หัวใจเศรษฐี

ตอนที่ 38 : ตอนที่ ๓๗ ไม่ใช่ไม่เหลือ แต่ไม่เคยมี 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 312
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    21 มิ.ย. 62

ตอนที่ ๓๗ 

ไม่ใช่ไม่เหลือ แต่ไม่เคยมี



image from pinterest



แม้เสียงการจราจรที่เล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารของรถเอสยูวีคันหรูจะ เบาบางเกินกว่าที่จะรบกวนสมาธิของชายหนุ่มผู้นั่งหลับตาอย่างสงบนิ่ง หากแต่ถ้ามองจากภายนอกก็ดูคล้ายเจ้าของร่างผึ่งผายที่เข้ากันได้ดีกับชุดสูทสีดำสนิทต้องการปิดกั้นสิ่งเร้าจากภายนอกไม่ให้เข้าไปรบกวนโลกสงบส่วนตัวภายในจิตใจ

แต่ในความเป็นจริง มีตัวเขาผู้เดียวที่รู้ว่าในหัวของตัวเองตอนนี้นั้นก็ยุ่งเหยิงเหมือนการจราจรบนท้องถนนยามพลบค่ำเลย

เพราะทุกเรื่องราวล้วนประดังประเดเข้ามาให้สมองได้ขบคิดไม่ว่างเว้น แตกต่างกันกับห้องเสียงของบทเพลงที่ยังมีตัวหยุดจังหวะช่วยให้นักดนตรีได้พัก จะเป็นเพียงแค่หนึ่งช่วงลมหายใจก็ตาม แต่เมื่อเริ่มต้นบรรเลงแล้ว ก็ต้องเล่นต่อไปจนจบโน้ตตัวสุดท้ายของบทเพลง

คงคล้ายกับชีวิตที่เกิดมาบนโลกใบนี้แล้ว ก็ต้องใช้ชีวิตให้ล่องลอยไปตามยถากรรม จนกว่าวิญญาณจะดับสูญเพื่อไปสู่มิติใหม่ตามความเชื่อทางศาสนา แต่จริงหรือไม่ เขาอยากให้ครูเดือนเพ็ญ จ้อย หรือสัญชัยกลับมาให้คำตอบยิ่งนัก

“คุณทีเคครับ”

ชายหนุ่มเจ้าของชื่อลืมตาขึ้น หันไปทางผู้เรียกที่ส่งสายตาเป็นนัยบอกถึงการมาของหญิงสาวเจ้าของร้านเสื้อผ้าที่ปิดตัวตายราวกับเจ้าของร้านย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยไปแล้ว

แต่การที่ได้เห็นหล่อนกลับมายืนหน้าร้อนตัวเองอีกครั้งก็ทำให้ชายหนุ่มโล่งอกโล่งใจว่าปัญหาหนึ่งอย่างของเขากำลังจะคลี่คลาย

“คุณแน่ใจนะว่าใช้ผู้หญิงคนนี้” ชายหนุ่มถามย้ำ

“ถ้าข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ผิดพลาด หลักฐานทางดีเอ็นเอที่พบในอาเจียนใกล้กับที่เกิดเหตุก็เป็นของผู้หญิงที่ชื่อแพรพรรณราย”

“ทางเจ้าหน้าที่คิดว่าผู้หญิงคนนี้เกี่ยวข้องกับการตายของสัญชัยยังไง”

“คนของเรายังสืบข่าวนี้ไม่ได้ แล้วเธอเองก็หลบซ่อนตัวเหมือนกำลังหนีอยู่ ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็คงลอบติดตามหล่อนอยู่เหมือนกับเรา แล้วนี่ก็เป็นหตุผลที่ผมไม่อยากให้คุณทีเคลงไปพบหล่อนเอง เพราะถ้าตำรวจสงสัย มันจะสร้างความยุ่งยากมากให้กับงานของคุณเบน หรือไม่ก็เธออาจจะหนีเตลิดไปอีกจนทำให้ตำรวจไทยโบ้ยว่าเราขัดขวางงานของพวกเขา”

“ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณ แต่ผมมั่นใจลึก ๆ ว่าถ้าให้เธอเลือก เธอน่าจะยอมเจอผมมากกว่าตำรวจ”

