ตอนที่ 34 : ตอนที่ ๓๓ ทางเลือกเดียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 207
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    16 มิ.ย. 62

ตอนที่ ๓๓ ทางเลือกเดียว



Image from Pinterest


เมื่อลองหยอดตัวเลขเงินปันผลที่จ่ายให้กับแอนเจลฟลายในอัตราที่เท่ากับห้าปีก่อนผลประกอบการของคุณากรพร็อพเพอตี้จะตกต่ำ รสสุคนธ์ก็ได้เห็นว่าหากอิทธิฤทธิ์ยังรักษาระดับจำนวนเงินปันผล กำไรสะสมก็ยังมีพอที่จะพยุงกิจการโดยใช้เงินกู้จากธนาคารก็ยังพอที่จะดำเนินการโครงการห้างสรรพสินค้านี้โดยไม่ต้องหาผู้ร่วมลงทุน

อีกประเด็นที่ทำให้หล่อนหัวร้อนจนคือค่าใช้จ่ายราคาวัสดุในรอบห้าปีที่ผ่านมาแพงเกินจริง และเมื่อหักลบเงินคงเหลือหลังจากสิ้นสุดโครงการต่าง ๆ ที่อิทธิฤทธิ์ดูแล หล่อนก็พบว่าตัวเลขของต้นทุนไปจมอยู่กับราคาวัสดุจากตัวแทนขายที่หาหลักฐานใบเสนอราคาไม่ได้

ครูหนุ่มพูดถูกทีเดียวว่าถ้าอยากรู้เรื่องการศึกษาความเป็นไปของกิจการว่ามันจะดำดิ่งลงเหวหรือป่ายปีนขึ้นสวรรค์ ให้กลับไปนั่งอ่านงบการเงินของบริษัท แต่ถ้าหล่อนไม่เรียกรวมตัวทีมบัญชีชุดเก่า ก็ไม่มีทางรู้ความจริง

แต่การประกาศให้ทุกคนรู้ถึงการกระทำของกรรมการผู้จัดการใหญ่ อาจเป็นการชักมีดคว้านท้องตัวเอง เพราะคนเก่าคนแก่ที่จะสนับสนุนเสียงให้หล่อนเหลือไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์หากเปรียบเทียบกับจำนวนคนจากแอนเจลฟลายที่อิทธิฤทธิ์จ้างเข้ามาแทนที่ทุกตำแหน่งสำคัญ

และตราบเท่าที่หล่อนยังไม่ได้ครองเก้าอี้ประธานบริษัท เขาก็จะใช้อำนาจในการกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเองต่อไป เมื่อถึงตอนนั้นหล่อนก็จะไม่เหลืออะไรให้สืบสานต่อจากบิด แต่หากหุ้นในส่วนที่บิดาถือครองอยู่โอนเป็นของหล่อนตามกฎหมาย หล่อนก็จะได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ซึ่งพ่อของหล่อนคงไม่ได้ยกหุ้นให้ง่าย ๆ เหมือนกับให้ของขวัญวันเกิด

รสสุคนธ์แหงนคอพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดหวัง คิดกลับไปกลับจนปวดหัวแทบระเบิดก็หาทางออกไม่ได้เลย นอกจากบริหารโครงการที่จับอยู่ให้ได้กำไรตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ และต่อให้หล่อนทำสำเร็จก็เถอะ ผลกำไรก็คงถูกอิทธิฤทธิ์เอาไปย่อยไม่เหลือซาก

“เรียนมาก็สูง แต่เอาความรู้ที่มีช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือไง ยายโง่โรส!” อัดอั้นจนต้องระบายออกมาเสียงลั่นสำนักงานชั่วคราว ธุรการสาวที่นั่งหน้าห้องก็ตกใจ รีบเปิดประตูเข้ามา

“คุณโรส เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงแสดงถึงความกังวลโดยแท้ 

รสสุคนธ์พ่นลมหายใจทิ้ง ผงกหัวบอก “ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ”

ธุรการสาวยิ้มเจื่อน ๆ กลับ “เอ่อ... แล้วคุณโรสจะทานอะไรมั้ยคะ หนูจะได้ไปซื้อมาให้ก่อนกลับ”

“ไม่ดีกว่าค่ะ โรสเองก็จะกลับแล้วเหมือนกัน” รสสุคนธ์ตอบกลับน้ำใจ และหล่อนก็นัดกับทรามวัยสาวทั้งสามไว้ที่ล็อบบี้โรงแรม

