ตอนที่ 30 : ตอนที่ ๒๙ วังวนกงกรรม 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 223
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    7 พ.ค. 62


ตอนที่ ๒๙ วังวนกรงกรรม


 



แพรพรรณรายกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ในตอนที่เห็นเส้นสีแดงเส้นที่สองปรากฏขนานกันกับเส้นแรกในช่องสี่เหลี่ยมเล็กจิ๋ว

กระนั้นก็ยังไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตาเห็นแม้จะเป็นการทำสอบซ้ำครั้งที่สาม หล่อนต้องการพิสูจน์อีกครั้งจึงก้าวขาออกจากร้านเสื้อของตนด้วยอาการร้อนรนปนความกระวนกระวายใจ เดินไปตามทางเท้าที่นำไปสู่ย่านร้านค้าเพื่อกวาดอุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์จากทุกชั้นที่วางขาย

แต่เสียงแตรที่ดังจากรถสปอร์ตสีขาวที่ชะลอความเร็วมาเทียบไหล่ทางทำให้หล่อนตาลุกทันทีที่หันหน้าไปมอง จะทำเป็นไม่สนใจ เจ้าของรถก็ยังเคลื่อนรถตามมา แถมยังเลื่อนกระจกลงแล้วส่งเสียงตะโกนบอกหล่อนให้ไปขึ้นรถด้วยตัวหล่อนเองหรือจะให้เขาไปลากตัว

“เป็นบ้าอะไรของนาย!” ขึ้นรถได้ก็กระแทกน้ำเสียงใส่

“เออ จะเป็นบ้า!” เขาก็กระแทกน้ำเสียงใส่หล่อนดังปานกัน “แต่ก็เพราะเธอนั่นแหละ!

แพรพรรณรายถลึงตา “มาโทษอะไรฉัน หรือว่าถูกพี่เมียแก่เหยียบหางมาก็เลยมาแว้งกัดฉัน”

“ไอ้นั่นก็ทำได้แค่เห่าไปวัน แต่ที่ไม่เห่าแต่กัดแรงนักก็ว่าที่ผัวเพื่อนของเธอนั่นแหละ” พูดแดกดันแล้วหมุนพวงมาลัยหันล้อเข้าสู่ถนน

“นี่นายจะพาฉันไปไหน ฉันมีธุระต้องทำ!

“ช่างธุระเธอก่อนเถอะ เรามีเรื่องสำคัญต้องคุยกันเดี๋ยวนี้!

คำตวาดลั่นรถของเขาปิดปากหญิงสาวได้สนิท และด้วยใบหน้าที่เคลือบไปด้วยความขุ่นเคืองก็เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าหล่อนไม่มีทางปฏิเสธ แพรพรรณรายจึงกำมือแน่น เงียบเสียงไปตลอดทางหากทว่าในหัวนั้นกำลังปั่นป่วนไปด้วยความคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในร่างกาย

ปลายทางของชายหนุ่มคือคอนโดมีเนียมหรู สถานพำนักอาศัยของคุณชายร่างแปลง และทันทีที่เครื่องยนต์ดับสนิท เขาก็ลงจากรถเดินข้ามฝั่งมาเปิดประตู แล้วลากตัวหล่อนให้รีบเดินตาม พลางส่ายหน้ามองรอบตัวราวกับกลัวอะไรบางอย่าง พอถึงห้อง เขาก็รีบลงกลอนประตูแน่นหนา แล้วพุ่งไปปิดม่านหน้าต่างไม่อนุญาตให้แสงจากไฟเมืองเล็ดลอดเข้ามา    

“นี่นายเป็นอะไรของนาย” อาการรนรานของเขาทำให้หล่อนวิตกตามไปด้วย

“เพราะเธอ เพราะฉันช่วยเธอ ชีวิตฉันเลยกำลังดิ่งลงเหว!” ใบหน้าหล่อเหลายุ่งเหยิง “ทั้งเรื่องที่ไอ้กล้าโดนรถชน ทั้งเรื่อง...”