ไม่ว่าอย่าไร เขาก็จะทำตามความตั้งใจ แม้ถึงจะได้ยินเสียงระบายลมหายใจจากอีกฝ่ายก็ตาม

“อย่าใช้เวลานานนัก คืนนี้คุณมีนัดทานข้าวเย็นกับคุณเบนและครอบครัว” บอกเขาเสียงเคร่งขรึมกึ่งขอร้องแล้วเปิดประตูให้ชายหนุ่ม

ต้นกล้าก็พยักหน้ารับรู้ ทั้งรับรู้ว่าเขามีนัดสำคัญกับคนสำคัญ และรับรู้ว่าชายชาวอังกฤษที่เบนส่งมาให้นั้นไม่ได้มาเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเดียว แต่มาเพื่อเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลหรือคอยควบคุมเขาแทนเจ้านายใหญ่ เพราะเรื่องที่เขากำลังทำสร้างความกังวลใจให้กับพี่ชายบุญธรรม จนเบนไม่อาจวางใจปล่อยให้เขารับผิดชอบงานใหญ่ที่เขาเป็นผู้นำเข้าไปเสนอด้วยตัวเอง

ทีเค นายรู้ใช่ไหมว่าทำแบบนี้ นายอาจไม่เหลืออะไรเลย

ไม่ใช่คำเตือนจากพี่ถึงน้อง แต่เป็นคำเตือนในฐานะเจ้าชีวิตที่เขาน้อมยอมรับว่าต่อจากนี้ อิสระจะเป็นของหายากหรืออาจขาดแคลนไปนานแสนนาน

“อย่ากังวล ผมไม่มีทางผิดนัดเบนแน่นอน”

ต้นกล้ารับปากเสียงหนักแน่น ถอดเสื้อสูทส่งให้ผู้ติดตาม แล้วพับเขนเสื้อเชิ้ตสีดำเนื้อผ้าเรียบลื่นขึ้นเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ขึงขังเป็นผ่อนคลาย ก่อนเดินตามหญิงสาวที่มีท่าทางหวาดระแวงผู้คนรอบข้างโดยรักษาระยะห่างไว้

จนเห็นหล่อนหยุดยืนหน้าประตูบานเลื่อนเหล็กของร้านเสื้อ ควานหากุญแจในกระเป๋าพลางหันซ้ายหันขวามองผู้คนที่เดินผ่านไปมา จากนั้นรีบปลดล็อคแม่กุญแจที่คล้องเกี่ยวไว้กับพื้น ยกบานเหล็กขึ้นก่อนพาตัวเองเข้าไปในร้านแล้วดึงลงเพื่อปิดกั้นทางเข้าออก

แต่ต้นกล้าเข้าไปใช้มืองัดบานประตูเหล็ก แล้วดันขึ้นเปิดทางให้ก้าวขาเข้าสู่ภายในเพื่อรับการต้อนรับจากหญิงสาวด้วยดวงตาตื่นตระหนกราวกับเห็นสิ่งแปลกประหลาดที่สุดในชีวิต

“คุณ...ต้นกล้า...”

คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยที่ตอนที่ถูกเรียกชื่อ แล้วก้าวขาเข้าไปหาร่างอรชรที่เขยิบเท้าถอยหลัง “คุณอาจรู้จักผมผ่านสัญชัย คุณถึงรู้ว่าผมคือต้นกล้า”

หล่อนไม่เฉลยคำตอบ แต่ยังคงมองเขาด้วยใบหน้าหวาดหวั่น ต้นกล้าจึงหยุดเดินแล้วบอกความต้องการที่แท้จริง“อย่ากังวล ผมมาเพื่อถามอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสัญชัย ไม่ได้มาเพื่อเอาตัวคุณไปส่งตำรวจ”  

ทว่าแววความวิตกในดวงตาคู่นั้นไม่ได้ลดลงเลย และคล้ายกับหล่อนพะวงอะไรสักอย่างที่อยู่ด้านนอกประตูบานนั้น ชายหนุ่มจึงค่อย ๆ ถอยเท้าโดยไม่ละสายจากตัวหญิงสาว เพื่อกลับไปที่บานประตูแล้วเลื่อนมันปิดให้สนิทดังเดิม

