ตอนที่ 4 : ตอนที่ ๓ กุหลาบหนามแหลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 599
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    19 มิ.ย. 62

ตอนที่ ๓ กุหลาบหนามแหลม





ตอนที่ ๓ กุหลาบหนามแหลม


เพื่อสร้างหนทางไปสู่อิสระจากการแต่งงานที่ไม่เต็มใจ รสสุคนธ์ตั้งมั่นในใจแล้วว่าต้องทำให้สำเร็จ ดังนั้นในทุกเย็นหลังเลิกงาน หล่อนจะหอบงานกลับบ้านทุกวันเพื่อศึกษาโครงการสร้างห้างสรรพสินค้าระดับยักษ์ที่อยู่ในระหว่างเจรจาเงื่อนไขกับคู่ค้าต่างชาติ และในเวลาทำงานปกติ หล่อนยอมทำงานทั่วไปที่อิทธิฤทธิ์มอบหมาย แม้จะเป็นงานที่ต่างกับงานเลขานุการเลยก็ตาม แต่จำต้องข่มความรู้สึกเพื่อรอวันสำคัญที่กำลังใกล้เข้ามา


นิสัยเอาการเอางานของหล่อนเป็นที่พึงใจสำหรับนายคุณากรผู้เป็นบิดา แต่ไม่น่าพึงใจเลยสำหรับนางปัทมา มารดาที่คาดหวังให้หล่อนเป็นเหมือนคุณหนูผู้เรียบร้อยอ่อนหวานทั่วไปมากกว่าทำตัวแข็งกระด้างไม่นบนอบต่อคนที่นางอยากให้บุตรสาวตบแต่งเป็นฝั่งเป็นฝา


เพราะหากหมดบุญของนายคุณากรแล้ว คนที่สืบทอดบริษัทคุณากรพร็อพเพอตี้นี้ก็คือรสสุคนธ์ แต่ความเชื่อมั่นในตัวบุตรสาวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ นางปัทมาจึงโน้มน้าวสามีจนเขาเห็นด้วยกับนางเรื่องใหอิทธิฤทธิ์เข้ามาช่วยดูแล


หากแต่ในมุมมองรสสุคนธ์ หล่อนคิดว่าอิทธิฤทธิ์ทำมากกว่าคำว่าช่วย เขากำลังเข้ามาควบคุมกิจการอย่างแนบเนียนเสียมากกว่า แล้วก็คงถูกใจนางวัลยา มารดาของอิทธิฤทธิ์มิใช่น้อย เพราะได้ทั้งลูกสะใภ้และได้ทั้งกิจการของครอบครัวลูกสะใภ้ไปบวกความมั่งคั่งของตัวเอง


เรื่องการหวังควบกิจการและควบคุมตัวหล่อนของอิทธิฤทธิ์ไม่ได้สร้างรำคาญให้หล่อนมากนัก ด้วยมั่นใจเต็มร้อยว่าจะบริหารบริษัทได้โดยใช้ความรู้ที่เล่าเรียนมา แต่เรื่องการทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชักของมารดากับป้าวัลยากลับสร้างความอึดอัดได้ดีเหมือนจับคู่ทำรายงานกับเพื่อนร่วมชั้นที่เกลียดขี้หน้าตอนเรียน


นางปัทมารู้ความรู้สึกของหล่อนข้อนี้ดี แต่กลับทำเป็นเมินเฉยและคะยั้นคะยอให้ครอบครัวหล่อนกับครอบครัวเขาร่วมรับประทานอาหารกันอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้งเพื่อสืบสานความสัมพันธ์ที่หล่อนกำลังจะฉีกเยื่อใยบาง ๆ ให้ขาดออกจากกันในไม่ช้า


“หนูโรสจ๊ะ ลองชิมจานนี้หรือยังลูก รสไม่จัดมาก หนูน่าจะชอบ”


รสสุคนธ์หลุดจากภวังค์ความคิดเมื่อมีมืออวบอูมของหญิงวัยเดียวดับมารดายื่นเข้ามาอยู่ในสายตา ดวงตาคมจึงเงยหน้าจากจานที่เพิ่งได้รับการแบ่งอาหารให้มองหญิงสูงวัยที่แต่งแต้มใบหน้าด้วยเครื่องสำอางสีจัดจ้าน


“ขอบคุณค่ะป้าวัลย์ แต่โรสอิ่มแล้ว ทานไม่ลงจริง ๆ ค่ะ”


“อ้าว อิ่มแล้วหรือจ๊ะ” นางวัลยายิ้มเจื่อน หันไปทางนางปัทมาเพื่อนสนิท


“ก็คงไดเอ็ทตามประสาน่ะ” นางปัทมาแก้ต่างให้ แล้วตักอาหารเอาใจว่าที่ลูกเขยบ้าง “ตาอิท นี่ลองชิมเนื้อกุ้งของเขาสิ หวานเชียว มาร้านนี้ทีไร ป้าต้องสั่งเมนูนี้ตลอด สมัยก่อน ยายโรสก็ชอบมาก กินหมดจานทุกที”