จู่ ๆ ก็หยุดพูดไป แล้วเดินไปกระแทกตัวลงบนโซฟา ชันศอกกับเข่าทั้งสอง ใช้สองมือสาวผมขึ้นแล้วก้มหน้าเหมือนคนอมทุกข์ “ไอ้จ้อย ไอ้จ้อยตายแล้ว”

หล่อนนิ่งงันไปชั่วอึดใจ เพ่งมองความกลัดกลุ้มใจที่สร้างรอยย่นตรงหว่างคิ้วของเขาจนลึก ซึ่งเป็นอาการที่หล่อนไม่เคยเห็นมาก่อนแม้จะเคยร่วมเรียงเคียงหมอนกันมาในอดีต

“ไอ้จ้อย เด็กที่นายหลอกใช้ทำงานให้นั่นน่ะหรือ” แพรพรรณรายก้าวขาเข้าไปหย่อนตัวนั่งบนโซฟา เว้นระยะให้ห่างด้วยเกรงว่าจะเจอการฟาดงวงฟาดงา แต่ไม่มีอะไรแบบนั้นนอกจากการเม้มเรียวปากเป็นเส้นตรงจึงเอ่ยถามต่อ

“แล้วทำไมนายต้องทำท่ากลัวขนาดนั้น”

“ฉันเป็นคนสุดท้าย... ฉันเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับมัน” เขาพูดกระซิบเหมือนไม่อยากให้ใครได้ยินทั้ง ๆ ที่ห้องก็มีกันแค่สองคน “ฉันเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับมัน...”

พูดย้ำอีกครั้งวนไปวนมา แล้วคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนบางทั้งสองก่อนบีบแน่นจนหล่อนทำหน้าเหยเกเพราะความเจ็บ กับกล่าวประโยคเดิมซ้ำด้วยน้ำเสียงแข็ง “ฉันเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับมัน!

“นายหมายความว่ายังไง” แพรพรรณรายสังหรณ์ใจไม่ดี

“มันได้ยินฉันคุยโทรศัพท์กับเธอ ฉันเลยวิ่งตามมันไปแล้วจับตัวมันได้ที่ท่าน้ำ แต่มันดิ้นหลุดจากมือฉันทะเล...” คล้ายมีภาพเหตุการณ์ฉายในความคิด เขาจึงเล่าเรื่องออกมาเป็นฉาก ๆ ราวกับพาหล่อนย้อนเวลากลับไปเป็นพยานรู้เห็นได้ “ฉันคว้าชายเสื้อมันได้ทัน แต่ชายเสื้อมันขาด มันเลยดิ่งหัวจมทะเลหายไปใต้ท้องเรือ”

“มันเป็นเด็กที่นั่น มันก็ต้องว่ายน้ำเป็นสิ”

“ฉันก็คิดแบบนั้น... ” เสียงกลืนน้ำลายของชายหนุ่มดังในความมืดสลัว “ฉันเลยเฝ้ารอมันจนเรือลำนั้นออกหาปลา แต่มันก็ไม่โผล่ขึ้นมา แล้วก็มีคนไปเจอมันติดอวนเรือ เป็นศพตายไปแล้ว”

“มันจมน้ำตายไปเองสัญ มันไม่ได้ตายไม่ใช่เพราะนาย แล้วก็ไม่มีใครรู้ด้วยว่านายอยู่กับมันคนสุดท้าย” แพรพรรณรายจึงต้องหามูลเหตุอื่นจูงใจให้เขาสงบลง

ไม่มีสัญญาณจากใบหน้าของสัญชัยที่สื่อให้หล่อนรู้ว่าเขาเห็นด้วยกับที่หล่อนพูด อาการหลุกหลิกในดวงตาของเขาก็สะท้อนแววความหวาดหวั่นออกมาให้เห็นชัดเจน

“ไอ้จ้อยมันมีสิ่งที่ตำรวจอาจสาวถึงฉันได้”