หล่อนเก็บปัญหาใหญ่ของตัวเองในอกแล้วหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด ทำหัวให้โล่งพอที่จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บริหารด้อยประสบการณ์ไปเป็นครูภาษาอังกฤษที่ทำได้ดีจนหล่อนเองยังประหลาดใจ

อาจเป็นเพราะความรู้สึกต่างกัน การเป็นครูนั้นคือต้องคิดแต่ว่าจะให้ความรู้ศิษย์อย่างไรให้ศิษย์รับไปได้มากที่สุด แต่การเป็นนักธุรกิจนั้นกลับมีแต่จะต้องหาทางได้รับผลประโยชน์เข้าตัวให้มากที่สุดแม้จะไม่ได้เสียสักบาท ซึ่งหล่อนก็เพิ่งได้ความคิดนี้มาจากการสอนหนังสือสามสาวต่างวัย

“อ้อ วันนี้ก็มีแม่ค้ามาแจ้งขอถอนชื่อจากผู้เช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าสี่รายค่ะ”

“สี่รายเลยหรือ” ถามกลับแล้วอุทานต่อในใจว่าอีกแล้วหรือ ถ้าจำไม่ผิด ก็เหลือแค่เจ้าเดียวเท่านั้น ไม่รวมกับกลุ่มชาวประมงที่หล่อนเสนอการรับซื้ออาหารทะเลหน้าแพบวกกับการรับประกันราคา

“พวกเขายอมจ่ายค่าเช่าแผงในตลาดถูกกว่าค่าเช่าของห้างเราเพราะอะไรกัน” หล่อนรำพึงด้วยความไม่เข้าใจ เหลือบเห็นธุรการเดินกลับไปเปิดประตู มองซ้ายมองขวาด้านนอก แล้วปิดล็อกก่อนเดินกลัวหาหล่อน เอ่ยคำพูดด้วยท่าทางหวั่นเกรง

“คือ... หนูก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า หนูได้ยินมาจากแฟนหนูอีกที...”

“อะไร” รสสุคนธ์ไม่รอช้าที่จะเปิดโอกาสให้

“ตอนที่แฟนหนูไปบ่อนนายประชา แฟนหนูได้ยินพวกพ่อค้าแม่ค้าพูดกันว่าคุณอิทธิฤทธิ์รับซื้อหนี้ที่พวกนั้นติดไว้กับนายประชา”

คิ้วเรียวงามย่นเข้าหากัน “รีไฟแนนซ์หนี้น่ะหรือ”

“คล้ายกับอย่างนั้นค่ะ แต่จ่ายดอกที่ถูกกว่า ถ้าเทียบกับค่าเช่าที่ของห้างที่พวกเขาต้องจ่ายในปีต่อไปกับค่าแผงที่จ่ายให้นายประชาก็ไม่ต่างกันเลย พวกเขาเลยไม่จำเป็นต้องย้ายมาห้างของเราที่ไม่รู้ว่าจะทำมาค้าขึ้นไหม”

รสสุคนธ์ฟังแล้วก็ฉุนจัด ที่แผนหล่อนไม่บรรลุความตั้งใจก็เพราะมีอิทธิฤทธิ์คอยบั่นทอนนี่เอง แต่ทำไมเขาต้องทำขนาดนี้ หากแค่อยากให้โครงการไปรอด ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องรับภาระหนี้สินที่ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวไปแบกไว้เอง

“แล้วคุณวิชัยได้มาไซต์งานที่นี่บ้างไหม”

“จริง ๆ เขาก็มาแถวนี้บ่อยค่ะ แต่แทบไม่ได้เข้าไซต์เลย” เสียงของธุรการสาวเบากว่าเดิม

“แล้วเขาไปอยู่ไหน”

“ถ้าเขาไม่เข้าบ่อนก็ไปเลี้ยงดริ๊งผู้หญิงที่คาราโอเกะของนายประชาค่ะ”

ดวงตากลมเบิกกว้าง ทั้งด้วยบุคลิกท่าทางของอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาไม่น่าเป็นคนแบบนั้น ทั้งด้วยความสงสัยที่นายใหม่ของเขาถึงปล่อยปละละเลยให้คนของตนทำตัวเหลวแหลกเสียคน

แต่เอาเถอะ ถึงเขาจะไม่ใช่คนของหล่อน แต่ก็ยังเป็นหนักงานกินเงินของคุณากรพร็อพเพอตี้อยู่ หากเจอตัวเมื่อไหร่จะตักเตือนก่อนที่จะนำพาคนอื่นเสียไปตาม ๆ กัน

