อุบัติรัก กักหัวใจ

ตอนที่ 10 : อิจฉา!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ก.ค. 56

มาแล้วค่ะ ตอนใหม่ล่าสุดของเรา
ริตาพรต้องขอโทษเพื่อนๆ ทุกคนด้วยนะคะที่อัพนิยายช้าไปนิดสำหรับสัปดาห์นี้
พอดีริตาพรเพิ่งออกจากโรงพยาบาลคะ หมอบอกว่าอย่าใช้ความคิดมากๆ เดี๋ยวจะแฮงค์อีกก็เลยหยุดพักสมองยาวไปนิด ยังไงก็ฝากติดตามอุบัติรักฯ ต่อไปเรื่อยๆ นะค


บทที่ 9

 

 

          “พร้อมหรือยังจ๊ะ คุณเจ้าสาว?”

          “ตื่นเต้นจังเลยเจ๊!

          จันทร์ประดับหน้าแดงก่ำ มือสั่น ขณะยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์ เธอกำลังจะได้เป็นเจ้าสาวเต็มภาคภูมิ หลังจากที่วิวาห์ครั้งก่อนล่มไม่เป็นท่า หญิงสาวก็คิดว่าชาตินี้คงจะไม่ได้แต่งงานอีก หากสวรรค์ก็ไม่ได้ใจร้ายกับเธอนัก เมื่อคุณกามเทพส่งเทพบุตรสุดหล่อมาให้สมใจ แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับเขาก่อนเที่ยงคืน ไม่เช่นนั้นผู้ที่ได้รับพรนี้จะไม่ไม่ได้แต่งงานอีกตลอดกาล จันทร์ประดับตกลงทันทีเพราะมั่นใจว่ายังไงก็ทันฤกษ์แต่งอยู่แล้ว ห้าทุ่มห้าสิบห้านาทีคือฤกษ์ที่คุณกามเทพตั้งไว้ และอีกไม่กี่วินาทีข้างนี้ก็จะถึงแล้ว

          ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงบรรเลงเปียโนเริ่มดังขึ้น ทุกคนที่มานั่งรอในโบสถ์ต่างพร้อมใจกันหันกลับไปที่หน้าประตู แล้วเริ่มทยอยลุกขึ้นเพื่อต้อนรับและให้เกียรติเจ้าสาว

          เด็กน้อยวัยหกขวบในชุดกระโปรงฟูฟ่องสีขาวบริสุทธิ์กำลังโปรยดอกไม้และถือแหวนแต่งงานเดินนำขบวนเจ้าสาว จันทร์ประดับสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับแมรี่ บางอย่างแล่นขึ้นสมองจนต้องชะงัก หยุดเดินกะทันหัน แมรี่ทำหน้าสงสัย จันทร์ประดับจึงยกมือขึ้นจับที่สร้อยเพชร

          “มองออกไหมว่าเป็นของปลอม” ว่าพลางแอ่นตัวซ้ายขวาประกอบคำพูด แสงเจิดจรัสบนเรือนเพชรปลอมเกรดเอสะท้อนเข้ามาในม่านตาสาวประเภทสองจนตาลาย

          “ต๊าย! ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย เริศค่ะ”

          จันทร์ประดับยิ้มพอใจ แล้วหันหน้าไปที่เวที แล้วเริ่มขยับน่องอีกครั้ง มืออีกข้างคล้องที่แขนอวบอัดได้ชุดทักซิโด้ของแมรี่ พิธีวิวาห์ที่รอคอยมานานถึงยี่สิบเจ็ดปีเต็มกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เธอจะพลาดมันอีกไม่ได้เด็ดขาด!

