ตอนที่ 28 : ตอนที่ ๒๗ ร้ายไม่ได้เจตนา ๑๐๐%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    12 มี.ค. 62

     

     



          ตั้งแต่ล้อหมุนจากร้านอาหารที่ใช้จัดงานเลี้ยงรวมญาติทั้งหลายของตระกูลภรรยาหม้ายสาวใหญ่ สัญชัยก็ยังหัวเสียไม่หาย

          ใบหน้าเย้ยกับเสียงหัวเราะเยาะหยันของคนที่เมียของเขาเรียกว่าอาเฮียคนโตยังตามมาหลอนในโสตประสาท อีกทั้งคำพูดที่บ่งบอกถึงการต้องยอมเป็นช้างเท้าหลัง ก็สร้างความรู้สึกต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าตอนเป็นอดีตเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

          สัญชัยเกลียดแววตาคนพวกนั้น มันเป็นแววตาที่แสดงถึงความสมเพชเวลามองสัตว์รูปร่างแปลกประหลาดในกรง ถึงแม้รูปร่างหน้าตาของตนจะดีกว่าน้องเขยคนอื่น แต่ด้วยความจน จึงไม่เคยได้ถูกยกยอปอปั้น ก็สังคมที่ใช้เงินทองเป็นบัตรผ่านทาง ต่อให้อัปลักษณ์หรือพิการก็ยังมีคนอุ้มชู

          กระนั้น เขาก็ไม่ต้องการความพิศวาสอะไรแบบนั้นจากตระกูลภรรยาหม้าย และต่อให้คุกเข่าเลียนิ้วเท้าอาเฮียใหญ่ก็ตาม สมบัติพัสถานก็ไม่มีทางตกถึงมือ เขาจึงอยากปลดเปลื้องพันธะจากนางสมร สาวใหญ่ที่เคยคิดจะใช้เป็นบันไดไต่ไปหาความสุขสบาย และนางสมรก็เหมือนจะรู้ว่าเขาอยากหนีจากหล่อนมากแค่ไหน

          นาทีสุดท้ายก่อนจะขับออกจากร้านอาหาร หล่อนก็เป็นฝ่ายตะเพิดเขาเองหลังจากที่เขาบอกว่าต้องมาเคารพศพของครู

          ความคิดในหัวเกือบทำให้เขาขับเลยวัด ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ในลานกล้างข้างหอระฆัง แล้วเดินท่ามกลางไฟสลัวความมืด มีดอกราตรีริมสองข้างส่งกลิ่นฟุ้งกำจรตามเส้นทางที่นำสู่จุดที่บรรจุเถ้าของหญิงชราผู้สละชีวิตและความสุขส่วนตัวทั้งหมดเพื่อนักเรียนในชุมชน

          “ผมมาช้าไปหน่อย แถมไม่มีดอกไม้ธูปเทียนติดมือมา ครูคงไม่ว่านะครับ” 

          เขากล่าวขอโทษกับรูปถ่ายหน้าตรงของครูชราที่ติดไว้บนผิวกำแพงที่มองแล้วก็ให้ความรู้สึกโหวงในอกประหลาด ย้อนคิดถึงช่วงเวลาในวันเก่าที่เขากับต้นกล้าต่างก็เคยวิ่งขนาบข้างครูสาวเพื่อช่วยเหลืองานในโรงเรียน ด้วยความที่ทั้งคู่กำพร้า และอาสาอยากช่วยงานครูเดือนเพ็ญมากกว่ากลับเข้าสู่กฎระเบียบเคร่งครัดของสถานแรกรับ

          เขาขอรับผิดชอบให้อาหารไก่ และขอให้ต้นกล้าดูแลแปลงผักสวนครัว แม้งานดูแลแปลงผักจะใกล้ชิดครูมากกว่า แต่งานเลี้ยงไก่ ทำแค่โยนข้าวเปลือก กับไล่หมาแมวไม่ให้มาวุ่นวาย สบายกว่า งานเสร็จเร็วกว่า มีเวลาให้เขาเอาตำราเรียนมาอ่านมากกว่า เพื่อให้คะแนนดีกว่าทุกคนในชั้นเรียน

          “แต่วันนี้ผมก็ยังรู้สึกด้อยกว่าทุกคน ทำไมหรือครับครู ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ครูตอบผมได้หรือเปล่า..”