“นั่นมันอดีตแล้วค่ะคุณแม่ ตอนนี้โรสไม่ชอบสักเท่าไหร่” บุตรสาวแย้งเสียงเรียบ


“ผมว่าโรสคงอยากทานเค้กช็อคโกแลตแล้วล่ะครับ ถึงจะอิ่มแต่ก็มีที่ว่างให้ขนมเสมอ”


“โรสไม่ชอบเมนูเก่าซ้ำซากแล้วค่ะพี่อิท พี่อิทคงไม่เคยสังเกต”


รสสุคนธ์พูดอย่างไม่สนใจสีหน้าคนร่วมโต๊ะ ยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นดื่มพลางทำท่าดูเวลาจากนาฬิกาชงใจบอกให้รู้ว่าควรจบการนัดทานอาหารกลางวันอาทิตย์ละหนึ่งครั้งเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวก่อนดองเป็นทองแผ่นเดียวกันควรสิ้นสุดลง


เพราะคุณากรพร็อพเพอตี้มีนัดหมายสำคัญมากกว่านั้นรออยู่ นั่นคือการประชุมตกลงเซ็นสัญญาร่วมทุนโครงการห้างสรรพสินค้า


แต่พอถึงเวลาประชุมจริงรสสุคนธ์กลับรู้สึกประหม่า แขกอีกฝ่ายนั้นคือมิสเตอร์เรมอนด์ นักธุรกิจชาวอังกฤษที่เคยพบกันในงานศพของคุณโธมัส ซึ่งเขาผู้นี้เป็นคนที่เคยตั้งคำถามว่าหล่อนกับอิทธิฤทธิ์จะทำงานร่วมกันได้หรือหากเป็นสามีภรรยากัน และหน้าที่ของหล่อนตอนนี้คือการช่วยบิดากับอิทธิฤทธิ์อ่านเงื่อนไขในสัญญาไม่ให้มีตกหล่นหรือเสียเปรียบ


ช่วยอ่านเท่านั้น... ห้ามออกความเห็น เป็นคำสั่งของอิทธิฤทธิ์ก่อนเข้าห้องประชุม แต่หล่อนจะฝืนคำสั่ง เพราะมันเป็นความตั้งใจเดียวในวันนี้


“ผมว่าเงื่อนไขส่วนมากในสัญญาถูกเขียนไว้ยุติธรรมเพียงพอแล้ว แต่สำหรับข้อที่ว่าในหนึ่งปีหลังจากห้างสรรพสินค้านี้ประสบความสำเร็จ และมีแนวโน้มทำกำไร คุณจะขอเพิ่มสัดส่วนหุ้นจากสี่สิบเปอร์เซนต์เป็นหกสิบเปอร์เซ็นต์ ในเบื้องต้น ผมขอปฏิเสธก่อน แต่หลังจากพวกเราประชุมภายในแล้วได้ผลอย่างไรผมจะแจ้งให้ทราบ” อิทธิฤทธิ์เอ่ยโดยไม่ขอความเห็นจากคุณากรผู้ที่เป็นประธานบริษัท


“ผมอยากให้คุณทบทวนและให้คำตอบที่ผมพอใจ ผมรู้ว่าเศรษฐกิจในเมืองไทยในช่วงหลายปีมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน คุณอาจหานักเก็งกำไรที่หวังกำไร และเมื่อไม่พอใจก็ขายทิ้งได้ แต่คุณจะพลาดหากไม่รีบตกลงกับเราในตอนนี้ และในปีต่อไป คุณอาจแบกรับการภาระบริหารงานบนความเสี่ยงเองถ้าหากผมถอนทุนคืน”


อีกฝ่ายงัดเอาวิธีต่อรองมาเจรจา ซึ่งฟังดูน่าเชื่อถือสำหรับรสสุคนธ์ หล่อนศึกษาบริษัทคู่สัญญานี้มาระดับหนึ่ง ซีอีโอผู้นี้ถือว่าเป็นคนที่มองการณ์ไกล และเป็นเลือดใหม่ของวงการการลงทุนในประเทศอังกฤษ ดังนั้น หากเขาคาดการณ์อะไรก็มักจะถูกเสมอ แต่ดูท่าทางอิทธิฤทธิ์ค่อนข้างไม่ไว้ใจอีกฝ่าย ทั้งที่ในวันงานศพ อิทธิฤทธิ์แสดงความเลื่อมใสในตัวนักธุรกิจชาวอังกฤษผู้นี้


อิทธิฤทธิ์เองก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอ เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร จะหาความจริงใจที่แท้จริงในวงการธุรกิจนั้นอย่าหวัง เป็นบทเรียนบทหนึ่งที่รสสุคนธ์ซึมซับจากคสอนของเขาเอง


