ตอนที่ 8 : ตอนที่ ๗ โบกธงรบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 364
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    19 ก.ค. 62

ตอนที่ ๗ โบกธงรบ




กาแฟแก้วที่สองของรสสุคนธ์ในเช้านี้ถูกเสิร์ฟในเวลาเดียวกันของทุกวันพร้อมกับแฟ้มเอกสารและการรายงานนัดหมายต่าง ๆ จากเลขานุการ และหล่อนก็จะใช้เวลาทั้งหมดที่มีในการอ่านรายงานต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ไม่ยอมปล่อยให้ความผิดพลาดเล็ดลอดสายตา แต่เรื่องการติดตามผลการขอซื้อที่ดินผืนเจ้าปัญหาก็ยังคาราคาซัง

นับจากวันที่หล่อนไปที่นั่นก็ผ่านมาได้อาทิตย์กว่า ความคืบหน้าของผลการต่อรองที่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานมาให้ก็ยังอยู่ที่ศูนย์ นายต้นกล้าคนนั้นใจแข็งและไม่รับฟังข้อเสนอใด ๆ

หากโรงเรียนปลูกปัญญานั่นไม่ย้ายออก หล่อนก็มองเห็นภาพความหายนะของชีวิตได้ทันที แต่หล่อนจะไม่ยอมปล่อยให้อนาคตของคุณกรพร็อพเพอตี้พังพินาศ แม้ทางเลือกสุดท้ายคือการก้มหัวขอความช่วยเหลือจากอิทธิฤทธิ์ก็ตาม

“บ่ายนี้ ฉันมีประชุมหรือเปล่าคะ” หล่อนถามเลขานุการเมื่อยื่นแฟ้มเอกสารคืน

“ไม่มีประชุมค่ะคุณโรส แต่คุณโรสให้ดิฉันเตือนเรื่องตรวจสุขภาพประจำปีค่ะ คุณโรสจะทำนัดเลยไหมคะ”

รสสุคนธ์ส่ายหน้า “ยังไม่ต้องค่ะ คุณช่วยแจ้งกับหัวหน้าฝ่ายดูแลโครงการห้างสรรพสินค้าด้วยว่า ฉันจะไปลงพื้นที่พรุ่งนี้”

คล้อยหลังเลขานุการ รสสุคนธ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า แต่ใจคิดอยากไปหาแพรพรรณรายเพื่อระบายเรื่องราววุ่นวายให้ฟัง แม้ว่าเพื่อนสาวจะไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ก็ดีกว่าการตอกย้ำหรือคำพูดเหน็บแนมของผู้เป็นมารดาที่คอยหาเรื่องติเตียนหล่อน ซึ่งก็คล้ายว่าจะรุนแรงขึ้นทุกวันตั้งแต่รู้ว่าหล่อนปฏิเสธคำขอแต่งงานของอิทธิฤทธิ์

“ยายโรส” แพรพรรณรายดูประหลาดใจในตอนเห็นหล่อนผลักบานประตูกระจกของร้านเข้าไปทักทายในตอนเที่ยง “มาหาไม่บอกล่วงหน้าอีกแล้วนะ”

รสสุคนธ์ยิ้มแหยๆ “ก็หาจังหวะว่างไม่ค่อยได้ พอมีโอกาสก็เลยพุ่งมาน่ะ ว่าแต่หงส์ว่างไหมล่ะ ไปกินข้าวกลางวันกับโรสหน่อย มีเรื่องอยากเล่าให้ฟัง”

“ได้สิ” แพรพรรณรายยิ้มและตอบรับทันที

มื้อกลางวันที่รสสุคนธ์เลือกและขอเป็นเจ้ามือคืออาหารญี่ปุ่นที่ไม่มีรสชาติเผ็ดร้อน แต่การเล่าเรื่องของหล่อนออกรสออกชาติจนหล่อนต้องพักดื่มน้ำหลายต่อหลายครั้ง ส่วนแพรพรรณรายก็นั่งนิ่งฟังเป็นตุ๊กตา หากแต่ครั้งนี้ดูเหมือนเพื่อนสาวของหล่อนจะเงียบไปนาน ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองหลังจากเรื่องราวทุกอย่างถูกเล่าจนจบ

“หงส์ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ฉันพูด” รสสุคนธ์จึงต้องเอ่ยถามด้วยความกังวล

“ฉันจะไม่เห็นด้วยได้ยังไง เธอเป็นเพื่อนฉันนะ เพียงแต่... ถ้าภายในปีนี้ เธอทำไม่สำเร็จแล้วจะทำยังไงต่อ”

แววตาของแพรพรรณรายดูไม่สบายใจ รสสุคนธ์เองก็ไม่ได้นึกถึงอุปสรรคที่ไม่คาดคิด “นายต้นกล้าต้องขายที่ให้ฉัน เรื่องนี้เท่านั้นที่ฉันต้องทำ” หล่อนพูดเสียงมาดมั่น “แต่ถ้าไม่สำเร็จ... ก็ต้องก้มหัวขอความช่วยเหลือจากพี่อิท”

“แต่คืนนั้น... พี่อิทยื่นเงื่อนไขว่าจะเขาให้ช่วยก็ต้องแต่งงานกับเขาเท่านั้นไม่ใช่หรือโรส”

พอได้ยินชื่อของว่าที่สามีแต่งตั้ง ความอยากอาหารก็ลดลงเร็วพลัน “ถ้าเขาอยากช่วยเพราะต้องการเอาชนะฉันแล้วล่ะก็ การแต่งงานก็ทำเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ส่วนฉันจะถือว่าทำเพื่อคุณากรพร็อพเพอตี้”

“แล้วเธอจะทำยังไงให้นายต้นกล้านั่นขายที่ให้ล่ะ”

รสสุคนธ์ถอนหายใจเสียงยาว “ตอนนี้ก็คงทำได้แค่เสนอราคาที่เขาพอใจ แต่ก็เสนอราคาซื้อก็สูงกว่าราคาที่ดินแถวนั้นแล้วนะหงส์ ฉันไม่เข้าใจเลยว่านายนั่นจะดื้อดึงไปทำไม พี่ชายบุญธรรมก็เป็นถึงมหาเศรษฐี แค่หาซื้อที่ใหม่สร้างโรงเรียนทำไมถึงต้องเล่นตัวมากมายนัก”

“แล้วเขาเป็นใครมาจากไหนล่ะ”

เรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดของรสสุคนธ์เลย เพราะเขาจะเป็นใครมาจากไหน ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะทำให้หล่อนได้ที่ดินของเขามาครอง

“ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาหรอก รู้แค่ว่าถ้าอยู่ที่อังกฤษ เขาคือทีเค มิลเลอร์ แต่พออยู่ที่เมืองไทย เขาให้ฉันเรียกเขาว่าต้นกล้า แต่เป็นทายาทตระกูลไหน สืบสายมาจากใคร ฉันไม่รู้”

“เธอก็จ้างนักสืบสักคน สืบประวัติเขาสิ”

หล่อนส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ฉันไม่ชอบละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล แล้วเขาจะเป็นใครมาจากไหนไม่สำคัญเท่ากับที่ตอนนี้ เขากำลังเป็นศัตรูความสำเร็จตัวฉกาจ”