          แค่เสียงลมเป่ายอดไม้คงไม่อาจตีความเป็นคำตอบจากครูผู้ล่วงลับ และเขาก็รู้ว่าครูจะบอกเขาอย่างไรถ้ายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็คงเป็นคำสอนซ้ำซากพูดถึงการขยันอดทนจนกว่าเขาจะก้าวไปถึงจุดที่ฝัน และถึงแม้วันนี้เขาจะได้สิ่งที่ต้องการครอบครองมาไว้ในมือ แต่ก็ยังเหมือนขาดอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ใช้เงินซื้อหาไม่ได้

          ในช่วงของภวังค์ความคิด มีเสียงกรอบแกรบของกิ่งไม้แห้งดังจากมุมกำแพง สัญชัยจึงตวัดหน้าไปทางต้นเสียง เห็นประกายดวงตาของเด็กชายที่ซุ่มซ่อนตัวใต้แสงสลัวมองเขา ก่อนเดินพาร่างผอมของตัวเองเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม

          “ผมรอคุณมาตั้งหลายวัน เดาว่าคุณต้องมาหาครูเพ็ญ ก็เลยมารอในวัด”

          สัญชัยหันซ้ายหันขวา แล้วรีบคว้าข้อมือน้อยให้เดินตาม ไม่สนใจว่าขาตะเกียบจะสับทันหรือไม่ พอถึงรถก็เปิดประตูผลักเด็กชายเข้าไปนั่ง ก่อนพาตัวเองไปนั่งฝั่งคนขับแล้วออกรถไปจอดในที่ลับสายตา

          “ฉันบอกแล้วไงว่า ถ้าฉันมาแล้วจะหาทางไปเจอเธอเอง” น้ำเสียงแข็งทำให้จ้อยหน้าเสีย

          “ผมรู้... แต่... แต่ผมอยากเจอคุณ อยากถามคุณเรื่องงานที่คุณให้ผมทำ...”

          สัญชัยเลิกคิ้วใส่ “ถามอะไร เธอก็ทำสำเร็จไปแล้ว หรือเธออยากได้เงินค่าจ้างมากขึ้น”

          “เปล่า...” จ้อยนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ “ผม... ผมไม่แน่ใจว่า ครูกล้าหักหลังผมอย่างที่คุณบอกจริงหรือเปล่า”

          “นี่เธอกำลังหาว่าฉันโกหกหรือไง”

          ดวงตาของเด็กชายจ้องเขม็งมาที่เขา “คุณบอกผมว่าให้ผมไปทำให้กุหลาบต้นนั้นตาย เพราะถ้ามันตาย โรงเรียนก็จะไม่ถูกทุบ”

          “ก็ใช่น่ะสิ เห็น ๆ อยู่ว่าต้นกล้ามันพยายามทำให้กุหลาบรอดแค่ไหน แล้วเธอก็แอบเห็นตอนแม่รสสุคนธ์ร้องห่มร้องไห้ตอนกุหลาบแห้งตายแล้วไม่ใช่หรือไง”

          “ใช่... ใช่... ผมเห็น...” เสียงของจ้อยเริ่มสั่น “แล้วผมก็เห็นด้วยว่า ครูกล้าราดทินเนอร์ลงบนกุหลาบอีกต้น... ต้นที่มีชื่อของผู้หญิงคนนั้นร้อยอยู่”

          คิ้วเข้มของสัญชัยย่นเข้าหากันชิด “กุหลาบอีกต้น...กุหลาบอีกต้นคืออะไร?

