ตอนที่ 7 : ตอนที่ ๖ คำขอแต่งงาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 408
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 ก.ค. 62

ตอนที่ ๖ คำขอแต่งงาน



 



ถึงพวกคุณจะขนเพชรขนพลอยทั้งโลกมาวางตรงหน้า ผมก็ไม่ขาย

คำปฏิเสธของนายต้นกล้ายังคงปลุกปั่นความเดือดดาลให้รสสุคนธ์ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากรั้วโรงเรียนปลูกปัญญา กระทั่งถึง ณ วินาที ที่หล่อนกระชากลูกบิดประตูห้องนอนไม้สักแกะสลักเถากุหลาบอ่อนช้อยแล้วผลักปิดอย่างแรง ก่อนปากระเป๋าใบสวยราคาแพงลงบนที่นอนจนข้าวของภายในกระจัดกระจายออกมา

คุณกลับไปเถอะ ตามด้วยคำเชิญเสียงเย็นชาก่อนหมุนตัวหันหลัง ไม่คิดสนใจความมีตัวตนของหล่อนเลยแม้แต่น้อย

คุณจะไม่พิจารณาสักนิดเลยหรือคุณทีเค

อยู่ที่นี่ผมคือต้นกล้า ไม่ใช่ทีเค!’

ดวงตาลุกลาวของเขาทำให้หล่อนลอบกลืนน้ำลาย แต่มีหรือที่คนอย่างรสสุคนธ์จะยอมแพ้ คุณต้นกล้า...ราคาที่ฉันเสนอก็สูงกว่าเจ้าของที่คนอื่นที่เขายอมขายให้ฉันแล้วนะ หรือว่ามันยังน้อยไปขนาดเพชรพลอยทั้งโลกก็ไม่สมน้ำสมเนื้อ

ก็คงจะอย่างนั้น ตอบยียวนก่อนหมุนตัวเดินเข้าไปในโรงเรือนมุ้งสีขาวที่ตั้งอยู่สุดปลายทางของแปลงกุหลาบ

นี่คุณที... เอ๊ยคุณต้นกล้า ฉันยังคุยกับคุณไม่จบนะ!

แต่กิริยาทำเป็นหูทวนลมใส่ของชายหนุ่มสร้างความรู้สึกเข่นเขี้ยวให้หล่อนยิ่งนัก จึงถอดรองเท้าส้นสูงแล้วก้าวขาเดินย่ำเข้าไปในแปลงดินตะปุ่มตะป่ำด้วยเท้าเปล่า แต่ก็ทุลักทุเลพอดูกว่าจะถึงตัวชายหนุ่มที่กำลังเปิดตู้หาอะไรสักอย่างด้านในโรงเรือนมุ้ง

แล้วถ้าฉันเป็นธุระหาที่ดินผืนใหม่ให้คุณพร้อมกับเป็นธุระสร้างโรงเรียนให้ คุณจะว่ายังไง ทันทีที่เข้าถึงตัว รสสุคนธ์ก็ยืนเท้าเอวขวางทางพร้อมกับเสนอเงื่อนไขข้อต่อไป

นั่นผมก็ไม่สนใจเหมือนกัน เขาตอบแล้วมองเลยผ่านไหล่หญิงสาว เดินไปปิดประตูโรงเรือนมุ้งที่รสสุคน์เปิดทิ้งอ้าซ่า จากนั้นก้าวอาดเข้ามาจ้องหน้าด้วยดวงตาจริงจัง

คุณกลับไปเถอะ อย่าพยายามหาอะไรมาต่อรองกับผมเลย ยังไงผมก็ยังตอบเหมือนเดิม

อาการแสบคันในอกที่เกิดจากความโกรธเพราะถูกเมินทำให้รสสุคนธ์อยากกระทืบเท้าลงบนดินชุ่มนัก บอกฉันมาตรง ๆ เถอะว่าฉันต้องจ่ายให้คุณเท่าไหร่กันแน่ คุณถึงจะยอมขายที่แล้วย้ายโรงเรียนออกไป

ดวงตาคมสีน้ำผึ้งป่าทวีความขุ่นมัวเพิ่มขึ้นจนคล้ายเห็นดวงไฟลุกโชน แต่รสสุคนธ์เชิดหน้า กอดอกจ้องชายหนุ่มด้วยดวงตาขึงขังจรังจังไม่แพ้กัน แต่กว่าจะได้ยินเสียงทุ้มเปล่งคำตอบ ก็เกือบทำให้หล่อนเป็นฝ่ายแพ้ในเกมจ้องตา

เก็บเงินของคุณไว้เถอะ ผมไม่อยากได้แม้สักสลึงเดียว

ถึงเงินของฉันมันไม่มากเท่าทรัพย์สมบัติของตระกูลมิลเลอร์ แต่มูลค่าของมันก็เทียบเท่ากับชีวิตของฉัน!

