ตอนที่ 3 : ตอนที่ ๒ รสสุคนธ์ เศรษฐกมล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 741
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    19 ก.ค. 62

ตอนที่ ๒ รสสุคนธ์ เศรษฐกมล


 


ถ้าใครอยากรู้ว่าเจ้าดาวพลูโตคิดอย่างไรในวันที่โลกประกาศว่ามันเป็นเพียงดาวเคราะห์น้อยไร้ค่าต่อระบบสุริยะจักรวาลล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องนั่งยานอวกาศไปไกลถึงหลายล้านปีแสง หล่อนก็อธิบายความรู้สึกแทนเจ้ามันได้ดี

ก็เพราะในขณะที่หล่อนเป็นสุภาพสตรีคนเดียวกลางวงสนทนา แต่ไม่มีใครใคร่อยากทำความรู้จักหล่อนเลยสักนิด ได้แต่ยืนฟังอย่างเดียวโดยไม่ได้ออกความเห็นช่างเบื่อหน่ายจนหลุดอ้าปากหาวในตอนที่สุภาพบุรุษนักธุรกิจเมืองผู้ดีท่านหนึ่งหันมา ถึงได้ค้นพบว่ามีผู้หญิงผมสีน้ำตาลธรรมชาติยืนทำหน้าเจื่อนอยู่ตรงนี้ตั้งหนึ่งคน

“ขอโทษค่ะ”

หล่อนรีบกล่าวขออภัย โชคดีสุภาพบุรุษสูงวัยเมืองผู้ดีคนนั้นไม่ถือสาแล้วส่งยิ้มเรียบกลับมา แต่กลายเป็นสัญญาณเตือนชายหนุ่มชาวไทยที่กำลังอธิบายแผนการลงทุนโครงการใหม่ของคุณากรพร็อพเพอตี้อย่างออกรสออกชาติเริ่มรู้ตัวว่ากำลังทำผิดธรรมเนียมปฏิบัติสากล จึงรีบแนะนำหญิงสาวด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงดีราวกับคนสัญชาติต้นแบบ

“โอ... ต้องขออภัยด้วยที่ผมยังไม่ได้แนะนำให้พวกคุณรู้จักคุณผู้หญิงแสนสวยคนนี้” แล้ววาดแขนโอบรอบเอวบางรวบเข้าหาตัว จากนั้นล็อคไว้แน่นด้วยแรงบีบของมือที่คล้ายกับต้องการส่งสารเตือนให้หล่อนนิ่งเงียบตามที่ตกลงก่อนเข้าตัวงาน

“ผมอยากให้พวกคุณรู้จักคุณรสสุคนธ์ บุตรีของคุณคุณากร ประธานใหญ่แห่งบริษัทคุณากรพร็อพเพอตี้ และเธอกำลังจะได้ครองตำแหน่งว่าที่ภรรยาของผม”

แค่มือกาวที่เกาะเกี่ยวเอวหล่อนก็ทำให้ต้องเก็บความขุ่นใจใต้รอยยิ้มมากพอแล้ว การเสริมข้อมูลเรื่องว่าที่ภรรยาแทนการแนะนำตำแหน่งหน้าที่การงานทำให้รอยยิ้มกว้างของหญิงสาวผู้ถูกแนะนำก็หดแคบลงทันที

หรือว่าการมีตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการห้อยท้ายชื่อบนนามบัตรของหล่อนไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากไปกว่าตำแหน่งว่าที่ภรรยา แล้วเขาก็ลืมไปหรือไงว่าหล่อนไม่เคยตอบตกลงเรื่องที่ผู้ใหญ่ฝ่ายหล่อนและฝ่ายเขาเออออห่อหมกกันไปเอง

รสสุคนธ์จึงขอดัดหลังชายหนุ่มด้วยการคลี่เรียวปากสีแดงก่ำเป็นยิ้มกว้างให้กับทุกคนอีกครั้ง เปิดกระเป๋าคลัทช์ใบจิ๋ว หยิบนามบัตรออกมายื่นให้สุภาพบุรุษทั้งหลาย แนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษเสียงฉะฉานพร้อมกับการเชคแฮนด์ตามแบบฉบับที่นักธุรกิจมืออาชีพทำกัน

“สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อรสุคนธ์ อย่างที่คุณอิทธิฤทธิ์บอกไปเมื่อสักครู่ ดิฉันเป็นบุตรสาวของคุณคุณากร และเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ของคุณากรพร็อพเพอตี้ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ ต้องขออภัยแทนคุณพ่อของดิฉันด้วยที่ท่านไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานศพคุณโธมัสและคุณลอเรน มิลเลอร์ได้ สุขภาพของท่านไม่ค่อยดีนัก แต่ท่านก็มอบหมายให้ดิฉันเป็นตัวแทนมาร่วมงานนี้”

“ฝากความคิดถึงไปถึงท่านด้วยครับ และขอให้อาการของท่านฟื้นฟูในเร็ววัน” คนที่หล่อนเหยียบเท้ากล่าวกลับด้วยน้ำเสียงจริงใจ

“เมื่อสักครู่นี้ คุณอิทธิฤทธิ์บอกว่าพวกคุณกำลังจะแต่งงานกัน ผมขอแสดงความยินดีล่วงหน้าด้วยนะครับ แต่ผมไม่ค่อยได้เห็นคู่รักทำงานร่วมกันได้ ขออภัยหากความคิดเห็นของผมละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของพวกคุณ” ส่วนอีกคนหนึ่งในกลุ่มหาเรื่องสนทนาต่อในหัวข้อไม่ถูกใจหญิงสาว

“คือว่าเรื่องนั้น...”

“โรสจ๊ะ พี่ว่าโรสไปนั่งพักรอพี่ในเต็นท์ก่อนดีกว่า เขาจัดของว่างให้แขกที่มาร่วมงานศพทานด้วย พี่ขอคุยกับสุภาพบุรุษทั้งหลายสักพักแล้วจะตามเข้าไปก่อนพิธีเริ่ม”

ใครมาได้ยินคำพูดหวานหูก็คงคิดว่าเขาช่างเอาใจใส่ดูแล มีแต่รสสุคนธ์รู้ว่านี่เป็นวิธีหนึ่งที่อิทธิฤทธิ์ใช้เมื่อต้องการลดบทบาททางสังคมของหล่อนโดยไม่สนใจว่าการออกงานคราวนี้ หล่อนต่างหากที่เป็นตัวแทนมาร่วมงานศพของสองสามีภรรยา ไม่ใช่เขาที่เป็นแค่ผู้ติดตาม

“ดิฉันขอตัว”

แต่เปล่าประโยชน์ที่จะโต้เถียงกันเองต่อหน้าคนนอก รสสุคนธ์ค้อมศีรษะกล่าวขอตัวออกมา ไม่วายได้ยินเสียงแว่วของอิทธิฤทธิ์บอกทุกคนว่าหล่อนอยากไปหาช็อคโกแลตกินอย่างผู้หญิงทั่วไปชอบกัน

ถึงจะไม่ปฏิเสธเรื่องชอบรสชาติของช็อคโกแลต แต่เขาไม่ควรทำให้ทุกคนมองหล่อนเป็นผู้หญิงไร้ความสามารถ หล่อนเพิ่งรับประกาศนียบัตรระดับปริญญามหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชื่อดังด้านการจัดการและบริหารธุรกิจของอังกฤษ ซึ่งพร้อมที่จะนำความรู้มาใช้บริหารกิจการของบิดา

กระนั้น ใบปริญญาก็ไม่ได้ให้คำรับรองว่าหล่อนจะได้ความเชื่อมั่นจากบุพการี การสืบทอดกิจการบริษัทคุณากรพร็อพเพอตี้ไม่ง่ายเหมือนการส่งไม้ผลัดในเกมกีฬา และไม้ผลัดที่หล่อนคิดว่าควรจะได้มาอยู่ในมือนั้นกลับตกไปเป็นของอิทธิฤทธิ์ตามความต้องการของมารดาที่ไหว้วานให้เขามาช่วยบริหารกิจการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งเขาก็รวบอำนาจการตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จไว้กับตัว ไม่ปล่อยให้หล่อนได้ออกความเห็นในฐานะทายาทกิจการตัวจริง

พอคิดถึงตรงนี้ ความบึ้งตึงก็ยิ่งแสดงออกชัดเจนทางสีหน้า จึงอาจเป็นการดีที่หล่อนจะพาตัวเองออกมาจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นความสามารถของอิสสตรี เพราะถ้าทนฝืนอยู่ตรงนั้นต่อ ก็คงได้หมดความอดทนและโต้เถียงกับอิทธิฤทธิ์ให้ได้อายถึงบิดา การได้ช็อคโกแลตอร่อย ๆ สักชิ้นจึงอาจเป็นคำตอบที่ดีสำหรับดับความขุ่นข้องหมองอารมณ์

