ตอนที่ 9 : ตอนที่ ๘ นักรบอ่อนแรง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 296
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    22 ก.ค. 62

ตอนที่ ๘ นักรบอ่อนแรง



แม้ดวงอาทิตย์อับแสงลง แต่แสงสีของหลอดไฟนีออนจากอาคารสูงยังช่วยกันส่องไฟสร้างความสว่างไสวให้กับเมืองหลวงยามราตรี อีกทั้งป้ายไฟโฆษณาสินค้าตามตึกสูงก็ยังขยันผลัดเปลี่ยนนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่สู่สายตาผู้คนในระบบทุนนิยมไม่ขาดสาย หลายชีวิตมากมายในยามราตรีก็เริ่มดำเนินคล้ายกับผึ้งงานที่ต้องเวียนออกหาน้ำหวานมาเก็บสะสมในรังของมันให้อยู่รอดในวันต่อ ๆ ไป

เช่นเดียวกับสัญชัย ชายหนุ่มผู้ที่ไม่เคยปฏิเสธตนเองว่ายังต้องการวัตถุมาจุนเจือความรู้สึกที่ขาดหาย แม้ในขณะที่กำพวงมาลัยรถสปอร์ตสุดหรูรุ่นอยู่ในมือ เขาก็ไม่คิดว่ามันคือความต้องการสุดท้ายของชีวิต

“พี่จะไม่คิดพาฉันไปกินเหล้าในผับหรู ๆ บ้างหรือไง”

นอกจากเพลงสากลที่ดังจากด้วยเครื่องเสียงชั้นดี ก็ยังมีเสียงของหญิงสาวนางหนึ่งที่สัญชัยจำยอมให้ขึ้นมาสร้างรอยย่นบนเบาะหนังเนื้อนิ่ม

“จะกินเหล้าที่ไหนก็เหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้วเธอก็เมาหัวราน้ำไปจบบนเตียงกับฉันอยู่ดี”

ต่อให้เจ้าหล่อนส่งค้อนจนตาถลน ก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มเจ้าสำราญสะทกสะท้าน เพราะหล่อนเป็นเพียงอีกตัวเลือกในคืนที่ไม่ต้องการพิธีรีตอง แค่สมยอมแล้วแยกทางไปใช้ชีวิตของตนในเช้าวันใหม่ก็พอ

“ไหนว่าร่ำว่ารวย แค่เลี้ยงวิสกี้ดี ๆ ให้ฉันสักแก้วสองแก้วยังทำไม่ได้”

แต่สิ่งที่สัญชัยเกลียดเข้ากระดูกดำคือคำดูถูก “ถ้าอยากลองวิสกี้ดี ๆ สักแก้วสองแก้วล่ะก็ จะพาไปให้ลิ้นเธอมีบุญได้จิบของดี แต่บอกไว้ก่อนว่า อย่าเที่ยวส่งสายตาทอดสะพานอ่อยใคร”

“ตายแล้ว นี่พี่สัญหวงฉันหรือ” ทั้งน้ำเสียงและแววตาของเจ้าหล่อนดีใจสุดแสน

สัญชัยเหยียดยิ้ม “เปล่า แต่ฉันอายเขา ไม่อยากถูกคิดว่าเป็นพ่อเล้า พากะหรี่ไปหากิน”

“พี่สัญ!

“อย่าโวยวายน่า เดี๋ยวก็ได้กินของดีแล้ว”

หล่อนได้แต่ทำท่าทางฮึดฮัดใส่เพราะรู้สถานะตัวเองดี แล้วคำกล่าวที่ออกจากปากเขาก็ไม่ได้ผิดจากความเป็นจริง

หญิงสาวนุ่งสั้นที่ยังเรียนระดับชั้นอุดมศึกษาคนนี้มีประการณ์ผ่านมือชายมานับไม่ถ้วน ด้วยจุดประสงค์ของความอยากได้อยากมี กระเป๋าแบรนด์เนมที่หล่อนพกพาก็ได้มาจากการสนับสนุนของเสี่ยแก่ราวพ่อสักคน ส่วนนาฬิกาที่คาดบนข้อมือข้างที่หล่อนมักใช้ยกขึ้นทัดผมกับหูก็มาจากการฉอเลาะผู้ชายในบัญชีรายชื่อ

