อุบัติรัก กักหัวใจ

ตอนที่ 7 : ตัดสินใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 198
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    29 มิ.ย. 56

บทนี้... ตัวละครของเราอยู่ในอารมณ์สีเทา มาติดตามให้กำลังใจทั้งหมดไปพร้อมๆ กันนะคะ


บทที่
6

 

            หลังจากอาการบาดเจ็บที่ศรีษะของอิงฟ้าหายเป็นปกติ หัสดินก็พาหญิงสาวไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล นอกจากระบบสมองที่ยังจดจำอะไรไม่ได้ ร่างกายของอิงฟ้าก็ไม่ได้ผิดปกติอะไรอีก ชายหนุ่มจึงพาเธอกลับภูเก็ตทันที เพราะเขาทิ้งงานในฟาร์มมุกมาหลายวันแล้ว

            ตอนอายุ 10 ขวบ หัสดินเคยสงสัยว่าทำไมรูปร่างหน้าตาของเขาไม่เหมือนคนใต้ทั้งที่เขาอยู่ที่ภูเก็ตมาตั้งแต่กำเนิด ผิดกับน้องสาวที่มีโครงหน้าคมสวยซึ้งที่ฉายแววมาตั้งแต่ยังเดินเตาะแตะ แล้วความจริงก็เปิดเผยขึ้นเมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต แม่จึงยอมเล่าความจริงให้ฟังว่าก่อนที่แม่จะมาแต่งงานกับพ่อที่เลี้ยงเขามานั้น แม่เคยมีคนรักมาก่อนแต่มีเรื่องไม่เข้าใจกันแม่จึงตัดสินใจอุ้มท้องหนีลงใต้เพราะไม่กล้ากลับอีสานซึ่งเป็นถิ่นเกิดจนกระทั่งมาเจอพ่อซึ่งเป็นคนภูเก็ตแท้ๆ แล้วอยู่กินฉันสามีภรรยาในที่สุด

            ตั้งแต่รู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิดของตัวเอง หัสดินมักถามถึงเรื่องพ่อแท้ๆ จากผู้เป็นแม่อยู่เสมอ แต่ทุกครั้งที่ถามก็จะได้คำตอบแบบเดิมๆ คือ พ่อของเขาจากไปนานแล้วและได้เห็นสีหน้าเจ็บปวดของแม่ ในที่สุดท่านก็จากไปตามพ่อเลี้ยงอีกคน ทิ้งให้เขาอยู่กับน้องสาววัยห้าขวบเพียงลำพัง ในฟาร์มมุกจันทรรัตน์ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่พ่อเลี้ยงมอบให้เขากับน้อง

            นับแต่นั้นมา ชีวิตของหัสดินจึงมีแต่น้องสาวกับฟาร์มมุกจันทรรัตน์ เด็กชายหัสดินวัย 11 ขวบ กลายเป็นคนเงียบขรึม จริงจังกับชีวิต ห่างเหินจากเพื่อนฝูง เพราะถูกปลูกฝังมาตลอดว่าเมื่อโตขึ้นเขาจะต้องเป็น นายหัวแห่งฟาร์มมุกจันทรรัตน์ ที่ยิ่งใหญ่เหนือคนอื่นตามเจตนารมณ์ของพ่อเลี้ยง ชีวิตในวัยเด็กของชายหนุ่มจึงไม่เหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป แต่เขาไม่เคยเสียใจที่ได้เลือกเส้นทางนี้ เพราะฟาร์มมุกคือครอบครัวและลมหายใจสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเขากับน้องสาว