เรื่องเล่าของธุรการสาวทำให้รสสุคนธ์ออกจากสำนักงานชั่วคราวช้ากว่าเวลาไปบ้าง แต่ก็สามนักเรียนหญิงก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร กระนั้นหล่อนก็ชดเชยเวลาสอนให้จนจบบทเรียนพร้อมกับแบบฝึกหัดหลายหน้าสำหรับฝ้ายที่จะใช้เตรียมตัวเข้าศึกษาในสถาบันมีชื่อของอังกฤษ และสำหรับหนูมุกที่จะต้องสอบเข้าโรงเรียนใหม่ในชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง

“จ๊ะจ๋าจะไม่อยู่แล้ว ชั้นก็ใจหายเหมือนกัน” นางแพร้วเปรยขึ้นในตอนที่ขึ้นมารับหนูมุกกับจ๊ะจ๋ากลับบนห้องพักของหล่อน

“เขาจะมารับจ๊ะจ๋าไปเมื่อไหร่คะ”

“เห็นเผ่าบอกว่าครูกล้าจะมาสิ้นเดือนนี้ แต่วันไหนยังไม่กำหนด”

ไม่ใช่แค่นางแพร้วที่ใจหาย หล่อนเองก็รู้สึกโหวงในอกประหลาด หันไปมองเจ้าตัวเล็กที่หลับตาพริ้มบนเตียงนอน เพียงเวลาไม่กี่เดือน ความผูกพันระหว่างหล่อนกับเด็กหญิงตัวน้อยก็ค่อย ๆ ก่อเกิดขึ้นเป็นใยบาง ๆ ดุจเครือญาติร่วมวงศา เช่นเดียวกันกับจ้อยผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ฝากรูปรอยความทรงจำไว้บนเรียวแขนให้นึกถึงความเกรี้ยวกราดบนใบหน้าหากทว่าในดวงตาสีดำนั้นเต็มไปด้วยความสูญสิ้นแล้วในความสุขทุกอย่างของชีวิต

หล่อนเดินกลับไปช้อนร่างเล็กขึ้น ตัวของจ๊ะจ๋าไม่ได้หนักเท่าที่ตาเห็นเลย แต่เบาราวกับตุ๊กตาตัวน้อยที่หล่อนเคยได้เป็นของเล่นในวัยเด็ก จากนั้นกลับมาจะส่งต่อให้นางแพร้ว แต่คงรบกวนการนอนของแม่หนู จ๊ะจ๋าจึงร้องงอแงแล้วกอดหล่อนแน่นด้วยแขนป้อมทั้งสองข้าง นางแพร้วพูดอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือ

“คืนนี้ให้จ๊ะจ๋านอนที่นี่ก็แล้วกันค่ะ แล้วพรุ่งนี้โรสจะไปส่งให้ที่บ้าน” จนใจหญิงสาวต้องยื่นข้อเสนอ

“รบกวนคุณเปล่า ๆ พรุ่งนี้คุณต้องทำงาน”

รสสุคนธ์ยิ้มส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ อีกไม่นานจ๊ะจ๋าก็จะไม่อยู่แล้ว โรสจะได้นอนกอดจ๊ะจ๋าสักคืน”

“ถ้าอย่างนั้นฝากด้วยนะคะ” นางแพร้วตอบรับน้ำใจ แล้วบอกให้หนูมุกไหว้ลาหญิงสาวจากนั้นจูงมือพากันเดินหายลับไปตรงมุมสุดทางเดิน

แต่ก่อนที่หล่อนจะปิดประตูห้องเพื่อมาสาวน้อยกลับไปนอนบนเตียง ร่างอรชรของหญิงสาวที่เผยตัวออกจากทางที่สองแม่ลูกเดินลับสายก็ทำให้รสสุคนธ์ยืนขาแข็งค้างที่หน้าประตู

“โรส” เป็นเสียงที่ห่างหายจากหูไปนาน ใบหน้าซีดเซียวไร้สีสันของเครื่องสำอางนั้นก็เป็นสิ่งใหม่ที่หล่อนเพิ่งเคยได้พบเจอ

แต่พอเรื่องราวเก่า ๆ ที่ที่เพื่อนเก่าทำให้หล่อนเจ็บช้ำย้อนคืนมาในห้วงความทรงจำ รสสุคนธ์ก็หมุนตัวหันหลัง แล้วจะปิดประตู ทำเหมือนไม่เห็นคนที่ยืนมองด้วยแววตาโศกเศร้า

“เดี๋ยวก่อนโรส”

รสสุคนธ์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอดกลั้นความรู้สึกขุ่นหมองที่มีต่อเพื่อนสาวผู้ทรยศ ก่อนหันหน้ากลับไปพูดเสียงเรียบ

“มีอะไร”

