ตอนที่ 29 : ตอนที่ ๒๘ คำขอโทษจากจ้อย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 232
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    14 มี.ค. 62



ตอนที่ ๒๘ คำขอโทษจากจ้อย



รถมอเตอร์ไซค์ของธุรการสาวจอดยังไม่สนิทดี หญิงสาวก็รีบลงจากเบาะหลังแล้วพาวิ่งกระหืดกระหอบพาร่างผอมบางตรงไปแผนกนิติเวชด้วยใจอยากรู้ให้แน่ชัดว่าเจ้าเด็กโมโหร้ายที่เกลียดหล่อนเข้าได้จากโลกนี้แล้วจริงหรือ

ศพจ้อยลอยมาติดอวนของชาวประมงเมื่อเช้านี้ใบหน้าของผู้เล่าเศร้าสลด ส่วนหัวใจของหล่อนก็ลอยล่องหลุดจากอก

เพราะใบหน้าบางส่วนถูกปลากัดแทะ ในตอนแรกเลยไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่มีคนจำจากเสื้อผ้าได้ว่าเป็นตัวที่จ้อยเคยใส่

น้ำตาร้อนไหลรินอาบแก้ม แทบอุ้มกระถางกุหลาบไม่อยู่ ใจยังไม่อยากเชื่อ จึงถามไถ่เจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้ความว่าศพของเด็กชายยังถูกเก็บไว้ที่แผนกนิติเวชโรงพยาบาล รสสุคนธ์จึงโทรศัพท์หาธุรการสาวให้ช่วยรับหน้าที่สารถีบึ่งมอเตอร์ไซค์มาส่งที่โรงพยาบาลแห่งนี้

ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังสืบว่าเป็นจ้อยตกน้ำเองหรือถูกฆาตกรรม

สาเหตุการตายของเด็กชายยังคลุมเครือ แต่ด้วยการบอกเล่าของผู้พบเห็นและเทปบันทึกกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลจับภาพจ้อยลอบเข้าแถวบริเวณหลังเคาน์เตอร์ต้อนรับก่อนวิ่งออกมาแล้วหายลับเข้าไปแถวดงต้นกุหลาบที่โรงแรมรับมาจากโรงเรียนปลูกปัญญา

ไม่มีใครรู้ว่าจ้อยไปทำอะไรที่โรงแรม และก็ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับจ้อยหลังจากนั้น แต่ก็มีข่าวประหลาด ๆ ลือกันไปว่าเจ้าจ้อยตรอมใจที่โรงเรียนถูกทุบ และเสียใจที่ถูกครูหนุ่มทรยศต่อความศรัทธาจึงกระโดดทะเลฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่สมเหตุสมผลเลยสำหรับเด็กชายที่เกิดชายฝั่งทะเลอย่างจ้อย

“ขอโทษค่ะ ดิฉันรู้จักกับจ้อย เด็กที่เอ่อ...” พอถึงแผนกนิติเวช หล่อนก็ตรงรี่ไปหาเจ้าหน้าที่ แล้วบอกความต้องการ แต่เพราะไม่อยากเอ่ยเต็มปากว่าพบเป็นศพลอยไปติดอวนชาวประมง รสสุคนธ์จึงอึกอักหาคำพูดที่บาดใจไม่ได้ในทันที

“คุณเป็นญาติหรือผู้ปกครองเด็กหรือเปล่าคะ” ความเคร่งครัดของเจ้าหน้าที่คือสิ่งที่หล่อนต้องเคารพ แต่ความต้องการของหล่อนคือแรงผลักดันให้หล่อนต้องกล่าวมุสา

“ฉันเป็นน้าของเขาค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น รอให้ดิฉันเข้าไปบอกคุณครูของเด็กในห้องเก็บศพก่อนนะคะว่าญาติของเด็กมาแล้ว”

รสสุคนธ์ตัวเย็นวาบ จะออกปากห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ได้เข้าไป ประตูห้องเก็บศพก็เปิดออกเผยร่างสูงของชายหนุ่มก้าวขาออกมาด้วยใบหน้าหมองหม่นเหมือนคนที่สูญสิ้นทุกอย่างในชีวิต

“ไม่จริงใช่ไหม ไม่ใช่จ้อยใช่ไหม” รสสุคนธ์ไม่รอให้เจ้าหน้าที่ประจำแผนกแจงเรื่องที่หล่อนอ้างเป็นน้า

ดวงตาแดงก่ำแต่สุดแข็งกร้าวมองหล่อนเพียงชั่วอึดลมหายใจ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินผ่านหล่อนไปยืนที่เคาน์เตอร์แผนก แล้วเอ่ยกับเจ้าหน้าที่ว่า

“ผมจะรับศพลูกศิษย์กลับไปทำพิธี ต้องลงชื่อตรงไหน”

ไม่ชัดเจนเลยในคำตอบ แต่ก็ชัดเจนในความรู้สึก รสสุคนธ์หันหน้าไปทางบานประตูที่ถูกปิดผนึกแน่นหนา ติดป้ายเตือนชัดเจนว่าห้องดับจิต ผู้ไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้า ด้วยดวงตาชื้น หายใจสะท้าน อยากร้องไห้แต่ก็เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดหน้าอก อึดอัดจนเจ็บแน่น ได้แต่ทอดตาอาลัยให้แด่ดวงวิญญาณของเด็กชายที่หล่อนจะไม่ได้เห็นหน้าเกรี้ยวโกรธ ไม่ได้ยินเสียงประชดประชันอีกต่อไป

เช้าวันต่อมาหลังจากผลชันสูตรพบว่าบริเวณต้นแขนของเด็กชายมีรอบคล้ำ ซึ่งเกิดจากการกระแทกหรืออะไรนั้น ไม่สามารถบอกได้เพราะเนื้อถูกปลากัดกินไปส่วนมาก ทางเจ้าหน้าที่จึงลงคำตัดสินว่าจ้อยอาจพลาดตกทะเลแล้วร่างไปเกี่ยวกับอวน ไม่สามารถช่วยตัวเองได้จึงขาดอากาศหายใจตายในทะเล

ฟังดูเหมือนจะจบเรื่องจบราว แต่หล่อนได้ยินจากผู้จัดการโรงแรมว่า ต้นกล้ายังขอให้มีการสืบสวนต่อไป ด้วยเชื่อว่าจ้อยไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจึงจะต้องถูกเรียกตัวสอบสวนในภายหลัง แน่นอนว่าหากใครต้องการถามหล่อน หล่อนก็จะยินดีตอบ โดยไม่กลัวว่าจะถูกจัดไว้อยู่ในกลุ่มผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับเด็กชาย