“ตามใจ ฉันแค่ยึดคติรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”

“ขอบใจที่เป็นห่วงการทำสงครามระหว่างฉันกับนายต้นกล้า” รสสุคนธ์ยิ้มกว้าง “พรุ่งนี้ ฉันจะไปยื่นข้อเสนออื่น ดูสิว่านายนั่นจะว่ายังไง”

“ระวังตัวหน่อยก็แล้วกันโรส ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิง” แพรพรรณรายกล่าวคำเตือน

รสสุคนธ์ยิ้มรับความห่วงใยของเพื่อนสนิท ซึ้งใจที่ยังมีแพรพรรณรายไว้คอยให้กำลังใจเสมอ จำความได้ว่าในวันแรกของการเรียนปีหนึ่ง คนที่ไม่ค่อยมีสังคมเพื่อนเพราะถูกเก็บตัวให้อยู่แต่ในห้อง วันหยุดก็ต้องเรียนพิเศษอย่างหล่อนมีปัญหาในการสร้างมิตรภาพกับคนรอบข้าง แต่แพรพรรณรายส่งยิ้มแล้วเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายก่อน นับแต่นั้นหล่อนก็ตัวติดกับเพื่อนสาวคนนี้ยิ่งตังเม ถ้าเห็นหล่อนก็ต้องเห็นแพรพรรณรายคู่กันเสมอ

“ขอบใจจ้ะ แต่อย่าห่วงไปเลย แล้วเธอคอยดูนะ ฉันจะต้องได้เข้าไปปักธงคุณากรบนผืนดินของนายต้นกล้า”

คำประกาศนั้นทำให้รสสุคนธ์มาเยือนโรงเรียนปลูกปัญญาในเวลาสายของวันต่อมา แต่เมื่อพบว่าลูกน้องผู้รับผิดชอบพื้นที่ยังมาไม่ถึง หล่อนจึงต้องเดินโต๋เต๋ในแปลงกุหลาบ ได้ยินเสียงท่องอาขยานของเหล่านักเรียนที่ช่างไปกันได้ดีกับท่วงทำนองเสียงดีดกีตาร์ที่พาหล่อนย้อนเวลากลับไปในวันแรกของการรู้จักกับชายหนุ่ม

เพราะแว่วเสียงเพลงหวานแทรกตัวตามสายลมเจือกลิ่นหอมของกุหลาบนานาพันธุ์เป็นตัวการทำให้หล่อนได้รู้จักเขากับกุหลาบสีแดงสดนามว่าเรดอีเดน ที่แม้จะต่างเวลาต่างสถานที่ แต่บรรยากาศ ณ วินาทีนี้ ก็เหมือนเป็นปรากฏการณ์เดจาวูที่ทำให้หล่อนทิ้งความคิดเรื่องงานแล้วปล่อยใจให้ระเริงไปกับกุหลาบกลีบบางกลิ่นหอมละมุน

 ดอกกุหลาบของโรงเรียนปลูกปัญญามีขนาดใหญ่ และกลีบหนาซ้อนกันหลายชั้นเหมือนกับกุหลาบอังกฤษ ซึ่งถ้าไม่มาเห็นด้วยตาตัวเอง ก็คงไม่เชื่อว่าจังหวัดใกล้ทะเลแบบนี้จะสามารถปลูกกุหลาบได้งามเหมือนกับทางภาคเหนือที่มีอากาศเย็นกว่า

“ทำได้ยังไงนะ” รสสุคนธ์เปรยขณะที่ก้มมองกุหลาบชมพูเหลือบส้ม นึกชื่นชมความสามารถของผู้เพาะเลี้ยง

“ถ้าใส่ใจและเข้าใจธรรมชาติของมัน ก็ทำได้ค่ะ”

เจ้าของประโยคคือหญิงชราผมสีดอกเลาที่ใช้ไม่พยุงเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับรอยยิ้มละไม

“สวัสดีค่ะครูเดือนเพ็ญ” รสสุคนธ์ประนมมือไหว้ทักทายหญิงชรา

“คุณรสสุคนธ์จะเข้าไปรอต้นกล้าข้างในไหมคะ อีกนานกว่าหมดชั่วโมง”

คำพูดเชื้อเชิญพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตรของหญิงชราทำให้รสสุคนธ์รู้สึกกระอักกระอ่วนใจในการตอบรับ หล่อนมาเพื่อยื้อแย่งเอาของที่เป็นของพวกเขา จึงผูกมิตรให้ลำบากใจภายหลัง

“ไม่ดีกว่าค่ะ ดิฉันขอชมกุหลาบตรงนี้ดีกว่า”

“คุณรสสุคนธ์ชอบกุหลาบหรือคะ”

คำถามง่าย ๆ ของหญิงชราที่หล่อนควรตอบได้ทันทีตามที่รู้สึกกลับถูกอคติสกัดกั้น เหตุเพราะคู่สนทนาเป็นคนฝั่งเดียวกับนายต้นกล้าที่หล่อนจำต้องสร้างกำแพงกั้นความสนิทชิดเชื้อ

“ก็แค่ตอนนี้ไม่มีอะไรทำ เห็นว่าดอกกุหลาบพวกนี้งามดีเหมือนที่ดิฉันเคยเห็นในอังกฤษ ฉันก็เลยอยากเข้ามาดูใกล้ ๆ ว่าเป็นดอกจริงหรือดอกปลอม”

“แล้วรู้หรือยังคะว่าจริงหรือปลอม” ครูชราถามกลับเสียงเย็น

รสสุคนธ์อ้ำอึ้งกับคำถามที่มีคำตอบเพียงแค่สองอย่าง และถ้าหล่อนตอบไปว่าปลอม ก็จะทำให้ดูเป็นเด็กประถมดื้อด้านอยากลองดีกับผู้ใหญ่ แต่ก็ดูเหมือนว่าผู้ใหญ่คนนี้อ่านใจหล่อนออก จึงเอ่ยประโยคต่อมา

“จะจริงจะปลอมอยู่ที่ความเชื่อค่ะของคนค่ะ คุณรสสุคนธ์อยากเชื่อว่ามันเป็นของปลอม ถึงได้เข้ามาดูมันใกล้ ๆ เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง และแม้ว่ามันจะเป็นของจริง แต่ใจก็ยังอยากค้านสิ่งที่เห็น”

“ใช่ค่ะ ดิฉันอยากเชื่อความคิดของตัวเองเลยให้มันเป็นของปลอม” หล่อนบอกความคิดที่แท้จริง ไม่เกรงใจความรู้สึกของผู้ฟัง “และฉันเชื่อว่าที่ดินตรงนี้จะเป็นของฉันในอนาคตอันใกล้”

“ถ้าอย่างนั้นอนาคตอันไกลของพวกเขาก็คงยืดยาวออกไปอีก” รอยยิ้มของครูเดือนเพ็ญแคบลง แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้ความเมตตาบนใบหน้าหายไป ครูชราค่อย ๆ หมุนตัวไปทางอาคารที่จับเอาเสาโรมันมาผสมกับเรือนปั้นหยาดูแล้วขัดแย้งกับสายตาของบุตรสาวสถาปนิกอย่างเธอ