            หัสดินใช้เวลากว่าสิบปี เข้ามาสืบทอดการเพาะเลี้ยงหอยมุกซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวที่ดำเนินมาไม่ต่ำกว่า 40 ปี และได้นำความรู้ทางวิชาการที่ได้ศึกษารวมทั้งคิดค้นวิทยาการใหม่ๆ มาพัฒนาฟาร์มมุกจันทรรัตน์จนกลายเป็นธุรกิจเลี้ยงหอยมุกครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่การขยายพันธุ์ เพาะเลี้ยง การส่งออก รวมถึงแปรรูปเป็นเครื่องประดับต่างๆ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจนสามารถยึดครองตลาดมุกแห่งภูมิภาคเอเชียได้สำเร็จ เพราะความละเอียดสวยงามที่การันตีด้วยระดับมาตรฐานสากล

            ตอนอายุ 28 ปี หัสดินเจอจุดพลิกผันชีวิตเป็นครั้งที่สาม เมื่อน้องสาวที่เขารักหวงแหนราวกับไข่ในหินฆ่าตัวตาย เหตุการณ์นั้นสร้างความสะเทือนใจแก่เขาอย่างมาก จิตใจนายหัวหนุ่มเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มดังเปลวไฟ ในขณะเดียวกันก็กลัดหนองช้ำลึกจนเกินเยียวยา ในตอนนั้นชายหนุ่มคิดเพียงคำว่าแก้แค้น หากเหมือนฟ้าไม่เต็มใจ เมื่อฟาร์มมุกเกิดประสบปัญหาหนักเพราะผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ ธุรกิจเลี้ยงหอยมุกครบวงจรของเขาเกือบล้มละลาย แต่หัวเรือใหญ่อย่างเขาคงไม่อาจแสดงความท้อทอย เหน็ดเหนื่อย ฟูมฟาย ให้ลูกน้องกับชาวบ้านที่สิ้นเนื้อประดาตัวได้เห็นแม้เพียงเศษเสี้ยวความคิด

            ชายหนุ่มใช้เวลาถึงสามปีเต็มกว่าจะฟื้นคืนฟาร์มมุกจันทรรัตน์ให้กลับมาเหมือนเดิมได้ เหตุการณ์นี้ทำให้เขากลายเป็นคนสงบเยือกเย็นมากขึ้น มองทุกอย่างด้วยเหตุผล ความแค้นที่สะสมมานานเจือจาง และคอยเฝ้ามองการเจริญเติบโตของหอยมุกซึ่งเสมือนหนึ่งในครอบครัวที่เขารักและหวงแหนที่สุด

            กระทั่งเขาได้มาเจอกับหญิงสาวคนหนึ่ง สถานะของเธอทำให้ความแค้นที่ถูกกดทับมานานเผยขึ้นมาใหม่ จนไม่สามารถหยุดมันได้ ณ วินาทีนั้น เขาให้คำตอบกับตัวเองว่า การช่วงชิงใจศัตรู คือสิ่งเดียวที่จะทำให้แผลเป็นในใจเจือจางไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม แม้กระทั่ง... หัวใจ!

            หัสดินก้มมองร่างแบบบางที่นั่งหลับซบหน้าลงเข้ากับกรอบประตูรถข้างตัว บางจังหวะที่รถวิ่งผ่านลูกระนาด    เจ้าตัวนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อศรีษะกระแทกเข้ากับผนังรถ จนชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดแทน เป็นเหตุให้เขาตัดสินใจดึงเธอเข้ามาซบที่หัวไหล่ แล้วโอบเอวบางไว้เพื่อป้องกันแรงกระแทก สีหน้าของหญิงสาวดูผ่อนคลายลงมากทำเอาคนหวังดีคลี่ยิ้มออกมาอย่างลืมตัว

            เจ้าของดวงตาคมมองต่ำลงไปที่ลำคอขาวผ่องที่มีสร้อยคุ้นตาประดับอยู่ ความรู้สึกบางอย่างถาโถมเข้ามาในมโนสำนึก วินาทีที่ตัดสินใจยกสร้อยประจำตัวให้หญิงสาว ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำแบบนั้นทำไม เธอไม่มีค่าพอที่จะได้สัมผัสมันด้วยซ้ำ พยายามให้เหตุผลกับตัวเองว่าที่ทำไปนั่นเพราะต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากจิตใต้สำนึกกลับค้านเสียงก้องว่ามันไม่ใช่!