งานศพถูกจัดในบ่ายของวันต่อมาหลังจากพบศพ ต้นกล้ารับเป็นเจ้าภาพคนเดียว โดยให้มีแค่บุคคลที่ใกล้ชิดกับเด็กชาย เช่นจ๊ะจ๋า นายเผ่า นางแพร้ว หนูมุก ฝ้าย และนักเรียนที่เคยร่วมชั้นกับจ้อยมาร่วมงาน ยังดีที่เขายอมให้หล่อนเข้าไปทำความเคารพ รดน้ำศพอาบมือน้อยที่ซีดเผือดไร้สัญญาณชีวิต

และมือน้อย ๆ นี่เองที่เป็นมือที่หล่อนเห็นในความฝัน รวมถึงแววตาที่มองมาราวกับเป็นคนแปลกหน้ากันและกันของทุกคน ก็คือบุคคลไร้หน้าทั้งหลายที่เห็นในนิมิต ภาพทุกอย่างถูกเล่นซ้ำอีกครั้งในหัว เว้นแต่ว่าหล่อนไม่มีน้ำตาอย่างในความฝัน

เวลาที่มีไม่พอให้รสสุคนธ์อยู่จนถึงส่งร่างเล็กเข้าสู่เมรุ เพราะนัดสำคัญกับมิสเตอร์เรมอนด์คืนนี้ทำให้ต้องรีบออกจากงานศพที่ไม่มีใครสนใจว่าหล่อนจะยังอยู่ต่อหรือไม่  โดยเฉพาะชายหนุ่มเจ้าภาพของงานที่ไม่คิดแลสายตามาทางหล่อนเลยสักครั้ง และเปล่าประโยชน์ที่จะเดินไปบอกว่า เพราะเขาก็แทบไม่อยากรู้การมาของหล่อนอยู่แล้ว

รสสุคนธ์จึงหยิบโทรศัพท์ เพื่อเรียกใช้งานธุรการสาวที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางไปไหนมาไหนของหล่อน แต่ในตอนที่กำลังรอให้ปลายทางรับสาย ชายกระโปรงของรสสุคนธ์ก็ถูกกระตุก ก้มลงมองเห็นจ๊ะจ๋าส่งยิ้ม ตาแป๋วมองอย่างออดอ้อน ส่งเสียงคล้ายกับเรียกชื่อของหล่อน

“โละ โละ”

หัวใจของรสสุคนธ์เบิกบาน รีบตัดสายทิ้งแล้วย่อเข่าพูดจากับเด็กหญิงตัวน้อย “จำชื่อของฉันได้แล้วหรือ”

จ๊ะจ๋าเตาะแตะเข้ามาใกล้ วางมือบนไหล่หญิงสาว หันหน้าไปทางเมรุ ชี้นิ้วป้อม แล้วหันหน้ากลับมาทางหล่อนพร้อมกับแบมือส่ายไปมา

“จ้า จ้า ไปฉะหวัน จ้าไปฉะหวัน”

ความไร้เดียงสาเรียกคะแนนสงสารให้หญิงสาวจนอยากดึงเด็กน้อยเข้ามากอด แต่ก็ทำได้แค่อ้าแขนค้าง เพราะครูหนุ่มก้าวเข้ามาอุ้มจ๊ะจ๋าจากไปโดยไม่คิดเอ่ยคำพูดใด ๆ

และการกระทำของเขาครั้งนี้สร้างความขุ่นเข้ามาแทนที่ทุกความรู้สึกในใจ คล้ายกับเขากำลังเล่นสงครามประสาทกับหล่อน คงอยากให้หล่อนเจ็บใจที่ถูกเพิกเฉยเหมือนอย่างที่เขาเคยทำในช่วงแรกที่หล่อนก้าวเข้าไปรุกรานโรงเรียนของเขา ซึ่งถ้าเขาต้องการแบบนั้นจริง ทำไมหล่อนจะสนองตอบให้ไม่ได้เล่า

รสสุคนธ์สลัดใบหน้าเย็นชาออกจากความคิด แล้วกลับโรงแรมเพื่อเตรียมเอกสารและเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ไม่ลืมเข้าไปบอกลาเจ้าโรสที่ถูกวางไว้บนพื้นระเบียงรับทะเล

“อยู่คนเดียวเหงา ๆ สักสามสี่ชั่วโมงนะ”

แล้วคว้าเสื้อแจ็กเก็ตผ้าทวีตสีขาวเข้าชุดกับเดรสแขนกุดเนื้อผ้าและสีเดียวกันที่ตัดเตรียมไว้เพื่องานสำคัญ ออกจากห้องพักที่ให้ความรู้สึกเป็นบ้านหลังที่สอง ตรงไปยังรถคันโปรดที่เต็มไปด้วยริ้วรอยอันเกิดจากความโกรธแค้นของเด็กคนหนึ่งซึ่งฝากไว้ให้หล่อนดูต่างหน้าแทนเจ้าตัวที่ลาจากโลกนี้ไป

ล้อรถทั้งสี่ถูกเติมลมไว้เรียบร้อยแล้วตามคำขอร้องที่หล่อนบอกกับผู้จัดการโรงแรม เอกสารสำคัญเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการก็มีครบ รสสุคนธ์เห็นว่าควรไปก่อนเวลานัดสักหน่อย เพื่อจะได้อ่านทวนข้อมูลสักรอบก่อนแขกชาวยุโรปจะไปถึง

หล่อนติดเครื่องยนต์แล้วเปิดระบบปัดน้ำฝนเพื่อขับไล่ฝุ่นหนาที่เกาะกระจกหน้ารถ แต่ในตอนที่มันขยับทำงาน ก็เห็นบางอย่างถูกสอดแนบไว้กับก้านปัดน้ำฝน ส่งผลให้มันทำงานติด ๆ ขัด ๆ จึงยื่นหน้าเข้าส่องดูใกล้ แล้วเห็นว่าเป็นธนบัตรใบละห้าร้อยที่ถูกพับทบจนเหลือขนาดเล็ก

ความอยากรู้ทำให้หญิงสาวลงจากรถ เพื่อยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นหยิบธนบัตรมาพลิกหน้าหลังก่อนคลี่มันออก แล้วหัวใจของหล่อนก็สั่นสะเทือนเมื่อเห็นข้อความลายมือไก่เขี่ยคล้ายเด็กหัดเขียนหนังสือ

ผมขอโทษที่ทำรถคุณเป็นรอย

ผมขอโทษที่ทำแขนคุณเจ็บ

ผมขอโทษที่ทำกุหลาบคุณตาย

น้ำตาที่ไม่คิดว่าจะไหลตั้งแต่รู้ข่าวจากตายของเด็กชาย มันก็รินหลั่งราวเขื่อนแตก รสสุคนธ์ร้องไห้ออกมาเสียงดัง ไม่สนใจแขกและพนักงานของโรงแรมที่เดินผ่านไปมา อ่านทวนประโยคเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมาพร้อมกับใบหน้าเศร้าของจ้อยที่ลอยเข้าอยู่ในภวังค์คล้ายกับเด็กชายมายืนแล้วกล่าวกับหล่อนตรงหน้า