          ทันทีที่สบเข้ากับเสี้ยวหน้าคมของเจ้าบ่าวเทพบุตร จันทร์ประดับถึงกับตาพร่า หัวใจเต้นแรง เขาอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์เช่นเดียวกับเธอ ร่างของเขาสูงโปร่ง ผิวขาวละเอียด แม้ใบหน้านั้นจะถูกบดบังด้วยหน้ากากแฟนซีสีทองก็ไม่อาจปกปิดรัศมีความมีออร่าของเขาได้เลย

          นี่ฉันกำลังจะได้แต่งงานกับพ่อเทพบุตรจริงๆ เหรอเนี่ย?

          ตึก ตึก!

          จันทร์ประดับกรีดร้องในใจอย่างตื่นเต้น ส้นรองเท้าดังเป็นจังหวะคล้ายกับเสียงบอกเวลาบนหน้าปัดบอกเวลาพาให้หัวใจสาวพลอยเต้นไปตามเสียงนั้นด้วย ยิ่งเข้าใกล้คุณเจ้าบ่าวเทพบุตรยิ่งรู้สึกตัวเบาเหมือนกำลังลอยอยู่ในอากาศ วูบหนึ่งเธอรู้สึกคุ้นกับเจ้าของเสี้ยวหน้าคมขรึมอย่างประหลาด แต่จันทร์ประดับก็สลัดมันทิ้งเพราะในไม่ช้าเธอก็จะได้เห็นหน้าเขาชัดๆ แล้ว

          ในที่สุดจันทร์ประดับก็เดินมาหยุดอยู่หน้าเวที ขณะที่ฝ่ายเจ้าบ่าวเทพบุตรกลับหันหลังให้ หญิงสาวนิ่วหน้า รู้สึกน้อยใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายเมินใส่ หากพออีกฝ่ายเอี้ยวตัวหันกลับมา ภาพความอคติทั้งหมดจึงหายลับไปกับตา เธอเบิกตา กว้าง อ้าปากค้าง

          “คะ คุณ!” จันทร์ประดับพูดได้แค่นั้นก็โดนอีกฝ่ายเอามือจุ๊ปากไว้ เธอนิ่ง มองเขาตาไม่กระพริบ

          เขาเหมือน เหมือน...

          “คุณสวยอย่างที่ผมคาดไว้เลย” เขาพูดแค่นั้น ก่อนจะโน้มตัวเข้าหาหญิงสาว

          เมื่อคิดว่ากำลังจะโดนคุณเจ้าบ่าวเทพบุตรเซอร์ไพรส์จูบ พวงแก้มสาวซับสีระเรื่อทันที หัวใจเต้นแรงแทบระเบิด จันทร์ประดับเอนตัวลงตามอีกฝ่าย หลับตานิ่ง เผยอริมฝีปากเต็มที่ ผ่านไปชั่วครู จุมพิตวาบหวามที่รอมานานก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้สัมผัส ด้วยความร้อนใจเพราะกลัวเลยเวลาฤกษ์จึงหรี่ตาขึ้นมองอีกฝ่ายช้าๆ หากภาพเบื้องหน้าทำให้ดวงตากลมเบิกโพลง เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามไรผม

          “ตะ เต..”

 

          ตุบ!

          “โอ๊ย!

          จันทร์ประดับเอ่ยครวญไม่เป็นศัพท์ รู้สึกปวดร้าวไปทั่วร่าง กระพริบตาถี่ ขณะปรับสายตาอันพร่ามัวให้รับกับแสงอาทิตย์ยามเช้าภายนอก เสียงกริ๊งดังกังวานจนหญิงสาวตกยกมืออุดหู ค่อยๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกเหมือนโลกเอียงไปข้างหนึ่ง ความเย็นเฉียบของพื้นกระเบื้องแผ่ซึมทั่วร่าง