“ผม... ผมก็ไม่รู้... รู้แต่...เป็นผู้หญิงคนนั้นที่อยากให้กุหลาบตาย... ไม่ใช่ครูกล้า” เสียงของเด็กชายเริ่มอู้อี้  “คืนก่อน ... ผมคิดถึงครู เลยไปหาที่โรงเรียน แต่ผมเห็น...ผู้หญิงคนนั้นถือขวดทินเนอร์เข้าไปในแปลงกุหลาบ  พอตามไป... ก็เหมือนกับว่าเขาจะเททินเนอร์ลงบนกุหลาบต้นหนึ่งที่ผมเพิ่งเห็นว่ามีป้ายชื่อของเขาร้อยอยู่”

          “แล้วยังไงต่อ” สัญชัยเร่งให้เล่า

          “ครูกล้ามาพอดี... แล้วเขาก็พูดอะไรที่ผมไม่เข้าใจ แต่ผมเห็นครูกล้าแย่งขวดทินเนอร์มาราดบนต้นกุหลาบ แล้วบอกว่าโรงเรียนเป็นของเขา... เป็นของผู้หญิงคนนั้นแล้ว...”

          สัญชัยเงียบไปชั่วขณะ พยายามคิดหาเหตุผลมาอธิบาย แล้วกุหลาบอีกต้นคืออะไร แล้วถึงแม้กุหลาบต้นนั้นเป็นต้นสำคัญ จะมีเหตุผลอะไรที่ต้นกล้าเอามีดคว้านหัวใจตัวเองออกจากอกมอบให้คนอื่น

          “คุณบอกผมว่า ถ้ากุหลาบตาย โรงเรียนจะอยู่ แต่ทำไมครูกล้าถึงทำแบบนั้น...”

          คำถามของจ้อยมีสัญญาณความไม่เชื่อใจเต็มพิกัด และถึงเขาจะสงสัยเรื่องกุหลาบปริศนา แต่ยังไม่ใช่เวลาเหมาะที่จะซักไซ้  เพราะถึงถามเด็กชายไปก็คงไม่เข้าใจเช่นกัน

          “ฉันต้องไปแล้ว คงให้คำตอบที่เธอถามไม่ได้ตอนนี้” บอกแล้วหยิบธนบัตรใบละห้าร้อยออกกระเป๋าเงินยื่นส่งให้ “เราอาจเจอกันครั้งนี้ครั้งสุดท้าย นี่ถือเป็นค่าปลอบใจเรื่องที่เธอเสียโรงเรียนไปก็แล้วกัน”

          “ผมไม่เอา!” จ้อยผลักมือสัญชัย “ผมไม่อยากได้เงิน อยากได้โรงเรียน อยากได้กรงไก่คืน อยากได้แปลงปลูกผัก กับแปลกกุหลาบคืน!

          “เงินตั้งห้าร้อย ซื้อนมให้น้องเธอกินอิ่มได้ตั้งหลายมื้อ แต่ไม่เอาก็อย่าเอา” ชายหนุ่มไม่คิดสนใจอาการง่อนแง่นของเด็กชาย “ลงจากรถฉันไปได้แล้ว”

          “แต่ผมอยากถามเรื่องอื่นด้วย คุณเป็นเพื่อนครู คุณน่าจะรู้... ”

          “เรื่องอะไร” สัญชัยจึงออกอาการหงุดหงิดจนโต้กลับเสียงแข็ง

          “ครูกล้าเคย... เคยทำร้ายใครจนเกือบตาย...จริงไหม”

          ดวงตาคมหรี่แคบมอง ประมวลความคิดในหัวก่อนให้คำตอบ “เคย”

          “แต่... แต่...ครูกล้าไม่ได้ตั้งใจ... ใช่ไหม”

          สัญชัยถอนหายใจเสียงยาว เก็บซ่อนรอยยิ้มให้สนิทภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย “เธอน่าจะไปถามเขาเอง”

          “ผมไม่กล้า”

          “ฉันรู้ว่าทำไมเธอไม่กล้า เพราะเธอกลัวคำตอบที่จะได้ยินจากปากเขาใช่ไหม”

          ดวงตาเศร้าสร้อยของจ้อยทำให้ชายหนุ่มพ่นลมหายใจ เม้มปากแน่น จากนั้นบอกกับเด็กชายตามความจริงที่เขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้เอ่ยกับใคร

          “ครูกล้าของเธอเคยทำร้ายคนคนหนึ่งจนเกือบตาย ฉันเห็นมากับตาตัวเอง”

          “ครูกล้าทำแบบนั้นทำไมครับ...”