แล้วร่างบางสวยสง่าในชุดกระโปรงสีดำติดกันทรงดินสอ ที่ตัดเย็บแนบกับรูปร่างกลมกลึงก็ก้าวย่างด้วยส้นเข็มสูงสี่นิ้วเดินผ่านแขกเหรื่อมากมายที่จับกลุ่มคุยกันในสวนกว้างหน้าโบสถ์ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่สุดปลายตาของหญิงสาว

ส่วนด้านข้างทั้งสองฝั่งคือเต็นท์สีขาวที่ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ของฤดูร้อนตามความต้องการเก่าก่อนของสามีภรรยาผู้ล่วงลับที่ประสบเคราะห์ร้ายเครื่องบินส่วนตัวตกระหว่างเดินทางในทวีปเอเชียกลางเพื่อร่วมงานกับมูลนิธิช่วยเหลือเหยื่อของภัยธรรมชาติ

พ่อของหล่อนเล่าให้ฟังเสมอว่าสองสามีภรรยาตระกูลมิลเลอร์มักนำเงินส่วนตัวมอบให้มูลนิธิต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่เพียงเท่านั้น การอุปการะเด็กกำพร้าก็เป็นสิ่งที่หนึ่งที่พวกเขาทำ

ก็คงเพื่อสร้างภาพให้องค์กรของตนดูมีมนุษยธรรมมากขึ้นกระมัง การทำดีเอาหน้ากำลังได้รับความนิยม ดังจะเห็นได้จากโฆษณาเกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคมมากมายตามจอโทรทัศน์ รสสุคนธ์รู้ดีว่าวงการนี้จะทำอะไรก็ต้องมีผลประโยชน์แอบแฝงเสมอ

แต่แล้วความคิดเรื่อยเปื่อยของหล่อนก็ถูกเป่าออกจากหัวไปเพราะแว่วเสียงขับขานบทเพลงหวานเคล้าคลอทำนองของกีตาร์ที่ลอยมาตามสายลมอ่อนต้นฤดูใบไม้ผลิ รสสุคนธ์จึงหยุดขาหันซ้ายหันขวาเดาทิศทางที่มาของเสียงเพลง หากทว่าดวงตาคู่หวานไปสะดุดกับความงดงามตระการใจของประตูซุ้มกุหลาบเลื้อยสีแดงสดที่อยู่ห่างจากเต็นท์สีขาวไปไม่ไกล

รอบตัวซุ้มนั้นมีก้านกุหลาบพันเกี่ยวแน่นหนาแล้วตัดด้วยสีแดงของกุหลาบที่ออกดอกสะพรั่งเป็นพวงคล้ายลูกแอปเปิลห้อยระย้าลงมา แค่ดอกไม้กลิ่นหอมชนิดนี้ก็เรียกความตื่นเต้นให้หล่อนพอแล้ว แต่ที่กวักมือเรียกหล่อนให้เปลี่ยนเส้นทางเดินไปหาคือป้ายโลหะสีบรอนซ์ประดับเหนือซุ้มที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า อีเดน

หล่อนชอบดอกกุหลาบ แล้วก็เคยทดลองปลูกหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จสักครั้ง ไม่เข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดต้นกุหลาบที่ออกดอกสวยกลีบแน่นจากร้านขายต้นไม้นั้น ยามตกอยู่ในมือหล่อน มันถึงไม่งอกงามดีอย่างที่หวัง จนคิดไปว่าต้องมีมนต์วิเศษเท่านั้น ถึงจะทำให้เจ้ากุหลาบพวกนั้นออกดอกเบ่งบานให้เชยชมบ้าง

ทั้งที่ชื่อของหล่อนก็มีความหมายเดียวกันกับพวกมัน แต่ดูเหมือนกับว่าความสำเร็จในการเลี้ยงดูไม้ดอกชนิดนี้จะถูกตัดออกไปไกลจากความคิด หรืออาจเป็นเพราะตัวหล่อนเองต่างหากที่ไม่ควรคู่กับกุหลาบงาม