“ฉันก็ขอโทษนะจ้อย...ขอโทษที่ทำลายสวรรค์ของเธอ” หล่อนครวญเสียงสั่น รำพึงรำพันประโยคนั้นกับความว่างเปล่าด้วยดวงตาพร่ามัว


ความเวิ้งว้างของท้องทะเลพาความคิดของรสสุคนธ์ล่องลอยเป็นเรือชีวิตไร้จุดหมายที่ไหลไปตามคลื่นลมซึ่งบางครั้งก็สงบ แต่บางครั้งก็เกรี้ยวกราดถาโถมให้ลำเรือโคลงเคลงจนเกือบล่ม หากไม่พยายามพยุงสติให้ดีแล้วครองลำเรือให้ลอยต่อไป ก็ไม่แคล้วต้องจมดิ่งลงไปพร้อมกับชิ้นส่วนของหัวใจที่เริ่มผุพังเพราะมรสุมชีวิตระลอกแล้วระลอกเล่า

“ผมมาช้าไปหน่อย ขออภัย”

คำทักทายเตือนหล่อนให้สะบัดความซึมเศร้าออกจากหัวแล้วดึงตัวเองกลับสู่ปัจจุบัน “ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันก็เพิ่งมาถึงก่อนหน้าไม่นาน”

รสสุคนธ์ไม่ได้ต้องการพูดเอาใจ แต่หล่อนเพิ่งหย่อนตัวนั่งบนโซฟาได้ไม่ถึงสิบห้านาที และที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะทวนอ่านข้อมูลทั้งหมดก่อนมิสเตอร์เรมอนด์มาถึงก็มีอันต้องล้มเลิกไปเพราะใจที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย

“ผมว่าเราย้ายไปที่นั่งด้านนอก จะได้คุยกันในบรรยากาศสบาย ๆ” นายฝรั่งตาน้ำข้าวเสนอ

“ไม่ดีกว่าค่ะ จริง ๆ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ เกรงว่ารับลมทะเลแล้วจะเป็นไข้”

“อย่างนั้นหรือครับ แย่จังที่ผมเห็นว่าวันนี้คุณสวยสดใสมาก มองไม่ออกเลยว่าเป็นคนป่วย”

รสสุคนธ์คลี่ยิ้มอ่อน หลบเลี่ยงการสบตาที่ส่องประกายแวววาว หันตัวไปหยิบแฟ้มออกจากกระเป๋าขึ้นมาวางบนโต๊ะ “วันนี้ คุณอิทธิฤทธิ์ติดธุระสำคัญ ไม่สามารถมาได้ แต่ดิฉันสามารถอธิบายความคืบหน้าของโครงการห้างสรรพสินค้าให้คุณได้ชัดเจนครบถ้วนแน่นอนค่ะ”

“คุณอิทธิฤทธิ์บอกผมแล้ว อย่างที่คุณบอก ธุระของเขาคงจะสำคัญมากทีเดียว” มิสเตอร์เรมอนด์ส่งยิ้มกับสายตากรุ้มกริ่มชัดเจนยิ่งกว่าตอนที่อิทธิฤทธิ์อยู่ด้วย

“ถ้าอย่างนั้น คุณคงรู้จากคุณอิทธิฤทธิ์แล้วว่าคุณากรพร็อพเพอตี้ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดแล้วอย่างเป็นธรรม” หล่อนเริ่มเข้าเรื่องงาน “และตอนนี้การปรับพื้นที่ก็ทำเสร็จเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ช่วงลงเสาเข็มโดยเริ่มจากอาคารหลัก ต่อด้วยอาคารจอดรถ”

มิสเตอร์เรมอนด์ไล่ตามองตามแผนงานที่หล่อนกางแฟ้มให้ดู แต่เหมือนเขาไม่ได้สนใจอยากฟังต่อให้จบ จึงหยุดคำพูดของหล่อนไว้ด้วยคำถามที่ทำให้หล่อนอ้ำอึ้ง

“ผลประกอบการของคุณากรพร็อพเพอตี้ในช่วงห้าเดือนเป็นอย่างไรบ้าง คุณช่วยบอกผมที”

“ไม่รู้ว่าคุณจะถามคำถามนี้ ดิฉันก็เลยไม่ได้เตรียมข้อมูลมา”

อีกฝ่ายเลือกคิ้วสีบลอนด์ใส่ มองหล่อนด้วยแววตาประหลาดใจ “ปกติแล้ว คนที่เป็นผู้บริหารจะต้องรู้ความเป็นไปของบริษัทตัวเอง และที่ผมถามก็เพราะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการบริหารโครงการของคุณ เพราะถ้าคุณากรพร็อพเพอตี้ยังไปได้ดีอยู่ ก็หมายความว่าคุณมีศักยภาพพอที่จะทำให้โครงการนี้รุ่ง”

รสสุคนธ์ลอบกลืนน้ำลาย คิดในใจว่าถ้าหล่อนตอบตามความจริงว่าตอนนี้คุณากรพร็อพกำลังร่วงจนต้องใช้โครงการสำคัญเป็นไม้ค้ำยันไม่ให้ล้มกองกับพื้น นายฝรั่งคนนี้ยังเชื่อใจในตัวหล่อนอยู่หรือ

“ดิฉันขอส่งข้อมูลให้ทางอีเมล์ภายหลังได้ไหมคะ ส่วนวันนี้ เรามาคุยกันเรื่องโครงการก่อนจะดีกว่า ความคืบหน้าเป็นไปในทางดี และมีแนวโน้มว่าเราจะเปิดกิจการได้เร็วกว่ากำหนดเดิมหนึ่งเดือนล่วงหน้าทีเดียว”

แต่เสียงหัวเราะของอีกฝ่ายฟังคล้ายว่าหล่อนเล่าเรื่องตลกให้ฟัง “มันก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่อดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คุณรสสุคนธ์ยังให้คำตอบผมไม่ได้” แล้วหรี่ตาสีฟ้ามองหล่อนเหมือนกำลังคาดคะเนอะไรบางอย่าง

“นี่อย่าหาว่าผมสอนเลยนะ คุณพ่อคุณไม่ได้บอกหรือว่า ตัวเลขผลประกอบการพวกนั้นก็เป็นแค่เครื่องประดับ แต่สิ่งที่มีเสน่ห์ดึงดูดนัดลงทุนอย่างพวกเราคือ...” บอกแล้วใช้นิ้วชี้จิ้มที่ศีรษะของตน “...มันสมองของผู้บริการ”

“ดิฉันทำได้แน่นอน”

เขาหัวเราะส่ายหน้า “นี่เราตกลงกันด้วยเงื่อนไขอะไรนะ อ้อ ใช่แล้ว ถ้าคุณบริหารห้างสรรพสินค้าจนได้กำไร คุณจะขอซื้อหุ้นในส่วนที่ผมถือคูณราคาตอนทำสัญญาอีกเท่าตัว”