          “ถึงฉันเป็นเพื่อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรู้ความคิดเขา เธอต้องไปถามเขาเองนะจ้อย ลงจากรถ ฉันต้องไปแล้ว!

          ชายหนุ่มพูดตัดบท แต่เด็กชายยังนั่งนิ่ง ไม่ยอมทำตามที่บอก แถมยังจ้องแน่วนิ่งจนชายหนุ่มรำคาญใจ ลงจากรถฝั่งคนขับแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งที่จ้อยนั่งก่อนฉุดลากตัวออกมา จ้อยก็ดิ้นขัดขืน แต่ถูกกำมือแข็งแกร่งบีบเข้าที่ต้นแขน พร้อมกับคำพูดเสียงขรึม

          “ตอนที่ฉันยังอายุเท่าเธอนะจ้อย ฉันไม่เคยคิดว่าโรงเรียนเป็นสวรรค์ แต่เป็นแค่ทางผ่านของคนไร้การศึกษาจากจุดต่ำต้อยไปหาจุดที่สูงกว่า แต่เธอรู้ไหม ทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่คิดว่าอยู่สูงกว่าใคร ไอ้วิชาที่ได้เรียนในห้องไม่ได้ช่วยให้เธอไปถึงฝัน เงินเท่านั้นจ้อย เงินเท่านั้น...” พูดจบก็ยัดธนบัตรสีม่วงที่ยังกำอยู่ใส่มือน้อย

          จ้อยเงียบงัน จ้องเขากลับแต่ไม่ตอบโต้อะไร ก่อนเอียงหน้าเข็ดน้ำตากับแขนเสื้อ แล้วหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับเงินในมือ เห็นแล้วก็ให้เวทนายืนพ่นลมหายใจมองร่างเล็กถูกความมืดกลืนหาย แล้วจึงหมุนตัวขึ้นรถ แต่ยังไม่ทันได้ขึ้นรถ ก็มีสายเรียกเข้าจากหญิงสาวที่ขาดการติดต่อไปพักใหญ่

          “โผล่จากหลุมแล้วหรือไง ถึงติดต่อฉันมาได้” ไม่เคยเอ่ยคำทักทายกับอีกฝ่ายเช่นเคย

          “แต่เธอก็โผล่มาได้จังหวะจริง ๆ ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องตลกเล่าให้เธอฟัง แต่ไม่รู้เธอจะขำหรือเปล่า” บอกพลางมีรอยยิ้มตรงมุมปาก แต่แล้วไม่กี่วินาทีถัดมา รอยยิ้มก็หดหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตึงเครียดที่เกิดขึ้นหลังจากฟังปลายทางตอบกลับมา

          “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เกี่ยวอะไรกับอุบัติเหตุของเจ้าต้นกล้า ตอนที่มันถูกชน ฉันก็อยู่ในโรงเรียนปลูกปัญญากับเจ้าจ้อย แต่ถ้านายอิทธิฤทธิ์นั่นยังจะดึงฉันเข้าไปเกี่ยวละก็ ฉันจะเปิดโปงแผนของมันให้ยายรสสุคนธ์ แล้วฝากเธอไปบอกมันด้วยว่า ถึงโรงเรียนปลูกปัญญาจะย้ายออกไปด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่มันก็ต้องจ่ายเงินให้ฉันร้อยเปอร์เซ็นต์ตามราคาที่ดินที่เจ้าต้นกล้าขาย”

          เพราะความขุ่นใจจึงทำให้เผลอพูดเสียงดัง จึงข่มอารมณ์เงียบฟังปลายทางตอบโต้กลับ แต่ก็ยังฉุนเฉียวเหมือนเดิม

           “ฉันจะไม่ได้อะไรเลยได้ยังไง ก็มันตกลงกับฉันแบบนั้น!