“คุณอยากให้ผมล็อกกุญแจด้วยไหม” ถามหล่อนกลับ คำตอบที่ได้คือลูกกุญแจที่ถูกโยนมาให้ใกล้มือ ต้นกล้าจึงหยิบแล้วจัดการไขแม่กุญแจผนึกทางเข้าออกเดียวของที่นี่ แล้วโยนกุญแจทิ้งห่างจากตัว จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนพร้อมยกมือทั้งสองขึ้นแสดงความจริงใจ

“คุณ...อยากรู้เรื่องอะไร”

ถึงเสียงจะเบาจนต้องเงี่ยหูฟัง แต่นั่นก็เท่ากับหล่อนต้องการให้เขาปิดประตูบานนั้น เพื่อสร้างกรอบความปลอดภัยพอที่จะยอมเปิดประตูอีกบานในใจ

“เรื่องเด็กผู้ชายที่ตายไปแล้วคนหนึ่ง” ต้นกล้าเกริ่นคำถามหยั่งเชิง

“ถ้าคุณเป็นเพื่อนเขา ก็น่าจะรู้ว่าสัญชัยไม่ค่อยชอบเด็ก ฉันเลยไม่แน่ใจว่าคุณหมายถึงเด็กคนไหน”

“เป็นคน ๆ เดียวกับที่อยู่ในความคิดคุณตอนนี้” เพราะอ่านความหมายได้จากประกายวูบในดวงตาของหญิงสาวได้ จึงไม่ลังเลที่จะพูดต่อ “แล้วก็มีหลักฐานชี้ว่าสัญชัยอาจเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเด็กคนนั้นก่อนตาย”

เรียวปากบางซีดแตกแห้งเม้มเข้าหากัน “เขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการตายของเด็กคนนั้น”

“ถ้าอย่างนั้นก็บอกผมทีสิว่า... สัญชัยเล่าอะไรให้คุณฟังบ้าง”

เสียงแตรรถดังด้านนอกแล้วเงียบหายไป แพรพรรณรายก็นิ่งเงียบนานไปหลายนาที แต่เขายังอดทนเฝ้ารอให้หล่อนเอ่ยคำพูดออกมา

“เด็กคนนั้นได้ยินสัญคุยโทรศัพท์กับฉัน ตอนนั้นเราคุยกันเรื่องของคุณ...” ดวงตาสีดำสนิทละจากราวแขวนเสื้อผ้าหลากสี หันสบตากับเขาตรง ๆ เป็นครั้งแรก “­เรื่องที่คุณถูกรถชน แต่ฉันเชื่อว่าเขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แน่...”

หล่อนหยุดคำพูดไว้ชั่วขณะ แล้วมองตาเขาแน่วนิ่ง “ถึงเขาจะเคยพูดถึงคุณไม่ทางไม่ดี แต่ก็เป็นแค่ความรู้สึกอิจฉา เขาไม่ร้ายขนาดจะฆ่าใครได้”

ต้นกล้าระบายลมหายใจออก “ผมรู้...”

คำพูดของชายหนุ่มเป็นการเปิดทางให้หล่อนได้พูดต่อ “ตอนนั้น เขาโกรธมากที่รู้ว่าคุณยกที่ดินโรงเรียนปลูกปัญญาให้โรสฟรี ๆ”

หล่อนรู้จักรสสุคนธ์ด้วยหรือ แล้วนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการคำตอบ แต่ต้นกล้าเลือกปล่อยให้หล่อนเล่าเรื่องราวที่กำลังไหลลื่น

“ที่โกรธก็เพราะเขาทำงานให้อิทธิฤทธิ์ หากสัญชัยทำให้กุหลาบตาย โรสก็จะได้ที่ดิน แล้วคุณากร ฯ ก็จะสร้างห้างสรรพสินค้าต่อไปได้ จากนั้นสัญชัยจะได้เงินค่าจ้างเท่ากับเงินที่คุณขายที่ดินให้โรสร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงจะได้มาจากการหักหลังคุณ แต่เขาสูญโอกาสได้เงินตั้งมากมาย เป็นฉันก็คงโกรธเหมือนกัน”