          จันทร์ประดับก้มมองสภาพตัวเอง แล้วถอนหาใจพรูๆ อย่างโล่งอก

          “ที่แท้ก็ฝันไปนี่เอง ตกใจหมดเลย” ว่าพลางจับที่หน้าอก เธอได้ยินเสียงหัวใจเต้นดังจัดเจน ก่อนสะบัดหน้าไปเพื่อเรียกสติ เสียงของนาฬิกาปลุกทำให้เธอหลอนไปถึงข้อกำหนดจากพรของท่านกามเทพในฝัน จึงรีบเอื้อมมือควานหานาฬิกาปลุกข้างหัวเตียงเมื่อพบแล้วกำหมัดทุบตรงปุ่มแล้วกอดไว้ในอก ถอนหายใจแรงๆ ปิดท้าย

          จันทร์ประดับก้มมองนาฬิกาปลุกในมืออย่างเข่นเขี้ยว ไม่รู้ว่าจะขอบใจหรือด่าเจ้าของห้องดีที่อุตส่าห์มีน้ำใจตั้งนาฬิกาปลุกไว้ให้ แล้วตัวเองดันหนีไปทำงานก่อน เป็นสามีที่รักภรรยามาก!

          เอ๊ะ! หรือว่าหึงเรา ที่เมื่อคืนเราเกือบได้จูบ...

          จันทร์ประดับสะบัดหน้าไปมา ยุติความคิดนั้นทันที ผ่านมาหลายวันแล้ว เธอคิดว่าตัวเองจะไม่ได้เห็นหน้าคนรักเก่าอีก แต่เขากลับเข้ามาแย่งซีนฉากในฝันของเธอเสียได้ เจ็บใจที่สุดเลย

          จากพ่อเทพบุตรกลายเป็นพ่อเทพตุ๊ดไปได้ กรี๊ด รับไม่ได้!

          ฮึดฮัดจนพอใจจึงวางนาฬิกาปลุกไว้ที่เติม แล้วดีดตัวลุกขึ้น กลับห้องตัวเอง ตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าขนหนู เสื้อคลุม เดินเข้าห้องน้ำ หากต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเพลงคุ้นหูจากโทรศัพท์เครื่องจิ๋ว

          “เจ๊โทรมาทำไมนะ?

          จันทร์ประดับขมวดคิ้ว  สืบเท้าไปที่เตียงนอนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย

          “มีอะไรรึเปล่าเจ๊ โทรหาแต่เช้าเชียว”

          “ฮือๆ ยายจันทร์ช่วยเจ๊ด้วย ถ้างานนี้ไม่ได้หล่อนช่วย แมนแมรี่คงสิ้นชื่อคราวนี้” เสียงของแมรี่โอดครวญอย่างน่าสงสาร คงเดาได้ไม่อยากว่าคนพูดคงร้องไห้จนเขื่อนน้ำตาแตก หากจันทร์ประดับทำแค่เพียงนิ่วหน้า

          “มีอะไร ใครทำอะไรเจ๊อีกล่ะ อย่าบอกนะว่าโดนพวกผู้ชายอกหักมา” หญิงสาวว่าอย่างเซ็งจิต เพราะหลายครั้งที่แมรี่โทรมาร้องห่มร้องไห้ลักษณะแบบนี้ก็จะหนีไม่พ้นเรื่องผู้ชายทั้งนั้น

          “ไม่ ไม่... ไม่ใช่เรื่องนั้น ตอนนี้เจ๊ลาออกจาก Crazy แล้ว”

          “หา! เจ๊ลาออก ทำไม?” หญิงสาวเบิกตากว้างทันทีด้วยความคาดไม่ถึง ปลายสายยังคงปล่อยโฮต่อ จันทร์ประดับจึงไม่กล้าเซ้าซี้ เริ่มจับความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ว่ากำลังเสียใจจริงๆ เธอได้ยินเสียงสั่งน้ำมูกแรงๆ อึดใจต่อมาจึงได้ยินเสียงแหลมคุ้นหู

          “มันบีบบังคับเจ๊ มันจะฟ้องเจ๊ ถ้าเจ๊ยังไม่หยุดเขียนเรื่องในมุ้งอีก”

