ตอนที่ 35 : ตอนที่ ๓๔ อ้อยเข้าปากช้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    19 พ.ค. 62

ตอนที่ ๓๔ อ้อยเข้าปากช้าง




เนื้อนุ่มอุ่นที่กลิ้งเข้ามาเบียดหลังเป็นเหตุให้รสสุคนธ์ปรือกระบอกตาอันอ่อนล้าตื่นจากภวังค์ครึ่งหลับครึ่งตื่น

หล่อนพลิกตัวตะแคงหันหน้าไปหาจ้องมองเด็กน้อยที่ออดอ้อนขอนอนกับหล่อนมาหลายคืนติดต่อกันแล้ว ไม่อยากเชื่อว่าเด็กน้อยเจ้าของปากเล็กจมูกหน่อยดูน่ารักคล้ายตุ๊กตาถูกมารดาทิ้งให้เผชิญโลกตามลำพังกับพี่ชาย แต่จ้อยก็บุญน้อยมาด่วนตายจากไปก่อนด้วยเหตุปริศนา หากทว่าสิ่งที่สะเทือนใจรสสุคนธ์จนร้องไห้ไม่ออกคือตลอดงานศพตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายนั้น ไม่มีใครเห็นเงามารดาผู้ให้กำเนิดของสองผู้อาภัพเลย

การอำลาครั้งสุดท้ายจึงมีแค่ครูหนุ่ม น้องสาว และครอบครัวของนางแพร้ว ส่วนหล่อน ถึงจะไปร่วมงานก็เหมือนเป็นแค่เงาผ่าน ๆ เพราะเกรงว่าวิญญาณของจ้อยจะไม่สงบ ถ้ารู้ว่าคนที่เกลียดก็อยากยืนส่งดวงวิญญาณ แต่เมื่อพบสิ่งสุดท้ายที่จ้อยทิ้งไว้ ก็รู้ว่าเด็กชายรู้สึกแย่เช่นเดียวกันกับหล่อน

ธนบัตรใบนั้นยังคงถูกเก็บไว้กับเจ้าหน้าที่สอบสวน และเจ้าของลายนิ้วมือก็คือเพื่อนของครูหนุ่มที่จ้างวานจ้อยให้ทำร้ายกุหลาบของหล่อน เป็นความเข้าใจผิดร้ายแรงที่จ้อยไม่มีโอกาสได้รู้ แต่ถึงจะรู้ จ้อยก็คงยิ่งเกลียดหล่อนเพิ่มมากมายหลายเท่า หากรู้ว่าตัวการที่ทำให้เขาเข้าใจครูของตัวเองผิดคือคนของคุณากรพร็อพเพอตี้ที่มีหลักฐานฟ้องเป็นเช็คเงินสดมูลค่าเท่ากับราคาที่ดินของโรงเรียนปลูกปัญญา

แต่ในขณะที่จ้อยตายไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ความจริง เจ้าโรสของหล่อนก็ดิ้นรนสุดแรงชีวิตเพื่อให้ตัวเองผ่านขีดวิกฤต เป็นปาฏิหาริย์ท่ามกลางความเศร้าโศกในทุกวันที่หล่อนพานพบ เจ้าโรสมีสรรพคุณช่วยบรรเทาความทุกข์ยากให้เบาบางลง

แม้จะไม่ได้หายเป็นปลิดทิ้ง แต่ยามที่จ้องมองมัน ก็คล้ายกับว่าหล่อนได้รับพลังชีวิตที่ซุกซ่อนตามกิ่งก้านอันน้อยส่งมาถึงหัวใจ ทำให้หล่อนอยากตื่นขึ้นมาในทุกเช้า เพื่อลุกจากเตียง เดินไปรับแสงอรุณที่ระเบียง แล้วใช้ช่วงนาทีแห่งความสงบของหยิบบัวรดน้ำขึ้นมาไว้ในมือ ค่อย ๆ เอียงให้สายน้ำไหลรินชโลมดินในกระถางของเจ้าโรสช้า ๆ

“วันนี้เราก็ต้องสู้กันอีกวันนะ” เอ่ยคำทักทายเดิม ๆ กับกุหลาบแสนรัก จากนั้นก็ย่อตัวสำรวจหาความผิดปกติตามที่ได้รับคำสอนมาจากครูหนุ่ม และแล้วดวงตาคมหวานก็มีประกายวิบวับในตอนที่เห็นยอดอ่อนสีเขียวขนาดเล็กงอกออกมาจากตา

รสสุคนธ์สูดลมหายใจเข้าสุดปอด หมุนตัวเข้าห้องทำกิจวัตรยามเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้ช่วงเวลาที่เด็กน้อยยังหลับสนิทเปิดโน้ตบุ๊คเพื่ออ่านรายงานความคืบหน้าของโครงการกับบัญชีรายจ่ายที่หล่อนสั่งให้บัญชีนำส่งนับตั้งแต่ระแคะระคายความไม่ชอบมาพากล

และคล้ายกับพวกเขารู้ว่ากำลังถูกหล่อนจับจ้อง การไหลเข้าไหลออกของเงินจึงมีหลักฐานรองรับทุกอย่าง ต่างกับโครงการอื่นที่หล่อนไม่ได้จับ ซึ่งเป็นข้อเปรียบเทียบอย่างดีให้หล่อนคุยกับบิดาเรื่องขอโอนถ่ายงานมาดูเอง ด้วยเชื่อว่าความคืบหน้าของโครงการห้างสรรพสินค้าน่าจะสร้างความเชื่อมั่นได้บ้าง

ไม่ได้เป็นโอ้อวดความสามารถให้ใครเห็น และคงไม่อาจปฏิเสธการแต่งงานกับอิทธิฤทธิ์ให้เขาช่วยฝังกลบความผิดของมารดา แต่ทำเพื่อประคับประคองแผลเน่าของคุณากรพร็อพเพอตี้ให้คงอยู่ต่อไปให้นานที่สุด จนกว่าจะมีเหตุร้ายอื่นเข้ามารุกราน

แล้วเหตุร้ายแรงที่ว่านั้นจะมีระดับความรุนแรงเท่าไหร่กัน...

