 9 : คืนเดียวกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 144
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 ก.ค. 56

บทนี้ใครชอบความน่ารักของพระ-นางของเรา ก็แอบสะกิดบอกริตาพรได้นะคะ


บทที่
8

 

                หลังจากทานข้าวมื้อเย็น ตบท้ายด้วยของหวานที่คุณภาวินีทำเองสุดฝีมือเพื่อรับขวัญลูกสะใภ้ ราวสองทุ่มเศษ ภากรกับจันทร์ประดับจึงลากลับ เมื่อทั้งคู่ก้าวขึ้นรถหรูของชายหนุ่ม บรรยากาศคุกรุ่นก็เข้ามาแทนที่ความเย็นของเครื่องปรับอากาศทันที 

                “คุณต้องการอะไรกันแน่”

                จันทร์ประดับประดับชะงัก ขณะหย่อนสะโพกลงเบาะนั่ง กลอกลูกตาไปมา พอคาดเข็มขัดนิรภัยเสร็จ จึงให้ความสนใจกับเจ้าของคำถามอีกครั้ง

                “คุณหมายถึงเรื่องอะไรหรือคะ”

                “ทำไมคุณถึงอยากทำงานที่โรงแรมนัก”

                เย็นชา จืดชืด ไร้อารมณ์ หญิงสาวไม่รู้จะนิยามคำไหนให้เหมาะกับสีหน้าท่าทางของคนที่นั่งฝั่งคนขับได้ในตอนนี้ เธอยกมือกอดอก เอี้ยวตัวมองชายหนุ่มตรงๆ

                “คุณนี่ก็ถามแปลก ฉันคิดถึงคุณ ก็ต้องอยากเจอคุณสิ” แววตายามพูดนั้นประกายระยับ รอยยิ้มบางผุดขึ้นเมื่อเห็นเสี้ยวหน้าคมเข้มขึ้น ดูซิว่าจะทนแข็งเป็นตอไม้ได้นานแค่ไหน

                “กรุณาพูดความจริงสักที ผมไม่ว่างพอที่จะมาล้อเล่นกับคุณ” ภากรเอ่ยเสียงเครียด เธอกำลังจะเล่นสงครามประสาทกับเขาอีกแล้ว

                “ฉันก็ไม่ได้พูดคำไหนที่แปลว่าล้อเล่นเลยนะคะ ในฐานะที่ฉันจบอักษรฯ มา ฉันมั่นใจว่า คำว่าคิดถึง...” เธอเว้นจังหวะพูด ก่อนเน้นย้ำเสียงชัดเจน “ไม่ได้แปลว่าล้อเล่นแน่นอนค่ะ”

                คราวนี้ชายหนุ่มหันสบตากับคนเจ้าสำนวนตรงๆ

                “แต่ผมไม่สนุกกับเกมของคุณ หรือว่าที่ผ่านมาคุณยังได้จากผมไม่พออีก”

                จันทร์ประดับนิ่ง แววตาครุ่นคิด รู้สึกเหมือนโดนด่าทางอ้อมซึ่งๆ หน้า แต่มีหรือคนอย่างเธอจะให้ด่าฟรี

                “แหม จะพอได้ยังไงคะ บังเอิญว่าระบบ เผาผลาญ ฉันดี” พูดจบก็ก้มมองเล็บสีสันสดใสที่เพิ่งเพ้นท์มาเมื่อสองวันก่อนไม่สนใจว่าคนฟังจะคิดยังไง

                ดวงตาคมสีน้ำตาลเปล่งแสงกร้าว

                “ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ผมจะเพิ่มเส้นใยพิศวาสให้คุณสักที่ คงไม่ว่าอะไรนะ”

                “ก็ดี” เธอยิ้มรับ หากเมื่อระบบสมองประมวลผลใหม่ จันทร์ประดับจึงอ้างปากค้าง เบิกตาขึ้นสบกับดวงตาคมดุนิ่งงัน หัวใจเต้นรัว “หา! เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ?

