ตอนที่ 36 : ตอนที่ ๓๕ หนามยอกหัวใจ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 282
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    1 มิ.ย. 62

ตอนที่ ๓๕ หนามยอกหัวใจ


ใบหน้าหม่นของบิดายังฝังอยู่ในความคิดหญิงสาวตั้งแต่ออกจากห้องพักผู้ป่วยจนถึงนาทีแห่งความอึดอัดในรถเก๋งคันโต

แม้บทสนทนาจะเป็นไปในแนวทางรื่นรมย์ และยังได้เห็นรอยยิ้มประปรายของบิดาบ้างตอนเล่าเรื่องชวนหัวที่หล่อนประสบตอนทำงานในไซต์ ทว่าในดวงตาคู่นั้นก็ยังสะท้อนถึงความกังวล และเหตุผลแห่งความกังวลนั้นก็ไม่พ้นเรื่องคำขู่ของนายเรมอนด์

“วันนี้ยังพอมีเวลาอยู่ไหม จะให้ไปลองชุดหมั้นกับชุดแต่งงาน”

พอได้ยินเสียงพูดของมารดา รสสุคนธ์ถึงได้รู้ว่าลืมผู้ร่วมโดยสารคนสำคัญ “โรสจะค้างที่บ้านต่อค่ะ อยากอยู่เฝ้าพ่ออีกสักอาทิตย์ก่อนประชุมกับฝ่ายวิศกรก่อสร้างที่ไซต์ ระหว่างที่โรสเฝ้าพ่อแม่ก็จะได้พักผ่อนบ้าง”

“จะได้หยุดอะไร ก็ต้องเตรียมงานแต่งของแกกับพ่ออิทยังไงล่ะ”

นางปัทมาพูดจบก็ถ่ายถอนลมหายใจยาวใส่คนเป็นลูกสาวแทนการตำหนิด้วยวาจา แต่รสสุคนธ์ก็ชินชาแล้วกับท่าทีที่แม่ตอบสนอง

“โรสไปลองคนเดียวหลังเข้าไปเคลียร์งานในบริษัทก็ได้ค่ะ” หล่อนกล่าวกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ

“แกคิดดีแล้วจริง ๆ นะ”

ด้วยคำถามเดิมที่เคยถามหล่อนผ่านสายโทรศัพท์ แตกต่างกันตรงที่ครั้งนี้ได้เห็นแววแห่งความกังวลใจในดวงตาอิดโรย เป็นแววตาที่เหมือนกับแววตาของนางแพร้วมองหนูมุก ซึ่งรสสุคนธ์ไม่คิดว่าจะได้เห็นจากมารดาผู้ให้กำเนิด

“พี่อิทเล่าให้โรสฟังแล้วค่ะ เรื่องที่แม่ทำลงไป” หล่อนถนอมคำพูด ไม่เอ่ยเนื้อความชัดเจนด้วยเพราะมีคนขับรถอยู่ด้วย “โรสไม่รู้จะช่วยแม่ยังไง เลยทำได้แค่ตอบตกลงแต่งงานกับพี่อิทเพื่อเป็นหลักประกันว่าเขาจะช่วยแม่เต็มที่”

“อิทเขาบีบบังคับแกหรือเปล่า”

รสสุคนธ์เม้มเรียวปากแน่นก่อนส่ายหน้าให้ แต่อยากพูดตามใจคิดออกไปว่าที่บีบคั้นใจให้หล่อนยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่คิดรักก็คือความกตัญญูที่มีต่อแม่

เสียงระบายลมหายใจเป็นเสียงสุดท้ายที่รสสุคนธ์ได้ยิน เพราะหลังจากนั้น นางปัทมาก็จมอยู่ในความเงียบตลอดทางจนถึงบ้าน สร้างความเป็นห่วงให้ตัวบุตรสาว แต่ภารกิจที่ต้องเข้าไปจัดการในบริษัททำให้หล่อนตัดทุกความกังวล แล้วสะสางงานและประชุมความคืบหน้าของโครงการร่วมกับทีมงาน

ทั้งที่ในใจสั่งสมความกังวลไว้มากมายไม่ต่างกับคนอื่น แต่เพพราะมีหน้าที่ต้องนำคุณากรพร็อพเพอตี้ให้คงอยู่ต่อไป และปัญหาเบื้องหน้าคือการลบคำขู่ของนายเรมอนด์ออกจากความกังวลของบิดา