เป็นคำถามที่หล่อนไม่อยากเดาคำตอบเอาเอง เพราะผู้ก่อเหตุคงกำลังสั่งสมกำลังไว้รอวันเอาคืน คิดแล้วก็เหนื่อยใจไปก่อนล่วงหน้า เอื้อมมือไปหยิบกุหลาบสีขาวก้านสั้นที่ปักประดับในเครื่องดื่มคอกเทลออกจากแก้ว จ้องกลีบบอบบางที่เริ่มโรยราแล้วอยู่อย่างนั้น

“ทั้งคุณและฉัน... เราต้องมาสู้รบกันต่อจนกว่าจะรู้ผล” แม้คำรำพึงจะส่งไปไม่ถึงหูของชายหนุ่มที่อยู่คนละทวีป หากทว่าก็ยังอยากให้ดอกไม้พันธุ์โปรดของเขาเป็นตัวแทนรับฟัง “แต่คุณรู้อะไร... คุณพูดถูกที่ว่าฉันทำเพื่อเอาชนะ แล้วถ้าสุดท้ายฉันเป็นฝ่ายแพ้ ฉันจะไม่โทษคุณเลย เพราะสำหรับฉัน แพ้อย่างสมศักดิ์ศรีทำให้ฉันภูมิใจในตัวเองมากกว่าชนะคุณด้วยเล่ห์กลหลายพันเท่า”

รสสุคนธ์ยอมรับโดยดุษณีว่าหล่อนไม่ถนัดเล่นเกมกลลวง แต่ขอใช้ความรู้ตามตำรากับคำสอนที่ได้ร่ำเรียนมาทั้งจากครูบาอาจารย์และบิดานำพาธุรกิจให้ผ่านพ้นเส้นตายไปให้ได้

จ๊ะจ๋าส่งเสียงงัวเงียดังมาจากเตียง รสสุคนธ์จึงวางความคิดในหัวลง แล้วเดินกลับไปหาเด็กน้อยที่ยังตื่นไม่เต็มตาเพื่อพาไปอาบน้ำแต่งตัว แต่จ๊ะจ๋าก็เป็นเด็กที่รู้หน้าที่ตัวเองมากจนหล่อนนึกประหลาดใจ ด้วยวัยแค่สองขวบก็รู้จักการแปรงฟัน ชำระล้างร่างกายและสวมเสื้อผ้าด้วยตัวเองโดยไม่ต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลือ

แม้กระทั่งการกิน รสสุคนธ์ก็ทำแค่หั่นอาหารชิ้นใหญ่ให้เหลือขนาดพอดีคำ แล้วจ๊ะจ๋าก็จะใช้ส้อมคันน้อยจิ้มอาหารเข้าปากเองโดยไม่ต้องเร่งเร้าหรือตำหนิติเตียน  และเมื่อจัดการอาหารจานหลักแล้ว จ๊ะจ๋าจะขอทานแพนเค้กราดเมเปิลไซรัปสองชิ้นทุกเช้า และเพราะเริ่มคุ้นชินกับการมีเด็กน้อยร่วมเตียงนอนร่วมโต๊ะอาหาร พอคิดถึงวันที่ต้องจากกันหล่อนก็รู้สึกเหงาอย่างช่วยไม่ได้

“จ๊ะจ๋ามาอยู่กับโรสเลยไหม”

จ๊ะจ๋าส่ายหน้าดิก “จ๊ะจ๋าจะไปอยู่กับคูก้า”

“อยู่กับครูกล้า จ๊ะจ๋าอาจไม่ได้กินแพนเค้กอร่อย ๆ เหมือนอยู่กับโรสนะ” รสสุคนธ์ลองจูงใจด้วยของชอบ

“คูก้าทำแพนเค้กอร่อย”

ยิ้มไร้เดียงสากับดวงตาเปล่งประกายของเด็กที่ยังไม่รู้จักการโกหกเป็นเครื่องยืนยันว่าปลายจวักของครูหนุ่มเชื่อถือได้จริง หล่อนเองก็เคยได้ชิมปลาทะเลทอดหนังกรอบเนื้อนุ่มของเขามาแล้วครั้งหนึ่ง ส่วนหล่อนน่ะหรือนอกจากการเลือกผลไม้แล้วก็คงมีแต่ไข่เจียวที่รสชาติพอจะใครได้บ้าง

เอาเถอะ ต่อให้หล่อนทำแพนเค้กได้อร่อยล้ำเลิศแค่ไหน เขาก็คงไม่ยอมให้จ๊ะจ๋าอยู่กับผู้หญิงที่ทำลายโรงเรียนของเขาแน่

รสสุคนธ์จึงปล่อยให้บรรยากาศของอาหารเช้าในวันหยุดระหว่างหล่อนกับเด็กน้อยดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและผ่อนคลาย กระทั่งมีสายเรียกเข้าจากมารดา ช่วงเวลาสงบจึงหยุดลงแค่นั้น

“เดี๋ยวโรสมา จ๊ะจ๋ากินแพนเค้กรอที่นี่นะ” หล่อนบอกกับเด็กหญิง แล้วหยิบแค่โทรศัพท์เดินออกไปรับสายมารดาในสวนติดกับส่วนภัตตาคาร แต่ยังสามารถมองเห็นเด็กน้อยเอร็ดอร่อยกับแพนเค้กจากจุดที่ยืนอยู่ได้

“สวัสดีค่ะแม่” หล่อนปรับน้ำเสียงให้สงบก่อนกล่าวคำทักทาย

“ตัดสินใจดีแล้วจริง ๆ ใช่ไหม”

ไม่ต้องเอ่ยอะไรมากมาย รสสุคนธ์ก็รู้ว่ามารดาถามถึงเรื่องอะไร หล่อนเองก็ไม่อยากพูดมาก ถ้าหากตัวแปรสำคัญคือการปัดฝุ่นความผิดให้มารดา

“ค่ะ” คำตอบสั้น ๆ คงจะทำให้มารดาพอใจมากกว่า

ทว่าปลายทางกลับเงียบเสียงไปชั่วขณะ ผิดวิสัยที่ต้องโต้ตอบคำพูดหล่อนทันทีในทุกครั้ง และถ้าไม่ใช่คำสั่งก็ต้องเป็นคำต่อว่าต่อขาน แต่ครั้งนี้คำพูดที่เปล่งออกมานั้น สั่นสะเทือนหัวใจของผู้เป็นลูกยิ่งนัก