                “คืนนี้นอนที่ห้องผมนะ”

                เสียงเครื่องยนต์กระตุกขึ้นพาหัวใจสาวหลุดลอยไปด้วย รู้สึกวูบวาบปั่นป่วนที่ช่วงท้อง เหมือน เหมือน... เหมือนวันนั้นของเดือนกำลังจะมา!

 

                “วันนี้คุณไม่ทำงานเหรอคะ”

                หญิงสาวพูดพลางสำรวจเครื่องเรือนในห้องหลังจากผลักประตูเข้ามาในห้อง ทุกอย่างเป็นระเบียบราวกับไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน จนคนมองนึกหงุดหงิดแทน เจ้านายพวกแกจะเนี๊ยบไปถึงไหนเนี่ย?

                ภากรมองเจ้าของเรือนร่างสมส่วนในชุดนอนกางเกงขาสั้นระบายริ้วสีครีมแวบหนึ่ง ก่อนวกสายตากลับมาที่หนังสือพิมพ์ในมือ

                “คุณมานอนที่ห้องผมทั้งที ผมคงไม่มีอารมณ์นั่งทำงานหรอก”  จันทร์ประดับชะงัก พวงแก้มสาวซับสีระเรื่อแดงลามไปจนถึงใบหู หันไปมองคนที่นั่งเหยียดตัวอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเตียงอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่ยักจะรู้ว่าคนอย่างเขาจะพูดอะไรโรแมนติกเป็นด้วย สงสัยคงแอบเก็บกดตอนเห็นเราเต้นเกาหลีเมื่อตอนบ่ายแน่ๆ แต่...

                “เอ่อ คือ คือว่า...” 

                “มีอะไรเหรอคุณ”

                ยิ่งเห็นสีหน้าสงสัยของเขา ยิ่งทำให้คนมีปัญหาในตัวลำบากใจ

                “ถ้าฉันบอกคุณแล้ว คุณอย่าโวยวายทีหลังนะ”

                ภากรนิ่งคิดชั่วครู่ วางหนังสือพิมพ์ลง

                “ผมเชื่อมั่นในการตัดสินใจของผมเสมอ คุณพูดเถอะ” เขาผายมือพยักพเยิดให้คนไม่มั่นใจในตัวเองพูด จันทร์ประดับสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด มองชายหนุ่มแวบหนึ่งก่อนตัดสินใจพูดออกไป ดวงหน้าแดงก่ำ

                “คือตอนนี้ฉันกำลังเป็นวันนั้นของเดือนอยู่ค่ะ”

                คนฟังขมวดคิ้วมุ่น เมื่อมือเรียวกุมที่หน้าท้อง เสี้ยวหน้าคมจึงเข้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนกระแอมเบาๆ

                “เอ่อ แล้วคุณโอเคไหม?

                “เอ๋! เอ่อ ฉันสบายมากค่ะ” จันทร์ประดับหน้าเหวอไปสองวินาที เธอคิดว่าชายหนุ่มจะรังเกียจช่วงที่เธอมีประจำเดือนเสียอีก แต่แอบสังเกตเห็นว่าเสี้ยวหน้าคมขรึมขึ้นเล็กน้อย

                “แล้ว ช่วงนี้คุณพอจะทำอะไรหนักๆ ได้ไหม”

                “หมายถึงใช้แรงเยอะๆ น่ะเหรอคะ”

                ภากรพยักหน้า จันทร์ประดับกลืนน้ำลายก้อนเหนียวลงคอ เมื่อภาพนวนิยายโรมานซ์ผุดขึ้นมาในหัวสมอง ระบบเซลล์ในร่างกายตื่นตัวทันที จนรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ราวกับกำลังจับไข้

                “อ๋อ ถ้าเรื่องอาการข้างเคียงช่วงนี้ ไม่มีหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นฉันสามารถทำเรื่องอย่างว่าได้แน่นนอน”

                ภากรแทบสำลัก หญิงสาวยกมือลูบต้นคออย่างงงๆ นี่เธอพูดอะไรผิดไปเหรอ?