ซึ่งคำขู่จะยังคงเป็นเพียงแค่ลมต่อไปหากหล่อนทำโครงการใหญ่ได้สัมฤทธิ์ผล ซึ่งต่อจากนี้ก็แค่ควบคุมการก่อสร้างและทำการตลาดเรียกความสนใจจากผู้ค้าปลีกให้มาจับจองพื้นที่ไว้เท่านั้น เว้นแต่จะมีมหันตภัยทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวร้ายแรงขนาดสิบเอ็ดริกเตอร์ หรือถูกสึนามิความสูงมากกว่าห้างสรรสินค้าถาโถมเข้าใส่ราบเป็นหน้ากลอง ถึงตอนนั้น นายเรมอนด์จะเรียกร้องอะไรคืน หล่อนก็มิอาจขัดขืน

แล้วใครกันล่ะที่ปาลูกมะพร้าวใส่กระต่ายให้ตื่นตูม...

คนแรกที่นึกถึงไม่พ้นว่าที่เจ้าบ่าวแต่งตั้ง เพราะถ้าว่ากันตามหลักฐานที่หล่อนและทีมบัญชีคนเก่าคนแก่ช่วยกันวิเคราะห์แล้ว หากไม่ใช่เขาก็เป็นใครอื่นไม่ได้อีก แล้วนี่เขาคงคิดว่าปรับตัวเลขให้ผลประกอบการของคุณากรพร็อพเพอตี้ย่ำแย่ทางเดียวคงไม่พอ จะต้องสร้างข่าวประโคมขึ้นมาสร้างภาพว่าบริษัทที่หล่อนเป็นทายาทสืบทอดกิจการไม่มีความน่าไว้ใจ

สิ่งที่เขาทำฟ้องชัดเจนว่าอยากสวาปามคุณากรพร็อพเพอตี้ให้หมดสิ้นไม่เหลือชิ้นกระดูก ทั้งที่เขาเองก็ร่วมทำกิจการบริษัทการบินกับพี่ชาย แต่ความละโมบของเขาจะไร้เขตสิ้นสุดเหมือนจักรวาลเลยเชียวหรือ

ความสงสัยบังเกิดพร้อมกับคำพูดของครูหนุ่มในคราบของมิสเตอร์ทีเค

“เขาบอกใบ้ให้เราไปตรวจสอบงบการเงินของแอนเจลฟลายอย่างนั้นหรือ”

คิดแล้วก็รอช้าไม่ได้ ใจมันร้อนอยากรู้ความจริง แต่จะเอางบการเงินที่หล่อนไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะหน้าปกมาได้อย่างไร

“คุณวิชัย งานนี้ฉันต้องซื้อตัวคุณคืนแล้วสินะ”

ไม่รู้ว่าต้องทุ่มเท่าไหร่ ถึงจะได้ตัวลูกน้องเก่ากลับมา แต่คน ๆ เดียวที่น่าจะเข้าออกแอนเจลฟลายได้ ก็คงมีแต่นายวิชัยคนเดียวเท่านั้น

รสสุคนธ์กักเก็บความตั้งใจไว้รอวันกลับไปไซต์ทำงาน ด้วยรู้อยู่แล้วว่าจะพบนายวิชัยได้ที่ไหน ระหว่างนี้หล่อนจะละทุกความคิด แล้วใช้เวลาปรนนิบัติดูแลบิดาอย่างที่ใจหล่อนต้องการ แต่ร่างกายอาจใช้วิทยาการทางการแพทย์เยียวยา ได้ทางจิตใจนั้น หล่อนรู้ดีว่าบิดาจะระทมทุกข์แค่ไหนหากนายเรมอนด์ทำตามคำพูดจริง

หลังเฝ้าบิดามาตลอดหนึ่งสัปดาห์ ก็ถึงเวลาที่หล่อนจะต้องกลับไปสานงานต่อที่ไซต์ โดยไม่ลืมซื้อขนมรสชาติอร่อยไปฝากฝ้ายแทนคำขอบคุณที่ดูแลเจ้าโรสให้หล่อนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ แต่ความตั้งใจแรกไม่ใช่การไปรับเจ้าโรสจากฝ้าย แต่คือการไปดักพบนายวิชัยที่บ่อนของนายพนา