“หงส์อยากมาขอโทษ” เรียวปากอิ่มไร้สีฉาบของลิปสติกค่อยคลี่คำพูด

ความรู้สึกแรกคืออยากชี้หน้าต่อว่าด้วยคำแสบ ๆ มากเพียงใด หากแต่เสียงที่ได้ยินสั่นเหมือนเสียงของคนใกล้ร้องไห้

“คำขอโทษเรียกอะไรที่เสียไปย้อนคืนมาไม่ได้หรอก”

“หงส์รู้... รู้ว่าที่หงส์ทำกับโรสมันเลวร้ายมากนัก แต่โรสจะให้เวลาหงส์อธิบายได้ไหม แค่ห้านาทีก็ยังดี ได้ไหม”

ความใจแข็งของรสสุคนธ์เริ่มสั่นคลอนในตอนที่เห็นหยาดน้ำตาของแพรพรรณราย แต่หล่อนยังไม่พร้อมให้คำตอบ

“ขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน”

“งั้นหงส์จะไปรอโรสที่ล็อบบี้” แพรพรรณรายส่งยิ้มให้ราวกับหล่อนเพิ่งยื่นความหวังให้

“ดึกแค่ไหนก็จะรอ เราไม่ได้คุยกันถึงเช้านานแล้ว” แล้วย้ำกับหล่อนด้วยคำพูดที่สร้างความรวนเรให้ก่อนหันหลังเดินจากไป

ภาพความทรงจำเก่าผุดขึ้นมาลดเลือนความโกรธขึ้ง ถามใจตัวเองว่าควรให้อภัยแพรพรรณรายดีหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างหล่อนกับจ้อยก็เป็นบทเรียนสำคัญว่าควรเอ่ยคำว่าให้อภัยในวันที่ไม่สายเกินไป

ความง่วงงุนพาเด็กน้อยเข้าสู่ห้วงนิทรา จ๊ะจ๋าหลับตาพริ้มใต้ผ้าห่มหนานุ่มหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอดีแล้ว รสสุคนธ์จึงออกจากห้องพัก ลงลิฟต์ไปยังชั้นลอบบี้ กวาดตามองไปทั้งบริเวณจนเห็นแพรพรรณรายนั่งอยู่ในมุมอับสายตา บนโต๊ะมีแก้ววิสกี้ กับแก้วค็อกเทลใสใส่ของเหลวสีขาวนมประดับด้วยกุหลาบสีเดียวกัน

“ฉันมาแล้ว” รสสุคนธ์ส่งเสียงให้อดีตเพื่อนสาวรู้ตัว”

“โรส ดีใจจังที่เธอยอมมา หงส์นึกว่าจะสั่งฟอลลิ่งอินเลิฟให้เก้อเสียแล้ว”

“ขอบใจ แต่ไม่รู้สึกอยากดื่มอะไร” บอกพลางส่งตามองกลีบดอกไม้แสนสวย ด้วยนึกอยากเห็นเจ้าโรสอวดความงามได้อย่างกุหลาบก้านนั้นที่เป็นพันธุ์เดียวกันบ้าง

“ก็ตามใจ หงส์ไม่บังคับ” แพรพรรณรายคลี่ยิ้ม “นั่งลงก่อนสิ”

รสสุคนธ์ลอบสูดลมหายใจเข้า แล้วหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ทว่ายังมองใบหน้าของอีกฝ่าย แก้วค้อกเทลจึงถูกใช้เป็นจุดรวมสายตาแทนการลิ้มชิมเครื่องดื่มนมแอลมอนด์หอมหวานผสมแอลกอฮอล์บางเบา

“หงส์ตาสว่างแล้ว...”

แต่เมื่อแพรพรรณรายเริ่มประโยค รสสุคนธ์ก็หันไปมอง แล้วค้นหาความหมายที่แท้จริงจากแววตาผู้พูด ทว่าในดวงตาเศร้าคู่นั้นแดงก่ำราวกับคนที่ผ่านการร้องไห้ตลอดคืน

“เรื่องพี่อิท... หงส์ตาสว่างแล้ว” ส่วนขยายความประโยคแรกตามมาพร้อมกับขอบตารื้น “ยอมรับว่าที่ผ่านมา หงส์หลงเขาจนคิดว่าโรสใส่ความเขาข้างเดียว และคิดว่าโรสไม่เหมาะสมกับเขาเลยสักนิด แต่พอได้รู้ซึ้งในตัวตนของเขา หงส์ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมโรสพูดว่าเขาไม่เหมาะสมที่จะเป็นคนรักของใครเลย”