สิ้นคำว่ากล่าวของหล่อน เจ้าของมุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้าย อย่าเอามิลเลอร์มาเกี่ยวข้อง เพราะในตอนนี้ผมคือนายต้นกล้าที่มีโรงเรียนโรงเรียนปลูกปัญญาเป็นสมบัติทั้งหมดของชีวิต

แล้วพยักพเยิดหน้าไปทางประตู สำหรับผู้มีการศึกษาอย่างคุณ แค่พูดจาก็คงเข้าใจว่าผมต้องการบอกอะไร

รสสุคนธ์สูดลมหายใจเก็บความเคืองขุ่นไว้เต็มอก แล้วจ้องเขาด้วยดวงตาหมายมั่น เปล่งคำพูดย้ำความตั้งใจแน่วแน่

ยังไงฉันก็ไม่ยอมแพ้!

ถึงแม้วันนี้หล่อนจะคว้าน้ำเหลว แต่ก็ยังไม่หมดหวัง ไม่ว่าอย่างไร หล่อนก็ต้องยึดที่ดินผืนนั้นมาให้จงได้ ถึงจะต้องสู้รบปรบมือกับคนที่เคยมีน้ำใจเอื้อเฟื้อสูทปกปิดความอับอายให้หล่อนก็ตามที หล่อนก็ปัดเขาให้พ้นทาง อย่าว่าแต่คนเลย กุหลาบสวย ๆ ทั้งแปลงพวกนั้นก็ต้องเก็บรากถอนโคนย้ายออกจากตรงนั้นให้ได้ก่อนสิ้นปี

คิดถึงตรงนี้ก็เจ็บแปลบในอกประหลาด แม้จะไม่ได้ปลูกกุหลาบพวกนั้นเองกับมือ แต่หล่อนก็กำลังมุ่งร้ายจะทำพวกมันเหมือนวัชพืชที่ขึ้นรกตา หรือที่เคยคิดว่าหล่อนไม่คู่ควรกับราชินีดอกไม้ เห็นจะเป็นความจริง

“ถึงคุณจะคิดว่าฉันเป็นยักษ์เป็นมาร ยังไงฉันก็ต้องเอาที่ดินมาเป็นของฉันให้ได้!” รสสุคนธ์กล่าวคำปณิธานเสียงลั่นห้องนอน

พรุ่งนี้หล่อนต้องปรึกษาทีมงานด้านกฎหมาย หาวิธีที่ทำให้ที่ดินตกเป็นของบริษัทให้เร็วที่สุด อย่างน้อยก็ต้องเร็วกว่าวันที่อิทธิฤทธิ์เริ่มให้ผู้รับเหมาเข้าไปดำเนินการทุบอาคารบ้านเรือนรวมถึงโรงเรียนปลูกกุหลาบนั่นด้วย

“โรส โรสลูก”

ความคิดหยุดชะงักฉับพลันเมื่อเสียงของมารดาดังหลังจากเคาะประตูห้องหล่อนสองสามที หล่อนสูดลมหายใจเข้าเพื่อระงับความขุ่นมัว หันไปส่องกระจกเห็นร่องรอยอิดโรยจากการเดินทางที่ยังทิ้งไว้บนใบหน้า คิดหาคำตอบอัตโนมัติเผื่อว่าเหนื่อยจากการประชุมถ้าหากถูกไถ่ถาม เพราะคงบอกความจริงไม่ได้ว่างานแรกของหล่อนก็มีปัญหาเสียแล้ว

“โรสเพิ่งกลับจากบริษัทค่ะ ขอโทษที่ไม่ได้เข้าไปหา” รีบกล่าวนำไปก่อนหลังจากเปิดประตูรับมารดา แต่เห็นรอยยิ้มอิ่มบนใบหน้าราวกับยินดีที่หล่อนกลับบ้านดึก