หน้าอกของแพรพรรณรายสั่นสะท้าน ตัวเย็นวาบตั้งแต่สันหลังไล่ขึ้นมาจนถึงหนังศีรษะ

“ถะ...ถ้าอย่างนั้น นายก็อย่าเพิ่งออกไปไหน อยู่ที่นี่จนกว่าฉันจะหาทางช่วยนายได้” หล่อนแสร้งพูดเพื่อพาตัวเองออกจากห้องนี้ให้ได้ก่อน

“เธอจะช่วยฉันยังไง ถ้าจะไปขอให้นายอิทธิฤทธิ์นั่นช่วยฉันล่ะก็อย่าหวัง เพราะดูท่าทางมันอยากกำจัดฉันจะแย่ ไม่งั้นก็คงไม่หาเรื่องให้ฉันเป็นแพะรับผิดที่ไอ้ต้นกล้าถูกรถชนหรอก” พูดแล้วก็ลั่นคำสบถก่อนสาธยายเรื่องที่อิทธิฤทธิฤทธิ์ทำกับตน “ไอ้ระยำนั่นมันก็ได้ที ไม่จ่ายเงินให้ฉัน ถึงไอ้กล้าจะยกที่ดินให้ยายรสสุคนธ์ไปฟรี มันก็ควรจะมีค่าตอบแทนให้ฉันบ้าง แต่นี่อะไร เงินก็ไม่ได้ แถมยังมีกระดูกไอ้จ้อยมาแขวนคออีก ไหนบอกฉันทีสิว่าเธอจะช่วยฉันยังไง!

แพรพรรณรายไม่สามารถหาหาคำตอบให้เขาได้ ทั้งกลัวความระแวงของชายหนุ่มที่อาจผันแปรเป็นอาการวิตกจริต ทั้งกลัวว่าการตายของเด็กชายจะโยงใยมาสร้างความเดือดร้อน ซึ่งนายนี่ต้องไม่ยอมปล่อยให้หล่อนลอยตัวคนเดียวแน่นอน

ความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวคือการกำจัดผู้ชายคนนี้ก่อนที่เขาจะพาความวินาศมาเยือน แล้วทำลายทุกอย่างที่หล่อนสร้างขึ้นมารวมถึงเยื่อใยสวาทกับอิทธิฤทธิ์ ชายที่หล่อนอยากครองวิมานรักด้วยกัน

แล้วในวินาทีนั้น อาการเจ็บจี๊ดในช่องท้องคล้ายมีเข็มแหลมเล็กเสียบแทงก็เกิดขึ้นฉับพลัน ย้ำเตือนความกังวลถึงสิ่งที่กำลังก่อร่างเป็นกงกรรมกงเกวียนที่ทำร่วมกับผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่รู้ว่าจะหาทางหนีพ้นได้อย่างไร

 

แสงสุดท้ายลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว แต่รสสุคนธ์ยังก้มหน้าก้มตา ใช้สมาธิจดจ่อไปกับตัวเลขในตารางทั้งบนหน้ากระดาษและหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ทางผู้สอบบัญชีทีมพิเศษส่งมาให้

แต่เมื่อสอบกับงบการเงินของอิทธิฤทธิ์ หล่อนเจอคำถามมากมายเกี่ยวกับกระแสเงินสดที่ไม่สอดคล้องกัน ผลกำไรที่เคยได้เป็นกอบเป็นกำกลับค่อย ๆ หดหายลงหลังจากอิทธิฤทธิ์เข้ามานั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ และในทางกลับกัน หนี้กู้ยืมมีตัวเลขที่สูงขึ้นตีคู่กันกับรายจ่าย

หากย้อนดูโครงการก่อสร้างที่เกิดในแต่ละปีไล่มาจนถึงโครงการห้างสรรพสินค้าล่าสุดที่หล่อนยื้อมาไว้ใต้อาณัติ ไม่มีโครงการไหนเลยที่ทำรายได้น่าพอใจ และเป็นแบบนี้มาตลอดในช่วงห้าปี เทียบกับเมื่อสิบปีที่แล้วที่กำไรพุ่งแตะกลีบเมฆ ก็เหมือนกับในปีนี้กำลังร่วงดิ่งไปยังก้นเหว