รสสุคนธ์นิ่งฟังอู่เงียบ ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่รู้ว่าแพรพรรณรายคิดอย่างไรกับอิทธิฤทธิ์หรือก่อนที่จะถูกเพื่อนรักเพื่อนร้ายหักหลัง หล่อนก็คงรีบเข้าไปกอดทันทีที่เห็นน้ำตา ไม่ใช่ว่าตอนนี้หล่อนตายด้านในความรู้สึก แต่ไม่ง่ายเลยที่รสสุคนธ์จะปรับเปลี่ยนความคิดจากดำเป็นขาวได้แค่การดีดนิ้ว

ก็เพราะว่ามิตรภาพมันใช้เวลานานกว่าจะสั่งสมจนเต็มล้นในหัวใจ แต่หากฝ่ายใดทำลายความรู้สึกดี ๆ นั้น ต่อให้เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เกิดก็ตาม การจะเริ่มสร้างใหม่ก็ไม่ต่างกันกับการก่อปราสาททรายที่ไม่รู้ว่าจะถูกคลื่นตลบตะแลงซัดพาให้ถล่มในเสี้ยววินาที

“ขอโทษนะโรส ขอโทษที่หงส์ทำร้ายความเป็นของเรา”

“มันผ่านไปแล้ว โรสไม่ติดใจอะไร” รสสุคนธ์กล่าวออกไป แต่ก็ไม่ได้รู้สึกโล่งใจมากมายนัก

แพรพรรณรายมีรอยยิ้มเล็กน้อย “เพราะความรักลม ๆ แล้ง ๆ ทำให้หงส์หลงผิดเห็นซาตานเป็นเทพบุตร”

คงฟังถอนหายใจเสียงยาวกับเหตุผลที่ทำให้แพรพรรณรายเลือกหักหลังเพื่อน และจะใช่เหตุผลเดียวกันหรือเปล่าที่จ้อยอยากทำร้ายหล่อน จะรักในตัวบุคคล รักในสถานที่ที่เป็นของตน หรือรักในสิ่งของใด ๆ คำว่ารักก็คงคล้ายพลังขับเคลื่อนให้ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่รักมาครอง แล้วอิทธิฤทธิ์เล่า อยากได้หล่อนเป็นภรรยาเพราะรักหรือเพราะอะไร

“เดิมที พี่อิทไม่ใช่คนใจร้าย” เป็นคำพูดจากความทรงจำของรสสุคนธ์ “ถึงจะปากร้าย แต่เขาไม่ได้เป็นคนใจร้าย”

แต่อดีตคือสิ่งที่ไม่เคยย้อนคืน อนาคตก็ยังเป็นเหมือนภาพลวงตา ปัจจุบันที่เห็นต่างหากคือความจริงที่หล่อนควรจะเชื่อ

“ขอบใจนะหงส์ แล้วก็เสียใจด้วยที่เธอไม่ได้เจอผู้ชายในฝัน”

“ไม่โรส... ฉันเจอเขาแล้ว เจเขาก่อนที่จะได้พบกับพี่อิท แต่กว่าจะรู้ซึ้งถึงใจตัวเอง เขาก็ไม่ได้อยู่ในโลกใบเดียวกับฉันแล้ว” แพรพรรณพูดเสียงสั่นเครือ แล้วยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มคล้ายต้องการกลืนรสชาติขมของเหล้าทดแทนความขมขื่นใจ แล้ววางแก้วลง แล้วจ้องมองหล่อนด้วยดวงของคนอมทุกข์ เอ่ยคำถามที่ทำให้คิ้วเรียวเลิกขึ้น

“เธอคงไม่เคยพบสัญชัยใช่ไหม เขาเป็นเพื่อนของนายต้นกล้า”

 “เคย... ฉันเคยเขาที่โรงพยาบาล เขามากับนักเรียนของคุณต้นกล้า”

“แล้วนักเรียนคนนั้นก็ตายแล้วใช่ไหม”

“ใช่” รสสุคนธ์ตอบกลับพร้อมกับแทรกความสงสัยบรรจุไว้ในดวงตาคู่สวย

“สัญชัยให้อะไรฉันไว้ แต่ฉันคิดว่าน่าจะฝากโรสไปคืนนายต้นกล้า” แพรพรรณรายไม่ได้ให้ความกระจ่างใด ๆ แถมยังพูดในสิ่งที่เติมความกังขาให้หล่อน ระหว่างเปิดกระเป๋าถือแล้วค้นหาอะไรบางอย่าง

“สงสัยหงส์จะลืมไว้บนห้อง โรสขึ้นก่อนไปกับหงส์ได้ไหม จะได้กลับห้องเลย ดึกแล้วโรสคงอยากพักผ่อน”