“หรือไม่ก็ ผมคงต้องหาผู้ร่วมทุนเจ้าใหม่ ยังมีบริษัทพัฒนาอสังริมทรัพย์หลายแห่งที่เสนอโครงการคอนโดมีเนียมในเมืองหลวงมากมาย และพวกเขายินยอมขายหุ้นให้ผมหากผมต้องการซื้อเพิ่ม” ซีอีโอชาวอังกฤษยังหาคำพูดมาต่อรอง


“แต่โครงการห้างสรรพสินค้าของคุณจะไปได้ไกลแค่ไหนนั้น บอกตามตรงว่าทีมสำรวจของผมยังให้คะแนนความมั่นใจแค่ปานกลาง เพราะนโยบายพัฒนาประเทศอาจผันแปร เงินจากรัฐบาลอาจถูกโยกย้ายไปลงทุนในภูมิภาคอื่นที่ไม่ใช่ภาคตะวันออก”


“ถ้าทีมงานของคุณศึกษาผลการบริหารงานของเราในหลาย ๆ โครงการที่ผ่านมา ผมว่าผลสำรวจของทีมงานคุณมีข้อผิดพลาด” อิทธิฤทธิ์กล่าวอย่างมั่นใจ


“อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ แต่ผมก็เชื่อมั่นในคนของผม” อีกฝ่ายก็แสดงความมั่นใจออกมาทางคำพูดเช่นกัน “เอาเป็นว่าคุณมีเวลาตัดสินใจแค่เย็นนี้ เพราะคืนนี้ผมต้องบินไปดูไบ”


“ไม่เห็นคุณบอกว่าคุณเอาเงื่อนไขนั้นมาเป็นตัวต่อรองสัญญา ไม่อย่างนั้นแล้วคุณน่าจะให้พวกเราได้เวลาคิดล่วงหน้า ทำแบบนี้เท่ากับบีบพวกเราทางอ้อม” อิทธิฤทธิ์เริ่มมีสีหน้าตึง เอ่ยน้ำเสียงขึงขังกับอีกฝ่าย


“ก็แล้วแต่พวกคุณ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเรื่องเวลา” พูดแล้วทำท่าจะลุกขึ้นเพื่อกล่าวลา ในขณะเดียวกันผู้หญิงคนเดียวในที่นั้นก็ขอเอ่ยอะไรสักคำ


“เรื่องการทำกำไรหลังจากเปิดบริการปีแรก ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคุณากรพร็อพเพอตี้ แต่ปัญหาที่คุณเอ่ยมานั้น ดิฉันว่าอยู่ที่คุณเองมากกว่า”


“โรส” อิทธิฤทธิ์ส่งเสียงปราม เช่นเดียวกันคุณากรที่ส่งสายตาบอกให้หล่อนหยุดวาจา


แต่ไม่มีอะไรขวางความตั้งใจหล่อนได้ หล่อนตัดสินใจแล้วในสิ่งที่จะทำต่อไปนี้ “สวัสดีและยินดีที่ได้พบคุณเรมอนด์อีกครั้ง ดิฉันรสสุคนธ์ เราเคยเจอกันในงานศพคุณโธมัสกับมาดามลอเรน”


ซีอีโอหนุ่มใหญ่จึงนั่งลงแล้วยิ้มกว้างให้หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มดั่งตุ๊กตา “ผมจำคุณได้ ขออภัยที่ไม่ได้กล่าวทักทาย เพราะ...”


“เพราะไม่คิดว่าดิฉันจะมีบทบาทสำคัญอะไรกับโครงการนี้ใช่ไหมคะ” หล่อนเอ่ยบอกสิ่งที่ตัวเองคิด ไม่สนใจว่าจะตรงกับความคิดของเขาหรือไม่


“ดิฉันเป็นบุตรสาวของคุณากรอย่างที่คุณเคยทราบ แต่ที่คุณยังไม่ทราบคือดิฉันสามารถบริหารกิจการห้างสรรพสินค้าระดับบิ๊กของภูมิภาคให้เหนือคู่แข่งได้ ด้วยทำเลและกำลังซื้อของประชากรในแถบนั้น จะเป็นฐานสำคัญให้เราสร้างกำไรได้มากถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในปีแรก และจะได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในปีที่สอง แต่หากคุณลังเลไม่ตัดสินใจเซ็นสัญญาตอนนี้ คุณอาจพลาดผลตอบแทนที่จะได้รับ”


มิสเตอร์เรมอนด์หัวเราะอย่างพึงใจ ปลายสายตาไปทางอิทธิฤทธิ์ที่นั่งเงียบแต่จ้องมองหล่อนด้วยดวงตาขุ่น ก่อนเอ่ยน้ำเสียงเย็นกับหล่อนว่า “ดูเหมือนคุณรสสุคนธ์มั่นใจว่าจะทำได้”