          “ถึงขนาดหวงสูตรด้วย อย่างนี้ก็เข้าขั้นโรคจิตน่ะสิเจ๊”

          “เปล่า ลูกค้า Crazy นำวิธีเจ๊ไปใช้กับกิ๊ก พอแฟนลูกค้าจับได้ก็มาด่าเจ๊ใหญ่เลย”

          “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ เหตุผลแค่นี้มันไม่น่าจะฟ้องเจ๊ได้เลยนี่นา” จันทร์ประดับขมวดคิ้ว ทรุดนั่งลงที่ปลายเตียง

          “ความจริงใช่ว่าเจ๊จะยอมน่ะ แต่รัศมีคุณเธอใหญ่มาก เจ๊เลยไม่อยากเสี่ยง”

          จันทร์ประดับกัดริมฝีปาก รู้สึกเห็นใจแมรี่ขึ้นมาทันที เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายปากร้ายแต่ใจดี ไม่ใช่คนขี้หวงน้ำใจ พอเพื่อนไม่ได้รับความยุติธรรมแบบนี้จึงรู้สึกเจ็บเหมือนตัวเองโดนกระทำไปด้วย

          “เจ๊ก็เลยตัดสินใจลาออกใช่ไหม?

          “เพื่อปกป้องตัวเจ๊เอง และ Crazy เจ๊เลยต้องเสียสละ”

          “แล้วเจ๊ จะเอายังไงต่อไปล่ะ”

          แมรี่นิ่งสักพักก่อนตอบน้ำเสียงดีขึ้นเล็กน้อย

          “หล่อนช่วยฝากงานให้ฉันที่บริษัทคุณกรให้หน่อยสิ ถือว่าเห็นแก่กระเทยน้อยผู้น่าสงสาร”

          จันทร์ประดับขำไม่ออก

          “จะดีเหรอเจ๊ ฉันพึ่งได้เข้าทำงานเองนะ”

          “โอ๊ย! หล่อนอย่าคิดมากสิ คุณภากรเขาเป็นสามีหล่อนนะ ของของสามีก็เหมือนของตัวแหละ”

          “แต่เจ๊ก็รู้นี่นาว่ามันเป็นแค่ในนาม”

          “ต๊าย! พูดให้ตายใครเขาจะเชื่อว่าเป็นแค่นั้น อยู่บ้านด้วยกันสองต่อสองทุกวันมันก็ต้องมีหวั่นไหวบ้างแหละ เอาน่า อ้อนเขานิดๆ หน่อยๆ ก็ตกลงเองแหละ”

          “เอาจริงเหรอเจ๊?” จันทร์ประดับถามย้ำ อยากจะช่วยเพื่อนใจแทบขาด แต่พอเข้าใกล้ภากรทีไร ความสวยที่ตัวเองคิดว่ามีเหลือเฟือกลับหดหายไปทันที

          “ชัวร์ เจ๊จะได้คอยช่วยหล่อนรวบรัดเจ้าชายน้ำแข็งของหล่อนอีกแรงไง อย่าซีเรียสสิย่ะ”

          ดวงหน้าเรียวซับสีระเรื่อ

          “ก็ได้ ฉันเดี๋ยวฉันจะคุยให้ก็แล้วกัน”

          “ขอบใจมากจ๊ะ เพื่อนรัก ขอให้จับผู้ชายได้ไวๆ” พอแซวเสร็จ คนขอความช่วยเหลือก็วางสายไปทันที ทิ้งให้หญิงสาวนั่งอ้าปากค้าง กระพริบตาปริบ ก้มมองโทรศัพท์อย่างเข่นเขี้ยว

          “ฝากไว้ก่อนเถอะ” จันทร์ประดับโยนมือถือเครื่องจิ๋วลงเตียงนุ่ม แล้วก้าวฉับๆ เข้าห้องน้ำ ในหัวสมองคิดถึงกลเม็ดมัดใจพ่อเทพบุตรที่เธอแอบเก็บเอาไปฝัน

          ถ้าหัวใจเขาเป็นหุ่นยนต์ก็ดีสิ จะได้บังคับง่ายๆ !