รสสุคนธ์พยักหน้าเห็นด้วย แล้วหยิบกุหลาบออกจากแก้วค็อกเทล “ตัวน้ำน่ะ ไม่แพงหรอก แต่กุหลาบดอกนี้แพงมาก”

ไม่ได้ต้องการพูดแก้เขิน แต่หล่อนคิดแบบนั้นจริง ๆ แล้วที่บอกว่าแพงก็ไม่ได้หมายถึงราคาค่างวดตีเป็นบาท ทว่าหมายถึงเวลาและความทุ่มเทของคนปลูกต่างหากที่ประมาณค่าไม่ได้ โดยเฉพาะกับเจ้ากุหลาบสีขาวพันธุ์นี้ที่ไม่รู้ว่าจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของมันหรือเปล่า

แพรพรรณรายรับผิดชอบค่าเครื่องดื่ม จากนั้นนำรสสุคนธ์ไปยังห้องพัก แต่ก่อนที่จะทาบคีย์การ์ด แพรพรรณรายหันมาสบตาคล้ายอยากพูดอะไร แต่ก็ทำแค่เม้มปากแน่น แล้วผลักประตูเข้าไปโดยผายมือให้หล่อนก้าวเข้าไปก่อนด้วยความแปลกใจที่ระบบไฟในห้องทำงานอยู่แล้วโดยไม่ต้องเสียบคีย์การ์ด

“สาว ๆ มาช้าจัง แต่จะให้ยังไง พี่ก็รอได้”

แต่แล้วดวงตากลมของรสสุคนธ์ก็เบิกกว้าง เรียวปากบางอ้าค้าง เมื่อเห็นร่างสูงลุกจากโซฟาเดินเข้ามาหาพร้อมแก้วเหล้าในมือ

“หงส์”

หล่อนหันไปมองแพรพรรณราย อยากได้คำตอบที่ชัดเจน แต่แพรพรรณรายไม่ได้เข้ามาด้วย กลายเป็นว่าในห้องนี้มีแค่หล่อนกับคนเมาสุรา จะวิ่งกลับไปที่ประตู ก็ไม่ทันมือหนาที่รวบร่างหล่อนไว้จากด้านหลัง พูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำ

“คิดหรือว่าจะปล่อยให้หนีไปได้ง่าย ๆ”

“พี่อิท โรสไม่รู้ว่าพี่อิทคิดอะไรอยู่ แต่โรสขอร้อง อย่าทำร้ายโรสเลย” หัวใจหล่อนเต้นไม่เป็นส่ำ ร่ำร้องภาวนาขอให้เขาอย่าทำเรื่องไม่ดี

“ได้สิ ถ้าโรสยอมทำตามข้อตกลงของพี่ล่ะก็นะ”

“ข้อตกลงอะไร”

“ฟังก่อนก็จะรู้ แล้วโรสก็มีทางเลือกแค่สองทางคือ ยอมกับไม่ยอมเท่านั้น แต่พี่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าโรสต้องยอม”

“พูดมาเถอะค่ะ อย่าพล่ามให้เสียเวลา” พยายามดิ้นขัดขืน แต่เนื้อตัวหล่อนก็เย็นวูบในตอนที่ถูกลำแขนแกร่งข้างหนึ่งโอบรัดแน่นมากกว่าเดิม

“คงจำได้ใช่ไหมว่าแม่ของโรสทำอะไรกับนายต้นกล้าไว้”

หล่อนสูดลมหายใจเข้าลึก แต่ยังไม่ตอบโต้อะไร รอจนกว่าจะรู้จุดประสงค์ของชายหนุ่มมากเล่ห์

“แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้นายต้นกล้านั่นกำลังเคลื่อนไหวหาตัวคนร้ายยังไง”

รสสุคนธ์ยังตั้งอยู่ในความเงียบ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะจับจังหวะหัวใจที่เต้นแรงรัวตอนนี้ได้หรือไม่

“มันใช้เงินซื้อค่าหัว ถ้าใครรู้เบาะแส ก็จะจ่ายเงินรางวัลครึ่งล้าน” สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม เขาก็หมุนตัวหล่อนกลับไปประจันสายตา

“แค่เงินครึ่งล้านกับพวกกะเรวกะราดก็มากพอที่จะให้พวกมันเต้นแร้งเต้นกาตามหาตัวคนขับรถที่ชนไอ้ต้นกล้าคืนนั้น และก็เงินแค่ครึ่งล้านนี่แหละที่จะทำให้แม่ของโรสต้องคดีพยายามฆ่า หนักมากกว่านั้นคือชื่อเสียงของคุณากรพร็อพเพอตี้จะดับสิ้นโดยไม่ต้องถึงมือโรสเลย”