“ใช่ค่ะ เราตกลงกันแบบนั้น” รสสุคนธ์ยืดตัวนั่งตรง รู้สึกอึดอัดต่อแววตาของชายอาวุโสชาวยุโรปที่กำลังใช้มองหล่อน

“แต่ผมรู้ว่าว่าคุณากรพร็อพเพอตี้กระท่อนกระแท่น แล้วกิจการห้างสรรพสินค้าที่คุณไม่เคยทำจะไปได้หรือ”

รสสุคนธ์ไม่ตอบคำถาม พยายามเพ่งจุดสนใจไปที่แผนโครงการที่หล่อนให้ทุกฝ่ายตรวจทานมาอย่างดีเพื่อนำมาเสนอต่อชายชาวยุโรปผู้นี้ในคืนนี้ แต่กลับไม่ถูกเหลียวแลเลยสักนิด

พลันนั้น ลำแขนเรียวก็เย็นวาบเมื่อมือกร้านของนายฝรั่งสัมผัสบีบเนื้อนุ่ม รสสุคนธ์จึงตวัดตามองด้วยความรู้สึกตำหนิ แต่ปฏิกิริยาตอบกลับคือรอยยิ้มร้ายของคนที่คิดว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

“หรือไม่ก็เราทำข้อตกลงกันใหม่ ผมก็ยินดีประนีประนอม”

“ข้อตกลงอะไรหรือคะ” รู้ตัวเสียงแข็งเป็นหิน แต่แรงบีบรัดที่ต้นแขนทำให้หล่อนอยากลุกขึ้นตะโกนใส่หน้ามากกว่า

“ก็ข้อตกลงที่ผมกับคุณจะทำร่วมกัน”

แววตาของอีกฝ่ายทำให้รสสุคนธ์สะอิดสะเอียน อยากเสียมารยาทสะบัดตัวเดินออกจากตรงนี้ แต่เพราะว่าวิกฤตที่เขาใช้ต่างมีดเสียบหัวใจก็ทำให้หล่อนกำมือแน่น นั่งนิ่งเฉยไม่ตอบโต้อะไร กระนั้นการวางเฉยของหล่อนกลับทำให้อีกฝ่ายย่ามใจ ค่อย ๆ กระชับมือร้อนแน่นขึ้น

“ผมพอมองออกนะว่าคุณไม่ได้ชอบใจอะไรในตัวคุณอิทธิฤทธิ์นัก และเขาก็ไม่มีความสามารถมากขนาดจะพาบริษัทของคุณพ้นวิกฤตหรอก”

แล้วหล่อนก็อยากให้เขามองออกมาหล่อนรังเกียจการกระทำของเขามากแค่ไหน แต่คำว่าวิกฤตก็เหมือนเป็นโซ่เหล็กรัดร่างหล่อนไว้ไม่ดิ้นหลุดจากภาระหนักอึ้งที่หล่อนต้องหาทางพาบริษัทให้อยู่รอดต่อไป ซึ่งจำเป็นหรือไม่ที่ต้องปล่อยตัว โยนศักดิ์ศรีทิ้งไปแล้วอดกลั้น ฝืนให้ชายแก่คราวลุงเล้าโลม

“ไม่ทราบว่าผมจะขอนั่งร่วมโต๊ะได้ไหม”

เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำแสนสง่าที่เดินมาหยุดตรงหน้าหล่อนและชายอาวุโสชาวยุโรป ทำให้รสสุคนธ์ประหลาดใจที่ได้พบเขาในที่แห่งนี้ แต่ยิ่งไปกว่าความประหลาดใจคือความกระดากอายที่ถูกเขาเห็นในสภาพที่ไม่ถูกไม่ควร

“ได้สิครับคุณทีเค เชิญคุณนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราได้” มิสเตอร์เรมอนด์รีบปลดมือจากไหล่ของหญิงสาว ก่อนจ้องหน้าชายหนุ่ม ส่งยิ้มที่มองไม่ออกมายินดีหรือยินร้าย

เขาค้อมศีรษะเป็นการขอบคุณ แล้วนั่งลงบนโซฟาตัวตรงข้าม ปรายตามองมาทางหล่อนเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเทความสนใจไปให้ชาวชาวยุโรป

“ไม่ทราบมาก่อนว่าคุณจะเดินทางมาเมืองไทย แต่ก็ได้ข่าวคร่าว ๆ ว่าคุณกำลังหาที่ฝังเงินของคุณในประเทศแถบนี้”

รสสุคนธ์ไม่คุ้นเคยกับบทสนทนาและการพูดจาเชิงธุรกิจของชายหนุ่ม แม้น้ำเสียงของเขาจะน่าฟัง ชวนให้เคลิ้มใจ แต่หล่อนพอใจให้เขาพูดถึงการปลุกกุหลาบ หรือท่องอาขยานร่วมกันกับนักเรียนมากกว่าการวางมาดเป็นนายทีเค มิลเลอร์ผู้มีสายตาเย็นชา

“ให้ทำยังไงได้ล่ะครับ ก็ทางภูมิภาคยุโรปถูกมิลเลอร์จับจองไปหมด ผมก็ต้องออกมาหากินนอกเขตบ้าง”

“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ยินดีที่จะบอกคุณว่ามิลเลอร์กำลังสนใจขยายการลงทุนมาทางประเทศไทย”

ใบหน้าของผู้ฟังบอกหล่อนว่ากำลังประหลาดใจโดยไม่ปกปิด ส่วนใบหน้าชายหนุ่มผู้พูดก็เรียบสนิทเหมือนกำลังพูดถึงลมฟ้าอากาศทั่วไป

“แล้วมิลเลอร์มีบริษัทมองหาที่ไหนไว้บ้าง”

ดวงตาสีฟ้าหรี่แคบมอง กระแสเสียงที่ถามออกไปเจือความขุ่นจนคนฟังก็สังเกตได้ แต่ชายหนุ่มฝ่ายตรงข้ามส่งยิ้มให้ พลางปรายตามองมาทางหล่อนผู้เป็นหญิงสาวคนเดียวก่อนคลี่เรียวปากหยักเอ่ยให้คำตอบ

“เป็นความลับของมิลเลอร์ ผมบอกคุณไม่ได้”

คงเพราะเคืองที่ถูกคนอ่อนวัยกว่าท้าทาย นายเรมอนด์จึงชักสีหน้าขุ่น หันมาพูดกับหล่อนด้วยน้ำเสียงตึง แววตากรุ่นความโกรธผิดกับตอนก่อนที่ชายหนุ่มจะปรากฏตัว