            ...เขาคงบ้าไปแล้วจริงๆ

            หัสดินขบกรามแน่น สีหน้าเปลี่ยนเป็นเรียบขรึม ก่อนละสายตาจากร่างแบบบาง แล้วเบือนหน้ากลับไปทางหน้าต่างรถฝั่งตัวเอง ข่มอารมณ์ว้าวุ่นให้จมลึกไปกับภาพบรรยากาศภายนอก

            เกือบสองชั่วโมงต่อมาเมอร์เซเดส-เบนซ์สีดำก็เลี้ยวผ่านประตูรั้วไม้สีขาวและจอดเทียบลงที่หน้าเฉลียงบ้านในที่สุด คนขับดับเครื่องยนต์และเร่งลงจากรถมาเปิดประตูให้เจ้านาย

            หัสดินจึงก้มกระซิบปลุกหญิงสาวให้ลุกขึ้น

            “ตื่นได้แล้วครับ เจ้าหญิง”

            อิงฟ้ารู้สึกเหมือนมีกระแสลมอุ่นพัดผ่านที่ข้างหู จึงงัวเงียตื่นขึ้น ก็พบว่าตัวเองนอนซบไหล่คนตัวโตอยู่ ความง่วงที่สั่งสมมานานหดหายไปทันที พวงแก้มสาวซับสีระเรื่อ รีบจากผละออกจากอีกฝ่าย

            เรามานอนซบเขาได้ยังไงเนี่ย? …น่าขายหน้าชะมัด!

            “ถึงแล้วเหรอคะ?” เธอเงยหน้าขึ้นถาม

            “ครับ ถึงบ้านของเราแล้ว”

            หัสดินพยักพเยิดให้หญิงสาวลงจากรถ ขณะที่เธอมองรอบตัวอย่างไม่มั่นใจ ชายหนุ่มก็ก้าวลงจากรถส่งกระเป๋าเอกสารให้คนสนิทพร้อมกับเสื้อสูท เมื่อไม่เห็นวี่แววว่าอิงฟ้าจะลงมาจากรถ หัสดินจึงเรียกเธออีกครั้ง

            “ลงมาเถอะครับ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ผมจะอยู่ข้างๆ คุณเอง”

            อิงฟ้านิ่งชั่วอึดใจ ก่อนตัดสินใจเอื้อมมือไปสัมผัสกับมือหนาที่รอรับอยู่แล้ว ทันทีที่เท้าเหยียบพื้นได้ก็มองสู่ตัวบ้าน แล้วกวาดมองบริเวณนอกตัวบ้าน กลิ่นอายทะเลแตะจมูก หญิงสาวรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองมาที่เธอจนรู้สึกขนลุกซู่ ก่อนสะบัดความรู้สึกนั้นทิ้งแล้วเลื่อนสายตามาหยุดที่ชายหนุ่ม

            “ฉันเคยอยู่ที่นี่เหรอคะ?

            “ครับ คุณเคยอยู่ที่นี่และเป็นนายหญิงของบ้านหลังนี้”

            คนฟังพวงแก้มร้อนผ่าวขึ้นทันที นึกโทษตัวเองที่ไม่น่าปากไวถามเขาเลย เธอน่าจะรู้ เขาก็บอกอยู่ว่าเธอเป็นภรรยาของเขา แวบหนึ่งเธอเห็นเสี้ยวหน้าคมขรึมลงเล็กน้อยจนรู้สึกวูบวาบในใจ แม้ไม่ได้เชื่อสนิทใจ แต่เธอก็อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเขาอย่างสงบจนกว่าความทรงจำจะคืนมา ชายหนุ่มดึงข้อมือเรียวให้ก้าวตามเข้าไปในบ้าน ส่วนคนอื่นปล่อยให้ขนของตามไปทีหลัง

            จังหวะนั้น นางมะลิ หัวหน้าแม่บ้านของที่นี่เดินผ่านประตูออกมาพอดี หัสดินจึงหยุดถาม

            “เรื่องที่สั่งจัดการเรียบร้อยหรือยัง?