“ตาอิทเขาเอาของฝากมาให้พ่อกับแม่ แล้วเขาอยากชวนโรสไปฟังเพลง แม่เลยอนุญาต”

ว่าที่ลูกเขยคือเหตุผลเดียวที่สร้างความแช่มชื่นหัวใจให้นางปัทมา แต่สร้างความน้อยอกน้อยใจให้บุตรสาวที่ผู้เป็นมารดาไม่สังเกตแววความอ่อนล้าของหล่อนเลยสักนิด

“โรสเหนื่อยค่ะแม่ นี่ก็ดึกมากแล้ว” หล่อนปฏิเสธแบบไม่ต้องคิดมาก

“ถ้าเหนื่อยก็ไปนั่งฟังเพลงให้หายเหนื่อยสิ แล้วนี่ก็ไม่ดึกเท่าไหร่ ไปกับพี่เขาเถอะ ก็เห็นบอกว่าช่วงนี้งานเยอะทั้งคู่ หาเวลาพูดคุยกันบ้างจะเป็นไร”

ก็เพราะว่ายิ่งอยู่ใกล้เขาก็ยิ่งทำให้หล่อนเหนื่อยนี่สิคือประเด็นสำคัญ และถึงแม้อิทธิฤทธิ์จะสนิทกับครอบครัวมากแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้หล่อนไปไหนมาไหนกับผู้ชายนอกครอบครัวยามวิกาลง่าย ๆ แบบนี้

“แต่งตัวเร็ว ๆ สิ อย่าให้พี่เขารอ”

น้ำเสียงของมารดาเริ่มแข็ง ดังนั้นป่วยการที่จะอิดออดจนส่งผลต่อบรรยากาศมื้ออาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น หล่อนจึงกลั้นใจตอบไปว่า

“ค่ะแม่”

คงมีแค่คำตอบนี้คำตอบเดียวที่หล่อนจำต้องหยิบมาใช้เพื่อให้เห็นรอยยิ้มสบายใจ แต่รสสุคนธ์ก็ไม่ได้แต่งตัวตามคำบอกของนางปัทมา แค่การเติมแป้งหรือทาลิปสติกเพิ่มสีสันก็รู้สึกยุ่งยากเกินไป ชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงทรงสุภาพก็ไม่ใช่เครื่องแต่งกายผิดระเบียบของผับหรือบาร์ที่ไหน หล่อนจึงรวบข้าวของที่กระจายออกกลับเข้ากระเป๋าแล้วพาร่างเหนื่อยอ่อนออกจากห้องเพื่อไปฟังเพลงกับอิทธิฤทธิ์ตามความต้องการของผู้เป็นมารดา

อิทธิฤทธิ์ก็ไม่ได้แตกต่างจากหล่อนมากนัก เขายังอยู่ในชุดสูทแบบที่มักสวมใส่ตอนทำงาน รวมถึงใบหน้านิ่งเฉยที่เห็นแล้วชวนอึดอัดก็เช่นกัน

“ขอที่ใกล้ ๆ นะคะ โรสอยากรีบกลับบ้านมาพักผ่อน”

ก็พอเดาได้ว่าคำพูดของหล่อนไม่เป็นผลต่อการตัดสินใจของอิทธิฤทธิ์ แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะพามาฟังเพลงไกลถึงจังหวัดทางชายฝั่งตะวันออกที่หล่อนเพิ่งเดินทางกลับมาถึงตอนหัวค่ำ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่สะดุ้งลืมตาจากการหลับไหลเมื่อเขาใช้หลังมืออุ่นแตะแก้ม

“ทำงานเหนื่อยมากเลยหรือไง”

“ทำงานไม่เหนื่อยค่ะ แต่โรสไม่ชอบนั่งรถไกล มันมึน ๆ หัว ไม่เหมือนขับเอง”

หล่อนขยับตัวให้ห่างจากมือหนา รีบเปิดประตูรถก้าวขาลงเดิน ได้กลิ่นไอทะเลลอยมากับสายลมเย็นที่สัมผัสผิวแผ่ว