“ถ้าครูเดือนเพ็ญกับคุณต้นกล้ารีบตัดสินใจเสียแต่ตอนนี้ รับข้อเสนอราคาที่ดิฉันยื่นให้แล้วย้ายโรงเรียนไป ยังไงอนาคตของพวกเขาก็ยังไม่ไกลเกินเอื้อม ดิฉันเข้าใจว่าช่วงเวลาย้ายมันอาจทำให้พวกเขาขาดการเรียน แต่จะช้าจะเร็ว ก็ต้องย้าย”

รสสุคนธ์ถือโอกาสเกลี้ยกล่อมให้หญิงชราเห็นด้วยกับความคิดตน หากได้คนที่นายต้นกล้าเคารพมาเป็นพวกแล้วละก็ เรื่องคงง่ายมากขึ้น

“ถ้าเดือดร้อนเรื่องย้าย ดิฉันยินดีส่งคนมาช่วยเหลือ รวมถึงโรงเรือนกุหลาบกับเล้าไก่ก็ยินดีสร้างใหม่ให้”

“เรื่องย้ายโรงเรียนไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกค่ะ” สายตาของครูชรามีจุดหมายปลายทางครูหนุ่มที่กำลังเขียนกระดานในห้องเรียน “พวกเราทำกันเองได้ ก่อนย้ายจากที่เดิมมา เด็ก ๆ หรือผู้ปกครองก็มาช่วยกันย้ายข้าวของ โรงเรือนกุหลาบหรือเล้าไก่ ต้นกล้าก็ทำของเขาเอง ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากก็คือความรู้สึกของพวกเราที่มีต่อโรงเรียนปลูกปัญญา”

“แต่ดิฉันจำได้ว่าโรงเรียนนี้เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อสี่เดือนที่แล้ว คงไม่สร้างความผูกพันอะไรมากมาย” รสสุคนธ์ทักท้วง

“ไม่ใช่ตัวโรงเรียนค่ะคุณรสสุคนธ์ แต่เป็นความรู้สึกและความศรัทธาที่มีร่วมกันระหว่างเด็ก ครู และผู้ปกครอง จนเกิดเป็นโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมา ถึงแม้เงินที่สร้างจะเป็นเงินของต้นกล้าคนเดียว”

“ถ้าคุณต้นกล้าร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีขนาดนั้น ก็ไม่น่าคิดมากเรื่องซื้อที่ดินใหม่เพื่อสร้างโรงเรียนนี่คะ”

ครูเดือนเพ็ญหันหน้ากลับมาทางหล่อน “แต่ทุกอย่างที่อยู่ในโรงเรียนเป็นคนทุกคน แม้แต่กุหลาบดอกเดียว หรือไข่ไก่ฟองเดียวที่ขายทำเงินได้ ก็จะกลายเป็นรายได้ของพวกเด็กแลกน้ำพักน้ำแรง ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่ส่วนมากเป็นคนหาเช้ากินค่ำ”

หากครูชรากำลังใส่หัวเชื้อความดีของนายต้นกล้าเพื่อเจือจางความตั้งใจของหล่อนละก็ คงยากสักหน่อย เพราะคุณากรพร็อพเพอตี้ไม่ใช่มูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไร และหล่อนยังไม่อยากเป็นนักบุญในยามที่ระยะเวลาตามเงื่อนไขสัญญากับผู้ถือหุ้นชาวอังกฤษสั้นลงทุกที

“เอาเป็นว่าดิฉันจะให้เวลาพวกคุณตัดสินใจไม่นานนัก เพราะโครงการของฉันจะต้องดำเนินต่อไป และเราได้ใบอนุญาตก็สร้างพื้นรอบโรงเรียนปลูกปัญญาแล้ว ครูเดือนเพ็ญคงไม่อยากให้เด็ก ๆ เรียนในพื้นที่อันตรายใช่ไหมคะ”

รสสุคนธ์ฝากข้อคิดไว้ให้ครูเดือนเพ็ญก่อนชายหนุ่มที่หล่อนถือเป็นอริก้าวเดินออกจากตัวตึกพร้อมกับเด็ก ๆ หลากหลายวัยจะเข้ามาใกล้

“ต้นกล้ามาแล้ว ฉันขอตัวนะคะ”

ครูเดือนเพ็ญบอกลาพร้อมรอยยิ้มแบบเดียวกับที่ตอนที่ต้อนรับหล่อน ส่วนนายต้นกล้าก็คงตั้งท่าจะขับสู้หล่อนเหมือนอย่างเคย

“คงไม่ต้องบอกธุระนะคะว่าฉันมาเพื่ออะไร”

หล่อนชิงพูดก่อนครูหนุ่มที่ยืนกอดอกมองหล่อนด้วยแววตาเรียบไร้ความยินดี ซึ่งเขาก็ควรจะมีคำพูดตอบโต้ให้สักคำ ไม่ใช่เดินเลยผ่านไปราวกับหล่อนไม่ได้สลักสำคัญพอจะอยู่เสวนา

“คุณโรสครับ!” แต่ก่อนที่หล่อนจะตามไปราวีครูหนุ่ม นายวิชัย ลูกน้องร่างท้วมก็วิ่งกระหืดกระหอบเหงื่อโชกเต็มเสื้อเชิ้ตมาหา

“ขออภัยที่มาช้าครับ ผมเพิ่งเสร็จประชุมทางโทรศัพท์กับคุณอิทธิฤทธิ์”

อาการเหนื่อยหอบเจียนตายที่แสดงชัดเจนบนใบหน้าช่วยหยุดคำพูดติเตียนของเจ้านายสาว และเนื้อหาการประชุมทางสายโทรศัพท์กับกรรมการผู้จัดการใหญ่ก็ดึงความสนใจของหล่อนได้มากกว่าการผิดเวลานัด

“ประชุมเรื่องอะไรกัน”

“เอ่อ... เรื่อง...เรื่องกำหนดการให้บริษัทผู้รับเหมาเข้ามาทำลายอาคารและปรับพื้นที่ก่อสร้างครับ” วิชัยตอบด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยซับเหงื่อที่ไหลย้อยตั้งแต่ขมับไปจนแก้มอวบอูมสีแดงจัด

“แล้วคุณตอบไปว่ายังไง” รสสุคนธ์รุกคำถามต่อ

“ผะ... ผมตอบไปว่ารอให้คุณโรสตัดสินใจครับ”

ได้ยินแบบนั้นแล้วรสสุคนธ์ก็พอโล่งใจ อย่างน้อยผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้ก็ฉลาดพอที่จะไม่ทำให้นายตัวเองเดือดร้อน แต่ถ้าอิทธิฤทธิ์ไม่สามารถเคลื่อนไหวในส่วนที่เขารับผิดชอบตามกำหนดการที่บริษัทวางไว้ล่ะก็ เขาต้องร้อนจนเดือดแน่นอน

“เอ่อ...คุณโรสครับ”

ลูกน้องร่างสมบูรณ์ขยับเข้ามาใกล้ แล้วทำท่าเหมือนมีอะไรจะบอก หล่อนจึงเอียงใบหูไปใกล้ให้ได้ยินเสียงกระซิบชัดเจน