            “ค่ะ นายหัว” นางมะลิมองหญิงสาวข้างกายเจ้านายแวบหนึ่ง พลางพูดต่อ “คุณประวีร์รอพบอยู่ห้องทำงานค่ะ”

            “ขอบใจมาก”

            เมื่อได้รับคำรายงาน หัสดินก็จูงหญิงสาวเดินผ่านไป พาเธอไปนั่งที่โซฟาในห้องรับแขกโดยมีนางมะลิเดินตามมาอีกคน

            ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ทันทีที่ดวงตาคู่สวยหันมาหยุดที่เขาอีกครั้ง

            “เดี๋ยวผมต้องไปคุยงานก่อน ผมจะให้ป้ามะลิพาคุณไปดูห้องนอน ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกป้ามะลิได้เลย คุณอยู่ได้นะ” เด็กในบ้านขนของเข้ามา ทั้งคู่เหลียวดู หัสดินหันไปพูดกับนางมะลิ “ฝากดูแลนายหญิงด้วยนะป้า”

            “ค่ะ นายหัว”

            นางมะลิพยักหน้ารับ หัสดินจึงลุกขึ้นหมุนกายไปที่ห้องทำงานทันที ทิ้งให้สมาชิกใหม่นั่งตัวแข็งทื่อ ร้อนวูบที่ใบหน้า กับคำแนะนำของเขา

            เมื่อมาถึงห้องนอน อิงฟ้าสำรวจที่ตู้เสื้อผ้าเป็นอันดับแรก ทุกอย่างถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบ ข้าวของบางชิ้นดูใหม่เหมือนยังไม่ผ่านการใช้งาน สิ่งที่เป็นของใช้สำหรับผู้ชายกับผู้หญิงก็แยกเป็นหมวดหมู่ บนโต๊ะเครื่องแป้งและในห้องน้ำเต็มไปด้วยเครื่องประทินผิวของสตรีจนดูเยอะไปสำหรับหญิงสาว ในขณะที่เข้าของสำหรับฝ่ายชายมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

            อิงฟ้าย่นคิ้ว เมื่อเอื้อมมือไปหยิบโลชั่นขวดหนึ่งขึ้นมา

            ป้ามะลิคะ ทำไมข้าวของพวกนี้ถึงดูใหม่จัง เหมือนพึ่งซื้อ

            นางมะลิหน้าซีด ในใจเริ่มกังวล ข้าวของทั้งหมดนางเป็นคนเตรียมเองกับมือ กลัวว่าจะไม่ถูกใจหญิงสาว

            เอ่อ นายหญิงลืมไปแล้วเหรอคะ ว่าคุณพึ่งแต่งงานกับนายหัว เข้าของเครื่องใช้ต่างๆ ก็เลยยังใหม่อยู่ค่ะ

            จริงสิหญิงสาวรำพึงขึ้นเหมือนเพิ่งนึกบางอย่างออก ในใจวูบวาบเมื่อสมองไพล่คิดถึงเวลาแห่งการใช้ชีวิตคู่ ซึ่งจิตใต้สำนึกภายในกำลังแย้งขึ้นว่า... ไม่คุ้นเสียเลย!