ความแตกต่างของตัวเลขจากข้อมูลสองแหล่งทำให้หล่อนฉงนสงสัยในการทำงานของฝ่ายบัญชี ซึ่งพอเรียกขอข้อมูลจากฝ่ายบุคคลก็พบว่าเมื่อห้าที่แล้วมีการโยกย้ายฝ่ายบัญชีคนเก่าออกแล้วเสียบคนใหม่เข้าไป เหมือนกับอิทธิฤทธิ์ทำการเล่นแร่แปรธาตุองค์กรครั้งใหญ่หลังจากเขาได้ครองตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด

“คุณโรสคะ” ธุรการประจำไซต์งานส่งเสียงเรียกเจ้านายสาวหลังจากเคาะประตู “คือ... หนูจะขอกลับค่ะ เลยจะมาถามว่าคุณโรสต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า”

รสสุคนธ์ยกข้อมือดูนาฬิกา เห็นว่าเข็มสั้นชี้ไปที่เลขเก้าแล้ว หากธุรการสาวกลับ ก็หมายความว่าต่อจากนี้จะเหลือแค่หล่อนคนเดียวในสำนักงานชั่วคราวที่ห่างจากแคมป์คนงานไม่กี่เมตร

“ฉันก็จะกลับเหมือนกันค่ะ” หล่อนบอกแล้วเก็บแฟ้มงานใส่ถุงใบใหญ่ คว้ากระเป๋าขึ้นสะพายแล้วออกจากสำนักงานตามหลังไปไม่กี่นาที จึงทันได้เห็นคนรักของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ขี่มอเตอร์ไซค์มารับด้านหน้า

รสสุคนธ์ส่งยิ้มทักทายให้ก่อนทั้งคู่จะทะยานมอเตอร์ไซค์ขนาดกะทัดรัดกลืนหายไปในท้องถนน ส่วนหล่อนก็เดินเท้ากลับไปยังโรงแรมที่อยู่ห่างจากไซต์ก่อสร้างไปไม่ไกล เป็นช่วงเวลาเดียวที่ได้พักความคิดพักใจ แล้วทอดตามองชีวิตที่เคลื่อนไหวรอบตัว

ความรู้สึกคล้ายกับอยู่คนเดียวในห้วงจักรวาลกลับเข้ามาให้หล่อนลิ้มรสอีกครั้ง แต่ความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไปในตอนที่เปิดประตูห้องพักแล้วเห็นกิ่งก้านของเจ้าโรสที่รอหล่อนอย่างเดียวดายตรงระเบียง

“เป็นไงบ้างวันนี้ รับแสงอาทิตย์เต็มอิ่มหรือเปล่า” รสสุคนธ์ทักทายพลางย่อตัวสำรวจความเปลี่ยนแปลง และแม้จะยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่สีเขียวของก้านก็ยังสดดูมีชีวิตชีวา ก็เท่ากับว่าหล่อนยังไม่หมดหวัง และสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คืออดทน

“อยากให้ฉันร้องเพลงให้ฟังหรือเปล่า” เสนอให้ทั้ง ๆ รู้ตัวว่าไม่ถนัดเรื่องนี้เลยสักนิด

“เอาเพลงอะไรดีล่ะ...” แล้วก็ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นระเบียงนึกหาเพลงที่พอจะร้องได้  

“เพลงเป็ดเดินก็แล้วกัน” คิดไปคิดมาก็ไม่พ้นเพลงที่จำเนื้อร้องทุกท่อนได้ขึ้นใจ “แต่เตือนก่อนว่าฉันเป็นนักร้องเสียงเพี้ยนตัวแม่เลยล่ะ”

ว่าแล้วก็หัวเราะขำ ขำทั้งเรื่องว่ากล่าวตัวเอง ขำทั้งเรื่องที่หล่อนกำลังยึดเจ้าโรส กุหลาบป่วยเป็นเพื่อนสนิท ชั่วแวบของความคิด หล่อนนึกถึงเวลาที่เคยมีแพรพรรณรายเป็นเพื่อนรู้ใจ

