อุบัติรัก กักหัวใจ

ตอนที่ 12 : แม่บ้าน!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    20 มี.ค. 57

<ทักทายกันก่อนอ่านนะคะ>
ก่อนอื่นริตาพรก็ต้องขอโทษเพื่อนๆ นักอ่านทุกคนเลยที่อัพนวนิยายช้าไปกว่ากำหนดมาก ด้วยเหตุที่เรียนหนักมากกกก หวังว่าทุกคนจะยังคงเป็นกำลังใจให้กันเรื่อยๆๆ นะคะ

ปล. คิดถึงทุกๆ คนเลย

ริตาพร.

บทที่ ๑๐

 

            กว่าที่จันทร์ประดับจะหาภากรเจอก็เสียเวลาไปเกือบสิบนาที ณ ตอนนี้หญิงสาวมาหยุดที่ห้องอาหารของโรงแรม หลังจากชะเง้อมองซ้ายขวาไม่นานก็เจอเป้าหมาย ภากรนั่งอยู่โต๊ะฝั่งขวามือริมสุดของห้องอาหารกำลังวางผ้ากันเปื้อนไว้บนตัก เธอมุ่งตรงไปหาชายหนุ่มทันที

            “อุ้ย! หิวจังเลย ขอนั่งทานด้วยคนนะคะ” จันทร์ประดับพูดจบก็อันเชิญตัวเองมานั่งข้างชายหนุ่มทันที รู้สึกหูอื้อตาลาย เมื่อมองบรรดาเมนูต้มผัดแกงทอดที่อยู่บนโต๊ะ

            “คุณตามผมมาอีกทำไม”

            จันทร์ประดับแกล้งทำหน้าเหลอหลา เสมองบริการเสิร์ฟอาหารโต๊ะข้างๆ อย่างใจเย็น ก่อนหันมายิ้มเจ้าเล่ห์ให้คนข้างหน้า ยามคนตัวโตทำหน้าเข้มดุอารมณ์บูดดูดีไม่หยอก

            “ก็ตามมาดูคนขี้หึงนะสิคะ”

            “ผมไม่ใช่คนขี้หึง แล้วก็ไม่ชอบให้ใครมาเข้าใจผิด”

            จันทร์ประดับกลั้นยิ้ม พยักหน้ารับรู้

            “เหรอคะ น่าน้อยใจจัง”

            “ผมไม่ชอบผู้หญิงที่คิดเข้าข้างตัวเอง ดูแล้วมันน่าไร้สาระ”

            จันทร์ประดับแกล้งทำตาโต อ้าปากค้างอย่างทึ่งจัด

            “โอ โชคดีจังที่ฉันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นฉันก็เป็นผู้หญิงในแบบที่คุณชอบแล้วสิคะ”

            ภากรสำลัก มองหญิงสาวอย่างเหลืออดกับความดื้อแพ่งของอีกฝ่าย

            “ว่ายังไงล่ะคะ ตกลงคุณชอบฉันแล้วใช่ไหม”

            ภากรกระแอมเบาๆ

            “กินข้าวเถอะ ตอนบ่ายผมมีงานต้องทำอีกเยอะ”

            จันทร์ประดับทำแก้มป่องขัดใจ มองคนที่เริ่มตั้งหน้าตั้งตาทานข้าวเงียบๆ แล้วทำปากอุบอิบ ตอนนี้เธออยากกลายร่างเป็นแม่มดนักจะได้เสกให้เขาเลิกเย็นชาเสียที

            เฮ้อ! เบื่อความสวย

            “ต่อไปนี้ฉันจะไม่ใช่ชุดสีแดงให้คุณเห็นอีกก็ได้ แต่ถ้าคุณทำฉันน้อยใจเมื่อไหร่ล่ะก็ฉันจะใส่เสื้อผ้าสีแดงให้คุณเห็นทุกวันเลย”

            จันทร์ประดับเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบพลางจิ้มสเต๊กปลาเข้าปาก ภากรเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่ง พยักหน้ารับรู้ ก่อนถอนหายใจ เขาไม่อยากมีปัญหากับเธอตอนนี้ แต่เขาก็ไม่พร้อมที่จะให้ความหวังกับใครเช่นเดียวกัน

 

            เจ้าของร่างอวบอิ่มในชุดเกาะอกรัดรูปสีม่วงสั้นอวดขาเรียวก้าวลงจากรถพร้อมกับถอดแว่นกันแดดสีชากวาดมองภาพที่เห็นด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ ประกายตาหมายมาดอย่างไม่ปิดบัง ถ้าแผนการที่วางไว้สำเร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ก็ต้องตกเป็นของเธอด้วย และตำแหน่งนายแม่แห่งจันทรรัตน์คือสิ่งที่เธอต้องการจากที่นี่