          แล้วดวงตาคมก็เบิกกว้าง หายใจหอบสะท้านเพราะความร้อนรุ่มในสิ่งที่ได้ยินจากปากของปลายทาง “เธอว่าอะไรนะหงส์ พูดอีกทีซิ”

          พยายามสงบจิตสงบใจ แต่คำพูดของปลายทางก็ยังเหมือนเดิม แถมยังชัดเจนมากกว่าเดิม

          “ไอ้ต้นกล้ามันยกที่ดินให้ยายนั่นฟรีเลยหรือ...”

          สัญชัยทนฟังไม่ได้อีก เขาตัดสายแล้วบีบสมาร์ตโฟนในมือแน่น แต่ความเดือดดาลก็บันดาลให้ชายหนุ่มกระแทกมันกับบนหลังคารถแสนรักจนเป็นรอย หน้าจอโทรศัพท์ก็ร้าวเสียหาย

          “ไอ้กล้า แกเป็นตัวอุปสรรคความสุขของฉัน”

          แนวกรามได้รูปเป็นสันนูน ดวงตาคมลุกร้อนไปด้วยเพลิงโมหะ และต้องการไปพบตัวครูหนุ่มเดี๋ยวนี้ จึงเปิดประตูแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ เหยียบคันเร่งเพื่อขับออกจากวัด

          แต่ฉับพลันในตอนที่ดวงตาชำเลืองมองกระจกส่องหลัง ก็เห็นร่างเล็ก ๆ ของจ้อยกลับตัววิ่ง ชายหนุ่มสบถลั่นรถ กระทืบเบรกจนตัวโก่ง แล้ววิ่งลงจากรถหมายคว้าตัวเจ้าจ้อยที่คงได้ยินได้ฟังอะไรเข้าแล้ว และเขาจะไม่ยอมกลายเป็นแพะในเรื่องวุ่นวายแสนบัดซบแน่นอน หากใครบางคนต้องการแบบนั้น เขาก็จะเปิดเปิงความเลวของมันให้ถึงที่สุด



          กุหลาบต้นนี้มันไม่คู่ควรกับคุณ คุณากรพร็อพเพอตี้ก็ไม่คู่ควรกับคุณ!’

คำพูดเสียดแทงใจในคืนนั้นยังสะท้อนในหู แม้ยามหลับก็ยังเหมือนกับเขามาตะโกนใกล้ ๆ และคราใดที่ได้ยินเสียงปั้นจั่นตอกเสาเข็มลงบนแผ่นดินเดิมของโรงเรียนปลูกปัญญา ก็เหมือนกับได้ยินเสียงร้องครวญครางดังจากที่ตรงนั้น ที่บางครั้งก็เหมือนกับดังออกมาจากหัวใจของหล่อนเอง

          และถึงคำประกาศของเขาจะชัดเจนด้วยการเรียกหล่อนไปลงชื่อผู้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ตัวเลขศูนย์ที่ใส่มาในเช็คธนาคารก็ทำให้หล่อนเจ็บปวดหัวใจ เหมือนกลายเป็นคนอนาถารอรับของบริจาค ทั้งที่หล่อนยอมจ่ายในราคาที่มากพอให้เขาไปหาซื้อที่ดินผืนใหม่

แต่เขาคงต้องการกรวดน้ำคว่ำขัน แม้วันที่ไปพบกันในกรมที่ดิน ชายหนุ่มก็ไม่แลตามองมาทางหล่อน ต่างฝ่ายต่างอยู่ในมุมของตน มีตัวแทนของกันและกันเป็นผู้เจรจา จะมีก็แต่เพียงปลายนิ้วที่สัมผัสผ่านกระดาษมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เขาลงนามท้ายกระดาษว่า ทีเค มิลเลอร์