จบประโยคแพรพรรณรายก็หัวเราะเสียงขื่น ยกมือขึ้นแตะหัวทำท่าคล้ายกำลังวิงเวียนศีรษะ แล้วพาตัวเองไปนั่งลงบนโซฟา

“สัญชัยพยายามมาตลอดที่จะให้ตัวเองมีชีวิตที่ดี เหมือนฉันที่อยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น ฉันอิจฉาทุกคนที่มีชีวิตพร้อมสรรพ โดยเฉพาะกับโรส โรสมีในสิ่งที่ฉันต้องขวนขวายหาเอง โรสได้ในสิ่งที่ฉันต้องหามาด้วยความทุรนทุรายแลกศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อให้เท่าเทียมกับเธอ แม้แต่เรื่องผู้ชาย ฉันก็พยายามใช้มารยาแย่งเอาอิทธิฤทธิ์มาให้ได้ แต่ก็ได้แต่ตัว ไม่เคยได้หัวใจของเขาเลย... ไม่เคยเลย...”

ประกายวิบวับของน้ำตาที่เอ่อล้นขอบดวงตา แพรพรรณรายสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก้มหน้าพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบบริเวณท้องของตน “น่าสมเพช... เหมือนเป็นมนุษย์ที่ตกสำรวจความรักของพระเจ้า”

จากนั้นเงยมองเขาด้วยดวงตาเปี่ยมความเศร้า “แต่ฉันอยากให้คนที่ตกสำรวจเป็นฉันคนเดียว ถ้าฉันไม่ขอให้สัญชัยทำ เขาก็จะไม่ต้องหักหลังเพื่อน ไม่ต้องมีความรู้สึกเรื่องเด็กคนนั้น ถึงเขาจะไม่ได้ตั้งใจทำให้เด็กคนนั้นตกทะเล แต่เขากลายเป็นคนวิตกจริต ในตอนนั้นฉันคิดอยากหนีไปจากเขา...

... เขาเองก็เก็บตัวเงียบไม่ติดต่อกลับมา จนวันหนึ่ง... วันที่เขาตาย เขากลับมาบอกฉันว่าอิทธิฤทธิ์ใช้เงินฟาดหัวเขาให้มาลบบทสนทนาตอนที่อิทธิฤทธิ์จ้างวานให้เขาไปจัดการกุหลาบของโรส เขาให้ฉันลบบันทึกบทสนทนา แล้วพากันหนีไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่ฉันปฏิเสธเขา บอกเขาว่าฉันกำลังท้องลูกของอิทธิฤทธิ์... เป็นคำพูดสุดท้ายที่ฉันได้พูดกับเขา จากนั้นเขาก็... ก็ถูกนางสมร...”

หล่อนพยายามเก็บกลั้นความอ่อนแอไว้ใต้เสียงสั่นเครือ แต่พอชายหนุ่มเดินเข้าไปแล้วย่อตัวชันเข่าสบตาหล่อนนิ่ง เขื่อนน้ำตาก็พังทลายทันที ฟูมฟายพร่ำพรรณนาเหมือนกำลังสารภาพความลับต่อหน้าคนที่จากไป

“เขาตายไปพร้อมกับคำโกหก ตายไปพร้อมกับความเชื่อว่าเด็กในท้องเป็นลูกคนอื่น ไม่ใช่ลูกเขา... ”

ต้นกล้าอยากปลอบใจหล่อนยิ่งนัก ทว่าเสียงเคาะบานประตูเหล็กที่ดังขึ้นนั้นบอกถึงการเตือนเรื่องเวลาจากผู้ติดตาม

“ขอบคุณสำหรับทุกเรื่องที่คุณเล่าให้ฟัง” เอ่ยกับหญิงสาวแล้วลุกขึ้นยืน “แต่ถ้าผมเป็นสัญชัย เขาคงอยากไม่อยากเห็นคุณเป็นทุกข์แบบนี้”

“คุณไม่โกรธเขาหรือที่เขาหักหลังคุณ”

“โกรธหรือ... ไม่ล่ะ” เขาถ่ายถอนลมหายใจเสียงยาว ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วคลี่ยิ้มอ่อนโยน “เขาทำเพื่อคุณ... เพื่อคนที่เขารัก ผมโกรธจะคนที่กำลังอยู่ในความรักได้ยังไงกัน”