           

            “พี่ดินคิดดีแล้วเหรอครับ ที่ทำแบบนี้”

            ทันทีที่หัสดินก้าวผ่านประตูห้องทำงาน คนที่ยืนรอร่วมชั่วโมงก็ยิงคำถามแทงใจดำทันที หัสดินชะงัก ขบกรามแน่น มองไปทางต้นเสียงที่ยืนหันหลังให้ตรงกรอบหน้าต่างอย่างข่มความรู้สึก นาทีถัดมาคนถามก็หันมาเผชิญหน้ากับเขา แววจริงจังส่งผ่านมาจากสายตาทั้งคู่

            “นายมีอะไรจะพูดกับพี่” หัสดินไม่ตอบ แต่ยิงคำถามใหม่แทน แล้วหมุนกายไปนั่งที่โซฟาสีหน้าเรียบขรึมกว่าปกติ

            ประวีร์มองคนที่เป็นทั้งเจ้านายและพี่ชายในคราวเดียวกันด้วยสีหน้ากังวล ตั้งแต่ได้รับคำสั่งจากหัสดินเมื่อสามวันก่อนให้จัดการบางอย่าง เขาก็นอนหลับไม่เต็มตาสักคืน

            “พี่ดินคงรู้ว่าผมหมายถึงเรื่องอะไร”

            หัสดินพยักหน้ารับ แล้วเริ่มอธิบาย

            “เธอชื่ออิงฟ้า พานิชยกุล” เขานิ่งสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่าง แล้วพูดต่อ “ตอนนี้เธอจำอะไรไม่ได้ พี่ก็เลยพาเธอมาอยู่ที่นี่...”

            “ในฐานะภรรยา!” ประวีร์ต่อท้ายให้ แล้วเดินมาทรุดนั่งข้างร่างสูงใหญ่ สองหนุ่มสบตากันอย่างวัดใจ ประวีร์เริ่มพูดต่อ “มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ ผมอยากให้พี่...”

            “พี่ตัดสินใจแล้ววีร์ ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนี้ยายดาวอาจจะอยู่กับเราต่อก็ได้”

            น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวแฝงความเจ็บปวด ทำให้ประวีร์เริ่มฉุกคิดบางอย่างออกจนรู้สึกรวดร้าวไปทั่วสรรพางค์ ประกายตาคมไหววูบ หากบางอย่างทำให้เขาต้องสะกดกลั้นไว้

            “หมายความว่า...”

            หัสดินเงยหน้าสบตากับประวีร์ตรงๆ แววขมขื่น

            “เธอคือเจ้าสาวของนายภากร อัคริวากร ผู้ชายที่ทำให้ยายดาวต้องตาย!

            ประวีร์ตัวชาวาบ รู้สึกเหมือนโดนทุบด้วยของแข็งกลางกระหม่อม

            “พี่ดินพูดว่าอะไรนะครับ?

            “พี่จะแก้แค้นให้ยายดาว”

            ยามพูดเสี้ยวหน้าคมดุดันนัก ส่วนคนฟังแทบสะอึก

            “แก้แค้น?

            หัสดินลุกขึ้น ประวีร์มองตาม

            “อาจดูสายเกินไปที่คิดจะแก้แค้น แต่พี่ก็ทนไม่ได้ที่จะให้ยายดาวต้องตายฟรี”

             “แต่คุณอิง เธออาจจะไม่เกี่ยวก็ได้นะครับ” ประวีร์ชิงพูด แม้ในใจจะเริ่มเอนเอียงเข้าข้างร่างสูงใหญ่ไปเกือบครึ่ง แต่เขาก็ไม่อยากให้คนที่รักและเคารพเสมือนพี่ชายตัดสินคนผิดจนต้องมานั่งเสียใจภายหลัง

            หัสดินชะงักหันกลับมา คำพูดของประวีร์ไม่ได้ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาคงถอยหลังไม่ได้อีก

            “วีร์ลองนึกดูสิ ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่แย่งคนรักของยายดาว ยายดาวอาจจะอยู่กับเราต่อก็ได้”

            หัสดินเบือนหน้ากลับไปยังกรอบหน้าต่าง ทิ้งด้านหลังให้เงียบเชียบ แววช้ำลึกประกายออกมาจากดวงตาคู่คมเมื่อถึงสิ่งที่แสงดาวน้องสาวคนเดียวของเขาต้องเผชิญ เพียงเพราะผู้ชายเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง

            ...ภาพหญิงสาวร่างแบบบางแสนคุ้นตานอนใบหน้าอาบเลือด ตามมาด้วยเสียงหวีดร้องด้วยความทรมาน ฉายชัดเข้ามาในห้วงคำนึง ทุกฉากทุกตอน เป็นเสมือนฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขาตลอดสี่ปีที่ผ่านมา

            ชายหนุ่มพร่ำโทษตัวเองเสมอว่าเป็นความผิดของเขา ผิดที่เขาชะล่าใจจนเกินไปจนต้องทำให้น้องสาวคนเดียวต้องตาย!

            คืนหนึ่ง เขาฝันว่าแสงดาวฆ่าตัวตายจนตกใจสะดุ้งตื่นขึ้น ก็คิดเพียงแค่มันคือความฝัน หากเหมือนเบื้องบนจ้องลงโทษ ความฝันร้ายกลายเป็นความจริงเมื่อได้ยินเสียงสะเทือนลั่นดังมาจากห้องผู้เป็นน้องสาว

            ในตอนนั้น เขาช็อก ทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นร่างบอบบางขาวซีดนอนนิ่งใบหน้าอาบเลือดอยู่บนเตียงนอนของเจ้าตัว มือข้างหนึ่งของเธอยังเกี่ยวกับด้ามปืน เขาผวาเข้าไปหาร่างไร้วิญญาณทันที น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม พร่ำโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่รับรู้ว่าใครจะตกใจหรือทำอะไรกันบ้าง

            เขาอยู่ในสภาพนั้นนานพอควรจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง จึงยอมผละออกจากร่างน้องสาว

            และนานพอควรที่นาทีวิกฤตนั้นจะผ่านพ้นไป...

            แผ่นหลังแกร่งสะท้าน ความร้อนผ่าวจู่โจมเข้าสู่หน่วยตาซึ่งต้านอารมณ์ที่พลุ่งพล่านจากภายในไม่ไหว ภาพความทรงจำอันเลวร้ายสิ้นสุดลง เสมือนมัจจุราชร้ายที่กำลังกลืนกินสายใยชีวิตของเขาไปทีละนิด

            เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบ มือหนักวางบนไหล่หัสดิน

            ประวีร์มองดวงตาเศร้าๆ แล้วระบายลมหายใจแผ่วเบา น้ำเสียงอ่อนลง “ผมรู้ว่าพี่ดินเจ็บปวดมากแค่ไหน ผมเองก็เจ็บปวดไม่แพ้พี่ แต่การล้อเล่นกับหัวใจมันน่ากลัวนะครับ ผมกลัวว่า...”

            หัสดินโบกมือห้าม ฝืนยิ้ม แล้วกล่าวจริงจัง

            “ขอบใจมากนะวีร์ พี่รู้ตัวดี ว่าพี่กำลังทำอะไร”

           

            จันทร์ประดับกลืนน้ำลายเฮือก หน้าซีด เมื่อก้มมองซองจดหมายสีขาวรวมถึงเนื้อความในกระดาษข้างในที่ถูกโยนลงมาตรงหน้า โดยสาวห้าวบรรณาธิการใหญ่หน้าตาบูดบึ้ง ก่อนช้อนตาขึ้น ยิ้มฝืดๆ ให้อีกฝ่าย

            “ทำแบบนี้หมายความว่ายังไง น้องจันทร์”

            คนถูกตำหนิสะดุ้งวาบ มองจดหมายลาออกที่พยายามนึกหาเหตุผลร้อยแปดมาเขียนเพื่อลาออกจากงานอย่างใจหาย

            “พี่แพรวใจเย็นๆ ก่อนสิคะ”