ราวกับทุกอย่างถูกวางแผนไว้แล้ว เพราะในตอนที่หล่อนก้าวขาเข้าสู่รูฟท็อปบาร์ของโรงแรมดังใจกลางพัทยา บริกรก็พาหล่อนและชายหนุ่มไปยังโต๊ะ จองซึ่งตั้งอยู่ในมุมสงบแต่เห็นวิวทะเลยามราตรีได้แบบกว้างไกลไร้สิ่งใด ๆ กำบังสายตา

ส่วนโต๊ะนั้นปูด้วยผ้าสีขาว ประดับช่อกุหลาบแดงล้อมรอบเชิงเทียนทรงสูงที่จุดไฟให้เปลวร้อนสีทองขยับวับไหวอยู่ในกรอบแก้ว ตามด้วยของเหลวสีเดียวกุหลาบรินเติมใส่แก้วไวน์เนื้อดี มีเสียงแซกโซโฟนคลอเคลียคู่กันกับเสียงร้องเพลงเศร้าลึกของนักร้องสาว

 รสชาติของไวน์บ่มนานปีไม่ช่วยให้รสสุคนธ์รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจของหล่อนตอนนี้ก็เลื่อนลอยเกินกว่าจะซึมซาบความไพเราะของเสียงดนตรี หากแต่ความมืดมิดของท้องทะเลกลับทำให้หล่อนหยุดทุกความคิดแล้วมองความสงบนิ่งของห้วงน้ำกว้างใหญ่ไพศาล

“เรารู้จักกันมานานแล้วนะโรส” อิทธิฤทธิ์เอ่ยคำพูดหลังจากบทเพลงแห่งความรักของนักร้องสาวเสียงดีจบลง

แต่หล่อนยังไม่ตอบบทสนทนา จ้องมองผืนทะเลอยู่อย่างนั้นราวกับอยากฝังตัวเองจมในความลึกล้ำดำมืดที่ซ่อนปริศนาของโลกมากมายไว้ในเกลียวคลื่น

“รู้จักกันนานจน พี่คิดว่าเราควรเขยิบฐานะให้ไปไกลมากกว่าที่เป็นอยู่” เสียงของเขาดังอีกครั้งพร้อมกับคำร้องจากนักร้องสาว “แต่ถ้าจะมีอะไรแสดงให้ชัดเจนมากกว่าคำพูดล่ะก็...”

คำพูดที่ขาดหายไปดึงสายตาหล่อนให้หันจากท้องทะเลกลับไปมองชายหนุ่มที่เพ่งมองกำปั้นมือข้างหนึ่งของตัวเองบนโต๊ะ

“ก็คงเป็นแหวนแต่งงานวงนี้” แล้วประโยคต่อมาถูกเปล่งพร้อมกับคลายกำปั้นออกเผยให้หล่อนเห็นตลับสี่เหลี่ยมหุ้มกำมะหยี่สีแดง

“แต่งงานกับพี่นะ” ฝาตลับถูกเปิดออกเผยให้เห็นอัญมณีล้ำค่า ประกายของมันเจิดจรัสแวววาวมากขึ้นยามต้องแสงเทียน เฉกเช่นเดียวกันกับดวงตาเรียวที่มองมาอย่างหมายมั่นในคำตอบ

เขากำลังขอหล่อนแต่งงานเป็นจริงเป็นจังเพื่อขยับสถานะจากว่าที่สามีตามใบสั่งมาเป็นสามีตามความสมัครใจ และหล่อนก็ควรให้คำตอบว่าเยสตามฉบับหนังรักสำเร็จรูป

แต่สำหรับรสสุคนธ์ ก่อนจะตอบตกลงใช้ชีวิตคู่กับคู่สักคนนั้น ต้องแน่ใจแล้วว่าพร้อมที่จะยอมแบ่งปันทุกสิ่งอย่างในชีวิตร่วมกันกับคนที่จะมาเป็นสามี ไม่ต้องถึงขนาดยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อการร่วมคู่ แต่ก็ต้องร่วมกันกอบกู้เยียวยากันและกันในยามสุขและทุกข์ คำพูดที่กลั่นกรองออกมาจึงเป็นคำถามที่อยากได้คำตอบจากความรู้สึกแท้จริงของชายหนุ่ม

“พี่อิทอยากแต่งงานกับโรสเพราะอะไรคะ”

ความเงียบงันเข้าแทรกซึมครอบครองแทนเสียงเพลงหวาน ในดวงตาของชายหนุ่มก็คล้ายมีเมฆฝนแผ่กระจาย  