         

          หลังจากอาบน้ำแต่งตัว แวะกินข้าวต้มที่ร้านหน้าปากซอยเสร็จ จันทร์ประดับก็มุ่งตรงมาที่โรงแรมทันที หญิงสาวถอนหายใจเป็นครั้งที่ร้อยเมื่อแหงนมองนาฬิกาติดผนังหน้าห้องทำงานของภากร บ่ายโมงกว่าแล้วเขายังไม่ออกจากห้อง เห็นว่าเขามีประชุมกับลูกค้าคนสำคัญชาวฝรั่งเศส เธอจึงจำต้องแขวนท้องรออีกฝ่ายไปโดยปริยาย หลายครั้งที่หญิงสาวแกล้งตบยุง ทำกระเป๋าตก เดินเสียงดัง เพื่อเรียกร้องความสนใจให้คนในห้องออกมาตำหนิ หากประตูไม้ไอ๊คบานใหญ่ยังปิดสนิทเช่นเดิม จนเริ่มท้อ

          “ได้ค่ะท่านประทาน กาแฟสองแก้วนะคะ”

          จบประโยคที่สองที่ได้ยินในช่วงสามชั่วโมงที่ผ่านมาจากเลขานุการสาว จันทร์ประดับตาโตทันที ความคิดบางอย่างฉุกเข้ามาในสมอง รอยยิ้มบางผุดขึ้น จึงลุกจากเก้าอี้ สืบเท้าไปหาเลขาฯ สาวที่กำลังชงกาแฟอยู่ในมุมครัวกะทัดรัดอีกฟาก จันทร์ประดับมองจับจ้องอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ

          กาแฟสอง คอฟฟี่เมตหนึ่ง โนว์ชูการ์ อืม! ชอบแบบเข้มๆ อย่างนี้นี่เอง มิน่าถึงหน้าตึงนัก ถ้าเธอกินแบบนี้ทุกวันคงไม่ต้องเข้าคลินิกความงามให้เสียเวลา จันทร์ประดับอดค่อนขอดคนสั่งในใจเสียไม่ได้ พออีกฝ่ายชงกาแฟสองแก้วเรียบร้อยเตรียมใส่ถาดพร้อมบริการ ก็รีบท้วงขึ้นทันที

          “เดี๋ยวค่ะ”

          อีกฝ่ายชะงัก

          “คุณจันทร์มีอะไรเหรอค่ะ”

          จันทร์ประดับรีบเดินแผนการทันที

          “คือว่า ฉันเห็นคุณยังไม่ได้ทานข้าวเลย นี่ก็บ่ายโมงแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ฉันเห็นใจคุณนะคะที่ต้องมานั่งทนรออยู่แบบนี้ เอาเป็นว่ากาแฟสองเก้านี้เดี๋ยวฉันจะยกไปให้คุณกรที่ห้องเอง ตามสบายค่ะ” ว่าพลางยึดถาดกาแฟมาครองไว้ในมือ

          “จะดีเหรอคะ คุณเป็นแขกนะคะ”

          จันทร์ประดับเห็นอาการลังเลของอีกฝ่าย จึงรีบหว่านล้อมต่อ

          “คุณไปทานข้าวเถอะค่ะ จะไม่มีใครหาว่าคุณใช้ภรรยาท่านประธานได้แน่นอน ฉันกุมความลับเก่งค่ะ” จันทร์ประดับยิ้มเก๋ ขยิบตาให้เลขาฯ สาวที่วงหน้าเริ่มซีดตกใจอย่างคาดไม่ถึง หากเธอไม่สนใจ แม้จะรู้สึกเจ็บลึกๆ ที่ชายหนุ่มไม่เคยแม้แต่จะคิดแนะนำเธอให้พนักงานรู้จักสักครั้ง นี่ก็คงเป็นอีกรายที่ยังไม่รู้ฐานะของเธอ