รสสุคนธ์จอดรถคันที่ถูกซ่อมแซมมาเสียจนเรียกได้ว่าเหมือนใหม่จากโชว์รูม แล้วโทรศัพท์หาธุรการสาวเพื่อชี้ทางหล่อนไปสู่บ่อนที่เปิดกิจการอย่างลับ ๆ หลังตลาดสดชุมชน

ในวิถีอโคจรที่หล่อนเพิ่งได้ประสบสร้างความกังวลในใจยามเดินเข้าสู่สถานที่รวมตัวกันของนักเสี่ยงดวง และความแปลกแยกของหล่อนก็เป็นปัญหา ไม่รู้ว่าหน้าตาแบบนี้ไม่เข้าข่ายคนเล่นการพนันหรืออย่างไร หล่อนถึงได้ถูกคนเฝ้าบ่อนกันไว้ห้ามย่างกรายผ่านประตูเข้าไป

“ฉันไม่เข้าก็ได้ แต่ช่วยเรียกคนที่ชื่อวิชัยให้ฉันที ฉันรู้ว่าเขามาที่นี่” มาถึงที่แล้ว ยังไงก็ต้องได้เจอ

“ฉันต้องเฝ้าประตูไม่มีหน้าที่ตามคนให้ใคร แต่ถ้าอยากเข้า ต้องไปลงทะเบียนผู้เล่นกับคุณประชาเสียก่อน”

ผู้เฝ้าประตูบอกหล่อนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ช่างรักษาหน้าที่ได้ดีจนหล่อนนึกเชยชมในใจ “แล้วฉันจะไปพบนายประชาได้ที่ไหน”

หนึ่งในคนเฝ้าประตูพยักพเยิดไปทางชายฉกรรจ์ใบหน้าดุดันที่ยืนอยู่ไม่ห่าง ก่อนบอกให้หล่อนเดินตามการนำทางสู่บริเวณด้านหลังที่เป็นดูลึกลับยิ่งกว่าสถานที่ตั้งของบ่อน

รสสุคนธ์สูดลมหายใจเรียกความกล้าเข้าปอด แล้วก้าวขาผ่านประตูของอาคารคอนกรีตชั้นเดียว แต่พอเข้าไปแล้วกลับได้ยินเสียงของคนที่ต้องการพบเล็ดลอดออกมาจากห้องที่หล่อนมาหยุดยืน

 “ผมขอครั้งนี้ครั้งสุดท้ายได้ไหมครับคุณประชา ผมรับรองว่าเดือนหน้าจะคืนเงินให้คุณประชาครบทุกบาททั้งต้นทั้งดอก”

“ที่ผ่านมาผมก็เห็นว่าคุณเป็นคนของคุณอิทธิฤทธิ์ เลยยอมผ่อนผันให้ แต่ครั้งนี้เห็นจะไม่ได้” หลังเสียงพูดที่สองที่จบลง คนของนายประชาก็ผลักประตูอ้ากว้างเฉลยให้รสสุคนธ์รู้ว่าใครคือเจ้าของประโยคนั้น

“นายครับ เขาอยากมาลงทะเบียนผู้เล่น”

พอจบการแนะนำตัวหล่อนแบบเน้นวัตถุสงค์ ชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สักก็คลี่ยิ้มเย็นต้อนรับ พร้อมกับกล่าวเชิญหล่อนให้เข้าไปนั่งบนเก้าอี้ว่างฝั่งตรงข้าม โดยไม่สนว่าแขกรายเดิมยังไม่เสร็จธุระของตน

“คะ... คะ... คุณโรส” ดวงตาหยีเล็กหลังเลนส์แว่นของนายวิชัยเบิกกว้างเหมือนเห็นสิ่งแปลกประหลาดที่สุดในชีวิต

“จริง ๆ แล้วฉันตั้งใจไปหาคุณวิชัยที่บ่อน แต่ลูกน้องของคุณประชาบอกว่าคนที่ลงทะเบียนผู้เล่นแล้วเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าบ่อนได้ แต่คุณวิชัยอยู่ที่นี่ ฉันคงไม่ต้องสมัครสมาชิกแล้วกระมังคะ” รสสุคนธ์ยืดตัวตรง บอกที่มาที่ไปที่แท้จริง