                “ขอเวลาสองนาทีนะ” ภากรเดินลุกจากเตียงไปเปิดเครื่องเล่นดีวีดี ทิ้งให้คนข้างหลังมองตาม สมองซีกขวาเริ่มทำงาน แววตาเคลิ้มฝัน บรรยากาศแบบนี้ อยู่ด้วยกันสองต่อสอง โอ๊ย! ไม่อยากจะคิดเลย

                หากเสียงเพลงจังหวะเร็วแรงที่ดังขึ้นทำให้ความคิดนั้นหยุดชะงักลง เมื่อชายหนุ่มกดปุ่มพักเครื่องไว้ จันทร์ประดับจึงชิงถามทันที

                “เราจะทำอะไรกันเหรอคะ ทำไมต้องเปิดเพลงแดนซ์ด้วย”

                “ก็ทำเรื่องอย่างว่าไงที่คุณพูดถึงไง” ภากรเดินไปนั่งที่เตียง จันทร์ประดับยังยืนเคว้งอยู่ที่กลางห้อง กัดริมฝีปากแน่น ตีหน้าไม่ถูก

                “เอ่อ ตอนนี้เลยเหรอคะ”

                “ครับ”

                “ปิดม่านก็ดีนะคะ คือว่าฉันเขิน” ว่าพลางถูมือเข้าหากัน ภากรนั่งคิด แล้วลุกออกจากเตียง สืบเท้าไปปิดผ่าม่าน

                “พอใจรึยังครับ”

                จันทร์ประดับยิ้มเขิน

                “ค่ะ”

                “ถ้างั้นคุณเตรียมงัดท่าเด็ดๆ มาให้ผมดูได้เลย แต่ไม่ต้องโลดโผนมาก เดี๋ยวคุณจะไม่ไหว” ภากรเดินหยิบรีโมทขึ้นมาเปิดเพลงที่พักค้างไว้ จันทร์ประดับอ้าปากค้าง กระพริบตาปริบ ครั้งแรกก็ต้องเป็นฝ่ายนำเลยเหรอ จะเอาท่าไหนก่อนดีล่ะ พ่อแก้ว แม่แก้ว ช่วยลูกช้างด้วย!

                เมื่อเห็นหญิงสาวยังไม่ขยับ ภากรจึงช่วยกระตุ้น

                “ทำไมไม่เต้นล่ะ พรุ่งนี้คุณจะต้องไปสอนที่ฟิตเนสแล้ว ผมไม่มีเวลามาดูคุณหรอกนะ”

                ดวงตากลมเบิกกว้าง รู้สึกเหมือนมีแก้วหล่นใกล้ๆ ใบหู ภาพท่านชีคสุดหล่อกับเจ้าพ่อมาเฟียโชว์ซิกแพคล่ำๆ ลอยไปในอากาศบัดดล

                “หา! นี่น่ะเหรอ เรื่องอย่างว่าของคุณ”

                “ครับ ผมยังไม่ใจคุณ ผมอยากให้คุณสาธิตท่าเต้นที่จะไปสอนลูกค้าพรุ่งนี้ให้ผมดูก่อน ผมไม่อยากให้ลูกค้ามาโวยวายทีหลัง”

                น้ำเสียงยามพูดเหมือนติดจะรำคาญทำให้จันทร์ประดับหน้าเหวอ  กว่าจะหาลิ้นตัวเองเจอก็ร่วมนาที

                “เพราะอย่างนี้ใช่ไหม คุณถึงชวนฉันมานอนด้วย”

                ภากรอึ้งเมื่อเห็นแววตาคาดคั้นของหญิงสาว รู้สึกร้อนวูบขึ้นในใจ เขาไม่ชอบแววตาแบบนี้เลย