ส่วนตัวเขามีอะไรให้หล่อนบ้าง บอกเลยว่าสัญชัยคนนี้ไม่มีวันเสียทรัพย์ให้ผู้หญิงคนไหน ไม่อีกเลยตั้งแต่ชีวิตพังทะลายด้วยน้ำมือของอดีตคนรัก หรือจริง ๆ เขาอาจไม่เคยถูกหล่อนผู้นั้นรักเลยก็เป็นได้

“เธอจะกินมากกว่าสองแก้วก็ได้นะ...” เขาเอ่ยปากเมื่อหยุดรถหน้าทางเข้าผับระดับไฮคลาส เห็นหญิงสาวมองกลับไปด้วยดวงตาวาว “แต่เธอต้องตอบแทนฉันให้คุ้มกับเหล้าทุกหยดที่กินจนถึงเช้า”

บอกแล้วหยิบยื่นธนบัตรใบละร้อยส่งให้พนักงานรับรถที่เดินเข้ามาหาอย่างนอบน้อม ก่อนเดินนำผ่านประตูคู่บานใหญ่ที่เปิดอ้าต้อนรับแขกกระเป๋าหนักเข้าไปหาความบันเทิงสำหรับคนมีระดับ

“พี่รู้จักที่นี่ได้ไง”

สัญชัยไม่สนใจตอบคำถาม เดินตรงเข้าไปเอนกายบนโซฟาบุผ้ากำมะหยี่ในมุมเร้นตา เลือกวิสกี้ให้ตัวเองก่อนเลื่อนเมนูเครื่องดื่มให้คู่ควงสาว จากนั้นยกแขนทั้งขึ้นพาดกับพนัก หลับตาฟังเพลงแจ๊สร้องสดจากนักร้องเสียงดีมีชื่อที่ขับกล่อมให้แขกของที่นี่รู้สึกผ่อนคลาย

ผู้ที่มาให้บริการทั้งหญิงและชายต่างอยู่ในมุมสงบของตน แต่ก็มีหลายคนเลือกเต้นรำตามจังหวะดนตรีกลางฟลอร์ของแสงไฟหลากสี หากคิดให้ดี ก็ไม่มีอะไรต่างจากผับระดับผู้ใช้แรงงานสักนิดเดียว 

สัญชัยลืมตาแล้วหยิบแก้ววิสกี้ขึ้นที่บริกรนำมาเสิร์ฟ ลิ้มรสความละมุนของน้ำหมักข้าวสาสีตีตราโรงบ่มในสก๊อตแลนด์ แต่ความสุนทรีในรสชาติวิสกี้ของก็กระเด็นหายไปเพราะเสียงเล็กเสียงน้อยของคู่ควงที่ตื่นเต้นยามได้เห็นคนดังมากมายในผับแห่งนี้

“สรุปดาราคู่นั้นเขาคบกันจริง ๆ ล่ะสิ แล้วทำเป็นให้ข่าวว่าคิดกันแบบพี่น้อง”

“แค่เห็นเขามาเที่ยวด้วยกันก็คิดว่าเขาเป็นแฟนกันอย่างนั้นหรือ สมองตื้นจังนะ” ชายหนุ่มนึกรำคาญในใจ

“อ๋อ ต้องนัวเนียกันแบบคู่นั้นใช่ไหม ถึงจะมั่นใจว่าเป็นมากกว่าพี่น้อง”

หล่อนพยักพเยิดสายตาไปทางมุมมืดหนึ่งของผับ เห็นเงาของคนสองคนกอดกันกลมเกลียวราวกับกำลังรวมร่างเป็นหนึ่งเดียว

เพราะไม่ได้เกิดมาจากวงศ์ตระกูลผู้ดี แถมยังใช้ชีวิตของเด็กกำพร้าในชุมชนแออัด การเห็นชายหญิงนัวเนียกันจึงเป็นเรื่องปกติ แต่แผ่นหลังของร่างเพรียวบางที่ขึ้นคร่อมนั่งบนหน้าตักชายในเงามืดนั้นดึงสายตาของสัญชัยให้จดจ้องนานเสียจนคู่ควงเอ่ยเสียงหยอกเย้า