            ไอรินคิดว่าความฝันของเธอไม่ไกลเกินเอื้อมนัก ด้วยรู้ดีว่าหัสดินแทบจะไม่เคยมองผู้หญิงคนไหน มุ่งแต่ทำงานเพียงอย่างเดียว นับตั้งแต่น้องสาวของเขาเสียชีวิตไป ผู้หญิงที่สามารถใกล้ชิดเขามากที่สุดก็คือเธอนี่เอง

              ใช่ว่าเธอจะไม่เคยมองผู้ชายคนอื่น ดีกรีลูกสาวเจ้าของอู่เรือที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดภูเก็ตเป็นสะพานเชื่อมให้หล่อนได้เจอบุรุษเพศหลายรูปแบบ แต่กับนายหัวหนุ่มคนนี้ เธอรู้สึกเหมือนมีพลังดึงดูดบางอย่างจนไม่อาจปล่อยให้หลุดมือได้ คนอย่างเธอถ้าจะเลือกผู้ชายคนไหนมาเคียงข้าง นอกจากจะถูกตาต้องใจแล้วยังต้องเสริมบารมีให้กับเธอได้ด้วย และหัสดินคือชายหนุ่มคนนั้น!

            หญิงสาววาดปลีน่องก้าวเข้าในบ้านอย่างมั่นใจ เส้นผมสีน้ำตาลอมแดงดัดลอนช่วงปลายสะบัดพลิ้วไปตามจังหวะเดินส่งผลให้เจ้าตัวดูสวยสง่าเซ็กซี่ขึ้นเป็นเท่าตัว

            เสียงร้องเท้าส้นสูงดังขึ้นเป็นจังหวะจากทางด้านหลังกระตุ้นให้อิงฟ้าหันกลับไปมองด้วยความสนใจ แล้วเธอก็เห็นเป็นผู้หญิงหุ่นดี ผิวสีน้ำผึ้ง แต่งตัวเปรี้ยวจัด กำลังตรงมาที่เธอ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่าผู้หญิงคนนี้จะทำให้เธอมีปัญหาในอีกไม่ช้า เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดแบบนั้นทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อน จู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกปวดหัว จึงตั้งใจจะกลับห้อง ทว่าเจ้าเสียงแหลมกระด้างนั้นท้วงไว้เสียก่อน

            “นี่หล่อน คุณดินอยู่ไหม”

            คนตั้งใจจะเดินกลับห้องชะงักค้างทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี รู้สึกจี๊ดขึ้นสมอง อิงฟ้าหันหน้ากลับไปเผชิญหน้าอีกฝ่ายเต็มรูปแบบ

            “เมื่อกี้คุณเรียกใครเหรอคะ เท่าที่ดิฉันทราบที่นี่ไม่มีใครชื่อ หล่อน แบบที่คุณเรียก”

            ดวงตาเรียวเสริมความคมเฉี่ยวด้วยอายไลเนอร์ตวัดมองอิงฟ้าอย่างเอาเรื่อง กวาดมองคู่สนทนาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนเบ้ปาก อิงฟ้าหน้าร้อนผ่าวที่โดนอีกฝ่ายทำกิริยาหยาบคาย

            “ต๊าย! ดูจากการแต่งตัว คงไม่พ้นแม่บ้าน ถ้าไม่อยากตกงานล่ะก็...” ไอรินยกมือกอดอก เชิดใส่ “บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าคุณดินอยู่ไหน”

            อิงฟ้าก้มมองสภาพตัวเอง วันนี้หญิงสาวสวมเสื้อยืดคอกลมกับกางเกงยีนสามส่วน มัดผมเป็นหางม้าเรียบร้อยมั่นใจว่าตัวเองห่างไกลคำว่าแม่บ้านมาก ถึงความจำเสื่อม แต่สติปัญญาไม่ได้มืดบอดไปด้วย เธอต่อต้านความคิดที่ตัดสินคนด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สุด ผ้าขี้ริ้วห่อทองมีถมไป จะให้งอมืองอเท้ารอคำตัดสินจากโชคชะตา วินาทีนี้คงไม่ใช่สำหรับเธอ

            “แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรที่จะมาไล่ฉันไม่ทราบ” สายตาของไอรินยังไม่ลดแววดูถูกทำให้อิงฟ้าอยากเอาชนะ ทั้งที่เธอคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนนิสัยแบบนี้