          แต่ไม่ใช่เวลาที่ต้องมานั่งเสียใจ หญิงสาวสืบท้าวไปที่หน้าห้องที่มีป้ายกำกับว่า ประธานกรรมการบริหารแล้วเคาะประตู พอได้รับอนุญาตจากข้างใน มือเรียวจึงผลักประตูเข้าไป

          “กาแฟมาแล้วค่ะ ท่านประธาน”

          สองบุคคลที่นั่งคุยกันท่าทางสนิทสนมชะงักบทสนทนาแล้วหันมามองหญิงสาวเป็นตาเดียว โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของห้อง จันทร์ประดับทำเป็นไม่สนใจท่าทีตกใจของอีกฝ่าย เธอขยับน่องเดินไปเสิร์ฟกาแฟให้ทั้งคู่พร้อมกับลอบสังเกตคู่สนทนาของคนตัวสูง

          ลูกค้าของภากรเป็นชาวต่างชาติ ผมสีทอง ตาสีฟ้า ผิวขาวจัด รูปร่างสูงใหญ่กว่าชายหนุ่มเล็กน้อย สำหรับเธอเขาเป็นฝรั่งที่จัดได้ว่าหน้าตาดีคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่สเปก เธอชอบแบบไทยๆ มากกว่า และยังรู้สึกเหมือนว่าเขาแอบมองมาที่เธอเป็นระยะ หากก็ส่งยิ้มหวานแปลกๆ ให้ภากรที่นั่งหน้าขรึมใกล้กัน จนเริ่มรู้สึกหงุดหงิดแทน จึงถอยหลังกลับไปยืนอยู่มุมห้อง สองหนุ่มพร้อมใจกันจิบกาแฟ แล้วเริ่มคุยกันต่อ

          “เธอเป็นใครเหรอ ทำไมผมไม่เคยเห็นหน้า”

          “เธอเพิ่งมาทำงานที่นี่ครับ คุณจึงไม่เคยเห็น”

          “เธอสวยดีนะ ผมชอบ”

          “ผู้หญิงไทยสวยทุกคนครับ”

          “แต่ผมชอบผู้หญิงใส่ชุดสีแดง มองแล้วน่า...”

          “เธอเป็นภรรยาผมเองครับ”

          คุยกันเป็นภาษาฝรั่งเศสซะด้วย กลัวเรารู้ความลับล่ะสิ เชอะ อย่างน้อยก็รู้แหละว่าไม่ใช่ภาษาไทย

          แม้จะฟังไม่ออกว่าทั้งสองคุยอะไรกัน แต่จันทร์ประดับก็อดสงสัยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้ จังหวะหนึ่งเธอแอบสังเกตเห็นเสี้ยวหน้าขรึมเข้มขึ้น ไม่นานหน้าอีตาฝรั่งผมทองก็แดงขึ้นเหมือนกัน แถมมองสามีเธอลึกซึ้งปานจะกลืนกินจนรู้สึกขนลุกขนพอง ข้อสันนิษฐานเริ่มแรกตอนแต่งงานกับคนหน้าขรึมผุดขึ้นมาอีกครั้ง

          อย่าบอกนะว่า อีตาผมทองนั่นเป็น... ?