“ทำไมเงียบไปล่ะคะ หรือว่าโรสถามยากไป”

การที่เขาไม่ตอบหล่อนในทันทีก็เป็นข้อสรุปได้แล้วว่าหล่อนไม่จำเป็นต้องตอบตกลง “ถ้าอย่างนั้น โรสว่าเรากลับกันได้แล้วค่ะ โรสไม่อยากนอนดึก กลัวว่าจะเพลียจนไปทำงานพรุ่งนี้เช้าไม่ได้” บอกแล้วก็ลุกขึ้น ก้าวขาเดินออกจากโต๊ะ

“รอยดำที่กางเกงด้านหลังนั่น ได้มาตอนที่ไปดูที่ดินตัวปัญหาใช่ไหม”

แต่ประโยคนั้นทำให้รสสุคนธ์ตัวชาวาบ หยุดขาชะงักแล้วหมุนตัวขวับเพื่อให้หลักฐานไปอยู่ด้านหลัง ทำราวกับจะช่วยให้เขาลืมเรื่องรอยเปื้อนที่คงเห็นตอนหล่อนเดินจ้ำอ้าวนำหน้าเข้าโรงแรม

“อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโครงการ” รอยยิ้มร้ายเกิดบนใบหน้าของชายหนุ่ม

“จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เกี่ยวกับพี่อิท เพราะโรสเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้” รสสุคนธ์ข่มความขุ่นในน้ำเสียงก่อนตอบกลับ

อิทธิฤทธิ์กระตุกยิ้ม มองหล่อนด้วยแววตาหยัน พลางยกแก้วดื่มไวน์จนหมด จากนั้นจึงเอ่ยคำพูดที่ทำให้หล่อนเคืองใจอย่างสุดแสน ทั้งที่เขาเพิ่งขอหล่อนแต่งงานในไม่กี่นาทีก่อนหน้า

“อย่าลืมว่าโรสเอาอะไรเดิมพันกับหุ้นส่วน ถ้าสิ้นปีนี้ไม่มีความคืบหน้า เห็นทีคุณลุงคงได้เสียชื่อที่สั่งสมมาครั้งใหญ่ แต่ถ้าแต่งงานกับพี่ คุณากรพร็อพเพอตี้จะยังขึ้นแท่นเป็นบริษัทน่าเชื่อถือต่อไป”

“นี่ไม่ใช่การเอาเรื่องงานมาต่อรองกับเรื่องส่วนตัวใช่ไหมคะ”

“คิดให้ดีก่อนค่อยพูดดีกว่านะโรสว่าใครกันที่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องาน” คำพูดน้ำเสียงเรียบแต่บาดลึกพอ ๆ กับดวงตาเรียวที่มองอย่างผู้กุมชะตาชีวิตนักโทษ

 “ราชินีผู้ครองบัลลังก์ยังต้องการอัศวินที่เก่งกล้า แต่ราชินีแห่งดอกไม้ ถ้าไร้หนามแหลม ก็ไร้พิษสง เหลือเพียงแค่กลีบบางที่ห้อหุ้มความความอ่อนแอไว้ข้างใน” เขาเปล่งวาจาพลางถอนกุหลาบหนึ่งดอกออกจากพุ่มประดับ แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินตรงมาหา

รสสุคนธ์เม้มเรียวปาก กำมือเล็ก ๆ ของตัวเองแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรเทาไฟร้อนโกรธที่ปะทุในใจได้ แต่หล่อนจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใคร

“ถึงจะอ่อนแอ แต่ราชินีของดอกไม้ก็มีความหอมสร้างความสุขให้ผู้คน ดีกว่านั่งเป็นราชินีหุ่นเชิดบนบัลลังก์” หญิงสาวกล่าวด้วยหัวใจทะนง ยื่นมือไปคว้ากุหลาบดอกโตสีแดงฉ่ำสวยที่ไม่ควรอยู่ในมือของผู้ชายคนนี้

“โรส...โรส... โรส...” เขาเหยียดยิ้มเย้ยหยัน “วันนี้โรสอาจรู้สึกว่าตัวเองเก่งกล้า และคิดว่ายืนอยู่ได้โดยไม่มีพี่ ไม่มีนายอิทธิฤทธิ์คนนี้ แต่ขอให้คิดให้หนัก ถ้าอยากจะเอาบริษัทของคุณลุงมาเป็นสิ่งเดิมพัน อีกฝ่ายไม่ใช่เสือไร้พิษสง”