“ผมก็หลงดีใจว่าจะได้คุณรสสุคนธ์มาเป็นลูกค้ารายใหญ่”

แม้จะเป็นคำพูดเชิงหยอก แต่ด้วยใบหน้าเปี่ยมอำนาจ ดวงตาข่มขวัญน่าเกรงขาม และน้ำเสียงพูดราบเรียบแต่มีพลังข่มขวัญแฝงอยู่ในถ้อยวาจา

“แต่ถ้าคุณรสสุคนธ์ไม่มีธุระอะไรกับผม ผมก็จะขอสะสางเรื่องกับคุณวิชัยต่อ”

หล่อนเหลือบมองใบหน้าซีดขาวของอดีตลูกน้องชั่วแวบหนึ่ง แล้วจึงค่อยหันไปทางผู้เป็นใหญ่ในที่แห่งนี้ “ฉันขอสะสางให้แทนคุณวิชัยก็แล้วกัน”

จากนั้นหยิบสมุดเช็คออกจากกระเป๋า แต่สายตาพลันสะดุดกับกระดาษที่แพรพรรณรายส่งมอบให้ มันยังคงถูกสอดเก็บไว้มิดชิดราวกับเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ความสำคัญ

“ทั้งคุณรสสุคนธ์ทั้งคุณอิทธิฤทธิ์ช่างมีน้ำใจกับลูกน้องของตัวเองจริง ๆ ทำเอาผมอยากเข้าไปสมัครเป็นพนักงาน”

หล่อนไม่ถือเอาคำกล่าวเจือเสียงหัวเราะในลำคอมาเป็นเรื่องจริงจัง แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเอ่ยอ้างถึงความเมตตาที่เกินขอบเขตของอิทธิฤทธิ์ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา

“บอกทีว่าฉันต้องสะสางให้คุณวิชัยเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่”

นายประชายกยิ้มที่มุมปาก กระดิกนิ้วเป็นแทนคำสั่งให้ลูกน้องนำเอาบัญชีค้างจ่ายที่หน้าปกระบุชื่อและมีรูปถ่ายของนายวิชัยปะติดไว้ ทว่าความประหลาดใจของรสสุคนธ์ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขตรงช่องยอดหนี้ค้างจ่ายรวม แต่กลับไปอยู่บนใบหน้าของคนที่เพิ่งถอยเท้ากลับไปหลบด้านหลังนายของตน

“คนงานเก่าของคุณทำงานให้ผมได้ดีเชียว แย่ตรงที่มันขี้เมาไปหน่อย” เบ้ริมฝีปากเหมือนอยากตำหนิ แต่แล้วก็ไหวไหล่ “ซึ่งผมก็ไม่ได้กำหนดวินงวินัยอะไร ขอให้ภักดีไม่แทงข้างหลังเป็นพอ รับรองผมจะเลี้ยงดูอย่างดียันพ่อแม่ลูกเมีย”

“กฎของฉันคือห้ามทะเลาะวิวาทและเล่นการพนันในพื้นที่ของบริษัท เขาทำตามกฎไม่ได้ก็เลยไม่เหมาะที่จะทำงานกับฉัน แต่คงเหมาะกับคุณ”

ฝ่ายนั้นคลี่ยิ้มกว้าง “แต่คุณน่าจะดีใจที่ผมสั่งให้เขาทำงานบางอย่างเพื่อช่วยคุณ”

“ช่วยฉัน ?

“ไม่สิ ช่วยแม่ของคุณมากกว่า”

บอกแล้วหยิบบุหรี่ออกจากซอง เคาะมวนกับฝ่ามือ ก่อนคาบอย่างหมิ่นเหม่รอให้อดีตลูกน้องของหล่อนพุ่งเข้ามาจุดไฟแช็กที่ปลายมวน แล้วสูบควันเข้าปอดจากนั้นแหงนคอหลับตาพ่นควันให้ลอยพวยพุ่งในอากาศ

“ผมจะให้เขาเป็นแพะรับความผิดแทนแม่ของคุณ” นายประชาหยั่งรู้คิ้วเรียวงามที่ย่นเข้าหาโดยอัตโนมัติ จึงอธิบายขยายคำพูดต่อ “พอเขาถูกจับเข้าคุก เขาก็จะทำงานให้ผมต่อในนั้น ส่วนคนที่แม่คุณจ้างวาน ถูกลูกน้องผมปิดปากไปแล้ว”