“ขอบใจนะ ขอบใจจริง ๆ”

ในน้ำเสียงสั่นคล้ายกำลังร้องไห้ของมารดาบอกไม่ได้ว่าตื้นตันใจในตัวบุตรสาวจริงหรือไม่ แม้ตัวหล่อนเองก็บอกความรู้สึกของตนตอนนี้ไม่ถูกว่าระหว่างความซาบซึ้งหรือเสียใจนั้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน

“เรื่องการจัดงาน โรสให้แม่ดำเนินการแทนเลยแล้วกันค่ะ โรสคงไม่ว่างเข้าไป”

“แล้วแหวนแต่งงานล่ะ เห็นเคยบอกว่าอยากเลือกเอง”

หล่อนลืมเรื่องนั้นไปสนิทใจ แต่การตัดสินใจแต่งงานกับอิทธิฤทธิ์ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจแรกเริ่ม จะเป็นแหวนไร้มูลค่าไร้ราคาหล่อนก็ไม่สนใจ

“ตามแบบที่แม่ชอบค่ะ โรสไม่มีความเห็น ส่วนชุดแต่งงาน แม่เลือกตามแบบที่แม่ถูกใจจากภาพถ่ายพรีเวดดิ้งได้เลย โรสใส่อะไรก็ได้ตามใจแม่”

หล่อนกดเสียงพูดให้เรียบสนิท พลางส่งสายตามองโต๊ะที่จ๊ะจ๋านั่งกินขนมเมนูโปรด เห็นนางแพร้วมาส่งหนูมุกกับฝ้ายเพื่อเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับหล่อนแล้ว จึงขอวางสายจากมารดาด้วยการบอกลา

“โรสขอวางสายก่อน ฝากบอกพ่อด้วยว่าโรสคิดถึง”

มีเสียงถอนลมหายใจหนักดังจากปลายสาย “พ่อเข้าโรงพยาบาลมาได้สามวันแล้ว”

ข่าวของบิดาทำให้ตกใจ “ตายจริง ทำไมแม่ไม่บอกโรสเร็วกว่านี้”

“ที่ไม่บอกก็เพราะมันเกี่ยวกับโครงการที่เราทำ ถ้าบอกแล้วก็กลัวกว่าแกจะวิตกจนไม่เป็นอันทำอะไร”

“เรื่องโครงการ ?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูง

“มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับคุณากรพร็อพเพอตี้ไปเข้าหูนายเรมอนด์” แม่ของหล่อนเล่าด้วยน้ำเสียงขุ่น “ลือกันว่าคุณากรพร็อพเพอตี้กำลังจะล้มละลาย นายเรมอนด์เลยเต้นผาง ฝากคนของเขาแจ้งมาทางพ่อว่าถ้าข่าวเป็นความจริง คุณากรพร็อพเพอตี้จะต้องเตรียมจ่ายค่าชดเชยตามที่แกไปทำสัญญากับเขา”

เพราะหล่อนอีกแล้วใช่ไหม เพราะความโง่เขลาถือดีของหล่อนหรือเปล่าที่ทำให้ทุกอย่างเลวร้าย แค่คำขอโทษยังเทียบไม่ได้กับจำนวนเงินมหาศาลที่พ่อหล่อนต้องสูญเสีย

“โรสจะเข้าไปเยี่ยมพ่อวันนี้เลย” ถึงอย่างไรก็อยากเข้าไปพบ

“วันนี้แกคงเข้ามาไม่ได้หรอก ยังมีเรื่องกะทันหันอีกเรื่อง อิทธิฤทธิ์คงไม่ทันได้บอกแก”

จะเป็นเรื่องดีหรือร้ายกัน หล่อนตั้งใจฟังด้วยใจจดจ่อ

“เบน มิลเลอร์ส่งตัวแทนมาร่วมแสดงความยินดีกับการแต่งงานของแก ตอบแทนที่พ่อส่งแกไปงานศพของมิสเตอร์โธมัสกับมาดามลอเรน”

คำพูดของมารดาจบลงพอดีกับในตอนที่มีชายร่างสูงใหญ่ชาวต่างชาติผมทองเดินเข้ามาหยุดยืนในระยะห่าง และชายผู้นี้ก็เป็นคนเดียวกันกับที่เขามาพาหล่อนไปพบครูหนุ่มก่อนบินไปสหราชอาณาจักร

“แล้วเขาขอเลี้ยงอาหารเย็นแกกับอิทธิฤทธิ์คืนนี้ที่พัทยา” เสียงของมารดายังส่งมาตามสาย

“พี่อิทคงจะบอกโรสในตอนที่เขามารับกระมังคะ”

“ไม่ใช่ อิทธิฤทธิ์จะตรงไปโรงแรมเลย ส่วนแกเขาจะส่งคนไปรับ”

ยังสับสนงงงวยอยู่กับการมาของผู้ติดตามครูหนุ่ม แต่ก็เป็นคำตอบได้ว่า เขาที่มารดากล่าวถึง ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์แน่นอน แล้ว เขา คนนั้นอยากแสดงความยินดีที่หล่อนตกลงแต่งงานกับอิทธิฤทธิ์อย่างนั้นหรือ คิดแล้วก็ฉุนกึก

“ตกลงค่ะแม่” ถึงอยากจะปฏิเสธ แต่ก็ทำได้แค่ในความคิด รสสุคนธ์ต้องตอบให้มารดาสบายใจก่อนวางสาย แล้วเดินตรงไปทางชายหนุ่มชาวต่างชาติที่ยืนรออยู่

“คุณทีเคติดธุระ และสั่งให้ผมมารับคุณรสสุคนธ์เวลาหกนาฬิกา”

อีกฝ่ายแจ้งความจำนง ซึ่งก็ชัดเจนแล้วว่าคนที่หล่อนต้องไปเจอคือครูหนุ่ม “คุณไปบอกเขาว่าฉันจะขับรถไปเอง แค่บอกสถานที่มาก็พอ”