            “เธอคงเป็นแม่บ้านที่ย้ายเข้ามาใหม่สินะ ฉันจะบอกเอาบุญให้ก็ได้ ฉันกับคุณดินเราสนิทกันม้ากมาก จะบอกฉันได้รึยังล่ะ ว่าคุณดินอยู่ไหน”

            “ในเมื่อพวกคุณสนิทกันม้ากมาก แล้วทำไมคุณถึงไม่รู้ล่ะคะ ว่าคุณดินอยู่ไหน” อิงฟ้าจงใจเลียนเสียงย้อน ไอรินตาวาวแทบเนื้อเต้น

            “นี่แกจงใจหาเรื่องฉันเหรอยะ”

            อิงฟ้าแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ

            “คุณนั่นแหละพูดไม่รู้เรื่อง ฉันก็แค่แสดงความคิดเห็นเท่านั้นเอง สงสัยประสาทรับฟังคุณจะเริ่มเพี้ยน โถ... น่าสงสาร”

            ไอรินกำมือแน่น กระทืบเท้า ก่อนยกมือชี้หน้าอิงฟ้า

            “แก! ฉันจะบอกให้คุณดินไล่แกออก”

            “เชิญค่ะ ตามสบาย” พูดจบ อิงฟ้าก็หันหลังกลับเข้าบ้าน แต่ไอรินกลับวิ่งมาตัดหน้า

            “แกจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น จนกว่าฉันจะได้เจอคุณดิน”

            อิงฟ้าข่มตาลง เม้มปากแน่น เริ่มหมดความอดทน ตั้งแต่ผู้หญิงคนนี้ก้าวเข้ามาที่นี่จะพาดพิงถึงหัสดินทุกครั้งจนเธอเหนื่อยแทน แม้จะไม่ได้จัดเจนในเรื่องการมองคนแต่ก็มั่นใจว่าผู้หญิงที่กำลังตามรังควานเธอตอนนั้นมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับหัสดินแน่นอน

            แล้วทำไมเธอต้องหงุดหงิดด้วยล่ะ?

            หญิงสาวพยายามสลัดความคิดชวนขนลุกออกไปในที่สุด

            “ตามใจคุณนะคะ แต่ที่แน่ๆ ฉันไม่ใช่ลูกจ้างของคุณ คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน ขอตัว” อิงฟ้าเบี่ยงตัวหลบ ไอรินกระชากแขนอิงฟ้ามาบีบแน่น

            “โอ๊ย!

            “จะหนีไปง่ายๆ เหรอ  ถ้าวันนี้ฉันไม่เห็นคุณดินเฉดหัวแกออกจากบ้านอย่าหวังเลยว่าแกจะไปไหนได้”

            อิงฟ้ามองแขนที่ถูกกำไว้แน่นสลับกับมองหน้าไอริน ตั้งท่าจะโต้กลับ หากประวีร์ที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าร้องห้ามไว้ก่อน

            “มีอะไรกันเหรอครับคุณอิงฟ้า คุณริน”

            ไอรินรีบปล่อยมืออิงฟ้าทันทีที่เห็นประวีร์แล้ววิ่งไปหาชายหนุ่ม อิงฟ้ามองรอยนิ้วมือบนท้องแขนแล้วเจ็บใจ

            “คุณวีร์ต้องจัดการให้รินด้วยนะคะ แม่บ้านคนนี้มันแกล้งริน”

            ประวีร์ รู้สึกน้ำท่วมปาก ก่อนมองไปทางอิงฟ้าที่ยืนเชิดใส่ท่าทางเอาเรื่องเช่นกัน

            “คงมีการเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ คุณริน”

            “จะมีอะไรต้องเข้าใจผิดอีกคะคุณวีร์ แค่แม่บ้านคนหนึ่งทำไมจะต้องใส่ใจด้วย”

            “คุณอิงฟ้าเป็นแม่บ้านจริงๆ ครับ คุณริน”

            “เห็นไหม รินเดาไม่ผิดสักนิด” ไอรินพูดอย่างลำพอง ตวัดมองอิงฟ้าอย่างเป็นต่อ ประวีร์มองไอรินกับอิงฟ้าสลับกัน ก่อนตัดสินใจพูด

            “แต่คุณอิงฟ้าเป็นแม่บ้านของพี่ดินครับ”

            “หา! ว่ายังไงนะ”

                                     