คำว่าปิดปากทำให้นายวิชัยนั่งสะดุ้ง หายใจแรงจนเป็นที่สังเกต ส่วนหญิงสาวผู้เดียวในที่แห่งนั้นก็รู้สึกมือเย็นขึ้นมาอย่างประหลาด

“ใครสั่งคุณให้ทำแบบนั้น” หล่อนพยายามเค้นเสียงถามออกจากลำคอ

“สั่งให้ปิดปากนะหรือ ?” นายประชาถามกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ไม่มีใครสั่งผมได้หรอกว่าต้องทำอะไร แค่บอกความต้องการว่าความลับต้องปิดให้มิดไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ผมก็รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้ตรงตามความต้องการที่สุด”

แต่สายตาที่ควรมองหล่อนกลับไปหยุดที่ใบหน้าขาวราวกระดาษของนายวิชัย เช่นเดียวกันกับรสสุคนธ์ ไม่รู้เป็นเพราะบรรยากาศน่าอึดอัด หรือเป็นเพราะมีสิ่งเร้นลับดูดซับพลังจากตัวหล่อนให้คิดพาตัวเองออกจากที่ตรงนี้

 “ฉันคงต้องขอตัว” รสสุคนธ์เลื่อนเช็คที่เขียนตัวเลขตามจำนวนหนี้ค้างจ่ายของนายวิชัย แล้วส่งสายตาเป็นสัญญาณให้อดีตผู้ช่วยร่างท้วมลุกขึ้นยืน แต่คำลาของคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สักทำให้หล่อนหายใจติดขัด

“ยินดีที่ได้คุยกัน และก็หวังว่าความกตัญญูต่อแม่ของคุณจะช่วยให้ผมทำงานสำเร็จ”

รสสุคนธ์ไม่ได้ให้ความหวัง กลับกันหล่อนทิ้งลมหายใจแห่งความผิดหวังฝังไว้ร่วมกับอากาศคลุ้งควันบุหรี่ก่อนจากมาพร้อมกับเก็บความกตัญญูไว้เป็นหนามยอกหัวใจตัวเอง


หลังรู้ข่าวไม่คาดฝันเรื่องสัญชัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้นกล้าก็เก็บตัวเองอยู่ในห้องพักหลายชั่วโมง ไม่มีใครทนการสูญเสียร้ายแรงติดต่อกันสามครั้งซ้อนแบบนี้ได้หรอก ไม่ว่าจะเป็นคนที่เกิดมาแวดล้อมด้วยครอบครัวอันอบอุ่น หรือต่อให้เป็นคนที่ไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างเขาก็ตาม การพรากจากก็สร้างความเจ็บได้ไม่ต่างกัน

เสียงย้ำเท้าดังจากด้านนอกตามด้วยเสียงเคาะประตูหยุดความคิดของชายหนุ่มให้ลุกขึ้นจากโซฟาปลายเตียง ไปเปิดประตูรับนายเผ่าที่เอาความยุ่งเหยิงของใบหน้ามาเป็นของฝาก กับชายอายุเลยวัยกลางคนที่เป็นพ่อของเด็กนักเรียนคนที่เขาเคยรับสอนพิเศษให้โดยไม่คิดเงิน

“กว่าพวกผมเข้าถึงตัวครูกล้าที่ยากเหลือเกิน” บ่นก่อนแล้วพากันเดินเข้ามา “คนของครูกล้าตรวจค้นตัวผมยิ่งกว่าเมียหาเงินที่ผมซุกในเสื้ออีก”

“เชิญนั่งครับ” เขาคลี่ยิ้ม ผายมือเชิญแขกทั้งสองก่อนตามไปนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม แล้วทักทายอดีตผู้ปกครองนักเรียน “ผมดีใจที่คุณยอมร่วมมือกับผม”