“มิได้ครับ ผมต้องทำตามคำสั่งเดิม และจะรอคุณรสสุคนธ์อยู่ที่ลอบบี้จนกว่าจะถึงเวลา”

ใช่สิ ก็ในเมื่อหล่อนไม่ใช่นายของเขา คำพูดจะไปมีน้ำหนักอะไร จึงหันไปทางทรามวัยทั้งสาม เรียกให้ขึ้นห้องพักเพื่อเริ่มต้นบทเรียน แต่เพราะใจยังพะวงถึงบิดา อาการเหม่อลอยเลยเกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอนอย่างห้ามไม่ได้

จนใกล้เวลาที่จะต้องไปตามนัด รสสุคนธ์ก็เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็จำต้องสลัดเสื้อยืดกางเกงวอร์มออก แล้วผลัดเปลี่ยนชุดสำหรับนัดคืนนี้ที่ไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง เดรสที่หล่อนเลือกสวมจึงเป็นชุดกระโปรงบานคลุมเข่า คอปืนสูง แขนเว้า ไม่เผยผิวสาวมากมายนัก กับเสื้อคลุมผ้าทวีตสีเทาทีสำรองเผื่อไว้หากอากาศเย็น

เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยจากกระจกเงา ถ้ามองข้ามใบหน้าที่แต้มสีแค่บางเบาไป ก็คิดว่าการแต่งกายครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลบหลู่แขกคนสำคัญ และการแสดงความยินดีของเขาก็คงไม่มากไปกว่าแค่งานเลี้ยงอาหารตามธรรมเนียม ซึ่งหล่อนก็จะรับน้ำใจตามหน้าที่

ที่นัดหมายคือบาร์บนชั้นท้อปรูฟบนโรงแรมหกดาวในพัทยา อิทธิฤทธิ์มาถึงก่อนแล้ว และเขาก็นั่งนิ่งขรึมส่งสายตามองหล่อนตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาจนไปถึงโต๊ะ ส่วนผู้นัดกลับยังไม่ปรากฏตัว ทั้งที่เลยเวลานัดมาเกือบครึ่งชั่วโมง ส่งผลให้อิทธิฤทธิ์เริ่มแสดงอาการไม่พอใจภายใต้ดวงตาเรียวที่พยายามสะกดความขุ่นเอาไว้ แล้วเอาแต่จ้องหน้าหล่อนเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

ยังดีที่มีกุหลาบก้านยาวสีแดงสดหนึ่งดอกในแจกันทรงสูง พอจะตรึงความสนใจหล่อนให้ยึดอยู่ติดกับกลีบบอบบางยามต้องแสงสีทองของเปลวเทียนในครอบแก้ว ได้มากกว่าผู้ชายที่สร้างความอึดอัดรำคาญใจ

“เห็นคนของพี่บอกว่า โรสอยากตรวจสอบบัญชีรับจ่ายก่อนส่งให้พี่”

รสสุคนธ์ลอบถอนลมหายใจ “ใช่ค่ะ โรสอยากช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่อิทบ้าง ไม่ดีหรือคะ”

“ดีสิ ดีมาก ๆ” อิทธิฤทธิ์แค่นหัวเราะ แล้วหยิบแก้วไวน์ที่สั่งมาดื่มฆ่าเวลาระหว่างรอผู้นัดขึ้นดื่ม แต่ดวงตาคู่นั้นยังจ้องหล่อนแน่วนิ่ง น่าอึดอัดจนหล่อนเสไปมองดวงไฟของเรือเดินสมุทรที่ส่องแสงแวววับเหนือน่านน้ำยามราตรี

“แต่พอโรสเป็นภรรยาพี่แล้ว โรสจะไม่ทำงานก็ได้ พี่รู้ว่าโรสอยากมีความสุขกับสิ่งที่โรสชอบ”

หญิงสาวยกยิ้มที่มุมปาก แต่ยังไม่หันหน้าไปมองคนพูด “พี่อิทรู้หรือคะว่าโรสชอบอะไร”

“ช้อปปิ้ง เที่ยว กิน หรือเข้าร้านเสริมสวย อะไรก็ตามที่ผู้หญิงชอบกัน โรสก็ทำได้ ส่วนเรื่องงาน ให้พี่จัดการ โรสจะได้ไม่เหนื่อย”

“เดินช้อปปิ้งไม่ต้องใช้หัว มันก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่โรสชอบเหนื่อยกับการทำงานมากกว่า เพราะได้รู้อะไรดี ๆ ในชีวิตที่ไม่มีวางขายในห้างสรรพสินค้า”

“แล้วทำอยู่รู้อะไรแล้วบ้าง”

มีความคาดคั้นเจือปนในน้ำเสียง และรสสุคนธ์ก็รู้ว่าเขาเองก็รู้คำตอบ แต่ที่ยังไม่โวยวายใส่หล่อนเหมือนเมื่อก่อนก็คงเพราะไม่อยากทำอะไรให้กระโตกกระตากก่อนงานวิวาห์ ไม่ใช่เพื่อรักษาน้ำใจหล่อน แต่เพื่อรักษาหน้าของตัวเองต่อบิดาและมารดาของหล่อน

รู้ว่ากระนั้นก็ตาม หล่อนก็จะไม่ยอมให้เขาฉวยเอาคุณากรพร็อพเพอตี้ไปอยู่ในมือโดยง่าย “โรสรู้ว่า โรสจะต้องเป็นขวากหนามขวางทางพี่ให้ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

“จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ทำไมถึงยังตั้งป้อมใส่ โรสก็รู้ว่าตอนนี้คนที่โรสต้องระวัง ไม่ใช่พี่”

“โรสไม่อยากเชื่อใจใครอีกแล้วค่ะ ต่อให้รู้จักกันมานาน ก็ยังทำร้ายกันได้ ฉะนั้น จะเป็นมิตรหรือศัตรู ก็มีค่าเท่ากันหากมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง”

ไม่ต้องหันไปมองหน้า รสสุคนธ์ก็สัมผัสถึงไอความคุกรุ่นจากตัวชายหนุ่มค่อย ๆ เผาความน่าอภิรมย์ของบาร์ชั้นรูฟท้อป แม้จะมีเสียงเพลงแจ๊สจากแซกโซโฟนเคล้าคลอเคลียไปกับเสียงร้องหวานของนักร้องสาว แต่ก็ไม่อาจปรุงแต่งความรู้สึกระหว่างหล่อนและอิทธิฤทธิ์ได้