หญิงสาวไม่มีวาจาเอื้อนเอ่ย ถึงจะยังไม่รู้ความจริงจากมารดา แต่ถ้าไม่มีมูลหมาคงไม่ขี้

“คุณป้าปัทมาขอร้องให้พี่วิ่งเต้นเรื่องนี้ โรสเห็นหรือเปล่าว่าพี่มีกระดูกแขวนคอใหญ่แค่ไหน บอกตามตรงว่าพี่จะเพิกเฉย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ได้” เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงขุ่น

“แล้วพี่อิทคิดว่า...จะช่วยแม่ได้จริงหรือ” หล่อนกลืนก้อนขมลงคอ

“พี่รู้จักคนที่น่าจะช่วยได้”

“บอกได้ไหมว่าใคร”

คล้ายมีประกายไฟในดวงตาเรียว “นายประชา คนที่เป็นอริเดิมของไอ้ต้นกล้า”

“แล้วโรสจะช่วยแม่ยังไงได้บ้าง”

รสสุคนธ์กัดริมฝีปากแน่น เปล่งคำถามที่รู้คำตอบอยู่ในใจ แล้วเขาก็คงอ่านได้จากดวงตา จึงเกิดรอยยิ้มที่มุมปากอย่างคนที่มีชัย ใช้เรียวนิ้วแกร่งเชยคางมนขึ้นสบมอง จดจ้องหล่อนแน่วนิ่ง จากนั้นก็ไม่รั้งรอที่จะปล่อยไพ่ใบสุดท้ายออกมา

“แต่งงานกับพี่ แล้วพี่จะช่วยให้ป้าปัทมาพ้นคดี พี่รับรองว่านายต้นกล้าจะไม่มีทางทำอะไรพวกเราได้แน่นอน”

เหมือนมีเหล็กแหลมทิ่มแทงอยู่ในอกทุกครั้งที่หล่อนหายใจเข้าออก มือบางเผลอกำก้านกุหลาบในมือแรงจนไม่รู้ตัวว่าทำกิ่งเรียวเล็กหัก

“ว่ายังไงโรส จะยอมตกลงก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโรสเอง”

สถานการณ์บีบคั้นแบบนี้มีตัวเลือกใดให้หล่อนได้บ้างหรือ และหากคำพูดถึงการทวงคืนที่ดินของครูหนุ่มในวันก่อน หมายรวมถึงการเรียกเก็บคืนความแค้นในทุกสิ่งอย่างกับคนที่ทำให้เขาสูญเสียล่ะก็ ดวงตามุ่งมั่นสีน้ำผึ้งป่าในวันนั้นก็ทำให้หล่อนเหลือแค่คำตอบเดียวให้กับอิทธิฤทธิ์แล้วในวินาทีนี้

“ตกลงค่ะ โรสตกลงแต่งงานกับพี่เพื่อแม่”

สิ้นคำแล้วน้ำตาก็ไหลภายในหัวใจ หล่อนก้าวขาถอยหลัง มองชายหนุ่มตรงหน้าเหมือนมองร่างไร้ชีวิตจิตใจ ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องของอดีเพื่อนสาวที่หักหลังหล่อนได้อีกครั้ง

ช่างโง่เง่าเสียจริงโรสเอ๋ย เธอมันไม่ควรเกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่เลย

ความชอกช้ำผิดหวังทั้งในตัวเอง ทั้งในตัวผู้อื่นสั่งสมมาเกินกำลังที่หล่อนจะรับได้ แต่ก็ต้องพยุงร่างตัวเองกลับไปให้ถึงห้อง เพราะไม่รู้ว่าเจ้าเด็กหญิงตัวน้อยขี้อ้อนจะตื่นขึ้นมาแล้วโยเยหรือเปล่า รสสุคนธ์เอาจ๊ะจ๋าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวแล้วลากขาไปจนถึงหน้าประตู

แต่ดวงตารื้นเห็นแผ่นกระดาษพับทบแผ่นหนึ่งติดตรงหน้าประตู พอดึงออกมาคลี่ออกก็พบว่ามันเป็นเช็คไม่ระบุชื่อผู้รับ แต่มีลายเซ็นของกรรมการผู้จัดการใหญ่คุณากรพร็อพเพอตี้ พร้อมกับข้อความที่เขียนถึงหล่อน