          และตั้งแต่คุณากรพร็อพเพอตี้นำเครื่องจักรบุกผ่านประตู หล่อนก็ไม่ได้พบเขาอีกเลย ในห้องพักครูว่างเปล่า หนังสือและกีตาร์โปร่งถูกนำออกจากสถานที่ เขาคงมาขนย้ายไปก่อนหน้า แล้วทิ้งกุหลาบทั้งหลายไว้ให้หล่อนจัดการตามแต่ใจปรารถนา

          กระนั้นเจ้ากุหลาบอนาถาทั้งหลายก็ไม่โชคร้ายเกินไป เพราะทางโรงแรมที่หล่อนพักขอรับเลี้ยงพวกมันไว้เป็นไม้ประดับสวนแทนเจ้าของเดิมทิ้งขว้างมันแล้วหนีหายไป

          โชคดีเป็นของกุหลาบพวกนั้น แต่สำหรับ เจ้าโรสของหล่อน มันดูร่อแร่เกินเยียวยา แต่ก็ยังหวังว่าวิธีกู้ชีพที่ฝ้ายบอกให้หล่อนลองทำจะช่วยต่ออายุให้มันได้บ้างหนึ่งวันก็ยังดี

          หลังจากถูกครูหนุ่มตะคอกเสียงใส่คืนนั้น รสสุคนธ์ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยกุหลาบที่ห้อยป้ายชื่อเดียวกันกับหล่อนอย่างไร สับสนใจระหว่างปล่อยให้มันตายไปหรือเลือกช่วยชีวิตมันไว้ แต่ก็ไม่รู้วิธี จึงรีบอุ้มมันมาหาฝ้ายถึงหน้าบ้าน ร่ำร้องเรียกฝ้ายให้ออกมาช่วยเหลือชีวิตกุหลาบต้นนี้

          บอกวิธีที่พอจะช่วยกุหลาบต้นนี้ให้ที

          คำขอร้องทั้งน้ำตาถูกถ่ายทอดออกไปแลกกับวิธีต่ออายุไขให้เจ้ากุหลาบต้นนี้  ในตอนแรก ฝ้ายทำท่าเย็นชากับหล่อน แต่คงทนแรงคะยั้นคะยอไม่ไหว จึงยอมบอก ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่ฝ้ายเองก็ไม่รับรองผล แต่หล่อนก็จะลองดู

          ‘การล้างรากกุหลาบเป็นเรื่องสุดแสนประหลาดหูสำหรับคนไม่มีพรสวรรค์ในการปลูกพืชใด ๆ เลย แต่ผ่านมาได้เจ็ดวันแล้ว วี่แววสัญญาณชีพก็ยังนิ่งสนิท กระนั้นรสสุคนธ์ก็ไม่ถอดใจ ยังรินน้ำสะอาดบริสุทธิ์ให้เจ้ากุหลาบทุกวันไม่มีขาด

          “คุณโรสคะ ดิฉันเอารายงานความคืบหน้าของการก่อสร้างมาส่งค่ะ”

          รสสุคนธ์วางแก้วน้ำลงข้างกระถางกุหลาบที่หล่อนอุ้มไปกลับระหว่างห้องพักและสำนักงานชั่วคราวทุกวัน ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อสังเกตความเป็นไปของมันอย่างใกล้ชิด

          “ขอบใจ” กล่าวกับธุรการสาว แล้วกลับมานั่งที่เก้าอี้ทำงาน เปิดแฟ้มอ่านรายงาน แต่เห็นว่าธุรการสาวยังไม่เดินออกจากห้อง จึงเงยหน้ามอง “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

          ธุรการสาวส่ายหน้า “เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร แค่เห็นว่าช่วงนี้คุณโรสไม่ค่อยสดใส ก็เลยเป็นห่วง”

          หญิงสาวยิ้มอ่อน “ขอบคุณค่ะที่เป็นห่วง แต่ฉันสบายดี”

          ธุรการสาวยิ้มตอบ แต่ไม่กว้างนัก “ถ้าคุณโรสอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกได้เลยนะคะ”