“สวัสดีครับ”

ในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดลง เมื่อเจ้าของเสียงทุ้มปรากฏกายตรงหน้าทั้งสองในชุดสูทสีดำที่เข้ากับร่างสูงสง่าผึ่งผาย และถึงรสสุคนธ์จะเตรียมใจมาก่อนแล้ว แต่พอได้เจอเข้าจริง ๆ การเต้นของหัวใจก็ผิดจังหวะ

“ผมขออภัยที่มาช้า”

เขากล่าวแล้วค้อมศีรษะลงเล็กน้อยโดยไม่มองหน้าหล่อน แต่เทความสนใจไปให้อิทธิฤทธิ์ที่ลุกขึ้นยืนส่งมือข้างขวาออกไป

“ผมคิดอยู่แล้วว่ามิสเตอร์เบนจะต้องส่งคุณมา” น้ำเสียงของอิทธิฤทธิ์ไม่ได้เจือความยินดีเลยจากที่รสสุคนธ์รู้สึก

“ถ้ามาในฐานะของครอบครัวมิลเลอร์ ก็คงจะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากผม”

แขกหนุ่มคลี่ยิ้ม ยื่นมือขวามากระชับมือของอิทธิฤทธิ์แน่น แล้วจ้องตาอิทธิฤทธิ์นานหลายวินาที ก่อนเป็นฝ่ายปล่อยมือ เพื่อเชื้อเชิญให้นั่งลง แล้วเรียกพนักงานโรงแรมเข้ามาเพื่อให้เริ่มนำอาหารและไวน์ที่เตรียมไว้ออกมาเสิร์ฟ

“เบนกำชับกับผมว่าต้องเลี้ยงแสดงความยินดีกับคุณทั้งสองให้สมเกียรติ เพราะวันงานเขาอาจมาร่วมงานตามบัตรเชิญไม่ได้” เอ่ยพลางสั่งให้พนักงานโรงแรมนำอาหารเมนูหรูมีระดับที่เตรียมไว้ออกมาเสิร์ฟ พร้อมกับรินไวน์สีชมพูอ่อนใส่แก้วของผู้ร่วมโต๊ะทุกที่นั่ง

“และคืนนี้ผมมาเพื่อฉลองให้พวกคุณในนามของมิลเลอร์” พูดจบก็ยกแก้วไวน์ขึ้น มองหล่อนด้วยดวงตาสีน้ำผึ้งป่าเพียงเสี้ยววินาที ก่อนหันไปหาอิทธิฤทธิ์ “ขอแสดงความยินดีกับก้าวใหม่ในชีวิตคู่ที่พวกคุณจะมีร่วมกัน”

อิทธิฤทธิ์หยิบแก้วไวน์ขึ้นในระดับเดียวกันกับเขา แต่หล่อนยังค้างแข็งเหมือนตุ๊กตาลานหมด งุนงงในบทบาทและหน้ากากที่ชายหนุ่มทั้งสองสวมใส่เข้าหากัน แต่หากมีคนนอกมาร่วมวง ก็คงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ต่างฝ่ายต่างซ่อนมีดไว้ด้านหลัง

แล้วหล่อนล่ะ มีอาวุธอะไรไปสู้รบกับพวกเขาได้บ้าง นอกจากมือเปล่าที่ใช้จับก้านแก้วใสยกขึ้นชนให้เกิดเสียงกระทบกันของแก้วดังกังวานไปถึงหัวใจ

“แล้วคุณทีเคจะมาร่วมงานแต่งของเราสองคนได้หรือเปล่า” อิทธิฤทธิ์ไม่ส่งคำถามเปล่า ๆ แต่วาดลำแขนโอบไหล่บาง

“ผมคงไม่สะดวก แล้วตอนนี้ผมก็ไม่ได้อยู่เมืองไทย”

“คงไม่ใช่เพราะเหตุผลที่คุณากรพร็อพเพอตี้มีปัญหากับคุณเรื่องที่ดินใช่ไหมครับ”

คนถูกถามตอบกลับเสียงเรียบ “ไม่ครับ ไม่เกี่ยวกันเลย”

“นั่นน่ะสิ ผมคิดว่าคุณแยกแยะออกระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงาน”

“แน่นอน ผมแยกแยะออก งานคืองาน เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว” นัยน์ตาสีสวยที่มีแสงเทียนขับสะท้อนภายในจับจ้องมองมาทางหล่อน

“น่าเสียดายจริง ๆ ผมกับโรสจะถือว่าได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งถ้าคุณไปร่วมงานได้” อิทธิฤทธิ์บีบต้นแขนหล่อนแน่นขึ้น

“ครับ ผมก็นึกเสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะคุณรสสุคนธ์คงจะเป็นเจ้าสาวที่สวยมาก”

“ผมถึงอยากจับจองเธอไว ๆ ไงเล่าครับ”

แล้วมือบางก็ถูกคว้าไปจุมพิตต่อหน้าแขกหนุ่ม โดยไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้า ทำเอารสสุคนธ์แทบหยุดหายใจ อับอายแต่ก็ต้องกล้ำกลืน อยากให้พิธีกรรมกดดันนี้ผ่านไปไว ๆ ไม่กล้าฝืนทนนั่งอีกแล้ว

แต่ชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้ามคลี่ยิ้ม จ้องหล่อนไม่วางตาจนคนถูกจ้องหน้าร้อนผ่าว พลางใช้นิ้วเรียวของเขาแตะไล้ไปตามก้านแก้วไวน์แผ่วเบา ๆ ก่อนยกแก้วขึ้นดื่มไวน์จนหมด

“แย่จัง ผมกำลังอยากขอคุณโรสเต้นรำด้วยคืนนี้ แต่คุณอิทธิฤทธิ์ออกตัวขนาดนั้น ผมคงต้องฟาวล์”

ยิ้มของอิทธิฤทธิ์แคบลงทันที “คุณทีเคมีอารมณ์ขันนะครับ”