น้ำตาของหล่อนยังล้นปรี่ แต่ประกายวาววับในดวงตาหมายถึงความยินดีปรีดากับคำตอบ

“ผมต้องไปแล้ว” เขาบอกหล่อนแล้วก็บอกตัวเองด้วยเช่นกัน

“คุณมาหาฉันเพราะเช็คที่ฉันฝากไว้กับโรสใช่ไหม”

คิ้วเข้มเลิกขึ้น “เปล่า คุณรสสุคนธ์ไม่เคยพูดถึงเช็คที่คุณว่า”

มีแววความเสียใจในดวงตาของแพรพรรณราย แต่เขาไม่มีเวลาถามไถ่อะไรอีกแล้ว จึงหมุนตัวเดินไปยังประตู แต่คำถามของหญิงสาวก็หยุดขาเขาได้อีกครั้ง 

“คุณต้นกล้า ฉันอยากถามอะไรคุณหนึ่งข้อ”

“ครับ” หันไปขานรับยินยอม

“ที่คุณยกที่ดินให้โรสฟรีคงไม่ใช่เพราะหลงรักโรสหรอกนะ ใช่ไหม...”

ต้นกล้าเม้มเรียวปากหนักแนบสนิท สบตาผู้ตั้งคำถามโดยไม่บอกคำตอบในใจ ทำเพียงแค่จ้องมองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เข้ากันได้ดีกับทรงผมตัดสั้นแบบทอมบอย แล้วหล่อนก็คลี่ยิ้มให้ก่อนเอนหลังพิงพนักโซฟา แล้วหลับตาสงบนิ่ง

“ขอบคุณที่มาหาฉัน”

หล่อนใช้คำพูดนั้นแทนประโยคบอกลา เขาจึงตัวหยิบกุญแจ แล้วไขประตูเปิดออกมา พบผู้ติดตามที่ยืนรอบนทางเท้าด้านหน้าด้วยใบหน้าเรียบสนิทแต่ชายหนุ่มรู้ดีว่ามีความไม่พอใจซ่อนภายใน

“คุณช้าไปสิบนาที”

กล่าวกับเขาแล้วนำหน้าเดินกลับไปที่รถท่ามกลางฝนที่เริ่มโปรยสายบางเบา ชายหนุ่มหันกลับไปมองความเงียบเหงาที่ป้ายชื่อร้านที่ไร้แสงไฟสว่างส่องแสงสู่เทียมไฟจากร้านรวงโดยรอบ สมชื่อ Black Swan ที่กำลังทำตัวหลุมดำมืดกลางดวงดาว

เขาก้าวขากลับไปยืนหน้าร้านอีกครั้ง แล้วหยิบนามบัตรของตัวเองออกมา จากนั้นก็สอดเข้าไปใต้ช่องว่างของบานประตู ถึงจะไม่ได้ทำให้คนตายฟื้น แต่ต้นกล้าก็ไม่อยากให้หล่อนมีชีวิตต่อไปอย่างตรอมตรม


ในตอนที่เขาไปถึง เบนกับครอบครัวเริ่มกเริ่มต้นจัดการอาหารเมนูหลักกันไปล่วงหน้าแล้ว และคนที่สังเกตการมาของเขาก็คือโรซี่ที่คอยพะวงหันซ้ายแลขวามองหาผู้เป็นอาบุญธรรม

“กรี๊ด คุณอาทีเค” ด้วยความดีใจ แม่หนูน้อยส่งเสียงแหลม พรวดพราดลงจากเก้าอี้ แล้ววิ่งพุ่งมาคนเป็นอาที่อ้าแขนเตรียมรับการกระโจนเข้าใส่ แล้วก็ไม่ได้มีแค่หนูโรซี่เท่านั้น หนุ่มน้อยแมกซ์เวลก็ไม่อยากน้อยหน้า กระโดดเกาะหลังรัดคอของเขาแน่นให้หายคิดถึง