“คุณต้องส่งข้อมูลงบการเงินย้อนหลังห้าปีของคุณากรพร็อพเพอตี้ให้ผมทางอีเมล์ภายในพรุ่งนี้” แล้วลุกขึ้นกระชับเสื้อสูท “ส่วนเรื่องความคืบหน้าของโครงการ ผมรู้แค่ว่าไม่มีโรงเรียนตั้งอยู่ตรงนั้น ผมก็พอใจแล้ว”

เน้นย้ำเสียงตรงส่วนท้ายของประโยค ตั้งใจส่งมอบความรู้สึกให้กับชายหนุ่มแล้วเดินออกจากตรงนั้นไป โดยไม่นำแฟ้มข้อมูลโครงการที่หล่อนเตรียมมาติดมือกลับไป รวมถึงชายหนุ่มดวงตาสวยก็ยังคงนั่งตีหน้าขรึมถือครองโซฟาตัวนุ่มเหมือนสวมบทเป็นคู่นัดหล่อนเสียเอง

แต่หล่อนก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องอยู่ต่อ ในเมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของงานแล้ว จึงเรียกบริกรให้เคลียร์ค่าเครื่องดื่ม จากนั้นเก็บเอกสารให้เรียบร้อยทำเป็นเมินเฉยการตัวตนของชายหนุ่ม จนบริกรนำบิลมาส่งให้ที่โต๊ะ รสสุคนธ์ก็ตั้งท่าจะหยิบบัตรเครดิตออกจากกระเป๋าสตางค์ แต่ชายหนุ่มกวักนิ้วเรียกบริกรให้ไปรับบัตรเครดิตสีเงินวาวตีตราสถาบันการเงินระดับโลกคู่กับโลโก้ของมิลเลอร์โฮลดิ้ง

“ขอบคุณค่ะ” รสสุคนธ์กล่าวขอบคุณเสียงเบา

ชายหนุ่มมองหน้าคนพูดขณะลงนามบนกระดาษแผ่นจิ๋วยืนยันยอดชำระ แล้วเก็บบัตรกลับเข้ากระเป๋าเงิน มองหล่อนด้วยดวงตาคมเป็นประกาย

“เงินค่าหมอของจ๊ะจ๋าที่คุณออกให้คราวก่อน ผมรวบยอดคืนในบิลนี้ทีเดียว”

เป็นประโยคธรรมดาแต่ทำไมหล่อนรู้สึกยะเยือกผิว รสสุคนธ์ลอบกลืนน้ำลาย หยิบสายกระเป๋าขึ้นสะพาย กล่าวคำลา

“ฉันขอตัว” บอกแล้วก้าวขาเดิน ได้ยินเสียงขยับโซฟาจึงหันไปมองเห็นเขายืนจากเก้าอี้ ล้วงกระเป๋ามองหล่อนไม่เต็มตา

“ผมไปส่งที่รถ”

หล่อนไม่อยากปฏิเสธน้ำใจเขานัก บางทีเขาอาจกำลังลดท่าทางเย็นชาลงก็เป็นได้ แล้วถ้าหล่อนเล่าถึงแผนกู้ชีพเจ้าโรสให้เขาฟัง จะช่วยทุเลาความโกรธของเขาลงบ้างหรือเปล่า

แค่คิดแต่ไม่ได้ทำ เพราะชายหนุ่มเดินลิ่วนำหน้าไปไกล ทิ้งระยะห่างกันจนเรียกได้ว่าบังเอิญไปทางเดียวกันมากกว่าเป็นการมาส่ง

จนถึงถึงรถของหล่อน เขาก็ยังยืนสอดมือทั้งสองใส่กระเป๋ามองแบบเมิน ๆ เห็นแล้วก็อยากเข้าไปบิดปลายจมูกโด่งให้หันเล่นเกมจ้องตานัก

“ขอบคุณที่เดินมาส่งนะคะ”

ก็ทำได้แค่คิดเหมือนเดิม หล่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงประชดเล็กน้อย แล้วเปิดประตูหย่อนกระเป๋าเข้าไปก่อนตามเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย สตาร์ตเครื่องยนต์แล้วหันไปทางร่างสูงที่หมุนตัวเดินหายเข้าไปในทางเชื่อมของตัวโรงแรม

รสสุคนธ์จึงพ่นลมหายใจ แล้วพิงศีรษะหลับตา พักใจให้หายอ่อนล้าก่อนพาตัวเองกลับบ้านหลังที่สอง แต่เสียงโทรศัพท์ดังในความเงียบสงบของลานจอดรถช่วงชิงเวลาแห่งการผ่อนคลาย และคนที่อยู่ปลายสายก็คือคนที่กำลังช่วงชิงบริษัทของพ่อไปจากหล่อน

“รู้เวลาดีจังเลยนะคะพี่ หรือว่ามีคนโทรไปรายงานผลแล้ว”

เสียงแค่นหัวเราะส่งมาตามสัญญาณ “ดูท่าจะไม่พอใจเสียด้วย”

รสสุคนธ์กลอกตาเบื่อหน่าย ก็เพราะรู้ว่านายเรมอนด์ไม่พอใจเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องที่หล่อนทำตัวเป็นตอไม้ไม่ได้รู้สึกสิเน่หาในการเล่นหูเล่นตา ก็คงเป็นเรื่องที่ถูกชายหนุ่มลูบคม

“พอใจหรือไม่ ยังไงโรสก็ต้องส่งงบการเงินของคุณากรพร็อพเพอตี้ไปให้เขา เรื่องนี้พี่อิทรู้มาก่อนหรือเปล่าคะว่ามิสเตอร์เรมอนด์ต้องการข้อมูล”

“พี่ถึงได้เอาไปให้โรสเมื่อวานยังไงเล่า แต่โรสก็อวดดีใส่ไม่รับ จำไม่ได้หรือไง”

หล่อนขว้างงูไม่พ้นคอ คำพูดที่ตั้งจับผิดชายหนุ่มกลับย้อนมากัดตัวเองเสียนี่ จึงต้องรูดซิปปากสนิท

“ตอนนี้พี่อยู่โรงแรมเดียวกับโรส เพิ่งเสร็จธุระกับแขกของแอนเจลฟลาย พี่อยากให้โรสมาเล่าว่าคุยอะไรกับมิสเตอร์เรมอนด์”

รสสุคนธ์พ่นลมหายใจแรง ลงจากรถแล้วเอนตัวพิงกับประตู “โรสอยู่ลานจอดรถชั้นที่เชื่อมกับตัวโรงแรม คุยกันที่รถก็ได้ค่ะ โรสไม่อยากย้อนขึ้นไปอีก”

รอไม่ถึงห้านาที อิทธิฤทธิ์ก็ปรากฏกายด้านนอกรถยนต์ ในสภาพของคนที่ดื่มมาหนักหน่วง ชายเสื้อเชิ้ตบางส่วนหลุดออกจากกางเกง เนกไทถูกดึงจนหลวม รวมไปถึงกระดุมเชิ้ตสองเม็ดบนก็ถูกปลดออกจนเห็นผิวแดงอย่างคนแพ้ฤทธิ์แอลกอฮอล์