                “ครับ แล้วคุณคิดว่าเราจะทำกิจกรรมหนักๆ แบบไหนกันเหรอ”

                คนฟังอึ้งจนพูดไม่ออก หน้าแดงก่ำสลับเขียว อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ แยกไม่ออกว่าตอนนี้กำลังโกรธหรืออับอายกันแน่ ซื่อบื้อจริงๆ มีอย่างที่ไหนชวนสาวมาเต้นอัพแอนด์ดาวน์ในห้องนอน

                “เอ่อ! คือว่าฉันคิดว่าคุณจะมาเต้นด้วยกันซะอีก ใช่ๆ เต้นด้วยกัน”  หญิงสาวหัวเราะจืดๆ

                “ไม่ดีกว่าครับ ตกลงว่าคืนนี้ไหวไหม ถ้าไม่ไหว พรุ่งนี้ก็พักก่อน” ชายหนุ่มสรุปย้ำ หญิงสาวยังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รู้สึกสับสน หากจะให้ลงทุนตามใจทำในสิ่งที่เขาต้องการก็กะไรอยู่ ทำตามใจตัวเองดีกว่าง่ายดี!

                “พอดีจู่ๆ ฉันก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมากะทันหันเลย โอ๊ย! ฉันเรารีบนอนดีกว่าคะ” พูดจบก็รีบวิ่งกระโจนขึ้นเตียงทันที แล้วขยับแนบชิดเข้ากับร่างสูงโปร่ง ก่อนพาดแขนพาดขาโอบกอดเขาไว้แน่น ภากรหน้าเหวอด้วยความคาดไม่ถึง พยายามคลายอ้อมกอดเล็กอย่างประนีประนอม

                “ปล่อยครับ เลิกเล่นได้แล้ว”

                จันทร์ประดับหลับตาปี๋ กระชับวงแขนแน่นขึ้น ส่ายหน้าปฏิเสธที่ซอกไหล่กว้าง เรื่องอะไรจะปล่อยง่ายๆ ท่านชีคกับเจ้าพ่อมาเฟียหายลับไปแล้ว มันต้องมีค่าทำขวัญบ้างล่ะ

                “แหม อย่าใจร้ายสิคะ ตัวคุณอุ๊นอุ่น พออยู่ใกล้ๆ แล้ว ฉันหายปวดท้องเลยค่ะ”

                คนพูดยิ้มพราย ดวงตาวาววับ คนฟังขำไม่ออก

                “หายแล้วก็เขยิบออกสิ”

                “ไม่เอาค่ะ ถ้าปล่อย อาการปวดท้องฉันก็กลับมาอีกสิคะ ใช่สิ คุณเป็นผู้ชายนี่นา จะไปเข้าใจอะไร”

                ปลายประโยคนั้นบอกว่าน้อยใจหนักหนา ทำเอาชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก ราวกับเธอกำลังทดสอบความอดทนของเขาอยู่ บางอย่างถูกกระตุ้นขึ้นหากต้องสะกดเก็บไว้

                “แค่คืนนี้คืนเดียวนะ”

                คนเจ้าแผนการยิ้มแก้มปริ พยักหน้ารับในอกอุ่น เบียดซุกหมอนใบใหม่แนบแน่น มือเรียวคว้ามือหนามาพาดเข้าที่เอว บรรจงจัดแต่งให้เสร็จสรรพ แล้วเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคม

                “ทำแบบนี้รู้สึกดีมากกว่าค่ะ นอนกอดกัน เหมือนในฝันเลย”

                “ครับ”

                “แต่คุณห้ามแบบลักหลับฉันกลางดึกนะ ฉันยังไม่พร้อม” เธอพลิกตัวขึ้นขู่

                ภากรตาลุก ในสิ่งที่หญิงสาวพูดออกมา ก่อนกระแอมเบาๆ ให้คนทำตาใสได้รับรู้

                “ผมขอเตือนคุณครั้งสุดท้าย ถ้าขืนคุณยังไม่นอนอีก ผมจะไม่รับรองความปลอดภัย”