“คุณอาไม่อยู่ ไม่มีใครเล่นกับผมเลย” หลานชายตัวจ้ำม่ำบอกเสียงตัดพ้อ

“ไม่มีใครสอนโรซี่เรื่องแมลงด้วย” หลานสาวก็เสริมทัพ

“ให้ตายสิพวกเธอทั้งสองคน หยุดเกาะแกะอาทีเคได้แล้ว” เบนเห็นแล้วก็เข้ามาช่วยแงะแมกซ์เวลออกจากหลังของเขา ส่วนโรซี่ยังกอดรัดเขาไม่เหนียวแน่น จนคนเป็นพ่อต้องส่งสัญญาณบอกให้ภรรยามาจัดการแม่ลูกสาวตัวดี

“ไม่ไหว นายกลับมาเมืองไทยแต่ไม่กี่เดือน เจ้าพวกแสบก็ทำให้ฉันเปลี่ยนพี่เลี้ยงไปเป็นโหลได้” เบนส่ายหน้าระอา “โดยเฉพาะยายหนู”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มขบขัน ส่งสายไปทางเจ้าหญิงตัวกะจ้อยที่แอบขยิบตาเจ้าเล่ห์ให้คนเป็นอาที่รู้ดีในเรื่องความแสนซน

ซึ่งก็อาจเป็นเพราะเขาเองที่ชอบพาหล่อนไปเดินเล่นในสวนดอกไม้แล้วสอนให้รู้จักแมลงต่าง ๆ มากมาย แต่จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้แม่หนูระวังภัยหากเข้าใกล้แมลงมีพิษ แล้วโรซี่ก็สนอกสนใจชีวิตเจ้าแมลงพวกนั้นเสียด้วยสิ เห็นได้จากยามที่เขาสอนนั้น ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลใสจะส่องประกายล้ำลึกตั้งใจฟังทุกคำพูด

“โรซี่คงอยากประท้วงเพื่อให้ฉันพานายกลับไปอังกฤษ เลยไปเก็บหนอนจากสวนอีเดนมาซ่อนไว้ใต้หมอนพี่เลี้ยงคนล่าสุด แล้วพี่เลี้ยงคนนั้นก็ดันแพ้แมลงผื่นขึ้นเต็มตัว ยื่นใบลาออกพร้อมเรียกร้องค่าทำขวัญส่งให้ฉันวันนั้นเลย”

ความสนิทชิดเชื้อระหว่างแม่หนูกับอาบุญธรรมก็สร้างความลำบากใจให้ภรรยาของเบนอยู่เช่นกัน ต้นกล้าเองก็ยอมรับว่าหลงโรซี่ไม่เบา จะเป็นเหตุผลของความน่ารักขี้อ้อนด้วยก็คงใช่ แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ต้นกล้าเก็บไว้ในคือยามที่มองโรซี่ เหมือนเขาได้มองอันนา ทั้งเส้นผมสีรวงข้าวสวย ทั้งดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลใส เหมือนอันนาจนคิดว่าหล่อนกลับมาหาเขาในร่างของหลานสาวตัวน้อย

ผ่านไปหลายปีแล้ว จุมพิตสุดท้ายและสัมผัสละมุนละไมของอันนายังคงตรึงอยู่ในความทรงจำ แม้การงานหรือความวุ่นวายในชีวิตจะเขามาเจือจางความคิดถึงให้เลือนลางไปบ้าง แต่ในช่วงหลัง ภาพของอันนากับรอยยิ้มสุดท้ายของหล่อนกลับมาชัดเจนขึ้น คล้ายว่าหล่อนตายแล้วมาเกิดใหม่ในความทรงจำของเขาอีกครั้ง

“เอาไว้เล่าความแสบของลูกลิงทั้งสองหลังฉันสั่งอะไรให้นายกินดีกว่า”

แต่การที่พี่ชายบุญธรรมผู้นี้มายืนตรงหน้าเขานั้น ก็เกิดจากผลจากความพลาดพลั้งของอารมณ์อันเกิดจากแรงแค้นต่อพวกเดรัจฉานในร่างคน และหากเขาส่งคำพูดไปถึงดวงวิญญาณหล่อนได้ เขาก็จะบอกหล่อนว่าหล่อนไม่ได้เป็นซาตานพาเขาลงนรกหรอก แต่เขาต่างหากที่พาตัวเองด่ำดิ่งลงสู่ก้นอเวจี