“เอาราคาหุ้นตอนนี้เป็นประกันคูณอีกเท่าตัว หากดิฉันทำได้จริง ในวันข้างหน้าดิฉันจะขอซื้อในส่วนของคุณคืน”


“ผมคงต้องรีบตกลง” เขาส่งรอยยิ้มจิ้งจอกให้รสสุคนธ์ แล้วหันไปทางผู้ช่วยเพื่อเอ่ยคำสั่ง “ออกสัญญาฉบับใหม่ภายในหนึ่งชั่วโมง โดยยึดเอาเงื่อนไขที่คุณรสสุคนธ์เป็นคำยืนยันความเชื่อมั่นโดยใช้ราคาหุ้นในตอนนี้คูณอีกเท่าตัวเป็นหลักประกัน”


รสสุคนธ์รู้ว่าได้คู่สัญญามาไว้ในมือ แต่คำพูดที่เพิ่งเอ่ยจากปากของฝ่ายนั้นคล้ายมีอำนาจบีบรัดหัวใจให้เต้นแรง ไม่นับสายตาวาวโรจน์ของอิทธิฤทธิ์มาเพ่งมองมา ส่วนคุณากรนั้นถอดแว่นตาแล้วนวดหัวคิ้วราวกับหนักใจในการเซ็นสัญญาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า แต่วันนี้เป็นวันที่หล่อนจะใช้เป็นวันประกาศอิสรภาพ เรื่องที่จะให้ถอดใจยกธงขาวนั้นไม่มีทาง


หลังจากที่คล้อยหลังซีอีโอคนนั้นไป รสสุคนธ์เตรียมใจให้พร้อมกับการถูกรุกด้วยวาจาและอารมณ์ฉุนเฉียวของอิทธิฤทธิ์ ถึงจะมีคุณากรอยู่ด้วยแต่หล่อนรู้ว่าเขาไม่เคยไว้หน้าใคร ยิ่งเป็นเรื่องของหล่อนด้วยแล้ว อิทธิฤทธิ์ถือสิทธิ์เป็นคนในบ้านเข้ามาสั่งสอนจนเกินพอดี


“ทำอะไรลงไปรู้ตัวบ้างไหม”


แต่รสสุคนธ์คิดผิดไป อิทธิฤทธิ์เอ่ยถามด้วยเสียงเย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งให้แก้วน้ำ หล่อนยังไม่อยากสบตาเขาตรง ๆ จึงหันเหใบหน้าไปทางอื่น “รู้ตัวตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงวินาทีนี้”


“แล้วรู้ใช่ไหมว่าถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูด จะเกิดผลอะไรตามมา”


“เรื่องอนาคตในอีกหนี่งปีข้างหน้า ขอให้คอยดูกันค่ะ แต่โรสมั่นใจว่าสิ้นปีนี้ เราคงยังจัดงานแต่งไม่ได้เพราะโรสคงต้องยุ่งกับการทำโครงการให้เสร็จทันกำหนด”


อิทธิฤทธิ์ยิ้มเยาะ “ดูเหมือนพี่จะเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของโรสแล้ว”


“ถ้าเข้าใจแล้ว โรสก็ดีใจค่ะ และหวังว่าพี่อิทจะไม่ขวางทาง”


“อยากทำอะไรก็เชิญ!


อิทธิฤทธิ์ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ทิ้งความรู้สึกค้างคาบางอย่างในใจให้กับรสสุคนธ์ หล่อนลุกขึ้นยืนแล้วพูดไล่หลัง ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ตาม


“โรสทำแน่ค่ะ ไม่ต้องห่วงว่าจะไปไม่รอด และโรสคิดว่าโรสทำทุกอย่างเองได้ด้วยตัวเอง... ตัวเองคนเดียว ไม่มีพี่อิท!”


“โรสแน่ใจแล้วใช่ไหม” คุณากรถอนลมหายใจเอ่ยถามบุตรสาวในที่สุด


“โรสไม่ถอยค่ะคุณพ่อ ไม่เคยถอยถ้ายังไม่สุดทาง แต่โรสจะไม่เดินต่อหากผู้ร่วมทางไม่คิดสนับสนุน ซึ่งคนนั้นคือคุณพ่อ ไม่ใช่พี่อิท และอีกไม่ช้าไม่นาน โรสก็ต้องดูแลบริษัทต่อจากคุณพ่ออยู่แล้ว ถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วจะให้เริ่มตอนไหน”


คุณากรเรียกให้หล่อนเข้าไปนั่งใกล้ ๆ จนรสสุคนธ์เห็นความซีดเซียวของบิดาชัดเจน หล่อนคงยังไม่เป็นลูกอกตัญญูหากเหตุการณ์ก่อนหน้าทำให้โรคประจำตัวของบิดากำเริบอาการ