เสียงกีตาร์เงียบหายไปแล้วตอนที่หล่อนก้าวมาหยุดยืนใต้ม่านดอกไม้สีแดง แต่เสียงเพลงไพเราะเสนาะหูไม่เป็นที่สนใจอีกต่อไป เพราะยามพวงระย้าของมันแกว่งไกวตามสายลมช่างน่ารักน่าชม ดูคล้ายกับระฆังแก้วที่ใช้แขวนข้างหน้าต่างในฤดูร้อน กลิ่นของมันก็หอมจนหล่อนต้องขอเขย่งเท้าบนความสูงสี่นิ้วเพื่อเงยหน้าขึ้นดอมดมให้ชื่นใจ

แต่ในตอนที่ปลายจมูกเกือบได้สัมผัสกลีบกุหลาบ รสสุคนธ์ก็ถูกกระแทกเข้าที่ด้านหลังอย่างจัง ส่งผลต่อการทรงตัวบนรองเท้าสูงปรี๊ด แต่เสี้ยววินาทีที่กำลังถลาไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก ก็มีเด็กหญิงผมทองตัวจ้อยในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องเดินไม่รู้ร้อนรู้หนาวเข้ามาในระยะที่ร่างกายของหล่อนจะล้มลงไปทับพอดิบพอดี

และในเพียงชั่วพริบตานั้น ลำแขนของใครคนหนึ่งเข้ามารวบร่างของเจ้าตัวเล็กให้ออกจากการถูกทับได้ทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด จึงกลายเป็นว่าหล่อนล้มลงหน้าอกกระแทกพื้นเต็มแรงเพียงคนเดียว

“โอย... เจ็บจัง...” รสสุคนธ์ครวญเสียงโอดโอย หันไปส่งตาเขียวใส่เด็กชายผมทองร่างจ้ำม่ำตัวต้นเหตุที่ยืนหน้าซีดสลดมองด้วยดวงตาสีน้ำเงิน ต่อว่าต่อขานเป็นภาษาไทยอย่างลืมตัว “เด็กบ้าเอ๊ย”

ถึงเจ้าเด็กตาน้ำข้าวจะไม่เข้าใจความหมาย แต่แค่แววตาถมึงทึงก็ทำให้เจ้าตัวรู้ว่าหล่อนโกรธมากเพียงใด จึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้ววิ่งหนีไปราวกับเห็นหล่อนเป็นยักษ์เป็นมารกำลังไล่จับกิน

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

แต่เสียงพูดภาษาไทยที่ดังแทรกอารมณ์คุกรุ่นทำให้รสสุคนธ์ละความสนใจจากเด็กชายคู่กรณี หันขวับไปสบประสานสายตากับดวงตาสีน้ำผึ้งสวยประหลาดของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ และแม่สาวน้อยในชุดกระโปรงสีหวานที่เขาอุ้มแนบอกอยู่ก็บอกได้ว่าเขาคือฮีโร่ที่เข้ามาช่วยเหลือเด็กหน้อยก่อนที่จะเกือบเป็นเหยื่อการล้มทับของหล่อน

“ก็เจ็บสิคะ ล้มแรงขนาดนี้”

เพราะไม่ใช่คนเสแสร้ง รสสุคนธ์จึงตอบไปตามความรู้สึกจริงที่ยังหลงเหลือความปวดระบม แล้วพยายามยันตัวตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน

แต่เนื้อผ้าของชุดที่สั่งตัดมาเป็นพิเศษนั้นไม่ทนทานต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบในนาทีก่อนหน้า มันจึงฉีกขาดจากเป็นทางยาวชายกระโปรงขึ้นไปจนเห็นรอยต่อของถุงน่องสีดำตรงโคนต้นขา จนต้องรีบจับชายผ้าที่แหวกออกยึดติดกันแต่ก็ยังก็ไม่มิดชิดพอให้ซ่อนจากสายตา

ใบหน้าที่แดงไม่ต่างกับกุหลาบเลื้อยเป็นหลักฐานชี้บ่งความอับอายจนอยากร้องไห้ออกมา แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือหล่อนจะยืนขึ้นได้อย่างไรไม่ให้ประเจิดประเจ้อด้วยรองเท้าส้นสูงคู่สวยที่ไม่ช่วยให้ดูดีเลยในยามนี้

“ใช้สูทของผมคลุมไว้ก่อน” เขาปล่อยเด็กหญิงลงแล้วรีบถอดสูทของตนส่งให้

“ขอบคุณค่ะ” น้ำใจที่ไม่คาดว่าจะได้รับถูกตอบกลับด้วยคำขอบคุณจากใจ แล้วรับเอาสูทตัวใหญ่มาใช้แขนทั้งสองผูกเข้าหากันที่เอวเพื่อให้ความยาวของชายสูทปิดผิวกายไม่ให้โผล่พ้นเนื้อผ้าออกมา