            “จะให้พี่ใจเย็นได้ยังไง หนังสือพี่ต้องออกทุกเดือน น้องจันทร์เล่นมาลาออกกะทันหันแบบนี้ พี่เสียหายแย่สิ”

            “โธ่ พี่แพรวขา พี่แพรวก็รู้ว่าหนูจันทร์แต่งงานแล้ว จะให้มาเขียนคอลัมน์สาวโสดแบบเดิมได้ยังไงล่ะคะ อะไรๆ ของหนูจันทร์ก็เปลี่ยนไปแล้ว คงกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก”

            จันทร์ประดับหยอดลูกอ้อนขอคะแนนความเห็นใจอย่างเต็มที่  รู้ดีว่าสาวห้าวตรงหน้าแพ้ความน่ารักกับแววตาซุกซนของเธอ ส่งผลให้คนที่ปั้นหน้ายักษ์หน้าเริ่มแดงก่ำกับคำพูดตรงไปตรงมาของหญิงสาว ดวงตาคู่นั้นประกายแววไหววูบจนคนมองรู้สึกเห็นใจ

            จันทร์ประดับพอรู้มาบ้างว่าอีกฝ่ายชอบเธอในแบบคู่รัก แต่ด้วยไม่มีรสนิยมชอบเพศเดียวกันจึงหลีกเลี่ยงมาตลอด นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งกระมัง ที่ผู้ชายในนิตยสาร Crazy ไม่กล้าจีบเธอ โชคดีที่เธอมีความเด็ดขาดอยู่ในตัว ไม่เช่นนั้นเธออาจใจแข็งไม่พอ เผลอทำร้ายให้ความหวังคนตรงหน้าไปแล้วก็ได้

            “ถึงแต่งงานแล้ว แต่น้องจันทร์ก็ย้ายไปอยู่คอลัมน์อื่นก็ได้นี่”

            คนพูดเสียงเริ่มอ่อนลง คนถูกขอร้องยังนิ่ง แล้วระบายลมหายใจอย่างแผ่วเบา ช้อนสายตาขึ้นสบกับดวงตาเศร้านั้น แววจริงจัง

            “หนูจันทร์ตัดสินใจแล้วค่ะ สามีของหนูจันทร์เป็นนักธุรกิจ เขาคงไม่อยากให้ภรรยาของเขามานั่งทำงานงกๆ แบบนี้ อีกอย่างหนูจันทร์รู้สึกผิดค่ะ ที่ตัวเองแต่งงานแล้วแต่ยังมานั่งตกแต่งเรื่องเหมือนกับว่าตัวเองเป็นสาวโสดอยู่ หนูจันทร์ละอายค่ะ พี่แพรวเข้าใจนะคะ”

            จันทร์ประดับโพล่งออกมาในที่สุด รู้สึกกดดันกับคำพูดตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะถ้าสามีที่เธออ้างถึงมีตัวตนไม่ใช่แค่สิ่งจอมปลอมเธอจะมีความสุขและโล่งอกมากกว่านี้

            “ถ้าน้องจันทร์คิดแบบนั้น พี่คงขวางไม่ได้ ขอให้มีความสุขกับครอบครัวนะ” พูดจบสาวห้าวก็หมุนกายออกไปทันที ทิ้งให้คนด้านหลังมองตามด้วยสีหน้าหลากความรู้สึก จนกระทั่งฝ่ามือหนาทาบลงที่ไหลมน

            “เสียใจเหรอยะ ที่ตัดสินใจแบบนี้”

            จันทร์ประดับเลื่อนสายตาจากเล็บมือที่บรรจงแต้มสีสันฉูดฉาด แล้วปรายขึ้นมองเจ้าของต้นเสียงอย่างใจลอย

            “ไม่รู้สิเจ๊ ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือเปล่า”