“พ่อสนับสนุนลูกเสมอ แต่จะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ มองหาอุปสรรคไว้บ้าง เพราะมันจะช่วยให้เราประเมินสถาณการณ์เลวร้ายได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป หนทางของธุรกิจมันมีขวากหนามเสมอ โรสจำเอาไว้”


“คุณพ่อถึงตั้งชื่อให้ลูกของคุณพ่อว่าโรสไงคะ ถึงกุหลาบดอกนี้จะอ่อนแอในสายตาใคร แต่กุหลาบดอกนี้มีหนามร้ายรอบตัวเหมือนกัน”


“พ่อหวังว่าโรสจะไม่ใช้หนามร้ายนั่นทิ่มแทงตัวเอง”


คำพูดของบิดาส่งผลถึงระบบความคิดของหล่อนเป็นแน่แท้ แต่ดีกว่าถูกคำพูดร้ายของอิทธิฤทธิ์เชือดเฉือนให้เจ็บใจ เจ็บเพราะตัวเองดีกว่าเจ็บเพราะคนอื่น และต่อจากนี้ หล่อนจะต้องลุยงานด้วยตัวเองอย่างที่ลั่นวาจาไว้ หาไม่แล้ว หล่อนมั่นใจเหลือเกินว่าคนที่รอเหยียบหล่อนให้จมดินก็คืออิทธิฤทธิ์


คำว่าสำเร็จเท่านั้นที่เธอต้องมุ่งเป้า และโครงการห้างสรรพสินค้านี้มันจะเป็นตัววัดอะไรหลาย ๆ อย่าง รวมถึงความสามารถในการตั้งรับปัญหาและอุปสรรคทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น รสสุคนธ์กอดบิดาแน่นแล้วเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


“ริจะเป็นกุหลาบก็ต้องยอมเจ็บเพราะหนามของตัวเองสิคะ แต่ถ้ามีใครกล้าดีมาแหย่กุหลาบดอกนี้ละก็ต้องถูกหนามคม ๆ ของโรสทิ่มแทงจนเลือดตกยางออกกันบ้าง”



                เสียงเพลงจังหวะเร็วดังกระหึ่มผ่านลำโพงดังรอบทิศ ลำแสงไฟหลากสีสาดส่ายไปมากระตุ้นเร้าเรือนร่างเย้ายวนของทรามวัยทั้งหลายให้เริงระบำเข้าจังหวะดนตรีบนเวทีอันมีเสาเหล็กเป็นฐานยึดมั่นเดียว หนุ่มน้อยไปจนถึงหนุ่มใหญ่หลายคนต่างจับจ้องอยู่กับการเคลื่อนไหวไปมาของรูปทรงโค้งเว้าราวกับถูกมนต์สะกด แต่มีอีกหลายคนที่เลือกออกลีลาท่าเต้นอยู่ในพื้นที่คับแคบแออัดราวกับทุกคนเป็นญาติสนิทมิตรสหายมาแต่ปางไหน


ความมัวเมาลุ่มหลงแบบนี้ยังมีให้เห็นในสถานบันเทิงเริงรมย์ซึ่งยังเป็นที่ต้องการเสมอในหมู่นักท่องราตรีหรือผู้ต้องการปลดปล่อยความเครียดขึงที่คั่งค้างจากชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับสัญชัย ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมคายที่เพิ่งผละตัวเองจากคู่เต้นไปนั่งพักบนเก้าอี้ตัวสูงตรงเคาน์เตอร์บาร์


“ออนเดอะร็อค”


สิ้นเสียงสั่งได้ไม่กี่นาที บาร์เทนเดอร์ก็เลื่อนเครื่องดื่มที่ผสมแค่วิสกี้กับน้ำแข็งมาให้ตรงหน้า พร้อมกับชวนแขกหนุ่มสนทนาอย่าสนิทสนม “วันนี้หนีเมียมาเที่ยวได้หรือพี่สัญ”


เขาชักสีหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ถ้ารักกัน อย่าพูดแบบนี้ให้ได้ยินอีก”


“โธ่ อย่าเครียดสิพี่ ดูนั่น อีสาวที่พี่เพิ่งเบียดมาส่งตาหวานเรียกแล้ว ไม่แคล้วคืนนี้พี่คงได้หญิงติดไม้ติดมือไปต่อที่อื่นอีกเหมือนทุกครั้ง” บาร์เทนเดอร์หนุ่มรีบพูดเอาใจแล้วทำเครื่องดื่มเมนูเดิมแก้วใหม่ให้เมื่อเห็นว่าแก้วในมือแขกหนุ่มนั้นถูกดื่มรวดเดียวจนหมด


“ช่วงนี้ไม่ค่อยมีอารมณ์คั่วหญิงเท่าไหร่ กำลังโดนเพ่งเล็ง ยอดขายเดือนที่แล้วไม่ได้เป้า” สัญชัยกระดกเหล้าลงคอแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะ มีสีหน้าบึ้งตึงเมื่อนึกถึงเรื่องกลัดกลุ้มที่กำลังเผชิญ