“ผมพูดจริง” ดวงตาคู่นั้นก็สื่อความหมายชัดเจน

รสสุคนธ์รู้ว่าอิทธิฤทธิ์ไม่พอใจ และพยายามเก็บกลั้นความรู้สึกขุ่นไว้ หากทว่าเลือกระบายออกโดยการบีบมือหล่อนแน่นขึ้นเหมือนต้องการให้กระดูกนิ้วแตกร้าว

“ถ้าผมปฏิเสธ ก็คงเป็นการไม่ให้เกียรติมิลเลอร์”

“ไม่ครับ คุณเข้าใจผิด เกียรติของมิลเลอร์ไม่ได้มาจากอำนาจที่ใช้บังคับฝืนให้คนอื่นทำตามใจตน ฉะนั้น ถ้าคุณรสสุคนธ์ไม่ยินดีที่จะเต้นรำกับผม แล้วปฏิเสธผมตามความรู้สึกจริง จะถือว่าเป็นการให้เกียรติกันมากกว่า”

คำพูดราบเรียบราบแต่เปี่ยมไปด้วยไหวพริบคงเป็นลักษณะเฉพาะของบุรุษนามทีเค มิลเลอร์ ด้วยมาดนิ่งสุขุม และแววตาลุ่มลึกของเขา ทำให้หล่อนคิดถึงคุณครูต้นกล้าที่พูดจาตรงไปตรงมา ถึงจะเป็นคน ๆ เดียวกันกับผู้ชายคนนี้ก็ตาม แต่ทีเค มิลเลอร์ทำให้เนื้อตัวเย็นวาบ

“ดิฉันยินดี...”

ไม่ได้ตัดขาดจากความกลัวได้เสียทีเดียว แต่หลอกตัวเองว่ากำลังอยู่กับคนที่หล่อนเคยเต้นรำด้วยมาถึงสองครั้ง คนที่ชื่อต้นกล้า คนที่เป็นครูสอนปลูกกุหลาบคนแรก

 “ขอบคุณที่ให้เกียรติ” แววตาของเขามีแสงระยิบระยับ ส่งมือมาให้หล่อนวางประทับ หันไปทางอิทธิฤทธิ์แล้วค้อมศีรษะลง

“ผมขอพาเธอไปนะครับ”

“เชิญ” เสียงพูดไม่กระด้าง แต่ดวงตาเรียวแข็งเหมือนหิน

สิ้นคำของอิทธิฤทธิ์ ร่างบางก็ถูกนำเข้าสู่กลางฟลอร์ ในบทเพลงที่กำลังเริ่มต้นใหม่ ในมวลหมู่ของคู่รักที่กำลังก้าวขาเริงระบำ และในความไหวสั่นของหัวใจรสสุคนธ์ตอนที่คำร้องแรกจากนักร้องสาวเริ่มต้นพร้อมกับที่ชายหนุ่มเปล่งเสียงทุ้มร้องคลอเบา ๆ ข้างใบหู

บังเอิญใช่ไหมที่เพลงนี้คือเพลงเดียวกับที่หล่อนขอให้เขาร้องฉลองแด่ยอดอ่อนยอดแรกของเจ้าโรส

รสสุคนธ์ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ก็ห้ามความยินดีอิ่มเอมให้หยุดแค่ในใจไม่ได้ รอยยิ้มขัด ๆ เขิน ๆ จึงเผยออกมาต่อสายตาคู่สวยที่มองหล่อนด้วยความอ่อนโยนอย่างที่เคยเป็น เขาทิ้งหน้ากากของทีเค มิลเลอร์ไว้ด้านนอก สอดมืออุ่นประสาน เหมือนอยากถักทอนิ้วเรียวงามไว้ด้วยกันกับนิ้วแกร่ง

“เมื่อกี้ผมพูดโกหก” ท่วงทำนองดนตรียังขับกล่อมต่อไป ทิ้งจังหวะนักร้องให้ดื่มด่ำไปกับเสียงของเครื่องดนตรี

“เรื่องที่บอกว่าฉันจะเป็นเจ้าสาวที่สวยมากน่ะหรือคะ” รสสุคนธ์เงยหน้ามองเขานิ่ง

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มละมุน “เปล่า”

“แล้วคุณพูดโกหกเรื่องอะไร”

“เรื่องที่ผมยินดีที่คุณกับเขาจะแต่งงานกัน ผมโกหกความรู้สึกตัวเอง”

อย่านะยายโรส อย่าเพิ่งร้องไห้ออกมา... หล่อนห้ามตัวเองในใจ แต่ทำไมกระบอกตาร้อนผ่าว ช่างไม่เชื่อฟังกันเลยนะร่างกาย

“บอกผมได้ไหมว่า ทำไมคุณยอมแต่งงานกับเขา”

จะตอบตามตรงได้อย่างไร หล่อนก็เหมือนเขานั่นแหละที่ไม่อาจพูดความจริง แล้วความจริงของหล่อนก็ร้ายแรงเกินกว่าจะพูดออกไป

“เขามีดีตรงไหน คุณถึงยอมแต่งกับเขา”

หล่อนยังตั้งอยู่ในความเงียบ

“หรือว่าคุณรักเขา”

คำถามนั้นบาดหัวใจ “ฉันทำตามความหวังของแม่”

แต่ที่บาดลึกและเจ็บรุนแรงคือแววความผิดหวังที่หล่อนอ่านได้จากดวงตาของชายหนุ่ม หรือเป็นความผิดหวังในตัวหล่อนเองที่สะท้อนจากดวงตาของเขา

“ผมยังไม่ได้สอนบทเรียนสำคัญให้คุณ อยากจะสอนคุณตอนนี้เพราะไม่รู้ว่าจะได้สอนคุณอีกหรือเปล่า”

แปลกที่บทเพลงรักอบอุ่นทำถึงฟังดูเศร้าสร้อย แต่การโอบประคองร่างบางให้ก้าวตามจังหวะเพลงยังแผ่วนุ่มอ่อนโยน