“ผมจะช่วยดึงตัวคุณขึ้นยืน”

ไม่จำเป็นต้องวางท่าหรือลังเลต่อคำเสนอที่เขาหยิบยื่นให้ รสสุคนธ์ประสานมือของตนลงบนฝ่ามืออุ่น จากนั้นเขาก็ออกแรงพยุงร่างหล่อนขึ้น แต่กระแสความเจ็บก็แล่นปราดขึ้นจากข้อเท้า ใบหน้างามจึงเหยเก เซล้มสู่แผ่นอกกว้างผึ่งผายของชายหนุ่มผู้อารี

“คุณไหวหรือเปล่า”

น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเมื่อได้ฟังใกล้ ๆ กระตุ้นความจำของหล่อนถึงเสียงร้องเพลงเสนาะหูคู่กับเสียงดีดกีตาร์ ส่วนประกายระยิบระยับในดวงตาของหนุ่มหล่อแปลกหน้าส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ

“ก็ยังเจ็บอยู่นิดหน่อยค่ะ”

“แต่ผมว่าไม่น่าจะนิดหน่อย”

รอยยิ้มจากเรียวปากหยักสร้างความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในทำให้รสสุคนธ์ผลักตัวเองออกจากการช่วยเหลือ เพื่อยืนทรงตัวให้ได้ แต่ก็ยังง่อนแง่นไม่มั่นคงจนต้องชายหนุ่มต้องยื่นมือมาจับต้นแขนบางก่อนที่หล่อนจะทำตัวเองเจ็บเป็นครั้งที่สอง

“ผมขอโทษแทนแมกซ์เวล หลานชายของผมด้วยนะครับที่วิ่งมาชนคุณ”

พอรู้ว่าเด็กผู้ชายที่หล่อนว่ากล่าวไปคือหลานชายของเขา รสสุคนธ์ก็ยิ้มเจื่อน “มะ... ไม่เป็นไรค่ะ คือกลิ่นของกุหลาบต้นนี้หอมจนฉันอยากดม แต่ฉันก็ลืมไปว่ายืนขวางทางเข้าสวน”

ดวงตาคู่งามมีประกายลุ่มลึกมองหล่อนราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง ก่อนยืดแขนอีกข้างขึ้นเหนือศีรษะ เด็ดพวงกุหลาบสีแดงสดพวงใหญ่จากก้านแล้วส่งมอบมาให้

“มันเป็นของคุณ”

ดวงตากลมของรสสุคนธ์เบิกกว้าง มองกถหลาบสีแดงสดในมือสลับกับใบหน้าเรียบของชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ และต่อให้หล่อนอยากได้แค่ไหน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสมควรที่จะรับมาไว้

“คุณเด็ดกุหลาบของโบสถ์แบบนี้จะดีหรือคะ”

“สวนอีเดนนี้เป็นสวนที่ตระกูลมิลเลอร์สร้างให้โบสถ์ แต่ทุกคนก็สามารถเด็ดกุหลาบกลับไปเชยชมได้” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยคำอธิบาย “แต่ส่วนมากจะเลยเข้าไปด้านใน น้อยคนจะหยุดให้ความสนใจเรดเอเดน”

“เรดเอเดน ?

“ชื่อของมัน” บอกแล้วลากตาลงมองช่อกุหลาบในมือ “ถือว่าเป็นการขอโทษที่มากกว่าแค่คำพูด ช่วยรับมันไปได้ไหมครับ”

“ขอบคุณค่ะ” ประกายในดวงตาคู่งามนั้นไม่เชิงบังคับไม่เชิงร้องขอ แต่เหมือนกับมีพลังบางอย่างดึงมือบางให้ยื่นไปรับกุหลาบสีแดงสด พร้อมกับกล่าวคำแนะนำตัวแก้อาการเก้อเขิน “ฉันชื่อรสสุคนธ์ค่ะ คุณคือ...”

“โรส!