“อยากให้ฉันทำแบบนั้นบ้างหรือเปล่าล่ะ”

“ไม่ต้อง”

เขาตอบเสียงขุ่นแล้วก็ต้องรีบหันสายตากลับมาในตอนที่ชายผู้นั้นยกตัวหญิงสาวออกจากหน้าตักของตนก่อนลุกออกจากที่นั่งพลางแนบโทรศัพท์กับหู เดินหายลับไปในเงามืดหลังผับ ส่วนหล่อนคนนั้นก็นั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตาปั้นที่ถูกเอาไปทิ้งไว้ตามสุสานร้าง หลายนาทีกว่าจะคว้ากระเป๋าแล้วรีบพาตัวเองเดินออกจากผับไป

“นั่นยายแพรพรรณรายเจ้าของร้านเสื้อไฮโซนี่” เสียงแหลมเล็กของคู่ควงร่วมโต๊ะดังขึ้นอีกครั้งเมื่อได้เห็นโฉมหน้าของหญิงสาวในเงามืดคนนั้น

“เพื่อนฉันเคยเอาเสื้อไปเคลมที่ร้านแม่นั่นแต่ถูกไล่ตะเพิดออกมา แถมยังด่าไล่หลังว่าไม่เคยขายให้พริตตี้เกรดต่ำ แต่ไอ้เสื้อตัวบางจ๋อยหรอยอย่างกับเสื้อบังทรงคุณยายทวดนั่น ผัวแก่ซื้อให้มันหรอก มันไม่ได้ซื้อเอง ยายแพรพรรณรายนั่นก็คงคิดว่าตัวเองวิเศษวิโส ถึงได้มองคนอื่นต่ำกว่า นี่ถ้าไม่ห่วงว่าทะเลาะกันแล้วจะทำให้งานโชว์ตัวหด เพื่อนฉันไม่มีทางยอมหรอก”

หากแต่คำพูดต่าง ๆ นานาที่หลั่งไหลออกมาราวกับก๊อกรั่วไม่เข้าหูของสัญชัยสักคำ เขาได้แต่นั่งนิ่งคล้ายกับกำลังจมดิ่งอยู่ความคิดของตัวเอง

“ฉันขอรอดูหน้าผู้ชายหน่อยสิว่าเป็นใคร” คู่ควงสาวตั้งท่าเตรียมสอดส่องเต็มที่แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะผู้ชายคนนั้นไม่มีทีท่าจะเผยตัวออกมา

และในวินาทีนั้น ความคิดที่เกิดขึ้นในหัวฉับพลันก็ทำให้สัญชัยวางเงินไว้บนโต๊ะเกินราคาค่าเครื่องดื่ม “ส่วนที่เหลือจากทิปเป็นของเธอ กระดกเหล้านั่นเสร็จแล้วเรียกแท็กซี่กลับไปเอง ฉันมีธุระด่วน”

จากนั้นรีบเดินออกจากผับไม่สนใจการคำด่าหยาบคายของหญิงสาว แต่ก็ไม่ทันได้เห็นใบหน้าบุรุษปริศนาดังใจหวัง เพราะมีรถยนต์คันหรูระดับผู้บริหารเข้าจอดเทียบรับแล้วเคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็ว และลำพังแค่ตัวเลขสวยบนป้ายทะเบียนคงไม่พอให้รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร

แต่สำหรับสตรีที่กำลังยืนอยู่ใต้เงาไฟข้างรถสปอร์ตสีแดงนั้น... เขารู้จักหล่อนดี

เรียวปากหยักกระตุกยิ้มแล้วก้าวขาเดินเข้าไปหาหญิงสาว ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่แต่ร่างอรชรที่สวยสดในชุดเดรสเกาะอกสีดำผ้ากำมะหยี่ จนได้เข้าไปใกล้แล้วเห็นใบหน้าเรียวเชิดมองอย่างเย่อหยิ่งจองหอง แต่ที่ขอบตาคมกลับมีร่องรอยของความอ่อนแอ