“แล้วพี่จะทนทำงานกับเจ้านายเขี้ยว ๆ ไปทำไม เมียก็มีตังค์ไม่ใช่หรือ”


“ถ้าอีสมรมีตังค์จริง ฉันจะมาทำหน้ากลุ้มกินเหล้าทำไมตรงนี้วะ” สัญชัยพ่นลมหายใจแรงนึกเจ็บใจชะตาชีวิตของตน “ไอ้ทีแรกก็คิดว่าตกถังข้าวสาร จับแม่หม้ายผัวตายได้แล้วจะมีเงินใช้สบาย ๆ ไปตลอดชาติ แต่ที่ไหนได้ เงินถูกเอาเข้ากงสีหมด มันขายของได้มากแค่ไหนก็ไม่มีตกถึงฉันสักสลึง”


“ไม่เอาน่าพี่สัญ อย่าเครียด ๆ มนุษย์เราเกิดมาทั้งทีไม่มีสิ้นไร้ไม้ตอกหรอกพี่ คืนนี้เที่ยวให้สนุก ลืมเรื่องทุกข์ใจให้หมด”


สัญชัยแค่นหัวเราะ มองเหล้าแก้วใหม่ที่ถูกเสิร์ฟให้อย่างรู้ใจ “แล้วเมื่อไหร่ถึงจะพ้นทุกข์วะ”


คำเปรยเสียงเบาไม่ทันได้เข้าหูบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่หันเหไปบริการแขกคนใหม่ สัญชัยจึงได้ใช้ความคิดทบทวนเรื่องราวของตัวเองในอดีต กี่ปีแล้วที่ดิ้นรนหาทางหนีจากความจน กี่ปีแล้วที่ป่ายปีนหน้าผาแห่งความทุกข์ยาก แต่วันนี้เขายังนั่งมองแก้วเหล้าราคาถูกในผับชั้นต่ำแทนที่จะได้นั่งจิบไวน์ชั้นดีในภัตตาคารหรู


หรือสวรรค์ไม่เข้าข้างคนชาติกำเนิดเลวอย่างเขา อดีตเคยเป็นเด็กกำพร้าไร้อนาคตเช่นไร ปัจจุบันสวรรค์ก็ขีดเส้นชะตาชีวิตไม่ให้พบแสงสว่างเช่นนั้น ปากกัดตีนถีบจึงเป็นคติประจำตัว แม้เคยดีใจจนเนื้อเต้นว่านางสมรจะเปลี่ยนชีวิตอับจนของพนักงานขายอย่างเขาไปเป็นเสี่ยเจ้าของกิจการวัสดุก่อสร้างเล็ก ๆ


แต่หนทางที่คิดว่าปูด้วยกลีบกุหลาบกลับเต็มไปด้วยหนามแหลมคมเมื่อได้รู้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ของภรรยาแม่หม้ายนั้นไม่มีทางเป็นของเขา ตำเหน่งพนักงานขายจึงกลายเป็นสิ่งพึ่งพาเดียวที่เขาต้องทำเป้าให้ได้แลกกับเงินเดือนที่ไม่คุ้มค่าเหนื่อย


“เสียเงินเสียเวลาร่ำเรียนตั้งยี่สิบกว่าเพื่อมาเป็นทาสเขาหรือวะ สมเพชตัวเองฉิบหาย”


สัญชัยว่ากล่าวตัวเองด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มของเหลวรสชาติขมบาดคอ แล้วยกมือกุมขมับหลับตาฟังเสียงเพลงอึกทึกที่ยังคงบรรเลงต่อไป หญิงนักเต้นยั่วกามทั้งหลายก็ยังคงร่ายเวทย์ให้กับแขกอย่างไม่หยุดยั้ง และแสงไฟสลัวสลับสียังคงวาดไปมาส่องกระทบร่างผู้คนที่ลุ่มหลงในความสุขยามรัตติกาล แต่ความสุขนี้มันจะเลือนหายไปเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนวานเป็นแค่นิทานหลอกลวง


เป็นนิทานที่ตัวละครไม่เคยพบกับคำว่าสุขชั่วนิรันดร...