            หัสดินมองคนงานที่กำลังฝังนิวเคลียสลงไปที่ตัวหอยมุกด้วยความระมัดระวัง ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความชำนาญ และมีทักษะพอสมควร คนงานในหน้าที่นี้จึงอยู่ในช่วงวัยกลางคนและส่วนใหญ่เป็นคนเก่าคนแก่ที่ทำงานมาตั้งแต่รุ่นพ่อของเขา อีกฟากก็มีคนงานกำลังนำหอยมุกที่พักฟื้นหลังจากการผ่าตัดมาทำความสะอาด บ้างก็คัดเลือกหอยที่ตายทิ้งไป แล้วใส่หอยลงในตะกร้าอีกใบหนึ่ง นำไปแขวนใต้แพเป็นการถาวรต่อไป

            แสงแดดที่เริ่มร้อนแรงขึ้นตามลำดับ ขับไล่ไอเย็นจากลมทะเลได้เป็นอย่างดี หัสดินไม่เพียงสั่งการอย่างเดียวแต่ยังลงมือช่วยทำงานในฟาร์มด้วยอีกแรงอย่างที่เคยทำเสมอมา ความเอาจริงเอาจังของเขา และความเด็ดขาดทำให้คนงานเกรงกลัวและนับถือนายหัวคนนี้สุดใจ

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรชายหนุ่มรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองไม่มีสมาธิเลย บรรยากาศในฟาร์มจึงดูอึมครึมไปถนัดตา เขาพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติมากที่สุด แต่ในใจเขากลับร้อนรุ่มจนเสียสมาธิหลายครั้ง

            “ไม่บายหรือครับนาย เห็นนายดูเครียดๆ”

            หัสดินหันไปมองคนถามแลงใต้คุ้นหู แล้วฝืนยิ้มให้ รู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดังเช่นเคยหลังจากตัดสินใจที่จะแก้แค้นให้กับน้องสาว พลางคิดถึงเสี้ยวหน้าหวานเจ้าของต้นเหตุตัวการบั่นทอนทำลายสมาธิแล้วรีบสลัดทิ้ง

            “เปล่าครับลุง ผมสบายดี” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วหันไปสนใจงานตรงหน้า หากวินาทีต่อมา เสียงแหลมคุ้นหูทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงัก

            “คุณดินทำแบบนี้กับรินได้ยังไงคะ รินไม่ยอมนะ ไม่ยอม ฮือๆ”

            หัสดินเกือบเสียหลักเมื่อจู่ๆ ไอรินก็พุ่งเข้าหาระดมทุบตี ชายหนุ่มพยายามปัดป้องมือเรียวอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาน้ำใจของอีกฝ่าย คนงานข้างๆ ตั้งท่าว่าจะกระโจนเข้าไปจับแยกไอรินออกจากตัวเขา แต่ชายหนุ่มส่งสัญญาณห้ามไว้ ก่อนมองผ่านไปทางด้านหลังของหญิงสาวจึงเห็นว่าเป็นประวีร์ที่ทำหน้าขอโทษขอโพยเดินเข้ามาสมทบแล้วสั่งให้คนงานที่อยู่ในเห็นเหตุการณ์ย้ายไปทำงานที่อื่นชั่วคราว

            “มีอะไรเหรอครับคุณริน ผมงงไปหมดแล้ว” หัสดินพูดขึ้นทันที หลังจากที่สามารถรวบมือของไอรินไว้ได้สำเร็จ

            ไอรินชักสีหน้าเจ็บปวดพร้อมกับเริ่มลดดีกรีความแรงของอารมณ์ลง

            “คุณมันใจร้าย คุณโกหก หลอกลวงรินมาตลอด คุณทำยังนี้กับรินได้ยังไง”

            ความสงสัยเริ่มทวีคูณ เมื่อหญิงสาวยังใช้คำที่เป็นปริศนากับเขา หัสดินจึงหันไปหาประวีร์เพื่อขอคำตอบ

            “คุณรินรู้เรื่องคุณอิงฟ้าแล้วครับ”

            หัสดินขบกรามแน่น เริ่มลำดับเหตุการณ์จึงเข้าใจ พยายามข่มอารมณ์ให้ใจเย็นมากที่สุด

            “คุณรินใจเย็นๆ นะครับ ผมอธิบายได้”