“พอดีเห็นนางฟ้าปีกหักร่วงหล่นจากฟ้า ก็เลยตามมาดูว่าเป็นหรือตาย” คำพูดถากถางสร้างความเคืองขุ่นให้ผู้ฟังได้ไม่ยาก “สนใจให้ฉันเลียแผลให้ไหม คนกันเอง ฉันคิดค่าบริการไม่แพง”

“นายมันเคยต่ำช้ายังไงก็ยังงั้น ไม่มีเปลี่ยน”

คำปรามาสของหล่อนไม่สะกิดความรู้สึกของคนที่เกิดจากสังคมต่ำตม ยิ่งได้เห็นว่าคำทับถามที่พ่นออกไปมีผลต่อความรู้สึกข้างในหล่อน ก็ยิ่งยินดีราวกับได้รับคำชม

“ก็คนต่ำช้าคนนี้ไม่ใช่หรือที่เคยพาเธอไปสวรรค์ทุกครั้งที่เธอขอ ขนาดเธอทิ้งฉันไปเป็นเมียเก็บไอ้เสี่ย พ่อกำมะลอของเธอไม่กี่เดือน ยังซมซานมาหาเพราะไอ้เสี่ยมันให้ความสุขบนเตียงกับเธอไม่ได้เหมือนฉัน”

“แล้วฉันก็ให้ค่าตัวนายแลกกันไม่ใช่หรือไง”

สัญชัยแค่นหัวเราะพลางส่ายหน้าให้คำพูดของหญิงสาว “เรียกว่าคืนหนี้ที่เธอเอาเงินฉันไปลงทุนซื้อเสื้อผ้ามาขายแล้วเจ๊งจะเหมาะกว่า แล้วนั่นมันก็แค่ต้น แต่เธอยังค้างดอกเบี้ยฉันอีกเยอะ”

“สุดท้ายนายมันก็เห็นแก่เงินพอกันนั่นแหละ!” ใบหน้าหยามของหล่อนทำให้เขาฉุน

“ก็เป็นเพราะเงินไม่ใช่หรือไง ที่ทำให้เธอขายตัวให้เจ้าเสี่ยนั่น” น้ำเสียงของชายหนุ่มจึงแข็งกร้าวขึ้นไม่แพ้ดวงตาที่จงใจใช้มองหล่อน “เธออาจแสร้งทำตัวเป็นคุณหนูสายเลือดผู้ดีได้ แต่อย่าลืมว่ามีฉันคนเดียวที่รู้จักกำพืดของเธอดีกว่าใคร กาก็คือกา ต่อให้มันทาตัวเองด้วยสีขาว ก็ไม่อาจเปลี่ยนรูปร่างอัปลักษณ์ของมันได้”

ริมฝีปากฉาบสีแดงเลือดนกถูกขบเม้มแน่น ดวงตาสีเทาขุ่นจดจ้องมองเขาด้วยความรวดร้าวราวกับเด็กที่ถูกบุพการีชี้หน้าต่อว่าให้อับอายในที่สาธารณะ แต่สัญชัยไม่สนใจว่าคำพูดของเขาจะสะเทือนหัวใจหล่อนแค่ไหน

“แล้วก็มีแค่ฉันเท่านั้น มีแค่ฉันที่เธอสามารถปลดปล่อยความไพร่ในตัวเธอออกมาได้โดยไม่ต้องปกปิด” เขายังสืบคำพูดร้าย ๆ ต่อไป

มือที่กำแน่นจนเกร็งยกขึ้นแล้ววาดเป็นวงหมายฟาดฝ่ามือบนใบหน้าของชายหนุ่ม แต่กำลังของบุรุษเพศมีมากกว่า จึงจับข้อมือหล่อนไว้มั่นแล้วยิ้มเยาะ

“อย่าแสดงกิริยาลูกกะหรี่ในที่แจ้งสิ มันไม่งาม”

“ไอ้เลว!” ดวงตาถมึงทึงฟ้องถึงความชิงชัง

“อันที่จริง... ฉันก็ไม่ได้อยากชวนเธอทะเลาะ” เขาจ้องตาหล่อนนิ่ง “บอกตามตรง ฉันคิดถึงเธอฉิบหาย”