“นักปลูกกุหลาบมือใหม่ทุกคนดีใจที่ดอกชุดแรกของตัวเองเบ่งบาน แต่หลังจากนั้นกุหลาบต้นเดิมก็โทรมเอาโทรมเอา ผลิตดอกให้ก็จริง แต่เล็กกระจ้อยร่อย กลีบไม่ซ้อนหนาสวยเหมือนแรกเริ่มปลูกใหม่ ๆ คุณรู้ไหมว่าเป็นเพราะอะไร”

รสสุคนธ์ส่ายหน้าไหว

“เพราะกุหลาบต้นไหนที่เจ้าของหวงแหน แม้ดอกจะร่วงโรยราแล้วก็ไม่กล้าแม้แต่จะเด็ดทิ้ง มัวแต่กลัวว่าหากดอกใหม่แซมขึ้นมาจะไม่สวยเท่าดอกแรกในความทรงจำ และนั่นคือหายนะ”

“ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดี” หล่อนรำพึงเสียงเบา “พวกเขารักกุหลาบเหมือนลูก คงใจไม่แข็งพอที่จะเด็ดหรือตักกิ่งก้านทิ้ง”

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ “เพราะอย่างนั้น คนที่คิดแบบคุณจึงยอมแพ้กลางทาง ตรงข้ามกับผมที่ถ้ากุหลาบออกดอกงามแล้ว ถึงเวลาก็ต้องตัดแต่งกิ่ง กิ่งไหนไม่มีประโยชน์ก็ต้องตัดทิ้งเพื่อเลี้ยงกิ่งหลักให้เติบโต หลักความคิดแบบนี้ เข้าใจง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยมีพ่อแม่แบบเขา ต่อให้ถูดตัดถูกลิดรอนยังไง ก็จะสร้างพลังให้ตัวเองแผ่กิ่งก้านขยายออกไปให้สุดแรง”

เขาหยุดพูดแล้วจ้องตาหล่อนนิ่ง “ระหว่างกุหลาบที่ถูกเด็ดดอกทิ้ง กับกุหลาบในครอบแก้วที่เจ้าของไม่กล้าแม้แต่จะเด็ดดอกเชยชม คุณอยากเป็นกุหลาบแบบไหน”

เหมือนเขาไม่ได้ต้องการคาดคั้นคำตอบ และไม่ได้บอกว่าจะต้องส่งการบ้านวันไหน แต่อยากให้เวลาหล่อนทบทวนตัวเอง จึงหยุดการสอนแล้วพาหล่อนเริงระบำในอ้อมกอดของเสียงเพลง และนั่นทำให้หล่อนสับสน หากเขาต้องการให้หล่อนเป็นกุหลาบที่เข้มแข็ง ก็ไม่ควรอ่อนโยนกับหล่อนแบบนี้

บทเพลงจบลงแล้ว และเขาก็ปล่อยมือจากเอวบางทันที จากนั้นก็เดินนำหล่อนกลับไปส่งคนที่นั่งดื่มไวน์คนเดียวที่โต๊ะวีไอพี

“ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาสุดพิเศษนะครับคุณอิทธิฤทธิ์”

อิทธิฤทธิ์แค่นหัวเราะ รินไวน์ใส่แก้วจนหมดขวด “ด้วยความยินดี”

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอไปส่งคุณรสสุคนธ์ที่โรงแรมนะครับ”

มือที่กำลังจะยกแก้วไวน์ขึ้นหยุดชะงัก “คุณว่าอะไรนะ”

“อ้อ ผมคงลืมบอกไป มิลเลอร์โฮลดิ้งส่งคนมาคุยกับคุณเรื่อง....” ปากหยักหยุดค้าง ทำเหมือนไม่อยากเอ่ยให้จบ “เอาเป็นว่าเขากำลังมา”

“เดี๋ยวก่อนสิคุณ กะทันหันแบบนี้ ผมก็แย่นะ ผมยังไม่พร้อมจะคุยกับใคร อยากจะใช้เวลาเอาใจว่าที่เจ้าสาวมากกว่า คุณช่วยบอกคนของคุณว่าผมขอเลื่อนเป็นวันพรุ่งนี้”

“ผมเข้าใจครับ แต่คิดว่าคงไม่ได้ คืนนี้ผมมาในฐานะตัวแทนของครอบครัวมิลเลอร์ แล้วเขาคนนั้นก็เป็นถึงผู้มีอำนาจชี้ขาดเรื่องการซื้อหุ้น”

หล่อนมองใบหน้าอดกลั้นความโกรธของอิทธิฤทธิ์ด้วยดวงตาประหลาดใจ นอกจากคุณากรพร็อพเพอตี้ ก็มีแอนเจลฟลายที่เขาดูแลอยู่ แล้วการซื้อหุ้นที่ชายหนุ่มคนนี้พูดหมายความว่าอย่างไร

แต่ที่สำคัญมากกว่านั้น คือคนที่ควรถูกถามความสมัครใจต้องเป็นหล่อนมิใช่หรือ ซึ่งแม้ว่าอิทธิฤทธิ์จะเป็นตัวอันตราย ก็ไม่ได้หมายความว่าหล่อนต้องการให้กระทาชายคนไหนไปส่งถึงหน้าประตูห้องนอน หากทว่าความตึงเครียดปะทุขึ้นบนใบหน้าของว่าที่เจ้าบ่าว เมื่อกลุ่มชายชาวต่างชาติสามคนในชุดสูทอย่างนักธุรกิจเคลื่อนตัวเข้ามากล่าวคำทักทาย

“อย่างห่วงเลย ผมรับรองว่าจะส่งคุณรสสุคนธ์ถึงหน้าประตูห้องนอนอย่างปลอดภัย”

มือหนาแตะเข้าที่ต้นแขนบาง แล้วพอหล่อนเดินจากมา พร้อมกับพกความสงสัยเป็นของฝากจากการเลี้ยงแสดงความยินดีครั้งนี้ อยากจะเอ่ยปากถามครูหนุ่มเหลือเกิน แต่เขาก็เก็บวาจา เงียบขรึมไม่ต่างกับคนใบ้ ปล่อยให้รสสุคนธ์นั่งระบายลมหายใจตั้งแต่ออกจากโรงแรมที่พัทยาจนมาถึงสถานที่พักซึ่งหล่อนเรียกได้เต็มปากว่าบ้านหลังที่สอง