“ทำไมเราไม่ใช้ไม้แข็งกับพวกนี้เลยล่ะครับ ผมรู้จักคนพื้นที่ที่จะช่วยให้งานเราเสร็จเร็วขึ้น”

รสสุคนธ์รู้ว่าไม้แข็งที่เขาพูดนั้นคืออะไร แต่หล่อนถือตนว่าเป็นผู้มีปัญญา ไม่ชอบการใช้วิธีชั้นต่ำรุนแรงที่นอกจากจะเสี่ยงข้อหาทางกฎหมายแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องทำให้ใครเจ็บตัว

“ฉันจะไม่ทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด” น้ำเสียงขึงขังทำให้ใบหน้าของนายวิชัยซีดสลด “แต่ฉันต้องการคุณกลับไปวางแผนเรื่องการให้ผู้รับเหมาเข้ามาโดยเริ่มจากบริเวณที่ห่างโรงเรียนปลูกปัญญา ดึงเวลาไว้ให้นานที่สุด”

เจ้านายสาวออกคำสั่งแล้วหมุนตัวหันหลังไปมองชายหนุ่มที่กำลังตัดแต่งกิ่งกุหลาบร่วมกับเด็กชายตัวกระจ้อยร่อยอย่างขมักขเม้น ส่วนนักเรียนชายคนอื่นก็หยิบจับเสียมและจอบกันคนละอัน นักเรียนหญิงกลุ่มนั้นก็ช่วยกันทำความสะอาดกรงเลี้ยงไก่

มีเพียงหล่อนที่ยืนนิ่งอยู่กลางแปลงกุหลาบราวกับเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เล็ดลอดเข้ามาโดยไม่มีใครมองเห็นรสสุคนธ์จึงกำมือแล้วสูดลมหายใจลึกสุดปอดเพื่อเรียกพลัง แล้วสาวเท้าเข้าไปหาครูหนุ่ม แต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้เกินสามก้าว เด็กชายที่ยืนข้างเขาก็เข้ามายืนขวางมองด้วยแววตาเอาเรื่อง ทำตัวประหนึ่งเป็นบอดี้การ์ดป้องกันรักษาความปลอดภัยให้เจ้านายหนุ่ม

“คุณต้นกล้า เมื่อไหร่คุณจะพูดกับฉันจริง ๆ จัง ๆ เสียที” แต่รสสุคนธ์ก็ส่งคำพูดถึงคนเป้าหมายข้ามหัวเด็กชายตัวน้อยไป

“ผมก็พูดกับคุณจริงจังทุกครั้งนี่ครับ” ปากบอกกับหล่อนอย่างนั้นแต่มือยังสาละวนการใช้ตัดแต่งกิ่งกุหลาบ

“ฉันหมายถึงเราควรมาหาข้อตกลงร่วมกันแบบยุติธรรมกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เอาแต่ปฏิเสธท่าเดียวอย่างที่คุณทำ”

“ก็นี่ไงล่ะครับ ความจริงจังของผมและมันก็ยุติธรรมที่สุดแล้ว” นอกจากไม่หันหน้ามามองหล่อนแล้ว ยังเดินหนีห่างออกไปอีก

“คุณต้นกล้า หยุดเดินแล้วมาคุยกับฉันก่อน!

“จะคุยอะไรอีกล่ะครับคุณรสสุคนธ์ ผมก็มีคำตอบเดียวให้คุณเท่านั้น” แล้วเขาก็เดินกลับมาพร้อมกับขวดสเปรย์ในมือ

“แต่...” ยังไม่ทันได้เริ่มต้นประโยค นายต้นกล้าก็เดินเลยเธอไปอีกครั้ง

นี่เขาต้องการกวนประสาทหล่อนหรืออย่างไรกัน ถึงให้หล่อนเดินไปเดินมาบนพื้นตะปุ่มตะป่ำแบบนี้ ไม่มีทางเสียหรอก เพราะหล่อนเตรียมตัวมาดี ใส่รองเท้าส้นแบนติดดินขนาดนี้ จะล้มก็ให้มันรู้ไป

แต่ในนาทีที่หล่อนคิดอย่างมั่นใจ ก็มีหนอนสีเขียวสดตัวเขื่องถูกยื่นเข้าหาใบหน้าในระยะใกล้จนแทบติดปลายจมูก

“ว้าย!

รสสุคนธ์ร้องลั่น กระโดดเหยงไปด้านหลังด้วยความตกใจ จนลืมไปว่าแถวนั้นดารดาษไปด้วยกระถางดินเผาใบน้อยใหญ่มากมาย แต่พอรู้ตัวก็สายไปเสียแล้วในตอนที่มีเสียงแตกดังใต้ฝ่าเท้า ร่างบางแสนมาดมั่นในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาวทะมัดทะแมงที่เตรียมตัวมาดีจึงล้มลงก้นผลุบเข้าไปในกระถางใบขนาดพอดีกับรอบสะโพก น่าตลกขบขันจนเด็ก ๆ ทั้งหลายระเบิดเสียงหัวเราะร่าดังทั่วแปลงกุหลาบ

 “เจ้าเด็กแสบ!” รสสุคนธ์ชักสีหน้ากล่าวว่าตัวการที่มีหลักฐานเป็นกิ่งกุหลาบมีหนอนไต่ตรงปลายยอดในมือ “เล่นบ้า ๆ อะไรแบบนี้!

แต่เจ้าเด็กคนนี้ช่างยียวนนัก นอกจากหัวเราะสภาพของหล่อนแล้วยังสร้างความระทึกขวัญให้หล่อนด้วยการแกว่งกิ่งกุหลาบที่มีหนอนเขียวตัวอ้วนไปมาบนหัว

“ว้าย อย่านะ เอาออกไปเดี๋ยวนี้นะ!” รสสุคนธ์ร้องลั่น ถีบขาไปมา แต่ยิ่งหล่อนดิ้นทุรนทุรายมากเท่าไหร่ก็คล้ายกับยิ่งสร้างความหฤหรรษ์ให้กับเด็กชายมากเท่านั้น

“จ้อย หยุดเดี๋ยวนี้!

เสียงเข้มของครูหนุ่มทำให้เจ้าเด็กขี้แกล้งตกใจหยุดแกว่งกิ่งกุหลาบได้ แต่แรงสั่นสะเทือนก็ส่งผลให้เจ้าหนอนตัวอ้วนร่วงผล็อยลงมาแปะบนผิวเนื้อตรงไหปลาร้า

“กรี๊ด!” รสสุคนธ์กรีดร้องสุดเสียง ตัวแข็งเกร็ง ขนลุกซู่ “เอามันออกไป ๆ!