ตั้งแต่รู้ความจริงเรื่องรักลับ ๆ รสสุคนธ์ก็ไม่ได้ติดต่อไปหาแพรพรรณนาราย ด้วยกระดากในความรู้สึก และด้วยความโกรธที่ถูกทรยศหักหลัง แต่อีกใจตอนนี้ก็อยากรู้ว่าเพื่อนที่เคยรักกันเป็นอย่างไรบ้าง สภาพจิตใจที่ถูกชายหนุ่มแสนร้ายกาจผู้นั้นทำร้ายจะย่ำแย่แค่ไหน

แต่หล่อนจะสนใจทำไมกัน เพราะหากแพรพรรณนายอยากได้อิทธิฤทธิ์จริง ก็ควรพูดกับหล่อนตามตรง ไม่ใช่เห็นหล่อนเป็นตัวตลก ฟังคำว่าร้ายชายหนุ่มเหมือนเออออตามกัน แต่ลับหลังกลับสร้างสัมพันธ์แนบชิด

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก สะบัดความทรงจำเก่าทิ้งไป แล้วยืดตัวตรง เตรียมพร้อมเปล่งเสียงร้องแปร่ง ๆ ในเพลงเป็ดให้เจ้าโรสฟัง

“ยามเมื่อ...”

แต่ร้องไปได้สองคำ เสียงโทรศัพท์ภายในห้องก็ดัง จึงลุกขึ้นไปรับสายที่ทางฝ่ายต้อนรับโทรศัพท์มาแจ้งหล่อนว่ามีคนมารอพบในล็อบบี้โรงแรม

“คุณผู้ชายให้แจ้งว่ามาจากมิลเลอร์คอร์ปค่ะ”

คำขยายของผู้ขอพบทำให้หล่อนเลิกคิ้วสงสัย แต่ก็รับคำแล้วลงไปพบแขกปริศนาที่เป็นชายชาวต่างชาติ ผมสีน้ำตาลแดง สวมแว่นกรอบหนา

“เชิญคุณรสสุคนธ์ไปพบนายผมที่รถ”

เพราะเคยเห็นเขาตอนมาช่วยหล่อนจากการถูกอิทธิฤทธิ์ลวนลามครั้งก่อน แต่มองไม่เห็นร่างสูงของครูหนุ่มจึงลังเล

“คุณทีเคมีเวลาไม่มากก่อนขึ้นเครื่องไปอังกฤษ”

คำบอกนั้นไขความสงสัย รสสุคนธ์จึงเดินตามไปจนถึงรถเอนกประสงค์สีดำมันเงาที่จอดสงบอยู่ในลานจอด และเมื่อบานประตูอัตโนมัติเลื่อนออก หล่อนก็ได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่ในสถานภาพของคุณทีเค มิลเลอร์

“ทำไมคุณกลับดึก”

เขาควรจะกล่าวคำทักทายหล่อนมากกว่าใช้คำถามน้ำเสียงขุ่น

“ฉันเป็นผู้บริหาร ไม่ใช่พนักงานทั่วไปที่พอห้าโมงแล้วจะต้องรีบตอกบัตรกลับบ้าน” หล่อนก็ตอบเสียงขุ่นใส่

“แล้วใช้ตำเหน่งผู้บริหารเป็นโล่กันคนมาทำร้ายได้ไหม” เขายอกย้อนได้น่าหมั่นไส้จนต้องหันไปส่งค้อนให้ แต่ต่อให้ค้อนอันใหญ่เท่ารถตกก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มสะท้านสะเทือน

“เห็นคนของคุณบอกว่าคุณมีเวลาไม่มาก” รสสุคนธ์จึงยื่นคำเตือนให้รีบเข้าเรื่องที่เขาดึงตัวหล่อนมาพบ “รีบพูดธุระของคุณมาเถอะค่ะ”

เสียงผ่อนลมหายใจดังจากชายหนุ่มที่นั่งกอดอก เอี้ยวหน้าออกไปทางหน้าต่างรถทอดตามองยอดกุหลาบในสวนที่ทางโรงแรมรับอุปการะไปจากโรงเรียนปลูกปัญญา