แต่ยังไม่ทันให้หล่อนได้รู้จักนามชายหนุ่ม เสียงเรียกของอิทธิฤทธิ์ก็ดังนำมาก่อนที่ตัวเขาจะเข้ามาดึงหล่อนออกจากการประคองของคนแปลกหน้า

“เกิดอะไรขึ้น” อิทธิฤทธิ์ตวัดดวงตาเรียวหันมาถามความจากหล่อนด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เพ่งมองกุหลาบสีแดงในมือกับสูทตัวที่หล่อนที่คาดรอบเอวบาง

“โรสถูกเด็กวิ่งชนจนล้มค่ะ คุณคนนี้เขามาช่วยพยุงโรสขึ้น แล้วก็ให้ยืมสูทปิดรอยขาดของกระโปรง”

รสสุคนธ์รีบอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดตามความเป็นจริง แต่เขาจะเลือกเชื่อหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่หล่อนจะไปขืนบังคับความคิด ซึ่งคำพูดต่อมาของอิทธิฤทธิ์ไม่มีส่วนไหนเลยที่จะแสดงถึงความห่วงใยอย่างที่เขาแสร้งสร้างภาพให้ใครต่อใครเห็น

“พี่จะไปส่งโรสกลับโรงแรม แล้วพี่จะอยู่เป็นตัวแทนคุณลุงร่วมพิธีเอง”

“โรสยังไม่กลับค่ะ จะอยู่จนงานเลิก” รสสุคนธ์ของขึ้นทันที นอกจากจะไม่ถามว่าหล่อนเคล็ดขัดยอกตรงไหน เขายังกีดกันหล่อนให้ออกห่างจากหน้าที่ของตัวแทนบิดา

“สภาพแบบนี้ ไม่อายคนอื่นบ้างหรือไง”

“ถ้าพี่อิทอายก็ไม่ต้องมาเดินด้วยก็ได้ค่ะ!” พูดแล้วสะบัดแขนชายหนุ่มทิ้ง แต่พอจะก้าวขา ความเจ็บร้าวที่ข้อเท้าเข้าจู่โจมฉับพลัน ร่างบางจึงโอนเอนทำท่าจะล้มลงอีกครั้ง แต่มือของเจ้าของสูทก็ยื่นเข้ามารับตัวไว้ได้ทันก่อนที่หล่อนจะล้มหน้าคว่ำเป็นรอบที่สอง

“ขะ...ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอ่ยคำขอบคุณเสียงสั่น นิ่งงันมองประกายระยิบระยับในดวงตาสีน้ำผึ้งป่าคู่งาม

“ผมแนะนำให้คุณถอดรองเท้าเดิน”

เป็นคำพูดเรียบง่ายที่ทำให้หัวใจหล่อนเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่ยังไม่ทันให้หล่อนได้ตอบรับ อิทธิฤทธิ์ก็สอดมือเข้าที่เอวบางแล้วรั้งตัวหล่อนออกจากการประคองของชายหนุ่มผู้อื่น

“ขอบคุณครับ ผมขอดูแลเธอเอง ผมชื่ออิทธิฤทธิ์ ยินดีที่ได้รู้จัก” อิทธิฤทธิ์กล่าวเสียงขรึมพร้อมยื่นนามบัตรของตนส่งให้ “ผมขอที่อยู่ของคุณได้ไหม จะได้ส่งสูทตัวใหม่ไปชดใช้ให้”

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องชดใช้อะไร” เขาเอ่ยเสียงเรียบ พลางเงยหน้าขึ้นจากนามบัตร ส่งสายตามาทางหญิงที่ถูกอิทธิฤทธิ์กันไว้ให้อยู่ด้านหลัง

“ไม่ได้ครับ ยังไงผมก็ชดใช้ให้”

“ถ้าอย่างนั้น คุณส่งสูทไปที่มิลเลอร์โฮลดิ้ง ระบุว่าฝากส่งให้ ทีเค มิลเลอร์”

ประโยคสุดท้ายที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวชายหนุ่มกับบุตรชายของสองสามีภรรยาผู้ล่วงลับทำให้คิ้วของอิทธิฤทธิ์เลิกขึ้นสูง

“คุณอาทีเคขา คุณพ่อให้โรซี่มาตามไปเข้าพิธีค่า”

พลันนั้น เสียงหวานจ๋อยของเด็กหญิงผมทองในชุดกระโปรงฟูฟ่องคนที่รสสุคนธ์เกือบล้มทับก็เจื้อยแจ้วดังใกล้เข้ามา แล้วเจ้าของร่างเล็กตัวป้อมน่าเอ็นดูก็วิ่งมาจับมือชายหนุ่มดวงตาสีน้ำผึ้งป่าเขย่าเบา ๆ เงยหน้ามองคนเป็นอาด้วยดวงตาสีสดใส