แต่เป็นเพราะหล่อนดิ้นแรง เจ้าหนอนอ้วนก็ยิ่งกระดุกกระดิกจนเหมือนจะไหลลึกลงไปในเสื้อ

“อยู่เฉย ๆ สิคุณ” เขาจับต้นแขนบางทั้งสองข้างแน่น สั่งเสียงเรียบแต่มีรอยยิ้มที่มุมปาก “อย่าขยับ ผมจะจับมันออกให้”

รสสุคนธ์พยักหน้าหงึก ๆ แล้วกลั้นหายใจรอจนเจ้าของนิ้วเรียวค่อย ๆ คีบเจ้าหนอนอ้วนขึ้น แต่แทนที่เขาจะโยนมันทิ้ง กลับเปิดการแสดงหนอนโชว์พลิกเจ้าหนอนไปมาบนฝ่ามือทั้งสองตรงหน้าหล่อน

“เอ้าเด็ก ๆ มาช่วยกันดูสิว่ามันเป็นหนอนของผีเสื้อพันธุ์ไหน”

แถมเขายังฉวยใช้มันสร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้ได้อีก!

“ไปสอนกันที่อื่นได้ไหม!” หล่อนแว้ดใส่

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มขบขัน แล้วส่งหนอนต่อให้เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่ง จากนั้นยื่นมือมาให้เพื่อจะดึงตัวหล่อนให้ลุกขึ้น แต่เพราะเสียงหัวเราะของเจ้าพวกเด็กที่ยังยืนรายล้อมรอบตัวทำให้ความโกรธพุ่งขึ้นทะยาน รสสุคนธ์จึงสะบัดมือหนาของชายหนุ่ม

“หัวเราะกันเข้าไปเถอะ เอาให้สะใจกันในวันนี้!” หล่อนเค้นเสียงพูด กวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วหยุดที่ใบหน้าของเด็กตัวการ “เพราะอีกไม่นาน ฉันจะเป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง!

“ผมขอโทษแทนจ้อยด้วย” ต้นกล้าออกตัวแทนศิษย์

“คุณไม่ต้องขอโทษแทนใคร และฉันก็ไม่รับคำขอโทษ!

รสสุคนธ์ตวาดลั่น จ้องตาชายหนุ่มเขม็งก่อนสะบัดตัวเดินออกจากโรงเรือน แต่เพราะความเจ็บปวดตรงสะโพกเข้าเล่นงานจึงทำให้ท่าเดินของหล่อนคล้ายเป็ดขาเป๋สร้างเสียงฮาให้กับเด็กนักเรียนเหล่านั้นอีกรอบ

หล่อนขบกรามแน่น ทำใจแข็งไม่หันกลับไปต่อความยาว ยอมเป็นตัวตลกของพวกเขาในวันนี้ แต่อย่าให้ถึงทีของหล่อนบ้างก็แล้วกัน จะทำให้ขำกันไม่ออก โดยเฉพาะเจ้าของโรงเรียนปลูกปัญญา

ทันทีที่หล่อนกลับมาถึงห้องพักในโรงแรม รสสุคนธ์ก็รีบคว้าโทรศัพท์เพื่อต่อสายหาแพรพรรณราย แต่พอเห็นหมายเลขมิสคอลของอิทธิฤทธิ์ปรากฏบนหน้าจอมากกว่าสิบครั้งก็ขุ่นเคืองใจ

คงเป็นเพราะโมโหพวกนั้นจนลมออกหู เลยไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ แต่หล่อนยังไม่อยู่ในสภาวะจะพูดคุยกับเขา จึงต่อสายหาเพื่อนสาวเพราะอยากระบายเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น แล้วความตั้งใจก็สมประสงค์เมื่อเจ้าของหมายเลขรับสายพร้อมกับทักทายหล่อนด้วยเสียงสดใส

“ว่าไงแม่คนเก่ง”

“เก่งเกิ่งอะไรกัน นี่ฉันหัวจะระเบิดอยู่แล้ว” รสสุคนธ์โยนกระเป๋าลงบนโซฟาเดินไปหงายตัวล้มลงบนเตียง แต่ลืมเรื่องก้นไปเสียสนิท หล่อนจึงร้องซี้ดตอนที่ตัวกระแทกกับที่นอน

“ทำไมล่ะ มีปัญหาที่นั่นหรือ” แพรพรรณรายพูดปนหัวเราะราวกับไม่เชื่อ

“เรียกว่ามีสนามรบที่นี่เลยก็ว่าได้นะหงส์” รสสุคนธ์เสริมความรุนแรงให้เรื่องเล่าออกรส “นอกจากฉันต้องรบกับนายต้นกุหลาบนั่นแล้ว ฉันยังต้องรบกับบริวารวานรอีก รู้ไหมว่าวันนี้ พวกนั้นเอาหนอนเขียวมาโยนใส่ฉัน”

แต่หล่อนกลับได้ยินเสียงหัวเราะจากปลายทาง แทนที่จะได้ยินคำพูดต่อว่าฝ่ายศัตรู “มันไม่ตลกเลยนะหงส์ เธอก็รู้ว่าฉันขยะแขยงหนอนแค่ไหน”

“เจอแบบนั้นแล้ว เธอจะไหวหรือโรส”

“ไม่ไหวก็ต้องไหว ฉันต้องทำให้ได้” หล่อนย้ำความตั้งใจเดิม

“เพื่อจะได้ไม่ต้องแต่งงานกับพี่อิท เธอยอมสู้กับหนอนเลยหรือ”

“ฉันทำได้ทั้งนั้น ฉันจะตั้งป้อมสู้กับพวกโรงเรียนปลูกกุหลาบที่นี่จนกว่าจะพาทัพคุณากรพร็อพเพอตี้เข้าไปปักธงชัยบนพื้นที่ที่ควรจะเป็นของฉัน”

“ถึงขนาดทำให้คุณหนูโรสค้างอ้างแรมที่ฐานรบแบบนี้ นายต้นกล้าคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ” แพรพรรณรายส่งกำลังใจมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “แต่ก็สู้ ๆ นะ ถ้าฉันว่างจะไปเป็นกองเชียร์”

รสสุคนธ์หัวเราะคิก แล้วคุยกันเรื่องจิปาถะอื่น ๆ อีกมากมาย จนเวลาล่วงเข้าสู่ยามเย็น จึงวางสายจากเพื่อนสนิท ยอมปล่อยให้แพรพรรณรายทำงานของตน

ส่วนหล่อนวางแผนปลอบใจตัวเองด้วยดินเนอร์ที่ภัตตาคารของโรงแรมที่พักอยู่ แม้งานจะยังไม่สำเร็จ แต่ก็อยากจัดงานฉลองเล็ก ๆ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจสู้รบกับพวกโรงเรียนปลูกปัญญาในวันรุ่งขึ้น

ชุดเดรสสายสปาเก็ตตี้สีแดงเลือดนกที่จัดเตรียมไว้สำหรับงานสำคัญแบบฉุกเฉินถูกเลือกออกมาสวมใส่ ผมยาวสลวยถูกรวบเป็นมวยต่ำ เรียวปากแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีแดงใส แล้วคว้ากระเป๋าหนีบใบเล็กเดินนวยนาดออกจากห้องพักตรงสู่ร้านอาหารหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาว

“หนึ่งคนค่ะ” รสสุคนธ์บอกกับพนักงานต้อนรับ

“กรุณารอสักครู่นะครับ ทางเรากำลังจัดเตรียมที่นั่งให้พร้อม”