            ถ้อยคำทั้งหมดของบรรณาธิการใหญ่ยังวนเวียนก้องอยู่ในหัวจันทร์ประดับหลายรอบ

            จันทร์ประดับทำงานที่นี่เป็นที่แรกตั้งแต่เรียนจบ โดยการแนะนำของแมรี่ซึ่งรู้จักกับหุ้นส่วนของนิตยสาร เธอและเพื่อนจึงได้เข้ามาทำงานในฐานะเด็กฝาก แม้จะไม่ค่อยชอบนัก แต่หญิงสาวไม่มีทางเลือก สู้เป็นขี้ปากชาวบ้านสักระยะดีกว่าอดตายเรื้อรัง ด้วยความสามารถและความสนใจในด้านวรรณศิลป์อย่างแท้จริงทำให้ผลงานของเธอเป็นที่ยอมรับจากเพื่อนร่วมงานและนักอ่านที่ติดสำนวนการเขียนของเธออย่างรวดเร็ว จนสามารถก้าวมาเป็นคอลัมนิสต์อันดับต้นๆ ของนิตยสารที่มีคนสนใจรอติดตามจำนานมาก

            หญิงสาวไม่ได้อยากทิ้งเพื่อนร่วมงานกับแฟนๆ ที่ชื่นชอบผลงานของเธอ แต่เรื่องความความมั่นคงในชีวิตมันไม่เข้าใครออกใคร คนเราเมื่อถึงจุดอิ่มตัวของความสุข มันก็ควรถึงเวลาที่จะปล่อยว่าง เธอเองก็คิดเช่นนั้น ถึงแม้จะอายุยังน้อย แต่เมื่อก้าวสู่ขั้นการมีครอบครัวแล้ว ก็อยากมีเวลาให้กับจุดนั้นมากขึ้น... แม้จะเป็นแค่เรื่องจอมปลอมก็ตาม!

            แมรี่ย่นคิ้ว เบะปาก อย่างรู้สึกหงุดหงิดแทน

            “อย่าคิดมากสิยะ หรือที่ไอ้มานั่งหงอยอยู่ตรงนี้ เพราะเกิดเสียดายอยากตีฉิ่งขึ้นมา”

            “บ้า! อย่าพูดแบบนี้อีกนะเจ๊ ฟังแล้วขนลุก” จันทร์ประดับทำท่าขนลุกขนพอง แมรี่หัวเราะชอบใจ

            “ผู้ชายดีๆ หาไม่ได้ง่ายๆ นะยะ ผู้ชายคนนี้คงหล่อน เจ๊คอนเฟิร์มว่าดีจริง จับให้มั่นอย่าให้หลุดล่ะคราวนี้”

            หญิงสาวนิ่วหน้า สุดท้ายคนปลอบใจก็หนีไม่พ้นเรื่องผู้ชายอีกตามเคย เรื่องเกย์ยังแก้ปัญหาไม่ตกเลย อย่าหวังว่าเธอจะได้เฉียดใกล้เขาง่ายๆ

            “พูดอย่างกับเขาเป็นปลาไหลเลยนะเจ๊”

            “ต๊าย! เข้าหอไม่กี่วันปากคอเราะร้ายขึ้นนะยะ”

            “ไม่รู้ว่าติดจากใคร” เธอหยอดกลับ แมรี่หัวเราะชอบใจ

            “ไปดีกว่า พวกผู้ชายยังรอกระบวนท่าเด็ดๆ จากเจ๊อยู่ อย่าคิดมากจนฟ้าเหลืองนะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าเจ๊ไม่เตือน” พ่นเสียงแหลมปรี๊ดเสร็จก็กรีดกรายออกไปทันที ทิ้งให้จันทร์ประดับนิ่งอึ้ง อ้าปากค้าง กับคำพูดสองแง่สามง่ามของเจ้าของคอลัมน์ เซ็กซ์ไม่ลับกับแมนแมรี่’ อยู่คนเดียว
             ...ยายเจ๊บ้า!

 

........................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #16 เมเปิ้้ล (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2556 / 20:35
    ปากรายพอกันแหละ
    #16
    0