เป็นวันที่แสนแย่และไม่น่าจดจำสำหรับรสสุคนธ์ หล่อนมีปัญหากับผู้ชายถึงสองคนในวันเดียวกัน และต่างก็เป็นอุปสรรคกับความสำเร็จทั้งคู่ แล้วผู้หญิงอย่างหล่อนจะสู้รบปรบมือกับพวกเขาอย่างไร ในยามนี้จะมีใครเป็นที่พึ่งพาให้ได้ เป็นครั้งแรกที่หล่อนรู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่ามืดแปดด้าน

               

กล้า นายมานั่งคนเดียวมืด ๆ ล่อยุงแบบนี้ทำไม”

ต้นกล้าถอนหายใจเสียงยาว ยังไม่หันสายตาจากช่อดอกของกุหลาบที่กำลังเอนไหวเพราะแรงลม คำพูดเสียงแข็งของหญิงสาวที่ฝากไว้สร้างความกังวลใจให้เขาไม่น้อย แม้หล่อนจะไม่ได้วางอำนาจหรือแสดงกิริยาข่มเหงอะไร แต่แววตาของหล่อนก็แทนค่าความตั้งใจมั่นได้ทั้งหมดทั้งมวล

“เราว่ายายรสสุคนธ์อะไรนั่นจะต้องเล่นงานนายด้วยวิธีสกปรกสักวัน” เจ้าของคำพูดตบบ่าของเขาแล้วนั่งลงบนพื้นบันไดปูนทางขึ้นตึก “นายอย่าไปตกหลุมพรางหน้าหวาน ๆ ของเจ้าหล่อนเชียวนา”

ต้นกล้าหัวเราะในลำคอ “แล้วนายคิดว่าเขาจะมีวิธีอะไรมาเล่นงานเราจนได้ที่ไปล่ะ”

“เราก็เดาไม่ถูกหรอก พวกนายทุนเจ้าเล่ห์จะตาย พวกนั้นรู้วิธีเอาช่องโหว่ของกฎหมายมาเอาเปรียบคนอื่นได้เสมอ”

“สัญ...” ต้นกล้าเบนสายตาจากยอดอ่อนต้นกุหลาบหันไปทางเพื่อนเก่า “นายรู้มาก่อนหรือเปล่าว่าที่ตรงนี้จะมีโครงการสร้างห้างสรรพสินค้า”

สัญชัยเบิกตากว้าง รีบพูดปฏิเสธ “รู้แต่ว่าห้างมันจะสุดเขตตรงแปลงก่อนถึงที่ดินผืนนี้ แต่ทำไมถึงขยายมาถึงที่นายได้นี่ฉันไม่รู้เรื่องจริง ๆ”

“ฉันถามจากพี่เผ่า แปลงข้าง ๆ กันเขาตัดสินใจขายเพราะห้างต้องการขยายกินพื้นที่ให้กว้างขึ้น”

“นายก็ไม่ต้องขายสิ” สัญชัยไหวไหล่ “นายไม่ขาย ยายนั่นก็ซื้อไม่ได้หรอก”

“ปัญหาคือตรงที่นายกับเรานั่งอยู่มันจะถูกสร้างเป็นอาคารจอดรถ จุดยุทธศาสตร์สำคัญของห้างสรรพสินค้า”  

สัญชัยยิ่งเงียบ คงไม่รู้ว่าจะพูดกับเขาอย่างไร ต้นกล้าเองไม่อยากกล่าวต่อ จึงลุกขึ้นยืนสูดอากาศปนกลิ่นหอมระรวยของกุหลาบเข้าปอด

“แต่ฉันจะไม่ยอมให้เสาเข็มต้นไหนมาปักบนที่ดินผืนนี้เด็ดขาด”

“กล้า” สัญชัยลุกขึ้นยืนตาม แล้วโอบบ่าคล้ายต้องการปลอบใจ “เราจะอยู่ข้างนาย ถ้านายอยากให้เราช่วย เรายินดี”

“ขอบใจนะ” ครูหนุ่มตอบรับน้ำใจ แต่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าที่จะส่งยิ้มขอบคุณ