          จินตนาการสุดบรรเจิดของอดีตคอลัมนิสต์สาวพังครืนลงเมื่อสองหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟา พร้อมกับจับมือล่ำลา ภากรผายมือเชิญแขกออกจากห้อง หากก่อนกลับฝรั่งผมทองเดินมาหยุดหน้าจันทร์ประดับ เขายิ้มให้เธอเล็กน้อย ก่อนทำท่าทางขอโทษขอโพยจนจันทร์ประดับปั้นหน้าไม่ถูก หากด้วยทิฐิเธอจึงเข้าใจว่าเขาผิดปกติทางจิตใจแล้วพลอยมองคนหน้าขรึมในแง่ลบไปด้วย

          “ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดก็แล้วกัน” ภากรพูดขึ้นทันทีที่เห็นหญิงสาวทำหน้าเหมือนอมยาขม

          จันทร์ประดับสะดุ้ง แต่ยังปั้นหน้านิ่งได้อย่างแนบเนียน

          “ฉันคิดอะไรเหรอคะ”

          “ช่างเถอะ”

          เมื่อเห็นว่าคนตัวสูงจะเดินหนีไปเสียดื้อๆ หญิงสาวจึงรีบขยับน่องวิ่งไปขวางหน้าทันที แม้ในใจอยากจะกระชากคอเสื้อเขามาถามเรื่องฝรั่งผมทองให้รู้แล้วรู้รอดก็เถอะ

          “เดี๋ยวสิคุณ อย่าเพิ่งไป ฟังฉันให้จบก่อน”

          คนถูกขอร้องให้หยุดก้มมองนาฬิกาข้อมือ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของน้ำเสียงแหลมใสตรงๆ

          “คุณมีธุระอะไรเหรอ หรือว่าอยากเปลี่ยนงาน”

          ปลายเสียงติดจะห้วนนิดๆ หากจันทร์ประดับทำเป็นไม่สนใจ ยิ้มหวานทำใจดีสู้เสือ

          “เปล่าค่ะ ฉันแค่จะมาขอบางอย่างจากคุณนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง” ว่าพร้อมกับจีบมือประกอบ “นิดเดียวจริงๆ นะคะ”

          ภากรนิ่ง หรี่ตามองคนในชุดเดรสสีแดงแวบหนึ่ง

          “ขออะไร?

          จันทร์ประดับกลืนน้ำลายสีหน้าเปลี่ยนไป

          “คือว่าเพื่อนฉันโดนไล่ออก... เอ๊ย! เพื่อนฉันลาออกจากงานเก่าแล้วเขาก็อยากมาทำงานช่วยฉันที่นี่...”

          “จะให้ผมรับเพื่อนคุณเข้าทำงานว่างั้นเถอะ”

          “ค่ะ ถ้าคุณจะกรุณา” จันทร์ประดับตอบรับเสียมิได้ แล้วก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรม

          “ตกลง”

          จันทร์ประดับตาลุก เงยหน้าขึ้นสบตาคนพูดโดยอัตโนมัติ เผยอยิ้มกว้าง ไม่คิดว่าเรื่องจะง่ายดายปานนี้ เห็นทีว่าต่อมความสวยของเธอจะเริ่มออกฤทธิ์ซะแล้ว

          “คุณตกลงแล้วห้ามคืนคำนะ” ว่าพร้อมยกนิ้วขู่ ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะกลัว

          “แต่มีข้อแม้?

          นั่นปะไร ของฟรีไม่มีในโลกหรอก!

          “ข้อแม้อะไรเหรอคะ ว่ามาได้เลยค่ะ รับรองว่าเพื่อนของฉันทำได้ทุกอย่าง”

          “ถ้าอยากให้ผมรับเพื่อนคุณเข้าทำงาน ต่อจากนี้คุณห้ามใส่ชุดสีแดงให้ผมเห็นอีกเด็ดขาด”

          คนถูกรวนใส่มองคนหน้าบอกบุญไม่รับตาปริบ ก้มมองสภาพตัวอย่างงงๆ พอเงยหน้าจะถามเหตุผลเจ้าตัวก็เดินลิ่วออกจากห้องไปแล้ว

          นี่เธอสวยยังไม่พอหรือกำลังโดนอิจฉากันแน่?

          “คนบ้า กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน”

..............................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #18 เมเปิ้้ล (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กันยายน 2556 / 05:47
    มีหึงด้วยแฮะ
    #18
    0