“ขอบคุณที่ส่งหลักฐานสุดท้ายของจ้อยให้ตำรวจ”

เขาคงหมายถึงธนบัตรที่มีข้อความจากจ้อยถึงหล่อน “ฉันเก็บไว้ก็คงไม่ใช้ ไม่ใช่ดูถูกเงินห้าร้อยบาท แต่คิดว่าจะช่วยให้รู้สาเหตุการเสียชีวิตของจ้อยชัดเจนขึ้น”

“เหมือนจ้อยตั้งใจมาหาคุณ” ชายหนุ่มกล่าวต่อ “แต่ถ้าด้วยเหตุผลอยากขอโทษ ก็น่าจะพูดกับคุณตรง ๆ ไม่น่าแอบเข้าไปขโมยปากกาที่รีเซฟชั่นมาเขียนข้อความส่งถึงคุณ”

“จ้อยอาจไม่กล้าพูดต่อหน้าฉัน” หล่อนออกความเห็น

“อาจจะจริง... แต่อย่างน้อย จ้อยก็ได้บอก แม้จะช้าเกินไป” ดวงตาคู่สวยแต่เต็มไปด้วยแววโศกเศร้าหันมาสบมอง ก่อนถอนหายใจเสียงยาว “ทางเจ้าหน้าที่พบหลักฐานลายนิ้วมือเพิ่ม สันนิษฐานว่าเจ้าลายนิ้วมืออาจเป็นคนสุดท้ายที่จ้อยเจอจ้อย”

“เป็นคนที่คุณรู้จักใช่ไหม...” ถามไปเพราะแววไหวระริกในดวงตาคู่นั้นสะท้อนความปวดร้าวชัดเจน

“ผมยังพูดอะไรมากไม่ได้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ทำงานคืบหน้าต่อไปสักพัก”

รสสุคนธ์ไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อ นอกจากสบตาชายหนุ่มนิ่ง เขาเองก็ไม่เปล่งคำพูดใดออกมา คล้ายกับอยากใช้เวลาให้เคลื่อนคล้อยไปกับการจ้องตากันและกัน

กระทั่งเป็นฝ่ายเขาที่ทำลายความเงียบงัน “พรุ่งนี้ จะมีคนของมิลเลอร์มารับรถคุณไปซ่อมแซม ระหว่างการซ่อม คุณจะต้องเดินทางไปไหนมาไหนด้วยลีมูซีนโรงแรม”

คิ้วเรียวงามเลิกขึ้นเป็นคำถาม เขาจึงเอ่ยอธิบายต่อ “ผมอยากเป็นตัวแทนจ้อยรับผิดชอบเรื่องที่เขาทำกับคุณ”

“ฉันไม่รับค่ะ คุณไม่ต้องทำอะไรชดเชยให้จ้อย ฉันอยากให้มันเป็นอนุสรณ์ความทรงจำว่าฉันเคยทำลายสวรรค์ของเด็กคนหนึ่ง”

“รับซะ” น้ำเสียงเจือการบังคับ

“แต่...”

“ผมเคยบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าสักวันผมจะทวงที่ดินของผมคืน” ประกายในดวงตาคมเข้มเติมเต็มความจริงจังของคำพูดทุกคำ

“สวรรค์ของจ้อยยังอยู่ วิมานในอากาศของผมก็เช่นกัน” แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้ผิวกายหล่อนเย็นประหลาด

“ผมรบกวนเวลาคุณแค่นี้ ขอบคุณที่ลงมาพบ” จากนั้นก็ไล่หล่อนกลับเมื่อธุระของตนเสร็จสิ้น

รสสุคนธ์ขุ่นใจจนอยากถองคำพูดกลับ แต่บานประตูถูกเลื่อนออกพร้อมด้วยคำเตือนเวลาออกเดินทางจากผู้ติดตามของชายหนุ่ม จึงต้องยอมล่าถอยขยับตัวเพื่อลงจากรถก่อนที่จะทำให้ใครตกเครื่องบิน