อีกฝ่ายระบายลมหายใจ “แรก ๆ ผมมก็กลัวนะ แต่อิทธิพลนายประชาชักจะขยายใหญ่จนน่ากลัว จากที่กลัวตัวเองเดือดร้อนก็เป็นกลัวอนาคตลูกหลานจะพินาศ นี่พวกผมเสร็จจากฟังข่าวกับทางเจ้าหน้าที่ก็รีบมาหาครูกล้าเลย ใจร้อนอยากบอกข่าวเร็ว ๆ” ผู้ปกครองนักเรียนเริ่มธุระทันที “เรื่องคนร้ายที่ขับรถชนครูกล้าน่ะ เรารู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร”

ได้ยินแล้วชายหนุ่มก็ยืดตัวนั่งตรง จ้องตาอีกฝ่ายนิ่ง ใจจดจ่อรอคำตอบ

“เป็นอดีตคนงานเก่าของคุณรสสุคนธ์ คนที่ครูกล้าซัดจนหมอบเมื่อหลายเดือนก่อนนั่นแหละ”

คิ้วเข้มของครูหนุ่มขมวดจนเกือบชิดกัน แต่เก็บความสงสัยไว้ ฟังนายเผ่าพูดต่อไป

“จากที่ครูกล้าปล่อยข่าวลือเรื่องค่าหัว พวกก็คงอยากได้เงิน ตามตัวกันแบบหัวหกก้นขวิด จนมีคนมาบอกเบาะแสว่าเป็นเจ้านั่น”

“แล้วรถกระบะคันที่ชนผมล่ะครับ หาเจอหรือยัง”

ผู้ปกครองเด็กส่ายหน้าระอา “สงสัยกันว่าคงโดนแยกชิ้นส่วนส่งประเทศเพื่อนบ้านไปแล้ว”

ต้นกล้าพ่นลมหายใจเสียงหนัก เพราะหากผู้ขับรถกระบะพุ่งชนเขาเป็นอดีตคนงานของรสสุคนธ์จริง แล้วมารดาหล่อนที่ว่าจ้างรู้หรือไม่ว่ามันคนนั้นคือคนที่เกือบทำลายชีวิตบุตรสาวของตน แต่นั่นไม่ได้สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้หัวอกชายหนุ่มได้เท่ากับการอยากรู้ความคิดของหญิงสาว

หล่อนเต็มใจและยินยอมกับการกระทำจริงใช่ไหม ความคลางแคลงใจนี้มันเก็บสะสมมาตั้งแต่คืนที่บังเอิญได้ยินหล่อนกับว่าที่เจ้าบ่าวถังแตกคุยกันก่อนที่จะพบหล่อนถือขวดสารเคมีหยุดยืนหน้ากุหลาบที่ตั้งใจใช้มันเปลี่ยนการรบเร้าให้เป็นการยอมรับผลแพ้ชนะด้วยสันติวิธี แม้ในท้ายที่สุด จะเป็นเขาเองที่ถูกโมหะกลืนกินจนทำร้ายกุหลาบที่ตัวเองปลูกมากับมือ

แต่ถึงจะมีบางเสี้ยววินาทีที่ยังยึดติดกับภาพคืนนั้น เขาก็ยังมั่นใจลึก ๆ ว่าไม่ได้มองหล่อนผิดไปจากวันแรกที่สบตากันและกัน

“ส่วนเรื่องจ้อย แค่หลักฐานแบงค์ห้าร้อยอย่างเดียวก็ยังไม่ช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้อะไรมาก ตอนนี้ก็เลยยังคิดว่าเป็นอุบัติเหตุกับฆ่าตัวตาย” นายเผ่าพูดด้วยน้ำเสียงเครียด

“ตอนที่จ้อยอยู่กับนายเผ่า จ้อยเขาได้ไปมาหาสู่ใครบ้างไหมครับ”

นายเผ่าทำท่าครุ่นคิด “จ้อยเขาชอบขอออกไปเที่ยวตลาดโต้รุ่ง แต่ก็คงไปจริงเพราะมีขนมติดไม่ติดมือมาฝากพวกผมกับน้อง ๆ ทุกครั้ง”

“ตลาดโต้รุ่งกับบ้านนายเผ่าห่างกันอยู่ จ้อยเขาคงไม่ได้เดินไปใช่ไหมครับ”

นายเผ่าส่ายหน้า “ไม่แน่ใจนะครู ตอนออกจากบ้านเขาก็เดินไปนะ เอ้อ...จริงสิ ใกล้ ๆ กันก็มีวินมอเตอร์ไซค์อยู่ จ้อยเขาไม่ได้ใช้บริการ คงอยากเก็บเงินไปซื้อขนม”