ต้นกล้ายืนส่งเพื่อนเก่าทางสายตาที่หน้าประตูรั้วใหญ่จนไฟท้ายสีแดงห่างไปจนไกลสุดตา แล้วกำลังจะล็อคกลอนประตูให้แน่นหนาเพราะความเงียบสงบรอบโรงเรียนมีมากเกินพอดี ราวกับทุกคนรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นและทยอยย้ายถิ่นฐาน ซึ่งมีเพียงเขาคนเดียวที่ยืนกรานฝังรากอยู่ที่นี่

 งี้ด งี้ด งี้ด

แต่เพราะเสียงประหลาดที่ดังจากพงหญ้ามืดตรงข้ามโรงเรียนทำให้เขาหยุดเพ่งมองหาที่มาของเสียงแหลมเล็กจนเห็นเงาดำขยับเคลื่อนตัวออกมา จึงได้รู้ว่ามันคือไอ้ลาย หมาจรจัดที่หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ รูปร่างของมันยังซูบผอมตามแบบฉบับหมาอนาถาอย่างที่คุ้นเคยก็สร้างความเวทนาให้พอดู แต่สภาพขาพิการเดินกะเผลกที่เกิดขึ้นกับมันเป็นสิ่งที่ทำให้ต้นกล้าแปลกใจ

“ไปโดนอะไรเข้าล่ะ”

ครูหนุ่มเปิดประตูรั้วอีกครั้ง แล้วเดินตรงเข้าไปหา แต่หมาพเนจรอย่างเจ้าลายไม่คุ้นเคยกับมนุษย์ มันจึงขู่คำรามใส่ก่อนเดินกะเผลกหนีหายกลับเข้าไปในพงหญ้าสูง

เพราะเคยผ่านความรู้สึกน้อยใจในชีวิตที่ผู้ให้กำเนิดไม่ต้องการ ต้นกล้าจึงนึกเวทนาเจ้าลายนัก จะมีใครบ้างที่สนใจความเป็นอยู่ของหมาอัปลักษณ์ข้างถนน ไม่ว่ามันจะอยู่หรือตาย คงไม่ใครร้องไห้เสียใจ แต่สัตว์เดรัจฉานพวกนี้ยังรักตัวเองและทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวมันเองมีชีวิตอยู่รอด ตัวเขาเองก็เช่นกัน

ชายหนุ่มถอนหายใจเสียงยาว แล้วละความสนใจจากเจ้าลาย เดินกลับเข้าห้องพักครูที่ใช้เป็นห้องนอนไปในตัว แต่มีใครบางคนลักลอบเข้าห้องพักครูนอกเวลาเรียน เพราะบานประตูนั้นแง้มอ้าและมีเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา

“จ้อย”

เป็นเด็กประถมตัวเล็กสมชื่อนั่นเองที่นั่งร้องไห้โดยมีทารกวัยไม่ถึงขวบนอนหลับในอ้อมกอด

“ครู...” จ้อยพูดเสียงขึ้นจมูก น้ำตาไหลอาบแก้ม “ผมขอมาอยู่กับครูได้ไหม”

ต้นกล้ายังไม่ตอบคำขอร้อง รีบก้าวขาไปย่อตัวลงใกล้ ๆ แล้วเห็นรอยแดงบนแก้มของเด็กชายชัดเจน ก็ย่นคิ้วถามเสียงเครียด

“เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรจ้อย”

จ้อยยังสะอื้นไม่หยุด พูดไปร้องไห้ไป “ได้ไหมครู ผมขออยู่กับครูนะ”

เด็กชายคงไม่อยากเอ่ยถึงเหตุผล เอาแต่ร่ำไห้ขอร้อง ต้นกล้าก็รวบตัวจ้อยรวมถึงน้องน้อยที่ยังหลับปุ๋ยเข้ามากอด เอ่ยบอกด้วยเสียงอ่อนโยน

“ได้สิ ที่นี่ก็เป็นบ้านของจ้อยเหมือนกัน”

“ขอบคุณ... ขอบคุณครับครู”

มือน้อยกำเสื้อของเขาแน่น น้ำตาชื้นซึมผ่านเนื้อผ้า ร่างเล็กสะอื้นไห้จนตัวโยนส่งผลให้เด็กทารกตกใจตื่นแล้วร้องประสานเสียงกันดังทั่วห้องพักครู

               

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

10 ความคิดเห็น