ยิ้มที่มุมปากที่ส่งมาสร้างภาพลักษณ์ของผู้ชายร้ายกาจอย่างที่หล่อนคุ้นเคย แต่อะไรทำให้เขาอารมณ์ดีขนาดเมาสุราในวันสำคัญของแอนเจลฟลาย

“ถ้ารอให้ผู้สอบบัญชีส่งงบการเงินมาให้ก็คงไม่ทันพรุ่งนี้” เหมือนรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง อิทธิฤทธิ์จึงชิงเข้าเรื่องก่อน

“โรสจะส่งงบที่พี่อิทให้ แล้วจะส่งของผู้สอบบัญชีตามไปทีหลัง” อย่างไรก็ดี หล่อนถือว่าข้อมูลที่ถูกต้อง จะต้องมาจากผู้สอบบัญชีเท่านั้น

“แล้วถ้ามิสเตอร์เรมอนด์อ่านงบแล้ว เขาเกิดไม่มั่นใจในคุณากรพร็อพเพอตี้ขึ้นมา จะทำยังไง” คำถามที่มาพร้อมกับกลิ่นฉุนของเหล้าเริ่มทำให้หล่อนมึนหัว

“ที่เขาไม่เชื่อมั่นก็คือตัวโรส ไม่เกี่ยวกับคุณากรพร็อพเพอตี้”

ชายหนุ่มหัวเราะขบขัน “เคยบอกว่าจะเป็นผู้นำบริษัทให้รอดวิกฤตไม่ใช่หรือ แต่ทำไมวันนี้ถึงบอกว่าไม่เกี่ยวกันแล้วเล่า”

“แล้วพี่อิทล่ะคะ นอกจากการพูดจาข่มกำลังใจโรสแล้ว พี่อิททำอะไรที่พอให้บริษัทได้กำไรปีหน้าขึ้นมาบ้าง”

“ทำกำไรน่ะ ไม่ยากหรอก แต่โรสต้องยอมแต่งงานกับพี่”

ดวงตาคมแสดงความฉุนเฉียวแย้งคำพูดของชายหนุ่มเต็มที่ “ทำไมโรสต้องแต่งกับพี่เพื่อทำกำไรให้บริษัท”

“เพราะพี่จะเพิ่มทุนให้กับคุณากรพร็อพเพอตี้น่ะสิ แล้วจำนวนสินทรัพย์ก็จะมากกว่าจำนวนหนี้ เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ ทำไมไม่รู้”

คำพูดของเขาทำให้หล่อนขมปาก นึกถึงข้อตกลงที่นายเรมอนด์บอกว่าประนีประนอมได้ก็พะอืดพะอม โลกของธุรกิจต้องการการแข่งขันไม่เกี่ยงเพศหรืออายุ แต่หล่อนก็ไม่คาดคิดว่าจะพบเจอเรื่องราวน่ารังเกียจแบบนี้กับตัว

“คงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนั้นหรอกค่ะ”

 “โรส” ดวงตาเรียวมองหล่อนอย่างขบขัน “ถ้ามั่นใจเหลือเกินว่าแค่คนเดียวจะทำงานใหญ่ได้ แล้วใครกันล่ะที่คอยวิ่งเต้นทางหางไล่ที่ไอ้โรงเรียนนั่นลับ ๆ”

รสสุคนธ์เชิดหน้าไปอีกทาง กอดอกยืดตัวพูด “เรื่องนั้นโรสจะถามจากปากแม่ของโรสเอง”

“ถ้ามันจริง...” เขาฉีกยิ้มร้าย “ถ้าแม่ของโรสทำจริงหรือจ้างใครบางคนทำงานแทน โรสจะว่ายังไง จะไปแจ้งความจับแม่ตัวเองได้หรือ”

หล่อนไม่ตอบคำถาม ยังคงเชิดหน้าทำท่าหยิ่งทะนง แต่ภายในอกแหลกเหลวไปแล้วเมื่อคิดถึงคำตอบที่หล่อนกลัวว่าจะเป็นจริง จนเผลอตัวไม่ระวังชายหนุ่มที่เคลื่อนเข้าใกล้ กระซิบกระซาบคำพูดร้ายใส่ใบหู

“แทนที่จะไปก้มกราบเท้าขอให้พี่แต่งงานด้วยวันนั้น ก็ยอมเป็นเมียพี่วันนี้จะดีกว่า หรือว่าอยากได้ผัวแก่อย่างเจ้าเรมอนด์มากกว่าถึงได้ยอมให้มันจับมือถือแขน”

“พี่อิท!

“ก็มันเห็นกับตา” คงยังยั่วยุให้หล่อนโกรธไม่สาแก่ใจพอ จึงสรรหาคำพูดลบหลู่เกียรติมาพ่นใส่ต่อไม่หยุด “เห็นว่าโรสถูกขนาบข้างทั้งโคแก่เงินหน้ากับไอ้หนุ่มกำพร้าขึ้นวอ ว่าที่ภรรยาของพี่นี่มีเสน่ห์ไม่เบา”

พอกันที จบแล้วในความเคารพที่เคยมี ถึงจะสายตาเกรี้ยวโกรธเท่าไหร่ เขาก็ไม่สะทกสะท้านใจ

“พี่อิทอยากแต่งงานกับโรสเพราะอยากได้คุณากรพร็อพเพอตี้ใช่ไหมคะ ถ้าใช่ก็ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย จนกว่าโรสจะหมดหนทางสู้ เป็นหมาจนตรอกแล้วจะเข้าไปกราบเท้าขอให้พี่อิทแต่งงานด้วย แต่ขอบอกไว้ตรงนี้ว่าการแต่งงานกับพี่อิทคือสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่โรสจะทำ!

“โรส!