ต้นกล้าไม่ได้ถกอะไรต่อ เพราะมีความคิดเป็นของตัวเอง และก็ไม่ได้ปรุงแต่งไปเอง เสียงรถที่ดังในคืนที่จ้อยตะโกนก้องโรงเรือนกุหลาบว่าเกลียดเขาเป็นเสียงรถของสัญชัยไม่ผิดแน่

ทั้งสองรู้จักกันในวันเลี้ยงอำลาโรงเรียนของครูเดือนเพ็ญ ซึ่งเมื่องานเลี้ยงเลิกราแล้ว ก็ควรแยกย้ายไปตามวงโคจรของชีวิตตน ถ้าไม่นับจำนวนครั้งที่สัญชัยมาเยี่ยมครูซึ่งก็น้อยครั้งมาก ฉะนั้นโอกาสที่สัญชัยจะสนิทชิดเชื้อกันกับจ้อยจนเกื้อหนุนเงินทองแทบไม่มี

หากตำรวจไม่สืบค้นหลักฐานต่อ ก็เท่ากับจ้อยเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายเพราะสิ้นศรัทธาในตัวครูผู้เป็นที่รัก ซึ่งเหตุผลข้อหลังเป็นเหมือนมีดเล่มใหญ่ปักกลางอกคนเป็นครู

“เออจริงสิ ผมไม่รู้ว่าต้องบอกครูกล้าหรือเปล่า” ผู้ปกครองนักเรียนแทรกเสียงขึ้น “คืนก่อนที่ผมยังทำงานเป็นคนเฝ้าปากทางบ่อน ผมเห็นคุณรสสุคนธ์เดินออกจากบ้านหลังบ่อนมากับผู้ชายอ้วน ๆ คนหนึ่ง”

“บ้านหลังบ่อน ?

“เป็นที่ ๆ นายประชาอยู่เวลาไปตรวจบ่อนน่ะ เขาเอาไว้ให้คนที่อยากเข้าบ่อนไปลงทะเบียนผู้เล่น” นายเผ่าเสริม

พับผ่าสิ นี่ยายกุหลาบนั่นคงไม่คิดเล่นการพนันขันต่อกับเขาไปด้วยหรอกนะ นึกภาพเจ้าหล่อนกลางบ่อนไม่ออกเลยจริง ๆ ให้ตายเถอะ !

“ขออนุญาตครับคุณทีเค” เสียงเคาะประตูตามด้วยคอขออนุญาตจากผู้ติดตามชาวอังกฤษของเขาดังเรียกชายหนุ่มให้ล้มเลิกจินตภาพหญิงสาวในวงพนัน แล้วหันไปหาพร้อมกับพยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ

“คนที่ของเราสืบข่าวจากเจ้าหน้าที่มาได้ว่าคนล่าสุดที่เพื่อนของคุณทีเคติดต่อคือผู้หญิงที่ชื่อหงส์”

เพราะไม่เคยถามไถ่ถึงเรื่องราวส่วนตัว แต่นอกจากนางสมรที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยาแบบเปิดเผยแล้ว สัญชัยมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนใดอีกนั้น เกินความจำเป็นที่เขาต้องรู้ ทว่าในยามที่ต้องร้อยเรียงปริศนาที่ขาดหาย ต่อให้ตามหาคนทุกคนในรายการผู้ติดต่อของสัญชัย เขาก็จะทำ

“ผมอยากเจอผู้หญิงที่ชื่อหงส์”

เขาเปล่งคำสั่งเสียงนุ่ม แต่ประกายในดวงตาสีน้ำผึ้งป่าคู่นี้สื่อความต้องการแรงกล้าได้อย่างชัดเจน



---------------------------------------------


ขอบคุณที่ติดตามนะคะ


ไรท์ต้องขออภัยเพราะช่วงนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิต

ที่ทำให้ทอนเวลาเขียนลงไปบ้าง

แต่ไรท์จะอัพให้เร็วที่สุดเท่าทำได้แน่นอนค่ะ


ขอบคุณอีกครั้งนะคะ

รัก

ฤดีวัลย์



แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

9 ความคิดเห็น