เอาเช็คใบนี้ไปให้ต้นกล้า แล้วบอกเขาว่าหงส์เป็นคนขอให้สัญชัยหาทางทำให้กุหลาบของโรสตาย หวังว่าเช็คใบนี้จะสามารถไถ่โทษครั้งสุดท้ายที่หงส์ทำกับโรสได้

 

ร่างสูงสง่าถอดสูทสีดำเคร่งขรึมออก แล้ววางพาดพนักม้านั่งซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของตึกสำนักงานใหญ่มิลเลอร์กรุ๊ปที่ถูกเนรมิตให้เป็นสวนลอยฟ้ามาตั้งแต่ยุคสมัยของท่านโธมัส มิลเลอร์

เพราะด้วยความรักความชอบในกุหลาบของมาดามรอเลน จึงเปลี่ยนลานจอดเฮลิคอปเตอร์เป็นสวนสวยเพื่อให้พนักงานทุกคนได้มีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจระหว่างตรากตรำทำงานตลอดวัน และเพราะบุตรชายแท้จริงไม่มีพรสวรรค์ในการดูแลต้นไม้ บุตรบุญธรรมอย่างเขาจึงขอรับหน้าที่นั้นแทน

“คุณอาทีเคขา” สูดลมหายใจเต็มปอดไม่เท่าไหร่ ยายหลานสาวตัวน้อยผมสีรวงข้าวก็ส่งเสียงหวานจ๋อยเรียกหา

“คุณพ่อบอกว่าหนูจะได้น้องสาวคนใหม่ คุณอาทีเคจะพามาอยู่กัน คุณพ่อพูดจริงใช่ไหมคะ”

“จริงครับ หนูโรซี่จะมีน้องสาวอีกคน”

แม่หนูผมทองได้ยินจากปากผู้เป็นอา ก็กรี๊ดดีใจ วิ่งกลับไปพลางตะโกนเรียกหาแมกซ์เวลพี่ชายเพื่อบอกข่าวดี ทำเอาผู้เป็นอาเห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ และดีใจที่จ๊ะจ๋าจะได้รับการต้อนรับดุจญาติคนหนึ่ง น่าเสียดายเหลือเกินที่เขาไม่อาจพาจ้อยมาด้วยได้ และจนบัดนี้ก็ยังอัดอั้นใจที่ไม่ได้บอกกล่าวความจริงให้จ้อยรู้จากปากตัวเอง

“คุณทีเคครับ แอนเจลฟลายส่งคำตอบมาแล้วครับ” ผู้ช่วยเข้ามารายงานในจังหวะที่หนูโรซี่วิ่งห่างออกไปไกลพอสมควร “เขายื่นราคาต่ำสุดขั้วมาให้เราจนน่าตกใจ”

ต้นกล้าเลิกคิ้วครุ่นคิด แต่ในเมื่อมันอยู่ในแผนการ จึงต้องก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไป “เตรียมปล่อยข่าวลือเรื่องแนวโน้มผลประกอบการตกต่ำของคุณากรพร็อพเพอตี้”

“ครับผม” ผู้ช่วยหนุ่มมือดีรับคำมั่นเหมาะ แล้วยื่นแผ่นกระดาษใบหนึ่งมาให้

“นี่เป็นเอกสารที่แนบมากับอีเมล์ของแอนเจลฟลายครับ ในขณะที่เรากำลังปล่อยข่าวลือ แต่ดูเหมือนพวกเขากำลังจะมีข่าวดีในเดือนหน้า”

คิ้วเข้มได้รูปย่นเข้าหากัน ดวงตาสีน้ำผึ้งป่าเป็นประกายจ้องกระดาษแผ่นนั้นด้วยความสงสัย ก่อนรับมาอ่านข้อความสั้น ๆ จากชายหนุ่มนามอิทธิฤทธิ์ และหญิงสาวนามรสสุคนธ์

 

พวกเราสองคนมีความยินดีที่จะประกาศให้ท่านทราบว่ากำหนดการพิธีวิวาห์ของเราจะจัดขึ้นตามวัน เวลาและสถานที่ที่ระบุด้านล่าง

เป็นเกียรติอย่างยิ่งหากท่านจะมาร่วมเป็นสักขีพยานในความรักของพวกเรา และขอประทานอภัยที่ไม่สามารถมาเรียนเชิญได้ด้วยตัวเอง

อิทธิฤทธิ์ วรินทรชัยกูล และรสสุคนธ์ เศรษฐกมล

 

ต้นกล้าไม่ทันได้อ่านวันเดือนปีและสถานที่จัดงานมงคลสมรสหรอก เพราะบัดนี้กระดาษแผ่นนั้นถูกขยำขยี้ในฝ่ามือ!




แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

10 ความคิดเห็น