เรียวปากบางยิ้มแสยะ “เก็บคำพูดนั่นไว้กรอกหูอีตัวในคอนโทรลเถอะ”

ชายหนุ่มจุ๊ปาก ยิ้มกลับอย่างไม่สะทกสะท้านต่อคำพูดของอีกฝ่าย “ไม่เอาน่า ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่อยากรู้หรือว่าชีวิตของไอ้สัญที่เคยร่วมเรียงเคียงหมอนกับเธอตอนนี้มันเป็นยังไง”

ดวงตาสีเทาหม่นไร้ความรู้สึกร่วม หล่อนสำบัดมือเขาออก แล้วจะเปิดประตูรถเพื่อเข้าไปนั่ง แต่เสียงสัญญาณรีโมทปลดล็อกรถดังพร้อมกับไฟหน้าของเก๋งสปอร์ตแบบเปิดประทุนสีดำมันวาวที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามสว่างวาบ เรียกสายตาของหญิงสาวให้หันไปมองชายหนุ่มที่ควงกุญแจปั๊มตรายนตรกรรมจากประเทศเยอรมัน

“ฉันรู้ว่าคืนนี้เธอก็เจ็บหนัก และฉันก็ยินดีเป็นผู้รับฟัง”

ริมฝีปากบางของหล่อนเม้มเข้าหากัน ก่อนเปิดประตูรถของตนแล้วสอดร่างบางเข้าไปภายใน ใช้ดวงตาโศกจดจ้องพวงมาลัยแน่วนิ่ง

“อย่างน้อยคืนนี้ก็ได้เพื่อนกินเหล้า ฉันจะขับตามไป” หล่อนเอ่ยคำพูดจากนั้นปิดประตูแล้วสตาร์ทรถรอโดยไม่หันมามอง

ชายหนุ่มจึงลอบยิ้มในใจ นึกเย้ยหยันในคำพูดที่ไม่ตรงกับใจของหล่อน แต่ก็ช่างเถอะ หากหล่อนอยากหาเพื่อนกินเหล้าจริง ทำไมเขาจะเป็นให้ไม่ได้ แล้วถ้าหล่อนต้องการมากกว่านั้น เขานี่แหละเป็นคนเดียวที่สนองตอบความต้องการให้ถึงอกถึงใจ

 

ถ้าหล่อนเป็นผู้วิเศษ ก็จะเสกให้ความยาวของถนนสายด่วนที่เชื่อมต่อเมืองชายฝั่งตะวันออกกับเมืองหลวงยืดยาวออกไปอีกพันกิโลเมตร

แต่ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ ก็อยากใช้วิธีหน่วงเวลาด้วยความเร็วแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งผิดวิสัยสาวนักซิ่งที่แพรพรรณรายเคยให้ฉายาหล่อนไว้ หากทว่านัดรอบนี้สำคัญมากเสียจนต้องตัดใจเร่งรอบความเร็วให้ทันเวลา เพราะคนที่หล่อนจะต้องเข้าไปพบคือมิสเตอร์เรมอนด์ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ชาวอังกฤษคนนั้น

“ทำไมต้องมานัดคุยเอาวันนี้ด้วยนะ”

รสสุคนธ์บ่นกระปอดกระแปด ในหัวก็นึกหาคำตอบดี ๆ ที่ฟังแล้วมีเหตุมีผลพอต่อคำถามที่มั่นใจว่าจะถูกกรรมการผู้จัดการใหญ่ซักฟอก

มาพบพี่พรุ่งนี้ก่อนเวลาเข้างานที่บริษัท ข้อความแสนห้วนสั้นหลังจากที่เขาทิ้งมิสคอลสิบครั้งไว้บนสมาร์ตโฟนเมื่อคืน แค่ลองจินตนาการถึงใบหน้าเจ้าของข้อความก็ละเหี่ยใจจนอยากเลี้ยวรถกลับ

“เพราะนายต้นกล้าแท้ ๆ เชียว”

หล่อนโอนเหตุแห่งความเดือดเนื้อร้อนใจให้ของครูหนุ่ม แล้วเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานฝ่าฝูงรถที่เริ่มหนาแน่น มุ่งหน้าสู่คุณากรพร็อพเพอตี้