“คุณไม่ต้องส่งฉันถึงหน้าห้องก็ได้” รสสุคนธ์บอกเขาก่อนที่ขายาว ๆ จะก้าวเข้ามาในลิฟต์

“ได้ยังไงกันล่ะครับ ผมรับปากคุณอิทธิฤทธิ์ไว้แล้ว”

“เขาไม่ได้ตอบโอเคนี่คะ”

“เขาไม่ตอบผมก็ถือว่าโอเคล่ะ”

หล่อนย่นจมูกใส่ แล้วก็ต้องรีบถอยเท้าเมื่อคนตัวโตก้าวอาดเข้ามา กดหมายเลขชั้นที่หล่อนพัก แล้วยืนสงบหน้าหล่อนจนกระทั่งลิฟต์พาทั้งสองขึ้นมาสู่ชั้นเป้าหมาย

นั่นก็มากพอแล้วกับการรับมือสิ่งที่เขาไม่ได้บอกหล่อนล่วงหน้า แต่ร่างสูงสง่าที่เดินตรงนำหน้าไปหยุดหล่อนหน้าห้องหมายเลขที่ถูกต้อง ทำให้หล่อนเอียงคอ กอดอกมองเพื่อขอคำตอบ

“จ๊ะจ๋าเป็นเด็กความจำดีแล้วก็พูดเก่งมากขึ้นตั้งแต่ได้หนูมุกเป็นคู่หู แล้วแม่หนูก็เล่าเรื่องที่เรียนกับคุณให้ผมฟังทางโทรศัพท์ทุกวัน”

“อ้อ รวมถึงบอกเลขที่ห้องพักด้วยล่ะสิคะ”

เขาไม่ตอบอะไร แค่ส่งยิ้มกวนใจด้วยท่ายืนใช้สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง รสสุคนธ์ถอนลมหายใจพรู จ้องมองดวงตาอมยิ้มยียวน

“คุณบอกฉันได้ไหมเกี่ยวกับเรื่องการซื้อหุ้นที่คุณพูดกับพี่อิท”

“แหม แย่จัง ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกคุณได้” เขาสูดปาก ใช้นิ้วขยี้จมูก เสหน้าไปทางอื่น “มันเป็นเรื่องระหว่างสุภาพบุรุษนักธุรกิจ แต่ถ้าถึงเวลา คุณก็จะรู้เอง”

“ฉันไม่อยากรู้อะไรช้าไปเหมือนตอนที่คุณสะกิดใจให้ฉันไปอ่านงบการเงินย้อนหลังสิบปี” รสสุคนธ์เริ่มหน่ายใจ

“เรื่องซื้อหุ้นนี้ก็ไม่ต่างกันนักหรอก คุณลองคิดดูดี ๆ สิว่าจำยังไงให้รู้”

คำตอบมันชัดเจนตรงไหนกันนะ หล่อนชักจะฉุนแล้วสิ “บางทีคุณก็ใจดี บางทีคุณก็เย็นชา บอกตามตรงนะคะ ฉันชอบดุ ๆ แบบครูกล้ามากว่าคนที่ดูเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างคุณทีเค”

“ว้าว ครูกล้าได้ยินคงดีใจ แล้วคุณรู้ไหมว่าเขาชอบคุณแบบไหน”

“เชอะ” หล่อนเชิดหน้า “ก็คงต้องไม่ใช่แบบที่คุณต้องการแน่”

“แบบที่ผมต้องการ ?” คิ้วเข้มได้รูปเลิกขึ้น “แบบไหน ?

“ก็แบบกุหลาบที่คุณส่งให้ฉันเช้าวันก่อนพร้อมอาหารเช้าของโรงแรมไงล่ะคะ คุณอยากให้ฉันเป็นกุหลาบถึก ที่ต้องอดทนต่อทุกสภาวะแวดล้อมใช่ไหมล่ะ” รสสุคนธ์เบ้ปากพูดด้วยความขุ่นใจ แต่เขาคลี่ยิ้มกว้างจนหล่อนถลึงตาใส่

“ใครว่าผมต้องการบอกให้คุณอดทนกัน แต่อยากบอกคุณว่าผมต้องอดทนกับคุณไว้ก่อนต่างหาก”

“คุณมาอดทนกับฉันเรื่องอะไร” เจ้าของดวงตาคมตวัดถาม

ชายหนุ่มอมยิ้มละไม ก้าวขาเข้ามาพร้อมกับวางมือทั้งสองทาบบนบานประตู กั้นหล่อนให้อยู่กลางลำแขนแกร่ง แล้วเคลื่อนใบหน้าเข้ามาหาจนสัมผัสลมหายใจอุ่น ก่อนกระซิบด้วยประโยคสั้นหัวใจหล่อนทั้งดวง

“ผมต้องอดทนรอวันที่จะได้เชยชมกุหลาบของผมให้สมใจหมายไงล่ะ”

รสสุคนธ์นิ่งแข็ง ดวงตากลมเบิกกว้าง ใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าคนเมา ทั้ง ๆ ที่ดื่มไวน์ไปแค่จิบเดียว “คะ.... คุณต้นกล้า คุณหมายความว่ายังไง”

เรียวปากหยักที่ยกยิ้มตรงมุมปาก “หมายความว่าอะไรที่เป็นของผม ผมจะเอาคืน แม้กุหลาบต้นเดียวที่ย่อยยับไปเพราะคุณากรพร็อพเพอตี้ ผมก็จะเอาคืน”

“อ้อยเข้าปากช้างแล้ว คิดหรือไงว่าจะเอาคืนง่าย ๆ” รสสุคนธ์ขอเถียงสู้

เขาหัวเราะในลำคอ จ้องตาหล่อนลุ่มลึก “โธ่คุณรสสุคนธ์ มันจะยากอะไรกัน ถ้าอ้อยเข้าปากช้างแล้ว ผมไม่เอาแค่อ้อยในปากช้างหรอก แต่จะเอาช้างทั้งตัวนั่นแหละคืน”

           โอ๊ย ผู้ชายอะไร ร้ายกาจเข้าขั้นสั่นประสาทชะมัดเลย!




ขอบคุณที่ติดตามและให้กำลังใจนะคะ

รัก
ฤดีวัลย์




แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

10 ความคิดเห็น