หญิงสาวยิ้มรับ และขอใช้เวลาระหว่างยืนรอในการเช็คเมล์และข้อความต่าง ๆ ของบริษัท แต่เมื่อเปิดกระเป๋าก็ไม่เห็นสมาร์ทโฟนคู่ชีพ หล่อนคงลืมทิ้งมันไว้บนเตียงหลังจากคุยกับแพรพรรณราย จึงรีบหันหลังเพื่อกลับขึ้นไปเอาอุปกรณ์สื่อสารที่ขาดไม่ได้ในชีวิต

ทว่าในทันทีที่หมุนตัว ช่อกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ก็ปรากฏต่อสายตา และผู้ถือช่อดอกไม้นั้นคือนายต้นกล้าที่ทำหน้าตะลึงไม่ต่างกับหล่อนเลย

“สวัสดีครับ” เขาเป็นฝ่ายทักทานยหล่อนก่อน

“สะ... สวัสดีค่ะ” หล่อนก็ทักกลับอย่างเสียมิได้

ทั้งที่เพิ่งเจอกันเมื่อช่วงเย็น แต่การพบกันนอกสถานที่ครั้งแรกทำให้รสสุคนธ์รู้สึกประดักประเดิด และหากหล่อนกับเขาขยับหลบไปทางเดียวกัน ก็คงเข้าข่ายภาพฉายซ้ำในละครเป็นแน่แท้ แล้วก็ไม่ได้คาดหวังว่านายต้นกล้าคนนี้จะดูละครแบบหล่อน เพราะเขาเบนตัวหลบทางให้ทันทีหลังจากวินาทีที่สบตากันแบบเก้อเขินผ่านไป

“ที่นั่งพร้อมแล้วครับคุณผู้หญิง” เสียงของพนักงานต้อนรับเรียกหล่อน พร้อมกับทักชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย “อ้าว มากุหลาบส่งก่อนเวลาเลยนะต้นกล้า”

“ผมไม่อยากให้กุหลาบช้ำก่อนถึงมือแขกของโรงแรมครับผู้จัดการ” เขาเอ่ยพร้อมกับยื่นช่อกุหลาบส่งให้

“ขอบใจมาก เดี๋ยวฉันเอาไปแช่ก่อน” ผู้จัดการห้องอาหารบอกครูหนุ่มด้วยใบหน้ายินดีแล้วก็หันมาทางแขกสาว “ขออภัยที่ทำให้รอครับคุณผู้หญิง ผมจะนำคุณผู้หญิงไปที่นั่ง”

“เอ่อ... ฉันขอเปลี่ยนเป็นโต๊ะสองที่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณจัดให้ทันหรือเปล่า” ไม่รู้อะไรดลใจให้รสสุคนธ์กล่าวออกไป “คุณต้นกล้าคะ คุณจะให้เกียรติร่วมทานอาหารค่ำกับฉันได้ไหมคะ”

ดวงตาสีน้ำน้ำผึ้งของชายหนุ่มลูกผสมมองหล่อนด้วยความประหลาดใจ “ไม่ดีกว่าครับ คือ...ผมมีเด็กมาด้วย คงไม่สะดวก”

แม้เขาจะตอบกลับด้วยถ้อยคำสุภาพ จะปฏิเสธสุภาพสตรีที่เชิญอาจทำให้เขากลายเป็นผู้ชายไม่ให้เกียรติผู้หญิงไปในพริบตา โดยเฉพาะต่อหน้าบุคคลที่สามที่ยืนเป็นพยาน ซึ่งรสสุคนธ์คาดการได้แม่นยำ แม้เขาจะทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกในทีแรก แต่ด้วยคำพูดของผู้จัดการภัตตาคารช่วยเร่งเร้าให้เขาตัดสินใจ

“มีโต๊ะใหญ่ว่างพอดีครับ”

รสสุคนธ์ลอบยิ้มในใจกับชัยชนะเล็ก ๆ ที่เป็นของหล่อน และในมื้ออาหารค่ำสุดเซอร์ไพรส์นี้ หล่อนจะรุกเขาให้หนัก เอาจนขนาดที่เขาต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าหล่อนไม่ได้เป็นผู้หญิงอ่อนแอ แต่ร้ายพอที่จะทำให้เขาตะลึง ซึ่งจะทำให้นายต้นกล้าผวาจนย้ายโรงเรียนไปหรือไม่นั้น ค่อยว่ากัน ขอแค่เอาคืนเรื่องหนอนตอนกลางวันได้ก็พอใจ

หญิงสาวนั่งคิดคำพูดที่จะร่ายใส่เขาไว้ในหัวไปขณะรอการมาถึงของชายหนุ่มที่โต๊ะซึ่งอยู่ในมุมสงบที่สุดของห้องอาหาร แต่แล้วรสสุคนธ์ก็ตาโตเมื่อเห็นเขาปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับเด็ก และเด็กที่ว่าก็คือเจ้าตัวร้ายที่หย่อนหนอนใส่หล่อน ส่วนตัวของเขานั้นก็อุ้มเด็กทารกที่กำลังร้องไห้โยเยเสียงดังไว้แนบอก

“คุณเปลี่ยนใจยังทัน” เขายื่นโอกาสให้หล่อนเปลี่ยนความคิด

“เชิญนั่งค่ะ คุณต้นกล้า” แต่รสสุคนธ์ปั้นยิ้มให้แจ่มใส ลุกขึ้นแล้วผายมือเชิญแขกกิตติมศักดิ์ตัวน้อย พร้อมกับจีบปากจีบคอพูดกับแขกตัวเล็ก “นั่งสิจ๊ะ... จ้อย”

แม้จะดัดน้ำเสียงไม่ให้ดูฝืน แต่ความรู้สึกของคนเราส่งผ่านได้ทันทีทางดวงตา ซึ่งหล่อนก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นนักแสดงแถวหน้า จึงยากนักที่จะทำให้เด็กชายจ้อยยอมร่วมโต๊ะด้วยความสมัครใจ

“คุณจะใส่ยาในอาหารให้ผมกับครูกินใช่ไหม ผมรู้หรอกน่า จะแก้แค้นที่ผมแกล้งคุณเรื่องหนอนใช่ไหมล่ะ”

ความไร้เดียงสาของเด็กน้อยผ่านวาจาไม่น่าฟังสำหรับรสสุคนธ์เข้าหูแขกคนอื่นของภัตตาคารจนทำให้หล่อนถูกทุกสายตามองโดยทันที

หล่อนจึงรีบดึงแขนจ้อยเข้ามาใกล้ พูดด้วยประโยคธรรมดาแต่ใช้น้ำเสียงเหมือนครูฝ่ายปกครองคาดโทษเด็กนักเรียน “ใครจะไปทำอย่างนั้นกัน แค่เรื่องหนอน ไม่ได้ทำให้ฉันอยากฆ่าใครหรอกนะ”

จากนั้นปล่อยแขนเล็ก ๆ แล้วสั่งเมนูเครื่องดื่มกับบริกรที่เดินเข้ามาถึงโต๊ะพอดี “ขอน้ำส้มคั้นให้คุณหนูผู้ชาย กับของว่างสำหรับเด็ก แล้วก็สปาเกทตี้มีทบอลหนึ่งที่ค่ะ”