แม้จะไม่ถึงขนาดตรงเวลานัดเป๊ะ แต่ก็วิ่งเข้าห้องทำงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ก่อนเจ้าของห้องจะพกพาเอาบรรยากาศตึงเครียดเข้ามาฝากไม่กี่นาที

เขาปรากฏในชุดสูทสีดำสนิท เดินด้วยท่าทางขึงขังไร้คำทักทายผ่านหล่อนไปนั่งสง่าบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ แล้วมองด้วยสายตาที่บอกระดับความโกรธได้ดีโดยไม่ต้องซื้อหาเครื่องมืออะไรมาวัดค่าแรงสั่นสะเทือนของอารมณ์

“อีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า มิสเตอร์เรมอนด์จะเดินทางมาถึง พี่หวังว่าโรสจะมีเรื่องดี ๆ รายงานให้เขาพอใจ”

นอกจากงานที่เขาตามจิกหล่อนแล้ว การที่หล่อนหายจากบริษัทไปสามวันสองคืน ไม่ได้กระทบความรู้สึกของผู้ชายคนนี้เลย

“แล้วส่วนที่พี่อิทรับผิดชอบล่ะคะ ไปถึงไหนแล้ว” รสสุคนธ์ย้อนถาม แต่สายตาคู่นั้นทำให้หล่อนอยากเดินออกจากห้อง แล้วกลับไปรบรากับคนของโรงเรียนปลูกปัญญาแทน

“ไปอยู่ที่นั่น ไม่สังเกตเลยหรือว่ากำแพงบอกเขตก่อสร้างลากยาวกินพื้นที่ไปถึงไหนแล้ว”

รสสุคนธ์สูดลมหายใจเข้าลึก เอาอากาศเข้าไปแทนที่ความอึดอักในหน้าอก “กำหนดการเข้าเคลียร์พื้นที่ยังไม่เปลี่ยนใช่ไหมคะ”

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ “แล้วเราต้องรออะไรอีกล่ะ”

แล้วลุกขึ้นเดินล้วงกระเป๋าเข้ามาหยุดยืนในระยะใกล้จนหล่อนรู้สึกถึงภัยคุกคาม จึงรีบก้าวขาถอยหลังแต่ไม่พ้นความยาวของลำแขนแกร่งที่คว้าเอวบางไว้แล้วเอ่ยพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม

“บอกพี่ทีสิว่า... เราต้องรออะไร”

รสสุคนธ์ออกแรงดันตัวเองหลุดจากวงแขน ส่งสายตาดุบอกให้อีกฝ่ายรู้ชัดเจนว่าไม่พอใจ แต่อยากเก็บไว้ตอบคำถามนายฝรั่งดีกว่าเสียแรงเรี่ยไร่รายทาง จึงสะบัดตัวเดินไปทำสมาธิในห้องทำงานของตน แต่ความประหม่าก็เกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ในตอนที่ประจันหน้ากับนักธุรกิจชาวอังกฤษ เพราะนอกจากจะไม่ได้ใช้คำตอบที่เตรียมไว้แล้ว มิสเตอร์     เรมอนด์ยังถามปัญหาการพิพาทระหว่างบริษัทคุณากรพร็อพเพอตี้กับชาวบ้านในพื้นที่ก่อสร้าง

นักธุรกิจคนนี้มีหูตากว้างไกลหรือเขามีผู้รับใช้เป็นหนอนบ่อนไส้ในคุณากรพร็อพเพอตี้กัน ถึงรู้ว่าหล่อนกำลังเจอทางตันที่ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้ระเบิดอานุภาพร้ายแค่ไหนทำลายกำแพงอุปสรรคให้สิ้นลง

“ผมไม่อยากให้เงินที่ลงทุนกับคุณไปเสียเปล่า หากคุณยังจัดการปัญหาไม่ได้จนการก่อสร้างยืดเยื้อ สู้ผมเอาเงินไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ยต่ำก็ยังคุ้มค่ากว่า”

รสสุคนธ์ลอบกลืนน้ำลาย พยายามเก็บความหวั่นใจไม่ให้แสดงออกทางสีหน้าและแววตา แต่เพราะอีกฝ่ายต้องการคำอธิบายที่ชัดเจน ความเงียบจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก

“ไม่ต้องห่วงค่ะ ปลายปีนี้ ดิฉันจะเชิญมิสเตอร์เรมอนด์มาเป็นประธานเปิดห้างสรรพสินค้าแน่นอน”

ถึงจะไม่ใช่คำโกหก แต่ประโยคที่ออกจากปากก็สร้างความรู้สึกร้อนในอกเหมือนผิดนักพรตทุศีล อีกทั้งรัศมีของสิงห์เฒ่ามากประสบการณ์ก็แผ่ขยายปกคลุมห้องให้อึดอัด

“ผมก็หวังเช่นนั้น คนของผมจะเป็นคนบอกเองว่าอะไรคือข้อเท็จจริง”

คำพูดทิ้งท้ายก่อนจากไปของนายฝรั่งคล้ายเป็นคำเตือนถึงเงื่อนไขที่หล่อนประกาศกร้าวในวันเซ็นสัญญา แต่สิ่งที่เข้ามารบกวนจิตใจหล่อนก็เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอย่างคือหนอนบ่อนไส้ ความระแวงใจทำให้รสสุคนธ์หันไปจ้องชายหนุ่มที่มองเธออยู่เช่นกัน

แต่อิทธิฤทธิ์ก็ยังประหยัดคำพูด แม้ในตอนร่วมวงน้ำชายามบ่ายที่นางปัทมาเป็นตั้งตั้งตัวตีจัดขึ้น ซึ่งมารดาของหล่อนไม่ได้สนใจเลยว่าเกิดความตึงเครียดกันระหว่างลูกสาวและคนที่อยากได้มาเป็นลูกเขย

“แม่ได้ฤกษ์หมั้นมาแล้วนะ มีวันดี ๆ หลายวันเอามาให้พวกเธอเลือกกัน” นางปัทมาวางกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวเลขของวันเดือนปีบนโต๊ะ

งานของนางปัทมาหลังเกษียณมาอยู่บ้านคงมีแค่เรื่องเดียว และรสสุคนธ์ก็รู้จักกิตติสรรพของมารดาดีว่าหากทำอะไรแล้วต้องมีเป้าหมายชัดเจน แล้วนางก็จะวิ่งเข้าหาเป้าหมายไม่มีมองซ้ายหรือมองขวา นิสัยแบบนี้ที่บิดาหล่อนเคยบอกว่าถูกถ่ายทอดมาสู่หล่อนเต็มเปี่ยม

“แต่ถ้าเลือกไม่ถูก แม่จะเลือกให้”

รสสุคนธ์พ่นลมหายใจเสียงดังจนถูกนางปัทมามองตาเขียว ครั้นจะให้ยิ้มรับแล้วเอากระดาษแผ่นนั้นมาเลือกฤกษ์งามยามดีสำหรับพิธีแลกแหวนระหว่างหล่อนกับอิทธิฤทธิ์ล่ะก็ เห็นทีจะฝืนเกินทน แต่ถ้าให้เลือกวันดวลฝีปากคม ๆ ล่ะก็ เอาวันนี้เลยก็ยังได้

“ทำไมจะต้องไปเร่งรัดพวกเขากันด้วย คุณก็รู้ไม่ใช่หรือว่าช่วงนี้เขาสองคนยุ่งมากแค่ไหน” คุณากรมีน้ำเสียงไม่พอใจชัดเจน เป็นครั้งแรกที่รสสุคนธ์เห็นบิดาพูดขัดมารดาเรื่องนี้

“ก็เห็นว่ายุ่งเลยจะเป็นธุระให้”

มารดาของหล่อนไม่เคยถือว่าตนเป็นช้างเท้าหลัง จึงกล้าออกความคิดเห็นกับสามีทุกครั้งที่มีความคิดไม่ตรงกัน รสสุคนธ์ไม่อยากยอมรับเลยว่าหล่อนเองก็คงจะเป็นอย่างมารดาแน่นอน ถ้าต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ยึดถือแต่สิ่งที่ตัวเองคิด