“บอกคุณพ่อว่าคุณอาขอเข้าไปดูกุหลาบในสวนเอเดน แล้วจะรีบตามไปนะครับ”

“ก็คุณอาเป็นคนปลูกเองทั้งหมด คุณอาจะดูทำไมหรือคะ”

“คุณอาอยากบอกลาพวกมันครับ” ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยน “ไม่นานหรอก เสร็จแล้วจะตามไปนั่งข้าง ๆ หนูโรซี่ ตกลงมั้ย”

แม่หนูน้อยพยักหน้ายิ้มกว้าง แล้ววิ่งแจ้นกลับไปหาผู้เป็นบิดาและมารดาที่ยืนโบกมือให้เขาอยู่หน้าประตูทางเข้าตัวโบสถ์ ก่อนจับจูงบุตรชายและบุตรสาวเข้าสู่บริเวณพิธี

“เด็กทั้งสองคนเป็นลูกของมิสเตอร์เบนหรือคะ” รสสุคนธ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสลดหลังจากรู้จักทั้งนามและความสัมพันธ์ของเขากับบุตรชายมหาเศรษฐี “เมื่อกี้ฉันเกือบจะล้มไปทับแม่หนูแล้วสิ โชคดีจังที่คุณคว้าตัวแกไว้ทัน”

“เป็นอุบัติเหตุนี่ครับ แล้วก็ไม่มีใครบาดเจ็บนอกจากคุณ”

“ยังไงก็ต้องขออภัย แล้วผมจะจัดส่งเสื้อสูทคืนให้เร็วที่สุด”

ในน้ำเสียงหนักแน่นที่อิทธิฤทธิ์ใช้ยืนยันความคิดเดิมนั้น รสสุคนธ์สัมผัสได้ถึงความขุ่นใจมากกว่าการอยากขออภัยเกินกว่าที่อีกฝ่ายต้องการ มือหนาที่คว้าข้อมือบางไว้ก็คล้ายกับการปักป้ายบอกเขตความเป็นเจ้าของ

“ครับ ผมขอตัว”

ฝ่ายนั้นส่งยิ้มบางให้ ค้อมศีรษะพร้อมกับเอ่ยคำลา ก่อนพาร่างสูงของตัวเองหายลับเข้าไปในสวนสวย และพอลับสายตาคนอื่น รสสุคนธ์ก็ดึงข้อมือของตนกลับบอกความตั้งใจของตน

“โรสจะอยู่ร่วมพิธีจนจบ”

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ “โรสอาจคิดว่าแค่มาร่วมงานศพ แต่จริง ๆ แล้วเราต้องมาสร้างภาพลักษณ์เรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โรสก็รู้ไม่ใช่หรือว่าโครงการห้างสรรพสินค้าของคุณากรพร็อพเพอตี้ยังขาดทุนทรัพย์ แต่ถ้าโรสมาขายหน้ามากกว่ามาขายภาพลักษณ์ คุณลุงก็อาจคิดผิดที่ส่งโรสมาเป็นตัวแทน”

คำพูดเจ็บแสบสร้างแรงกระตุ้นให้หล่อนท้าทาย “พี่อิทไม่ต้องห่วงหรอกค่ะว่าโรสจะทำให้คุณพ่ออาย”

แล้วย่อตัวถอดรองเท้าส้นสูงตามคำแนะนำของชายหนุ่ม ยอมให้ถุงน่องสีดำเนื้อหนาที่ห่อหุ้มฝ่าเท้าสัมผัสกับผืนหญ้าอ่อนนุ่ม จากนั้นสูดลมหายใจเข้าเพื่อรับความร้าวระบมตอนก้าวขาเดิน แต่ยังไม่ทันได้ออกตัวดี อิทธิฤทธิ์ก็สอดแขนเข้าที่เอว พร้อมกับคำพูดน้ำเสียงประชดประชัน

“ดื้อไม่เข้าเรื่อง”

รสสุคนธ์ทำเป็นหูทวนลม ยอมให้เขาประคองเข้าสู่ตัวโบสถ์ แล้วเลือกเก้าอี้แถวหลังสุดเป็นที่นั่ง เพราะไม่งามแน่ถ้าดื้อดึงเดินเท้ากะเผลกไปหย่อนตัวบนเก้าอี้แถวหน้าของพิธี