รอยยิ้มแสนเนียนถูกปั้นขึ้นทันทีเมื่อมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย ขนาดตัวหล่อนเองก็ไม่คิดว่าจะทำได้ดี แต่เรื่องแบบนี้อยู่ที่การฝึกฝน รสสุคนธ์เริ่มเข้าใจบทเรียนในโลกธุรกิจบางอย่างที่อิทธิฤทธิ์ยัดใส่หัวหล่อนขึ้นมาบ้างแล้ว

“ส่วนฉัน ขอเป็นเชฟสลัดกับอกไก่ย่าง” หล่อนสั่งอาหารอย่างคล่องแคล่ว วางเมนูลงมองชายหนุ่มที่กำลังนั่งกล่อมเด็กน้อยในอ้อมกอดให้นอน

“คุณจะทานอะไรคะ”

“ผมไม่หิวครับ คุณกับจ้อยทางไปเถอะ” เขาปฏิเสธ

“งั้นฉันของสเต็กเนื้อสันให้คุณผู้ชาย” คำพูดของเขาไม่มีอิทธพลต่อการตัดสินใจ รสสุคนธ์สั่งอาหารให้ครูหนุ่มแล้วเรียกหาไวน์ชั้นดีราคาแพงที่สุดของภัตตาคารแห่งนี้มาลิ้มลอง

“ทานตามสบายนะคะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”

“คุณไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนี้ ผมรู้ว่าคุณไม่ได้อยากเลี้ยงผมจริง ๆ หรอก”

คำพูดของเขาทำให้รสสุคนธ์หน้าชา แต่จะยอมให้เขาจับไต๋ได้นั้นไม่มีทาง “ใช่ค่ะ มันไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่ฉันแค่ต้องการแสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ กับคุณและนักเรียนของคุณเท่านั้น แล้วก็ไม่ได้คาดหวังว่าอาหารมื้อนี้จะทำให้คุณยอมขายที่ให้ฉัน”             

“คุณทำดีแต่ไม่หวังผลหรือครับ”

รสสุคนธ์หรี่ตามองเด็กชายที่พูดแทรกบทสนทนาของผู้ใหญ่หลังจากเจ้าตัววางแก้วน้ำส้มแล้วปาดคราบชื้นที่เกาะติดรอบริมฝีปาก

“ช่างสมบัดสำนวนจังนะ ท่าทางจะชอบวิชาภาษาไทย” หล่อนไม่ได้อยากหาเรื่องชวนเจ้าหนูปากดีคุย แต่ในเมื่อชายหนุ่มยังนั่งใบ้ คู่ต่อกรของหล่อนจึงตกเป็นเด็กชายจ้อยไปโดยปริยาย

“ไม่ได้ชอบวิชาภาษาไทย แต่ชอบวิชาจริยธรรม ครูกล้าสอนเสมอว่าคนเราทำดีต้องไม่หวังผล”

ใบหน้าไร้เดียงสาแต่วาจาเหลือร้ายนัก รสสุคนธ์อดกลั้นความขุ่นไว้ภายใต้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะประดิษฐ์ “น่าปลื้มใจจริง ๆ ประเทศจะมีอนาคตของชาติดี ๆ เพิ่มอีกคนสินะ ครูต้นกล้าสอนเก่งจริง ๆ”

“ไม่ใช่เพราะผมสอนเก่งหรอกครับ มันเป็นจิตสำนึกที่ควรมีอยู่แล้ว ผมแค่ค่อย ๆ ปลูกฝังลงในความคิดเขา แต่ก็ขึ้นอยู่กับการรับของเด็ก ๆ และสังคมที่แวดล้อมชีวิตเขาด้วย” ต้นกล้าบ่ายเบี่ยงความชอบ

“แล้วทำไมคุณถึงไม่หาที่หาทางที่แวดล้อมด้วยสังคมดีกว่านี้” คำพูดของเขาเข้าทางหล่อนทันที “ฉันเห็นว่ารอบ ๆ โรงเรียนมีแต่ชุมชมแออัด บางที่ก็เป็นทุ่งหญ้ารกร้าง ดูแล้วไม่เห็นว่าจะดีเลยสักนิด”

“คุณรสสุคนธ์คงมองไกลไป ผมกำลังหมายถึงสังคมที่ใกล้ชิดกับตัวเด็กเช่นครอบครัว หรือเพื่อนบ้าน และแม้แต่โรงเรียน ดังนั้นถึงผมจะย้ายโรงเรียนไปแดนสวรรค์วิมานอะไรก็ตามแต่ ถ้าเขากลับบ้านแล้วก็ยังเจอสภาวะแวดล้อมเดิมอยู่ดี”

รสสุคนธ์ยอมรับว่าคิดไกลเกินไปจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าหล่อนอยากยอมความเขาแค่นี้ “ฉันแค่อยากนำเสนอสิ่งดี ๆ ให้ก็เท่านั้น และการให้เด็ก ๆ ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมดี ๆ แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาเรียน นั่นก็จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขจนอยากไปโรงเรียนไม่ใช่หรือคะ เพราะสำหรับเด็กบางคนต้องการหนีจากความจริงที่เป็นอยู่ และคิดว่าโรงเรียนเป็นสวรรค์หรือวิมานมากกว่าบ้าน”

ไม่แน่ใจว่าคำพูดแสนเฉียบของหล่อนได้เข้าหูครูหนุ่มหรือไม่ เพราะดูเหมือนเขายังวุ่นวายอยู่กับการให้เจ้าตัวน้อยที่ดิ้นยุกยิกในอ้อมแขน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จ เพราะทารกในชุดเสื้อยืดย้วย ๆ ลายการ์ตูนเจ้าหญิงนั้นดูจะสนใจใบหน้าของหล่อนขึ้นมา ถึงมองหล่อนด้วยตาแป๋วใสพร้อมกับส่งยิ้มหยาดเยิ้มให้

ส่วนเด็กชายจ้อยก็กำลังเอร็ดอร่อยกับสปาเกตตี้มีทบอลจานร้อนส่งกลิ่นหอมฉุย แต่คงไม่เคยมีใครสอนการรับประทานอาหารชนิดนี้แบบถูกวิธี เวลาที่จ้อยใช้ส้อมสาวเส้นเคลือบน้ำซอสจึงร่วงผล็อยไม่ทันได้เข้าปาก เดือดร้อนผู้ผ่านการอบรมมาอย่างหล่อนที่เห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดจนต้องสาธิตวิธีการกินให้เด็กชาย

“เวลากินสปาเกตตี้ เขาจะทำกันแบบนี้” รสสุคนธ์พูดพลางใช้ส้อมม้วนเส้นให้ดู

“ทำแบบนี้ก็กินได้เหมือนกัน” แต่จ้อยมีแนวทางของตัวเองชัดเจนและไม่ยอมรับการสั่งสอนจากหล่อน

“ถ้ากินแบบนั้นมันจะช้า แล้วถ้าเส้นตวัดก็จะทำให้ซอสกระเด็นเปรอะเปื้อน”

“เปื้อนก็ซัก”