                “พูดให้คิดนะเนี่ย แต่ฉันจะกลัวให้ก็แล้วกันนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” จันทร์ประดับพูดด้วยน้ำเสียงไม่มีปัญหาทุกเรื่อง ก่อนลดตัวลงนอนดังเดิม หลับตาพริ้ม ใบหน้าเปื้อนสุข ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร ขณะที่ภากรขบกรามแน่น ตั้งใจจะค้าน หากเสียงลมหายใจที่ดังสม่ำเสมอรดแผงอกทำให้เขาชะงัก ผงกศรีษะขึ้นก้มมองร่างนุ่มในวงแขน แล้วถอนหายใจแผ่วเบา

                “ถ้าผมหลับได้แบบคุณโดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลยก็ดีสิ”

                 

                “เข้ามาสิคุณ ถ้าอยากนั่งสมาธิหรือเดินจงกลมในห้องก็ตามสบาย”

                “บ้า!

                อิงฟ้าค้อนประหลับประเหลือกให้คนนั่งคอยอยู่บนเตียงทันทีที่ก้าวออกจากห้องน้ำ แล้วก้มสำรวจมองตัวเอง แค่สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวกลัดกระดุมจนถึงเม็ดสุดท้าย กางเกงขายาวเลยตาตุ่ม สีขาวทั้งชุด เหมือนแม่ชีตรงไหน แวบหนึ่งเธอเห็นรอยยิ้มขำจากเขา จึงรู้สึกร้อนวูบที่พวงแก้ม

                แปลกใจที่เห็นหัสดินอยู่ในชุดนอนเรียบร้อยแทนที่จะเป็นชุดทำงานเพราะได้ข่าวจากนางมะลิว่าชายหนุ่มจะเข้าไปดูความเรียบร้อยในฟาร์มมุกไม่รู้เวลากลับ มื้อค่ำในบ้านหลังใหญ่จึงมีแต่เธอคนเดียว ความเงียบงันทำให้เธอตัดสินใจกลับห้องนอนทันที ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง อ่านหนังสือ ดูทวี ฟังเพลง พอรู้สึกง่วงจึงลุกไปอาบน้ำ รีบเปลี่ยนชุดพร้อมกับความหวังเล็กๆ ว่าชายหนุ่มจะไม่กลับมา แต่คนที่นั่งแจกยิ้มอยู่ต่อหน้าทำให้เธอยิ้มไม่ออกเลย

                ตอนอยู่ที่ฟาร์มมุก หัสดินตั้งใจว่าจะค้างที่นั่น หากประวีร์ตามไปบอกว่าอิงฟ้าไม่สบาย เขาจึงรีบกลับบ้านทันที มาถึงเขาก็ได้รับรายงานจากแม่บ้านว่าหญิงสาวขึ้นห้องนอนแล้วจึงตามเธอไป พอเห็นว่าเจ้าตัวกำลังอาบน้ำอยู่ จึงไปล้างตัวที่ห้องรับรองบ้าง หลังจากนั้นก็เข้ามารอในห้องนอนใหญ่ เป็นดังคาดเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของอีกฝ่ายทันทีที่เห็นเขาอยู่ในห้อง

                หัสดินกลั้นหัวเราะจนปวดกราม มองตามคนขี้ระแวงที่เดินตัวลีบไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง แม้เธอจะหันหลังให้เขาแต่เสี้ยวหน้าหวานที่สะท้อนในกระจกบ่งบอกความรู้สึกได้ชัดว่าเธอกำลังระแวงเขา ซึ่งทำมุมตรงกับที่เขานั่งทำให้เห็นแววตาหวาดไหวได้ชัดเจน มือเรียวนั้นสั่นเล็กน้อยยามจับเครื่องประทินผิว นี่เขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ

                นานหลายสิบนาที อิงฟ้ายังไม่มีวีแววว่าจะลุกจากเก้าอี้ หัสดินจึงเอ่ยกระตุ้น

                “เอาแต่แอบมองผมในกระจกแบบนั้น ไม่เมื่อยเหรอครับ มองผมตรงๆ ก็ได้ ผมไม่ถือ”

                คนถูกจับได้ว่าแอบมองสะดุ้ง หน้าซีด ตัดใจวางแปรงหวีผมลง หัวใจเต้นระรัว เธอไม่คุ้นกับสถานการณ์แบบนี้เลย อิงฟ้าตัดสินใจลุกขึ้นในที่สุด เดินก้มหน้างุดผ่านอีกฝ่ายไปอีกฝั่งของเตียงนอน แล้วล้มตัวนอนเขยิบชิดริมขอบเตียง หัสดินเหล่มองแล้วยิ้ม

                “นอนแบบนั้น ไม่กลัวตกเตียงหรือครับ”

                คนพยายามข่มตาหลับรู้สึกเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นมาสาดหน้าจนตาสว่าง กัดริมฝีปากแน่น รู้สึกหมั่นไส้เจ้าของน้ำเสียงยียวนนั่นเหลือเกิน

                “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันนอนได้”

                หัสดินเลิกคิ้ว ไม่เซ้าซี้ต่อ ชั่งใจว่าจะจัดการอย่างไรกับหญิงสาว สุดท้ายจึงตัดสินใจลุกจากเตียงไปปิดไฟในห้อง ก่อนเดินกลับมาที่เตียง แล้วเลื่อนตัวลงนอนเคียงร่างแบบบาง ขยับตัวพาดแขนกอดเธอแนบชิด คนโดนกอดโดยไม่ทันตั้งตัวเหมือนถูกไฟช็อต ตัวแข็งทื่อ ลมอุ่นกระซิบข้างหูทำให้ขนลุกซู่

                “สามีกลัวภรรยาตกเตียง คงไม่เป็นไรนะที่ผมห่วงสวัสดิภาพของคุณ”

                หญิงสาวเม้มริมฝีปากเข้าหากันเป็นเส้นตรง นึกค่อนคอดคนหวังดีในใจ ก่อนค่อยๆ ยุกยิก ด้วยนอนไม่ถนัด จะขยับหนีก็กลัวตกเตียง

                “แต่ฉันอึดอัดค่ะ”

                หัสดินท้าวข้อศอกขึ้นมามอง หญิงสาวยังหลับตาอยู่ ใบหน้าง้ำงอ พร้อมเบียดตัวซุกหมอนมากขึ้น นี่เขาควรดีใจใช่ไหมที่ไม่เห็นปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงมากกว่านี้

                “อุ่นดีออก” ว่าพลางจับมือเรียวมาบีบเบาๆ

                “แต่ฉันร้อนค่ะ” แม้กิริยาของเขาจะไร้แววคุกคามแต่ก็อดไม่ได้ที่จะระแวงอยู่ดี

                “ลามกนะเรา”

                คนพยายามข่มตาหลับ เหลียวมองคนพูดทันควัน  ดวงตาวาววับ

                “เอ๊ะ! คุณ”

                “ครับ”

                อิงฟ้าค้อนขวับให้คนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ อิงฟ้าจึงพลิกตัวกลับ หันหลังให้เขาเช่นเดิม หัสดินยิ้มบางๆ รับรู้ถึงแรงเกร็งของคนในอ้อมกอด ตัดสินใจเอนตัวลงนอนเคียงหญิงสาวโดยคลายวงแขนเล็กน้อยพอให้เธอหายใจได้สะดวก

                “ฝันดีนะครับ สำหรับคืนแรกของเรา” 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

20 ความคิดเห็น