            ไอรินสะบัดตัวหนี

            “จะให้รินใจเย็นได้ยังไงคะ จู่ภรรยาของคุณก็โผล่มาแบบนี้ คุณกำลังเล่นตลกอะไรกันแน่คะ” น้ำเสียงคาดคั้นบวกกับแววตาเอาเรื่องของไอรินทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนมีใครเอาท่อนเหล็กมาฟาดที่ศรีษะอย่างจัง ไอรินเองก็พยายามค้นหาคำตอบจากแววตาคมกล้าของหัสดินเช่นเดียวกันหากพบเพียงเสี้ยวความเย็นชาที่ส่งผ่านมา กระนั้นก็ทำให้หญิงสาวขนลุกซู่ เริ่มตั้งสติได้ ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบให้ใครมาแสดงความเป็นเจ้า ก่อนเริ่มบีบน้ำตา

            “ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ทำกิริยาต่ำๆ กับรินก่อน รินคงไม่ซีเรียสถึงขนาดนี้หรอกค่ะ”

            หัสดินหันขวับไปหาไอรินแววตาเข้มดุ

            “ผู้หญิงคนนั้นทำกิริยาต่ำๆ อะไรกับคุณเหรอ อิงฟ้า”

            อิงฟ้ายิ้มร้ายใจในใจ ตีหน้าเศร้า

            “ก็รินแค่เดินไปถามแม่นั่น เอ๊ย! คุณอิงว่า คุณอยู่ไหม เขาก็พาลใส่รินน่ะสิคะ”

            “แค่ถามเฉยๆ เหรอริน” หัสดินถามย้ำ รู้สึกสับสัน ภาพท่าทีไร้เดียงสาของอิงฟ้าผุดขึ้นมาอีกครั้งขัดกับหยาดน้ำตาของไอรินอย่างแรง ไอรินเริ่มหงุดหงิด

            “ก็แค่นี้จริงๆ น่ะสิคะ รินจะโกหกคุณทำไม รินมีแต่เสียกับเสียทั้งนั้น ฮือๆ”

            หัสดินมองหน้าไอรินนิ่ง หันไปขอความช่วยเหลือจากประวีร์ หากชายหนุ่มกลับเบือนหน้าหนี ไม่อยากยุ่งด้วย หัสดินจึงตัดบทสรุปในที่สุด

            “เอาเป็นว่าผมขอโทษแทนคุณอิงก็แล้วกัน หวังว่าคุณรินคงไม่เก็บไปคิดมาก”

            ไอรินแทบเนื้อเต้นอีกครั้ง รู้สึกเหมือนโดนเข็มทิ่มอย่างจังเมื่อเป้าหมายออกโรงปกป้องศัตรูหัวใจ ถ้าไม่ติดที่ว่าชายหนุ่มจะโกรธใจนึกอยากไปกระชากผู้หญิงคนนั้นมาตบสั่งสอนสักฉาดให้หายแค้น

            “เอางั้นก็ได้ค่ะ แต่คุณดินต้องไปส่งรินที่บ้านแล้วก็เลี้ยงดินเนอร์รินด้วยนะคะ”

            หัสดินนิ่งคิด คำขอของไอรินมากเกินไป หากบางอย่างทำให้เขาต้องตัดสินใจตอบตกลง

            “ครับ”

            ไอรินยิ้มแก้มปริอย่างมีชัย กระโดดเข้าไปเกาะแขนชายหนุ่มแสดงความเป็นเจ้าของ ประวีร์ถอนหายใจ

            “ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับพี่ดิน”

            หัสดินพยักหน้ารับ ไอรินยิ้มหวานเอาใจ ประวีร์มองคนทั้งคู่แวบหนึ่งก่อนหันหลังกลับ

            “วีร์ ฝากด้วยนะ”

            “ได้ครับ”

            ประวีร์หันกลับไปยิ้มให้หัสดินอย่างรู้ความนัย ไอรินสงสัยมองประวีร์ที่กำลังเดินไปที่รถแววตาครุ่นคิด

            “ฝากอะไรกับคุณวีร์ไว้เหรอคะ คุณดิน”

            “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมขอตัวไปเคลียร์งานสักสิบนาทีก่อนนะครับ เดี๋ยวผมมา”

            “ค่ะ”

            ไอรินตอบรับอย่างเสียไม่ได้ มองตามแผ่นหลังแกร่งด้วยแววตาเสียดาย เธอไม่มีวันต้องการแค่ความสุขเล็กน้อยขนาดนี้แน่ แววตาของผู้หญิงคนนั้นบวกกับท่าทีหัสดินทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิด นับต่อจากนี้ไปเธอจะนิ่งนอนใจไม่ได้แล้ว ของที่เธอต้องการใครก็ไม่มีสิทธิแย่ง

            “ชื่ออิงฟ้าสินะ”

 ********************************
โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

20 ความคิดเห็น