“ครูเพ็ญโกหกผม”


สัญชัยกำแก้วในมือแน่นไม่กลัวว่ามันจะแตกร้าวบาดมือ แล้วคงเอ่ยคำปรามาสในใจต่อครูผู้ประสาทวิชาต่อไปถ้าไม่มีเสียงสายเรียกเข้าดังจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต


ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์ออกมาอย่างเชื่องช้า คิดในหัวว่าถ้าสายนั้นเป็นของนางสมรที่โทรมาตามให้กลับบ้าน เขาอาจตวาดใส่แล้วบอกเลิกราเสียที ในเมื่อหล่อนไม่มีประโยชน์กับเขาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องร่วมเรียงเคียงหมอนกับหล่อนอีก


หากแต่หมายเลขไม่คุ้นตาที่ปรากฏหน้าจอสร้างความสงสัยให้เจ้าของเครื่อง สัญชัยจึงวางโทรศัพท์บนโต๊ะแล้วเพิกเฉยปล่อยให้เสียงเรียกเข้าดังอยู่อย่างนั้น แต่ดูเหมือนว่าปลายทางไม่ทิ้งความพยายาม จึงจำต้องรับสายตัดรำคาญ


“ฮัลโหล!” สัญชัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็ง


“นั่นใช่สัญชัยหรือเปล่า”


น้ำเสียงของปลายสายฟังคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินที่ไหน


“ใช่ นี่สัญชัยพูด” เขาตอบกลับไป


“เราต้นกล้า นายจำเราได้ไหม”


“ต้นกล้า...” ไม่มีทางเลยที่เขาจะลืมชื่อนี้ไป “จำได้สิ ก็เราเป็นเพื่อนสนิทกันสมัยเรียนกับครูเดือนเพ็ญ จะลืมได้ยังไง แล้วนี่ได้เบอร์โทรศัพท์เรามาจากไหน”


“ก็...เอ่อ... เราก็ถามกันไปเป็นทอด ๆ น่ะ” คำตอบประหลาด ๆ ทำให้สัญชัยเลิกคิ้ว แต่ยังไม่ทันได้ถามกลับ ฝ่ายนั้นก็บอกจุดประสงค์ของตน


“ที่เราโทรมาก็จะชวนนายกลับมาเยี่ยมโรงเรียน”


สัญชัยแสยะยิ้ม ยังนึกถึงโรงเรียนอาคารชั้นเดียวกับคุณครูตัวเล็กหน้าห้องเรียนได้ และภาพใบหน้าของครูเดือนเพ็ญก็เพิ่งผ่านเข้ามาในหัวเมื่อไม่นาทีก่อนที่นายต้นกล้าจะโทรมา


“ครูยังสอนอยู่อีกหรือ” อันที่จริง เขาเกือบหลุดปากถามว่าโรงเรียนยังอยู่อีกหรือ


“วันนี้ครูยังสอนอยู่ แต่ตั้งแต่พรุ่งนี้เย็น ครูจะไม่ได้สอนแล้ว...”


ปลายสายเงียบไปหลายนาทีจนสัญชัยเป็นฝ่ายรุกคำถาม “ทำไม”


“ครูจะปิดโรงเรียน เราก็เลยจัดงานลาโรงเรียนเล็ก ๆ ให้ครูพรุ่งนี้เย็น อยากให้ศิษย์เก่ามาด้วย มีเรา นาย แล้วก็เบิ้ม เอ่อ... หลวงพี่เบิ้ม นายสะดวกมาไหม”


สัญชัยไม่ได้ตื่นตกใจกับการปิดโรงเรียนเล็ก ๆ และอยากปฏิเสธคำเชิญ เหตุเพราะไม่อยากให้เพื่อนเก่ารู้ว่าชีวิตเขาไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน แม้ผลการเรียนในสมัยนั้นดีกว่าต้นกล้าหรือหลวงพี่เบิ้มหลายระดับจนทำให้เขาลำพองใจเหลือเกินว่าต้องมีอนาคตสดใสกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน


คิดถึงเรื่องในอดีตแล้วก็เจ็บใจตัวเองทุกครั้ง ถ้าย้อนเวลาได้ เขาอาจเป็นคนที่ได้รับการอุปการะจากสามีภรรยาชาวอังกฤษผู้ร่ำรวยเงินตราทั้งที่โอกาสมาอยู่ตรงหน้า แต่เขากลับรักตัวกลัวตายปล่อยให้ต้นกล้าฉายเดี่ยวไปช่วยเหลือนายฝรั่งจากกลุ่มวัยรุ่นรีดไถเงินนักท่องเที่ยว


“ถ้าฉันว่าง ฉันจะไป” คำตอบของสัญชัยทำให้ปลายสายมีน้ำเสียงห่อเหี่ยว


“เราอยากให้นายมานะสัญ ครูกำลังป่วยแต่ครูต้องดีใจแน่ถ้านักเรียนคนเก่งอย่างนายมาหา”


สัญชัยอยากหัวเราะเสียงดังกับคำว่านักเรียนคนเก่ง หากครูเดือนเพ็ญได้รู้ว่าเด็กที่ได้คะแนนดีในอดีตคนนั้นเป็นได้แค่ลูกจ้างต๊อกต๋อยในวันนี้ ครูจะทำหน้าอย่างไร เอาเข้าจริงแล้ว ก็อยากกลับไปบอกครูเหลือเกินว่านิทานที่มีคติสอนใจท้ายเรื่องว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น มันไม่ได้ผลกับคนไม่มีวาสนาดีพอที่จะแข่งขันชิงดีชิงเด่นกับลูกหลานคนใหญ่คนโตที่ก้าวหน้าในอาชีพการงานโดยไม่ต้องขยับนิ้ว