รสสุคนธ์สูดลมหายใจเข้าลึก เข้าใจความหมายของว่าดื้อตาใสถ่องแท้ และยิ่งได้ยินเสียงขบขันของผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะด้วยแล้ว หล่อนส่งตาขุ่นเขียวกลับไป แต่กลายเป็นว่าสร้างความตลกขบขนให้เจ้าตัวน้อยที่เขาล้มเลิกความตั้งใจกล่อมนอน เด็กหญิงจึงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก

แค่นั้นไม่พอ มือเล็กทั้งคู่ยังแสดงความชอบใจด้วยการตบลงบนจานสเต็กเต็มเหนี่ยว และมันรวดเร็วเกินกว่าจะป้องกันทัน ดวงตาของรสสุคนธ์ปิดลงกะทันหันเมื่อน้ำเกรวี่ที่ราดบนชิ้นเนื้อฉ่ำกระเด็นใส่ใบหน้าและเดรสตัวสวย ในเวลาเดียวกันกับที่เสียงเพลงบรรเลงไวโอลินท่วงทำนองงานแต่งเริ่มต้นจากโต๊ะของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ฝ่ายชายกำลังมอบช่อกุหลาบสีแดงก่ำให้กับฝ่ายหญิง

หากแต่ความโรแมนติกทางฝั่งนั้นไม่ได้มีอานิสงค์พอให้หล่อนอยากลุกขึ้นปรบมือร่วมลุ้นไปว่าฝ่ายสาวจะตอบรับการขอแต่งงานของฝ่ายชายหรือไม่ ซึ่งมันก็ไม่มีฉากซ้ำเหมือนตอนที่หล่อนปฏิเสธคำขอแต่งงานของอิทธิฤทธิ์ เพราะฝ่ายหญิงรับช่อกุหลาบสีแดงดอกโตแล้วยอมสวมแหวนที่ฝ่ายชายยื่นให้ 

ปัง ปัง !

เสียงทุบโต๊ะของเจ้าตัวเล็กยังดำเนินต่อไป แม้ชายหนุ่มจะเคลื่อนย้ายจานสเต๊กออกไปแล้ว แต่ความสนุกสนานของทารกน้อยคงอยู่ที่เสียงกระทบกันของส้อมและมีดยามที่เธอเคาะโต๊ะติดต่อกัน

“ผมว่าผมพาเด็กกลับดีกว่า ขอบคุณสำหรับมื้ออาหาร และขอโทษด้วยเรื่องทำสกปรก” ต้นกล้าพูดแล้วผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกับเขย่าแขนจ้อยที่ยังอร่อยกับอาหารเย็นของตัวเอง

รสสุคนธ์รู้ว่าตัวเองตกในภวังค์ความโกรธ และต้องใช้เวลาข่มใจจนกว่าจะเอ่ยคำพูดใด ๆ หล่อนปล่อยให้เขาเดินออกจากไปหลายนาทีถึงได้ลุกขึ้นแล้วเดินตามออกไปทันก่อนที่ต้นกล้าจะขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างออกจากโรงแรม

“คุณต้นกล้า!

รสสุคนธ์เรียกครูหนุ่มแล้วก้าวเดินไปหา จ้องใบหน้าของเขาในระยะใกล้จนเห็นดวงตาสีน้ำตาลเข้มชัดเจน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงกดต่ำที่เปี่ยมไปด้วยความเคืองขุ่น

“ถ้าคุณไม่รีบตัดสินใจ สวรรค์วิมานของคุณจะสลายกลายเป็นฝุ่นเพราะตัวคุณเอง!

เขายังไม่ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่จ้องตาหล่อนกลับแน่วนิ่ง นานจนหล่อนต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้

“ผมสร้างมันมา ผมไม่ยอมให้มันสลายไปด้วยมือคนอื่น”

แล้วตอกหน้าหล่อนด้วยคำพูดน้ำเสียงเข้มก่อนสวมหมวกกันน็อคปกปิดใบหน้า แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ขับจากไปทิ้งเพียงฝุ่นจากล้อที่สะบัดขึ้นฟุ้งในบรรยากาศ

รสสุคนธ์กำมือทั้งสองแน่น ขัดใจจนคิดอยากทำตามคำแนะนำของนายวิชัย แต่เห็นแก่เสื้อสูทตัวที่เขาเคยให้หยิบยืม หล่อนจะให้เวลาแก่เขาและตัวหล่อนเอง แน่นอนว่าสุดท้ายต้องมีคนที่พ่ายแพ้และล่าถอยไป ซึ่งคน ๆ นั้นไม่มีทางเป็นหล่อนเด็ดขาด และตอนนี้ธงรบของหล่อนก็โบกสะบัดในใจแล้ว!


               


 

                

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

ในตอนนี้มีพันธุ์กุหลาบถูกเอ่ยสองพันธุ์

นักอ่านที่ชอบการปลูกกุหลาบอาจรู้จักดี

พันธ์ุแรก สปิริตออฟฟรีดอม (Spirit of Freedom)  

เป็นกุหลาบพันธุ์พุ่มกึ่งเลื้อย กลีบสีชมพู กลิ่นหอมแรงแนวฟรุตตี้ค่ะเป็นพันธ์ุที่เลี้ยงง่าย ทนสภาพอากาศบ้านเรา กลีบดอกเป็นชั้นสวย ถ้าอากาศเย็นเราจะได้เห็นทรงถ้วยสวยงาม พันธุ์นี้เป็นพันธุ์แรกที่นักเขียนปลูกค่ะ รูปถ่ายก็เป็นต้นแรกที่เริ่มต้นสนใจและใส่ใจกับการปลูกกุหลาบเลย




พันธ์ที่สอง Patienc Love 

กลีบดอกสีขาว บางครั้งด้านในจะมีสีเหลือง กลิ่นหอมอ่อน ดอกบานทน  นิยมใช้เป็นกุหลาบสำหรับงานแต่งงาน  และจากที่นักเขียนได้ปลูกพันธุ์นี้ ก็พอรู้ว่าเราต้องอดทนกับเขามากทีเดียวกว่าเขาจะออกดอกให้เราเชยชม แต่เมื่อออกดอกแล้ว ดอกของเขาจะบานทนนาน ไม่โรยเร็วค่ะ

ในรูปคือต้นที่บ้านเช่นกัน



เป็นข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ประกอบการอ่านนิยายเรื่องหัวใจเศรษฐีค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งทีแอดแฟนและแวะเวียนเข้ามาอ่านนิยายของนักเขียนหน้าใหม่คนนี้

รัก

ฤดีวัลย์




ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #6 น้ำ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 17:00

    เอาจริงนะ นางเอกไม่มีประสบการณ์บริหารงาน แล้วยังดื้อ คิดแค่ว่าตัวเองเป็นลูกเจ้าของกิจการ แล้วยังจับงานแรกเป็นเมกะโปรเจคอีก ถ้าเป็นเรื่องจริงนี่คือพังนะ

    #6
    1
    • #6-1 RedAppleLoveSeries (@redapplels) (จากตอนที่ 8)
      4 พฤษภาคม 2562 / 18:02
      โรสเธอดื้อจริง ๆ ค่า ยังไงฝากดูกันต่อไปว่าเธอจะเจอผลของความดื้อยังไง ขอบคุณมากค่ะที่อ่านผลงานและคอมเมนท์แสดงความเห็น ^^
      #6-1