หากทว่ารอบต้นแขนบางก็อุ่นวาบฉับพลัน รสสุคน์จึงหันหน้ากลับไปประสายตากับเจ้าของมือหนาที่กำแน่นยังไม่ปล่อยให้หล่อนก้าวขาลงจากรถ

“มีอะไรจะพูดอีกหรือไงคะ” หญิงสาวถามหางเสียงประชดประชัดด้วยเพราะอารมณ์โกรธยังคุกรุ่น

“อย่าให้อิทธิฤทธิ์ทำแบบนั้นกับคุณอีก”

“แบบนั้น ?

“แบบที่ลานจอดรถ... ในโรงแรม...”

รสสุคนธ์ย่นจมูกใส่ “ต่อให้ฉันระวัง แต่ถ้าเขาจะทำ เขาก็ไม่บอกให้ฉันรู้ล่วงหน้าหรอกค่ะ”

“แค่เลี่ยงการอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ทำไม่ได้หรือไง” เหมือนเขาจะโกรธหล่อนกลับ

“ฉันไม่เคยอยากอยู่กับผู้ชายคนไหนสองต่อสอง ถ้าไม่จำเป็นเหมือนตอนนี้” หล่อนก็โกรธเหมือนกัน แล้วลดสายตามองที่มือหนา เตือนเขารู้ว่าควรปล่อยมือแต่เขายังคงกำแน่นเหมือนมีกาวฉาบเต็มฝ่ามือ

“บอกผมก่อนว่าคุณจะไม่เปิดโอกาสให้เขาเข้าใกล้คุณ”

รสสุคนธ์พ่นลมหายใจ “แล้วคุณมีสเปรย์ไล่ผู้ชายเหมือนที่คุณใช้ไล่แมลงให้กุหลาบหรือเปล่าคะ ถ้ามีขอฉันยืมใช้สักกระป๋อง”

“ถ้าผมมีของแบบนั้น คุณจะใช้มันกับผมหรือเปล่า”

“ถ้าคุณทำรุ่มร่ามกับฉันแบบนี้ก็ไม่แน่ค่ะ มิสเตอร์ทีเค”

“อยู่ในเมืองไทยผมชื่อต้นกล้า”

หญิงสาวยักไหล่ “ก็ยังดีกว่าเรียกคุณว่าคุณครูต้นกล้าใช่ไหม”

“จะดีกว่าหรือเปล่า... คุณก็ลองเรียกผมว่าครูดูสิ”

อยู่ ๆ พวงแก้มก็ร้อนขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธหรือเขินภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นในใจมากกว่ากัน “มิสเตอร์ทีเคคะ อย่าเสียเวลากับสวัสดิภาพความปลอดภัยของฉันเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องเลื่อนไฟล์ทไปอังกฤษ”

มุมปากหยักที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม รสสุคนธ์เห็นแล้วกวนใจชะมัด แต่เขาก็ยอมปลดมือออกจากต้นแขนบาง แล้วส่งสายตาไปทางผู้ติดตามชาวต่างชาติที่ยืนคอยท่าอยู่นาน

“ส่งคุณรสสุคนธ์ให้ถึงหน้าประตูห้องพัก” เอ่ยประโยคแล้วเลื่อนดวงตาสีน้ำผึ้งป่ากลับมาจดจ้องมองหล่อน ก่อนตามด้วยคำสั่งสุดท้ายว่า

“แล้วบอกกับผู้จัดการโรงแรมว่าผมจะส่งคนมาปัดรังควานแมลงให้กุหลาบของผมทุกต้น”

 



ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

ฤดีวัลย์


แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #2 Nhuni (@Nhuni) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 00:44
    โอ้ยค้างงงงง......
    #2
    1
    • #2-1 RedAppleLoveSeries (@redapplels) (จากตอนที่ 30)
      8 เมษายน 2562 / 08:20
      ขอบคุณ คุณ Nhuni นะคะที่ติดตามกับเมนท์ให้ >< ดีใจมาก ๆ เลย
      #2-1