          แล้วก้มหน้าอ่านรายงานต่อ จนได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงปิดประตู แต่รสสุคนธ์ครอบครองความเงียบในสำนักงานชั่วคราวได้ไม่นาน ผู้มาเยือนคนใหม่ก็พาสุ้มเสียงขุ่นหมองมามอบให้ถึงโต๊ะทำงาน

          “ได้ข่าวว่าโรสอยากดูงบการเงินย้อนหลังสิบปี”

          รสสุคนธ์ลอบถอนหายใจ ยังไม่เงยหน้ามองผู้พูดเพราะอยากอ่านข้อมูลให้จบ แต่ดูเหมือนมีคนไม่ชอบการถูกเมิน จึงวางแฟ้มเอกสารหนาทับหน้ากระดาษที่หล่อนกำลังอ่านค้าง

          “ดูจนพอใจแล้วก็บอกพี่ด้วยว่าได้อะไรจากการทำแบบนี้บ้าง”

          “เรื่องอะไรคะ” ส่งคำถามเสียงเรียบ มองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเฉยเมย ไม่สะทกสะท้านหรือหวั่นเกรงใด ๆ

          “ก็ทั้งเรื่องเรียกงบการเงินย้อนหลังสิบปี” ดวงตาเรียวส่อเค้าความไม่พอใจในปฏิกิริยาเฉยชาของหล่อน “ทั้งเรื่องต้นไม้เฉาต้นนั้น”

          รสสุคนธ์เอนหลังพิงพนัก มองหน้าคนที่อุตส่าห์หอบเอาแฟ้มงบการเงินย้อนหลังมาส่งหล่อนถึงที่ ซึ่งในยามนี้ เขาควรจะใช้เวลาอันมีค่ากับงานหรือกับผู้หญิงคนไหนสักคนมากกว่าจะมาส่งมอบเอกสารด้วยตัวเอง

          “แต่โรสอยากได้ฉบับจากผู้สอบบัญชีค่ะ แล้วเขาก็กำลังจัดส่งมาให้ โรสต้องขอโทษที่ทำให้พี่อิทเสียเวลาเปล่า ส่วนต้นไม้เฉา โรสว่าไม่น่าเกี่ยวข้องอะไรกับพี่อิท”

          อิทธิฤทธิ์แค่นหัวเราะ ย้ายตัวเองไปยืนมองกิ่งก้านไร้ชีวิตชีวาของกุหลาบหนามแหลมที่ถูกหล่อนริดใบจนหมดเพื่อลดการคายน้ำตามวิธีที่ลูกศิษย์มือขวาของครูหนุ่มสอนมา

          “มิสเตอร์เรมอนด์จะมาคุยความคืบหน้าของโครงการพรุ่งนี้ พี่อยากให้โรสเป็นคนต้อนรับ” บอกพลางยื่นนิ้วไปแตะป้ายชื่อกุหลาบที่มอมแมมไปด้วยดิน “เพราะพี่มีธุระสำคัญกับแขกของแอนเจลฟลายพรุ่งนี้”

          “มากะทันหันแบบนั้น โรสเตรียมตัวไม่ทันหรอกค่ะ” หล่อนตั้งท่าปฏิเสธ

          “ถ้าโรสไม่ไป พี่ก็คงต้องขอให้คุณป้าปัทมาไปแทน”

          คำพูดที่ใช้ต่างเชือกรัดคอบีบบังคับให้หล่อนต้องยอมจำนน กัดฟันถามกลับ “นัดกับมิสเตอร์เรมอนด์ที่ไหนและกี่โมงคะ”

          “ภัตตาคารรูฟท้อปในโรงแรมเดียวกับคราวที่แล้ว เวลาสองทุ่มตรง”

          “มันไม่ดึกเกินไปหรือคะ”

          “มิสเตอร์เรมอนด์บนตรงจากต่างประเทศ เขาเจียดเวลาให้เราได้แค่นั้น แล้วเขาต้องเดินทางต่อ แค่คุยงานสองสามชั่วโมง อย่าบอกนะว่าโรสทำไม่ได้”