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่หิว” ชายหนุ่มปฏิเสธ “ผมขอไปรอในล็อบบี้ของโรงแรมดีกว่า ผมมีงานที่ยังทำค้างอยู่ ต้องส่งคำตัดสินใจให้มิลเลอร์โฮลดิ้งพรุ่งนี้”

ดวงตาสีฟ้าเข้มของเบนหรี่แคบลงเล็กน้อย “รู้อะไรไหมทีเค จริง ๆ แล้วฉันเองก็มีเรื่องที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งที่นายทำอยู่เหมือนกัน”

แล้วหันไปโบกมือให้ภรรยา ก่อนพยักพเยิดหน้าสื่อความหมายให้เขาเดินตามไปหาที่คุยเป็นการส่วนตัวในห้องพักระดับท้อปคลาสของโรงแรม กระนั้นความปลอดภัยของมหาเศรษฐีก็เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งผู้ติดตามของเบนและของเขาต่างพร้อมใจกันสร้างกรอบกันภัยล้อมรอบให้กับนายใหญ่

“นี่เป็นหนังสือสัญญาที่นายขอ ฉันทำมาแล้ว อ่านเองตรวจเองทุกบรรทัด”

ซองเอกสารสีน้ำตาลเข้มถูกเลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเขาด้วยมือของพี่ชายบุญธรรม ที่เอนหลังพิงโซฟา พร้อมกับยกแขนทั้งสองวางพาดไปกับพนัก ต้นกล้าจึงหยิบเอกสารในซองออกมา แล้วเริ่มอ่านทีละบรรทัดอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้คุ้มค่ากับการที่เบนตัดสินใจมาหาเขาถึงเมืองไทยโดยใช้เรื่องการมารับจ๊ะจ๋าด้วยตัวเองไปเป็นเหตุผลบอกกับภรรยา

ใจความหลักตั้งแต่เรื่องอนุมัติผ่อนผันการคืนเงินกู้ของแอนเจลฟลายแลกกับให้อิทธิฤทธิ์ขายหุ้นของคุณากรพร็อพเพอตี้ในส่วนที่ถืออยู่ในราคาต่ำ

แต่หากแอนเจลฟลายยังไม่สามารถจ่ายหนี้คืนในเวลาที่กำหนด ก็ต้องนำหุ้นของคุณากรพร็อพเพอตี้มาขายให้กับมิลเลอร์โฮลดิ้งปีละสิบเปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนหุ้นที่เหลือ เท่ากับว่าในปีหน้า มิลเลอร์โฮลดิ้งจะมีโอกาสถือครองหุ้นราคาถูกมากถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ และทวีปีละสิบเปอร์เซนต์เรื่อยไปจนอาจได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นร้อยเปอร์เซนต์

“เพราะนายให้คำมั่นว่าแอนเจลฟลายไม่มีความสามารถในการชดใช้คืนแน่นอน ฉันถึงยอมอนุมัติการผ่อนผันเพื่อแลกกับหุ้นราคาต่ำ” เบนกล่าวแทรกระหว่างที่เขาไล่สายตาอ่านใจความสำคัญ

“แต่มิลเลอร์โฮลดิ้งต้องเสี่ยงขาดทุน ซึ่งนายก็คงรู้ดี” ครั้งนี้เบนต้องคำตอบ ไม่ใช่กล่าวลอย ๆ เหมือนประโยคก่อนหน้า

“ผมถึงจะขอซื้อหุ้นคุณากรพร็อพเพอตี้จากมิลเลอร์โฮลดิ้งคืนเพื่อกำจัดความเสี่ยงให้ และมิลเลอร์โฮลดิ้งจะได้กำไรในส่วนต่างของราคาหุ้นจากการซื้อของผม”

“ด้วยเงินมรดกที่พ่อกับแม่มอบให้นายอย่างนั้นหรือ” พี่ชายบุญธรรมยกยิ้มที่มุมปาก

“ครับ” เขาตอบเสียงหนักแน่น

“เอาเถอะ... เงินมรดกนั่นก็เป็นของนาย นายจะใช้มันเพื่ออะไรก็แล้วแต่ ฉันคงห้ามไม่ได้” เบนเปลี่ยนท่านั่งจากพิงพนักสบายเป็นชันศอกกับเข่า โน้มตัวมาด้านหน้า เพื่อจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา “แต่ในฐานะที่ฉันเป็นประธานกลุ่มมิลเลอร์คอร์ปอเรชั่น ฉันก็จำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ของบริษัท”