แต่ถ้าให้ร่วมชีวิตกับใคร หล่อนก็อยากได้คนแบบบิดาที่รับฟังและเจรจาด้วยเหตุผล แม้ในช่วงหลังจะยอมภรรยาเพราะไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โตก็ตาม

“ก็ถ้าในเมื่อเขาตั้งใจจะแต่งงานกัน อยู่ด้วยกันจริง เลื่อนงานหมั้นออกไปหน่อยมันจะเป็นอะไรไป” ฝ่ายบิดายังช่วยพูดให้ลูกสาว

“แต่ถ้าจัดเร็ว มันก็ไม่หนักหนาอะไรไม่ใช่หรือคุณ” ทางมารดาก็เริ่มชักสีหน้า

“คุณป้าครับ ให้โรสเป็นคนจัดการเรื่องงานหมั้นกับงานแต่งเถอะครับ โรสจะได้มีเวลาคิดและเลือกจนกว่าจะพอใจ”

รสสุคนธ์อยากห้ามการทะเลาะของทั้งสอง แต่ไม่เร็วเท่าว่าที่ลูกเขยที่ชิงตัดหน้าเสียก่อน ถึงจะไม่บ่อยนักที่หล่อนจะเห็นดีกับความคิดของอิทธิฤทธิ์ หากทว่าในคำพูดของเขามีบางคำที่สะกิดใจ

ความเคร่งเครียดของวันยังมีต่อไปในช่วงเย็น การประชุมเร่งรัดทีมงานถูกดำเนินการโดยอิทธิฤทธิ์ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาต้องการก้าวเดินต่อ แต่ทุกคนก็รู้ว่าทางข้างหน้ายังมีบ่อใหญ่ที่ยังไม่สามารถข้ามไปได้ สายตาคาดหวังจากทีมงานจึงถูกส่งมาที่หล่อนเพียงผู้เดียว

ในฐานะผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หล่อนอาจทำหน้าที่ได้ไม่ดีนัก แต่ในฐานะลูกสาวของประธานบริษัท หล่อนต้องไม่ทำให้บิดาเสียความศรัทธาจากพนักงานนับร้อยชีวิต หากงานใหญ่ที่หล่อนยึดมากุมไว้พาบริษัทล่มจม ผลของมันไม่ได้หยุดที่การได้ยินคำเชือดเฉือนของอิทธิฤทธิ์หรือมารดา แต่มันจะล้างชื่อเสียงที่สั่งสมมาของคุณากรพร็อพเพอตี้

รสสุคนธ์เร่งปลุกปั่นกำลังใจที่กำลังนอนก้นให้ฟูขึ้นมา แต่รายงานผลประกอบการที่ฝ่ายบัญชีส่งมาถึงมือหล่อนตามคำสั่งของอิทธิฤทธิ์กลับทำให้มวลกำลังใจตกต่ำ เมื่อได้เห็นตัวเลขผลประกอบการติดลบของรอบบัญชีที่ผ่านมาสองปีซ้อน

คำถามแรกคือทำไมบิดาไม่บอกหล่อนว่าบริษัทตกอยู่ในสภาวะลำบาก แล้วคำถามที่ตามมาคือทำไมมารดาถึงไม่เชื่อมั่นว่าหล่อนจะพาบริษัทข้ามวิกฤตไปได้

และเพราะเหตุนี้กระมัง มารดาของหล่อนถึงทุรนทุรายอยากให้อิทธิฤทธิ์เข้ามาช่วยบริหารกิจการ หรือมากไปกว่านั้น โอนบริษัทให้เขาพร้อมของแถมเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูล

น้ำตาของหล่อนเปียกชื้นหมอนหนุน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กที่พยายามก่อปราสาททรายแต่ไม่อาจต้านทานคลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้ามากัดเซาะให้ความพยายามละลายหายไปอย่างไม่ใยดี

หัวใจของรสสุคนธ์อ่อนแอแบบไม่เคยเป็นมาก่อน เจ้าหนอนอ้วนตัวเขียวตัวนั้นยังแข็งแรงกว่าหล่อนด้วยซ้ำไป!


 


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
ฝากผลงานของนักเขียนหน้าใหม่คนนี้อีกคนด้วยนะคะ
ฤดีวัลย์



แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

10 ความคิดเห็น