          เขาคงตั้งใจยั่วยุให้หล่อนแสดงอารมณ์โกรธ แต่มีเพียงความเฉยชาเท่านั้นที่เกิดขึ้น แม้แต่หล่อนเองก็แปลกใจในการเปลี่ยนไปของตัวเอง

          “แค่คุยความคืบหน้าของงาน โรสทำได้แน่นอน” รสสุคนธ์ตัดบทสนทนาไม่ให้ยืดยาว หล่อนลุกขึ้นยืนพลางเก็บเอกสารให้ก่อนหยิบกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่

          “โรสขอตัวไปทำธุระ”

          บอกแล้วก็เดินตรงไปอุ้มกระถางกุหลาบ แล้วหมุนตัวเดินออกมา ไม่สนใจเสียงแค่นหัวเราะในลำคอของชายหนุ่ม รวมไปถึงสายตาของพนักงานในไซต์ที่มองหล่อนแหมือนมองตัวประหลาด เว้นแต่ธุรการสาวที่เริ่มเข้ามาสร้างความคุ้นเคยไม่รู้สาเหตุ ซึ่งรสสุคนธ์ก็จัดให้อยู่ในมิตรภาพโดยมีผลประโยชน์กันในรูปแบบนายจ้างและลูกจ้าง

          ความคิดแบบนี้ ทำให้หญิงสาวรู้สึกอ้างว้างจนห้ามน้ำตาไม่อยู่ในทุกคืนก่อนนอน เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก ไม่มีใครอยากคบค้าด้วยความจริงใจ ไม่มีใครเลยที่สนใจใคร่ฟังความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ภายใน จะหันหน้าไปทางไหนก็เห็นแต่คนแปลกหน้า ที่คิดว่ากลายเป็นคนคุ้นตาคุ้นใจอย่างฝ้าย หรือนางแพร้ว ก็พูดคุยกันไม่สนิทใจดังเดิม อย่าว่าแต่คนไกลตัวเลย คนใกล้ตัวอย่างนางปัทมา หล่อนก็รู้สึกเหมือนกลายเป็นแปลกหน้าต่อกัน

          “โลกนี้มีแต่แกกับฉันสินะ เจ้าโรส” หญิงสาวรำพึงกับเพื่อนใหม่ไร้เสียง แล้วสูดหายใจเข้าลึก อุ้มกระถางเจ้าโรสแน่นขึ้น เดินตรงไปยังรถสภาพยับเยินที่จอดทิ้งไว้หลายสัปดาห์ และคืนพรุ่งนี้หล่อนต้องปลุกมันให้รับใช้พาหล่อนไปพบกับนายเรมอนด์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของโครงการห้างสรรพสินค้า

          รสสุคนธ์เดินตรงเข้าโรงแรมที่พัก ตั้งใจจะไปขอให้ผู้จัดการช่วยเหลือเรื่องการเติมลมยาง แต่เคาน์เตอร์ต้อนรับแปลกตาไปจากเดิม เพราะนอกจากจะมีแขกเข้ามาเช็คอิน ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองสามนายสนทนากับพนักงาน และอีกหลายนายกำลังเดินตรวจสอบหาอะไรบางอย่างรอบ ๆ โถงรับรอง

          “มีอะไรกันหรือคะ” หล่อนเดินตรงเข้าไปถามผู้จัดการ เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายไม่สู้ดี เหมือนไม่อยากบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

          “เรื่องไม่ดีเลยครับคุณโรส ผมไม่รู้ว่าคุณอยากฟังหรือเปล่า”

          แค่เกริ่นมา หล่อนก็รู้สึกใจแป้วไม่มีเหตุผล “เล่ามาเถอะค่ะ”

          ผู้จัดการพ่นลมหายใจเสียงหนัก ทิ้งช่วงเวลาเหมือนตัวเองต่างหากที่อยากพูดหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ทนการถูกหญิงสาวจ้องหน้าไม่ไหว

          “จ้อยครับ... จ้อยเสียชีวิตแล้ว” 




ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
ฤดีวัลย์




แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

10 ความคิดเห็น