ดวงตาของเบนกำลังหมายมั่นสิ่งใดนั้น ต้นกล้าไม่ต้องหาคำตอบในเงื่อนไขสัญญาข้อถัดไป เพราะเบนประกาศด้วยวาจาออกมาว่า

“ฉันจะยังไม่ขายหุ้นคุณากรให้นาย”

“ทำไม” รู้ตัวว่าใช้เสียงแข็งถาม แต่เขาต้องการเหตุผล

มุมปากของพี่ชายบุญธรรมยกขึ้น “ระหว่างที่นายเป็นรองประธานมิลเลอร์โฮลดิ้ง นายต้องทำให้ราคาหุ้นของคุณากรสูงขึ้นเท่ากับราคาหุ้นของมิลเลอร์โฮลดิ้งเสียได้ก่อน ฉันจึงจะอนุมัติขาย”

นั่นเท่ากับเขาต้องทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า แล้วก็เท่ากับเขาต้องใช้เงินซื้อในราคาแพงขึ้นอีกสิบเท่า “แต่ถ้าถึงตอนนั้น ด้วยเงินมรดกที่ท่านมอบให้ผมคงไม่พอซื้อแน่”

“งั้นก็มีอีกหนึ่งทางเลือก นายต้องรับปากว่าจะดูแลหนูโรซี่ให้ฉัน”

“ผมก็ทำอยู่” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันชิด แต่แปลกใจที่การสบตาของเบนครั้งนี้ทำให้หวั่นใจ

“ในฐานะว่าที่สามีในอนาคต”

คล้ายอากาศในห้องลดลงฮวบฮาบ จึงทำให้ชายหนุ่มหายใจติดขัด “ผมทำไม่ได้ ผมเอ็นดูหนูโรซี่แบบหลาน”

หากเป็นเรื่องอื่น นายทีเค มิลเลอร์คนนี้จะตอบรับหน้าที่โดยทันที แต่ในเรื่องที่ฝืนใจเกินทน ก็คงถึงคราวต้องขัดความประสงค์ของผู้เป็นทั้งพี่ชายบุญธรรมและเป็นนายเหนือหัว

“แต่เวลานายมองลูกสาวฉัน ไม่ได้มองแบบอามองหลาน”

เบนอาจมองออกในตอนที่เขาเผลอหลุดความรู้สึกที่ยังหลงเหลือต่ออันนา แต่ความเหมือนในรูปลักษณ์ก็มิอาจหยุดอาการโหยหาอาทรถึงอดีตหญิงคนรักที่จากไปได้ กระทั่งได้พบหญิงสาวแสนรั้น ยายกุหลาบหนามแหลมผู้นั้นเข้ามาต่อชิ้นส่วนที่แตกสลายให้หัวใจเข้าเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้ง

ถึงแม้จะไม่สมประกอบเหมือนใหม่ แต่มันก็ทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อเพื่อยายกุหลาบหนามแหลมได้เบ่งบานสวยงามดังที่หล่อนควรค่า

“คิดให้ดีนะทีเค ถ้าเลือกทางที่สอง นายจะยังเก็บเงินมรดกไว้ได้ทั้งหมด แล้วยังได้ครองสิ่งที่ฉันจะมอบให้โรซี่ในอนาคต แต่ถ้าเลือกทางแรก นายไม่เหลืออะไรเลยอย่างที่ฉันเคยเตือน”

ไม่ใช่ไม่เหลืออะไร แต่เด็กกำพร้าข้างกองขยะอย่างผมไม่เคยมีอะไรเลยมาตั้งแต่เกิดต่างหาก!





ขอบคุณที่ติดตามนะคะ


ช่วงนี้งานประจำของไรท์จะเริ่มเยอะ

แต่จะพยายามอัพให้เร็วเท่าที่ทำได้ค่ะ

รัก

ฤดีวัลย์



แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


แฟนเพจนิยายฤดีวัลย์


    
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

10 ความคิดเห็น