อิทธิฤทธิ์ลั่นเสียงใส่ ก้าวอาดเข้ามาประชิด แล้วบีบต้นแขนทั้งสองแน่นจนหล่อนเจ็บร้าว ก่อนก้มใบหน้าที่เต็มไปด้วยไรหนวกสากถูไถแก้มนวล

“พี่อิท โรสเจ็บนะ”

แต่มีหรือที่หล่อนจะยอมเป็นทาสอารมณ์ รสสุคนธ์ทั้งอุทธรณ์ทั้งขัดขืนออกแรงดิ้นรน ทว่าเขาตอนนี้ก็ไม่ต่างกับคนบ้าที่เพิ่งได้เหล้าเข้าปาก คำพูดบาดหูจึงเป็นบ่อนเหยื่อล่อโทสะให้เผยตัวออกมาอย่างง่ายดาย

พลันนั้น ในตอนที่หล่อนไม่รู้หนทางหลุดพ้นจากความผู้ชายขาดสติ ร่างของอิทธิฤทธิ์ก็ถูกกระชากตัวออกห่างด้วยแรงมหาศาลของชายฉกรรจ์ในชุดดำ

“ขอโทษที่ผมมาขัดจังหวะ แต่ผมเพิ่งปรึกษาเจ้านายเรื่องที่เราเพิ่งตกลงกันไปแล้ว เจ้านายของผมอยากเพิ่มข้อเสนอใหม่ อยากให้คุณตอบเราตอนนี้ว่าจะรับหรือไม่รับ” ผู้พูดที่ยืนด้านหลังเป็นชายต่างชาติ รูปร่างสูง ผมสีน้ำตาลแดง สวมแว่นกรอบหนา

“เน้นย้ำว่าตอนนี้” แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าสู่โรงแรม ส่วนชายฉกรรจ์ก็ปลดแขนออกจากไหล่ชายหนุ่ม ยืนสังเกตการณ์อยู่อย่างนั้นกระทั่งอิทธิฤทธิ์สบถเสียงเบา แล้วก้าวขาเดินตาม

ความน่ากลัวทิ้งห่างไปไม่กี่นาที ร่างบางก็ทรุดฮวบ เอนหลังกับประตูรถยนต์ แล้วปล่อยความรู้สึกทั้งหมดออกมาเป็นน้ำตา

หนที่สองของวันที่หล่อนอยากร้องไห้จนน้ำตาท่วมฟ้า หนที่สองของวันที่หล่อนรู้สึกอ่อนแอกว่ากุหลาบใกล้ตายของหล่อน และเป็นหนที่สองของวันที่ความเดียวดายเข้ามาจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว

“จะมีอะไรหนักกว่านี้อีกหรือเปล่า ถ้ามี ฉันขอผัดเป็นวันอื่นได้ไหม ขอให้คืนนี้ฉันได้หลับตาเก็บแรงสู้ต่อไปบ้าง” รสสุคนธ์คร่ำครวญสะอื้นไห้เอ่ยคำขอกับฟ้า แต่เสียงอู้อี้ฟังแบบนี้ฟ้าคงฟังไม่ถนัด จึงใช้น้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มเป็นเครื่องสังเวยความทุกข์ที่ขยันเข้ามาเคาะประตูเยี่ยมเยียน

กระทั่งมีขายาวของใครคนหนึ่งเข้ามาปรากฏต่อสายตา จึงเงยหน้ามองเจ้าของร่างสูงที่ย่อตัวลงมาจับจ้องหล่อนด้วยดวงตาสีน้ำผึ้งป่า ก่อนฉุดร่างอ่อนแรงของหล่อนขึ้นยืน แล้วพยุงพาเข้าไปในโรงแรม

“แข็งใจเดินหน่อย อย่าให้ผมต้องอุ้มคุณ”

เสียงขรึมเอ่ยคำพูดเข้มงวดข้างหู แต่ก็ยังไม่ปล่อยมือห่างจากเอวบาง หล่อนเองก็ประคับประคองร่างให้ก้าวขาเดินเคียงข้างชายหนุ่มที่ก็ไม่รู้ว่าเขากำลังนำพาไปที่ไหน แล้วคำตอบที่หล่อนได้คือการมานั่งบนโซฟาตัวนุ่มในห้องพักแบบพิเศษแสนกว้างบนชั้นสูงสุดของโรงแรม

ความแปลกประหลาดไม่ได้อยู่ตรงที่เขาได้สิทธิ์ใช้ห้องนี้ได้อย่างไร เพราะนามสกุลตามกฎหมายสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวชายหนุ่มได้ดีเหมือนบัตรเอกสิทธิ์ที่เขาถือครองอยู่ แต่ความแปลกใจสำหรับหล่อนคือการที่เขาไม่เอื้อนเอ่ยคำใดกับหล่อนเลย เพราะตั้งแต่เขาพาหล่อนเข้ามา ก็ทำแค่เปิดตู้เย็นหยิบน้ำเปล่าเปิดฝามาวางตั้งไว้ตรงหน้าหล่อน ส่วนเขาคว้าเบียร์กระป๋องติดมือ แล้วพาตัวเองออกไปนั่งจิบพรายฟองบนเก้าอี้แบบปรับเอนนอนที่ตรงระเบียง

ความเงียบสนิทจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานสร้างความหนาวยะเยือกให้กับคนที่ไม่รู้ว่ากำลังจะถูกชายหนุ่มต้มยำทำแกงอะไร และจะเป็นการดีถ้าหากเขาใช้วิธีเพิกเฉยกับหล่อน ปล่อยให้หล่อนนั่งจมบ่อน้ำตาที่เดิมดีกว่าพามาหล่อนตรงจุดที่หนาวยิ่งกว่าช่องฟรีซในตู้เย็น

“ฉันขอกลับได้ไหม” โยนหินถามทางไปแล้ว แต่เหมือนหินจะเล็กเกินไป ชายหนุ่มจึงยังเฉยเมยไม่ขยับตัว

“ฉันรู้ว่าคุณได้ยินเสียงฉัน ฉะนั้นถึงคุณจะไม่ตอบ ฉันก็จะกลับ” จะสนใจทำไมกับเขานัก หล่อนก็ไม่ใช่เด็กที่ต้องคอยรอคำอนุญาตเสียหน่อย ร่างบางจึงหยิบกระเป๋าลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวเดินไปที่ประตู

“ถ้าคุณกลับไป เจอเขาดักรอที่หน้าห้อง คุณคิดว่าคุณจะทำยังไง ร้องให้คนช่วยจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตหรือฝืนทนยอมให้เขาทำแบบนั้นอีก” ส่งมาแต่คำพูดลอยมา ส่วนเจ้าตัวยังนั่งสบาย ชมวิวจิบเบียร์ทอดสายตามองท้องทะเลมืดมิด

“คุณอยากให้ฉันอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ”

“ทำไมผมต้องบอกคำตอบ หรือคุณอยากได้ยินผมพูดแบบนั้น”

หญิงสาวหน้าตึงขึ้นมา นี่เขาคิดว่ากำลังเล่นเกมทายใจหล่อนหรือยังไงกัน ถึงได้ตีความหมายการกระทำของหล่อนออกไปเป็นคำพูดแบบนั้น แต่เขาก็ทำให้หล่อนยืนนิ่ง ลังเลใจไม่รู้ว่าจะเลือกคำตอบไหนให้ตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หล่อนก็ไม่อยากเลือกทั้งสองอย่าง จะกลับโรงแรมที่พักก็หวั่นเกรงว่าจะพบอิทธิฤทธิ์ดักหาเรื่อง จะอยู่ที่นี่ก็กลัวถูกเขามองเหยียด

“ฉันจะพักที่นี่ แต่เป็นห้องอื่น”