ขั้นตอนงานศพของคู่สามีภรรยาจัดตามธรรมเนียมแสนเรียบง่ายโดยมี เบน มิลเลอร์ บุตรชายคนเดียวของทั้งคู่เป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์ถึงความดีมากมายที่บุพาการีทำไว้ คำพูดก็เป็นไปในรูปแบบเดิม ๆ ที่รสสุคนธ์ได้ยินได้ฟังซ้ำ ๆ ซาก ๆ มาแต่เด็ก แน่นอนว่าเวลาที่คนเราตายจากโลกใบนี้ไปหากไม่ดีทำคุณอะไรไว้เลย ก็คงไม่มีใครกล่าวสรรเสริญเยินยอตอนสิ้นลมหายใจ

“จะมีงานเลี้ยงน้ำชาหลังจบพิธีการ ผู้ร่วมโต๊ะของเราจะเป็นคนในแวดวงธุรกิจระดับแนวหน้าของอังกฤษ พี่แนะนำให้โรสทำแค่โปรยยิ้ม หากถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับบริษัทคุณากรพร็อพเพอตี้ พี่จะเป็นคนตอบเอง”

เสียงกระซิบของอิทธิฤทธิ์สะกิดความขุ่นที่เพิ่งตกตะกอนให้ลอยคลุ้งอีกครั้ง นี่หล่อนพลาดไปหรือที่ตัดสินใจทู่ซี้อยู่ร่วมงานต่อแทนที่จะกลับโรงแรมไปพักผ่อนสบาย ๆ แทนการได้ยินคำพูดกดดันจิตใจ

“ไม่เห็นคุณพ่อสั่งพี่แบบนั้น โรสจำได้ว่าตัวแทนที่มาร่วมงานคือโรส ชื่อผู้ร่วมงานหลักก็เป็นโรส”

“ใครเป็นผู้ร่วมงานหลักไม่สำคัญ อยู่ที่ว่าพวกเขาอยากฟังคำตอบจากกรรมการผู้จัดการใหญ่หรือจากผู้ช่วย”

 เหตุผลของเขาปิดปากหล่อนได้ชะงักนัก ถึงจะยอมรับ แต่มันก็ไม่ยุติธรรมเลยสักนิดเดียว หล่อนเป็นทายาทตัวจริงที่ควรจะได้สืบสายกิจการแท้ ๆ แต่มารดากลับไหว้วานให้เขามาช่วยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่เพื่อดูแลจัดการแทนเจ้าของบริษัทที่สุขภาพไม่ดี

 หากแต่เสียงปรบมือของแขกทั้งหมดที่ดังขึ้นทำให้ความคิดของรสสุคนธ์หยุดค้าง ผินดวงตากลมโตหันไปมองร่างสูงสง่าของชายหนุ่มที่มอบกุหลาบให้หล่อนกำลังยืนขึ้นจากเก้าอี้แถวหน้าแล้วโค้งคำนับแขกของงานทุกคนด้วยท่วงท่าสง่างามเรียกคะแนนนิยมจากเหล่าหญิงสาวตาน้ำข้าวที่นั่งแถวหน้าถัดจากหล่อนที่หัวเราะกันคิกคักตอนพูดถึงความหล่อเหลา

“ทำไมพี่ไม่เคยเห็นเขาในแวดวงธุรกิจบ้านเรา หรือว่าเขาไม่ได้อยู่เมืองไทย”

คำเปรยของอิทธิฤทธิ์จะตรงกับที่ใจหล่อนคิด แต่หล่อนไม่อยากต่อบทสนทนา เพราะความสนใจทั้งหมดถูกส่งไปยังร่างสูงผู้กำลังเคลื่อนตัวไปยืนเคียงบ่ากับบุตรชายมหาเศรษฐีที่ประกาศชื่อเต็มของเขาด้วยเสียงก้องกังวาน

“ผมอยากให้พวกคุณรู้จักน้องชายบุญธรรมของผม ทีเค มิลเลอร์”

ทีเค มิลเลอร์...

รสสุคนธ์รำพึงชื่อและนามสกุลนั้นในความคิด โดยไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ที่ดวงตาสีน้ำตาลสวยคู่นั้นหันมาสบประสานกับดวงตากลมของหล่อน แม้จะเป็นแค่ชั่วหนึ่งลมหายใจ แต่ก็รู้สึกว่าเนิ่นนานราวกับถูกดูดเข้าสู่โลกที่ไร้ซึ่งกาลเวลา

 



 


ฝากผลงานเรื่องที่สามด้วยนะคะ
ฤดีวัลย์


แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

10 ความคิดเห็น