“แล้วนายล่ะกล้า นายทำอะไรอยู่” สัญชัยอยากรู้นักว่าเพื่อนผู้มีวาสนาดีตอนนี้ไปไกลแค่ไหนแล้ว


“เราเป็นครูโรงเรียนเทศบาล วันหยุดก็ไปช่วยงานครูเดือนเพ็ญ”


คำตอบของต้นกล้าทำให้สัญชัยประหลาดใจ เหตุเพราะเขาคิดว่าต้นกล้าน่าจะมีความเป็นอยู่ดีกว่าเพราะการอุปการะค้ำจุนของเศรษฐีต่างแดน แต่การเป็นครูเทศบาลที่ฐานเงินเดือนน้อยนิดทำให้สัญชัยเอ่ยปากถาม


“แล้วเรื่อง...พ่อแม่บุญธรรมของนายล่ะ”


“ท่านโธมัสกับมาดามลอเรนเสียแล้ว”


สัญชัยรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังยิ้ม นี่เขาดีใจที่ได้รู้ว่ามีคนที่ยังต้อยต่ำกว่าอย่างนั้นหรือ “เราเสียใจด้วย นายคงเศร้าน่าดู หมดบุญทั้งสองคนแล้วนายคงไม่มีที่พึ่งทีไหนอีก”


“เรายังมีครูเดือนเพ็ญ” ต้นกล้าตอบทันที “แต่ตอนนี้ครูเดือนเพ็ญต้องพึ่งพวกเรานะสัญ เราจะสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่”


สัญชัยย่นคิ้ว ลุกขึ้นจากเก้าอี้ “นายว่าอะไรนะ”


“เราจะสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่ ที่ครูเดือนเพ็ญปิดโรงเรียนก็มีเหตุผลอื่นนอกจากสุขภาพ แล้วเราไม่อยากให้เด็ก ๆ สูญโอกาส”


“นายจะเอาเงินมาจากไหน” สัญชัยรีบเดินออกไปนอกผับเพื่อที่จะได้ฟังปลายสายพูดให้ถนัดชัดถ้อยชัดคำ


“เราพอมีอยู่บ้าง... แล้วเราได้ยินจากหลวงพี่เบิ้มว่าภรรยาของนายเป็นเจ้าของร้านวัสดุก่อสร้าง ”


ความที่เคยรู้จักนิสัยใจคอของเพื่อนวัยเด็กคนนี้ ต้นกล้ามักยอมคนเสมอแม้จะถูกเอาเปรียบ ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามที และหากนายต้นกล้าในวันนี้ต้องการคนให้คำปรึกษา มันก็น่าสนใจที่เขาจะเสนอตัวเข้ารับหน้าที่


“ฝากบอกครูด้วยว่าฉันจะไปเยี่ยม... พรุ่งนี้เย็น”


สัญชัยตอบรับคำเชิญแล้ววางโทรศัพท์ลง การช่วยเหลือเพื่อนเก่าครั้งนี้อาจทำให้เขาได้อะไรดี ๆ บ้าง อย่างน้อยก็ขายของให้นางสมรแล้วได้กินส่วนต่าง ซึ่งจะมากน้อยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่านายต้นกล้าจะสร้างโรงเรียนใหญ่แค่ไหนตามกำลังทรัพย์ที่เจ้าตัวบอกว่าพอมีอยู่บ้าง


ก็นับว่าเขายังไม่อับจนหนทางเสียทีเดียว แต่คงต้องทนพะเน้าพะนอนางสมรไปก่อนจนกว่าจะหาทางชิ่งหนีหรือหาหญิงแก่ที่มีกำลังทรัพย์ให้เขาถลุงใช้ได้ คิดแล้วก็พาให้อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างประหลาด


สัญชัยหมุนตัวเดินผลักประตูผับกลับเข้าไปอีกครั้งเพื่อมองหาสาวกล้าได้กล้าเสียคนไหนก็ได้ที่ต้องการสัมพันธ์สวาทแบบไร้ข้อผูกพันชั่วข้ามคืน แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับหญิงสาวผมบ๊อบสั้นร่างงามที่กำลังนั่งเปล่าเปลี่ยวบนเก้าอี้ตัวสูงตรงเคาน์เตอร์บาร์ และเหมือนมีคลื่นสัญญาณตรงกัน เพราะเจ้าหล่อนก็หันมาสบประสานสายตาเขาพอดี


เห็นที... เจ้าบาร์เทนเดอร์น่าจะพูดถูกว่าคืนนี้เขาจะได้ใครสักคนติดไม้ติดมือ


 


             

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ฤดีวัลย์




แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า


    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

9 ความคิดเห็น