ว่าแล้วก็เปิดประตู ลงไปชั้นเช็คอินแต่หล่อนก็ผิดหวังเพราะในคืนนี้ ห้องทุกห้องถูกจองเต็ม เว้นแต่ห้องแบบเชื่อมต่อกันซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ที่มันเป็นห้องติดกับชายหนุ่ม จนใจต้องแบกหน้ากลับมาขอให้เขาสละห้องด้านข้างให้หล่อนใช้ค้างอ้างแรมสักคืน หวังว่านายทีเค มิลเลอร์จะไม่ใจร้ายกับหล่อนเกินไปนัก

แต่คำขอร้องถูกกล่าวไปด้วยท่าทีเรียบนิ่ง คำตอบที่ได้จากเขาก็เรียบนิ่งไร้อารมณ์ ซึ่งหล่อนก็ต้องการให้เป็นแบบนั้น เพราะนับจากนี้หล่อนจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับเขาให้เทียบเท่ากับคนเคยรู้จัก

เมื่อห้องหับถูกจัดเตรียมเรียบร้อย หล่อนถึงได้ถูกเชิญเข้าไปใช้งาน ดวงตาคมกวาดมองบานประตูเลื่อนที่เชื่อมระหว่างสองฟากก็ผนึกแน่นหนา สร้างความมั่นใจให้หญิงสาวว่าคืนนี้หล่อนจะปลอดภัย แม้เขาจะไม่เคยให้ภาพลักษณ์ผู้ชายปากว่ามือถึง ยกเว้นจูบครั้งนั้นครั้งเดียวก็ยังสร้างความรู้สึกคลางแคลงหัวใจตลอดมา

จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมาไม่กี่เดือน แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนนานชั่วอสงไขย ย้อนกลับไปวันแรกที่รู้จักเขาในนามทีเค มิลเลอร์ ก็ไม่คาดว่าจะได้มาพบเขาอีกในฐานะคุณครูต้นกล้า ปรปักษ์ตัวใหญ่ที่ใช้ความนิ่งต่อสู้กับหล่อน

แล้วอยู่ ๆ หน้าอกของหล่อนก็เจ็บปวดรวดร้าว ในตอนที่ภาพเรื่องราวต่าง ๆ ไหลย้อนเข้ามาในหัว ในทุกภาพมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย และไม่ง่ายเลยที่หล่อนจะผ่านมาได้ในแต่ละวัน กระทั่งวันนี้ ตอนนี้ วินาทีนี้ ที่เหมือนกับเข็มนาฬิกาชีวิตของหล่อนเดินอืดอาดยืดยาดยิ่งกว่าเต่าคลาน

รสสุคนธ์ทิ้งตัวอันหนักอึ้งลงบนเตียง ฝังร่างลงลึกจมหายไปความนุ่มหนาที่แบกรับความอ่อนล้าโรยแรง ปิดเปลือกตาบางเพื่อข่มใจหลับ หากทว่าจิตใจที่สับสนวุ่นวายกลายเป็นตัวขัดขวาง หล่อนรู้สึกทรมานเหมือนดิ้นอยู่ในบ่อโคลนเหนียวเหนอะ

แต่แล้วในห้วงความรู้สึกร้อนรน แว่วเสียงบทเพลงบรรเลงกีตาร์โปร่งที่แทรกซึมผ่านมวลอากาศลอดผ่านเข้าสู่จิตใจบรรเทาความกระวนกระวายให้เย็นลง เหมือนไม้แห้งได้รับหยาดฝนชโลมริน ร่างบางเคลิ้มครึ้มผ่อนคลาย ความกลัดกลุ้มพลันหายไปด้วยบทเพลงหวานที่เคยขอให้เขาร้องให้ฟัง

แม้ท่าทีที่แสดงต่อหล่อนจะเย็นเยียบ แต่น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนของเขาก็ขับกล่อมส่งหล่อนเข้าสู่ห้วงนิทรา ดำดิ่งหลับลึกราวกับไม่เคยมีตัวตน

กระทั่งแสงอ่อนจุมพิตแก้มเนียน ปลุกให้ตื่นขึ้นมาพบภาพท้องฟ้ากว้างของอรุณวันใหม่ สวยสดใสน่ามองเชิญหล่อนให้หย่อนเท้าก้าวเดินลงบนผืนพรมนุ่ม ไปเปิดผ่านผ้าโปร่งสีขาวเมียงมองออกไปนอกหน้าต่าง อบหวังในใจลึก ๆ ว่าคนตัวสูงห้องข้าง ๆ จะยืนชมวิวทิวทัศน์เดียวกันตอนนี้

เสียงโทรศัพท์ดังเรียกหล่อนให้กลับเข้าห้อง ปลายสายเป็นพนักงานฝ่ายรูมเซอร์วิสที่บริการปลุกแขกยามเช้าด้วยคำทักทายน้ำเสียงสดใส จากนั้นไม่กี่วินาที หล่อนก็ได้ยินเสียงเคาะประตู จึงวางสายแล้วเดินไปเปิดประตู รับบริการส่งอาหารเช้าถาดใหญ่ถึงห้องนอน

กลิ่นของไข่คน ขนมปังอบ แพนเค้กราดเมเปิลไซรัปหอมโชยเรียกความอยากอาหารให้หญิงสาวได้ราวกับหล่อนกลายเป็นเด็กหญิงที่ตื่นตาตื่นใจกับอาหารหน้าตาน่ากิน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเด็กหญิงรสสุคนธ์คืนร่างเป็นสาวเต็มตัวก็คือกุหลาบสีขาวดอกโตที่สอดไว้กับผ้าเช็ดปากสีแดงเลือดนก

‘Patience Love’ คือชื่อของกุหลาบพันธุ์นี้ หรือว่ามันกำลังทำงานเป็นสารจากชายหนุ่มส่งบอกความนัยบางอย่างถึงหล่อน

“คุณกำลังบอกให้ฉันอดทน... ใช่หรือเปล่า”





-------------------------------

คุยกันหน่อย
ก่อนอื่น ขอบคุณที่ติดตามนิยายเรื่อง หัวใจเศรษฐี นะคะ
สำหรับเรื่องนี้ อาจจะหน่วงความรู้สึกไปบ้าง 
อารมณ์จะแตกต่างกับเรื่อง พันธะลวง ลมหางรักที่เป็นแนวหวาน กับ กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ที่เป็นแนวแอคชั่น
แต่ก็อยากฝากผลงานอีกหนึ่งชิ้นให้นักอ่านได้ลองอ่านกัน
และถ้าหากนักอ่านอยากแสดงความเห็นหรือความรู้สึกที่มีก็ฝากคอมเมนท์ถึงกันได้ค่ะ

สุดท้ายนี้
ขอบคุณอีกครั้งที่ติดตามค่ะ

ฤดีวัลย์

แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

10 ความคิดเห็น