ตอนที่ 27 : ตอนที่ ๒๖ หัวใจล้มเหลว 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 212
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    2 เม.ย. 62

ตอนที่ ๒๖ หัวใจล้มเหลว


 

นิ้วเรียวพรมลงบนแป้นตัวอักษรสร้างประโยคคำลงท้ายจดหมายอิเลคทรอนิกส์ แล้วตามด้วยชื่อของผู้มีอำนาจลงนามแทนประธานกรรมการบริษัทมิลเลอร์โฮลดิ้งปิดท้ายจดหมายสำหรับส่งให้กับรักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทแอนเจิลฟลาย โดยเนื้อความจดหมายเป็นการขอพบเพื่อเจรจาการเร่งรัดหนี้สินที่ถูกผ่อนผันมานานจนไม่อาจยอมรับได้ในครั้งต่อไป

เมื่ออ่านทวนใหม่อีกครั้งแล้วเห็นว่าได้ถ่ายทอดความต้องการครบถ้วนก็เลื่อนเมาส์ไปกดที่ปุ่มส่ง เป็นอันเสร็จภารกิจแรกเริ่มที่พี่ชายบุญธรรมมอบหมายให้จัดการแทนในนาม จากนั้นยืดแขนทั้งสองขึ้นเหนือหัวเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ตึงแข็งจากการนั่งอ่านรายงานงบการเงินและประวัติการจ่ายหนี้ของแอนเจิลฟลายมีตลอดวันจนลืมหิว

หันไปมองภาพนอกประตูที่เปิดแง้มไว้ให้เห็นความเคลื่อนไหว ก็ถึงได้รู้ว่าฟ้าไร้แสงอาทิตย์ รวมถึงในห้องพักครูที่ไม่ต้องการให้มีความสว่างใด ๆ ฟ้องให้คนอื่นรู้ว่ามีใครบางคนเข้ามาใช้สถานที่ที่ถูกปักเขตแดนว่าพื้นที่อันตราย

เขาลุกขึ้นยืนโดยพยายามไม่ใช้ไม้ค้ำยันตามแพทย์สั่ง หวังพาร่างกะเผลกตรงไปที่ซุ้มกุหลาบเลื้อยเรดอีเดน แต่อุปกรณ์ช่วยเดินที่เริ่มคุ้นชินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายก็ยังถูกวางพิงไว้กับผนัง ด้วยเพราะอยากเก็บไว้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับกีตาร์โปร่งที่แม้ว่าจะไม่ใช่ตัวเดิม แต่ก็ช่วยย้ำเตือนถึงความผิดพลาดอันเลวร้ายในอดีต

แล้วกุหลาบต้นนี้ล่ะ จะเป็นสิ่งเตือนใจถึงเรื่องราวแบบไหนกัน...

เป็นคำถามที่อยากได้ยินคำตอบจากปากของหญิงสาวผู้มีนามเดียวกันกับเจ้ากุหลาบต้นที่เขาเฝ้าฟูมฟักราวกับเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของหัวใจ ป้ายชื่อของมันทำให้เขาอมยิ้มได้ทุกครั้งยามนึกถึงวันแรกของการสอนปลูกกุหลาบที่หล่อนเอาแต่จ้องหน้าเขาไม่ได้ยินไม่ได้ฟังคำสอนอย่างที่หล่อนบอกว่ากำลังตั้งใจฟัง

พลันนั้นแรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ทำให้ความคิดคำนึงถึงห้วงเวลาหวามไหวสะดุด ชายหนุ่มรีบล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ออกมารับสายด้วยใจคิดว่าปลายทางต้องเป็นเบนแน่นอน แต่พอมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอกลับเป็นชื่อของนายแพทย์ผู้รักษาอาการครูเพ็ญ

“ต้นกล้าพูดครับ” เขากรอกคำทักทายลงไปด้วยความรู้สึกใจคอไม่ดี

แต่แล้วหน้าอกของครูหนุ่มก็สั่นสะเทือนเมื่อได้ยินคำพูดของปลายทาง “ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”

บอกล่าวแล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่ามอเตอร์ไซค์ของตนยังอยู่ในสภาพใช้การไม่ได้หลังจากถูกชน ที่พึ่งในยามนี้ก็เหลือเพียงแค่นายเผ่า ที่คงกำลังเตรียมเรือออกหาปลากับลูกจ้าง และด้วยขาที่ยังไม่พร้อมใช้งานหนักหลายกิโลเมตร กว่าเดินถึงก็คงช้าเกินไป

“คุณต้นกล้า!

เสียงที่ดังจากความมืดในแปลงกุหลาบทำให้ชายหนุ่มเจ้าของชื่อหันขวับไปมอง เห็นหญิงสาวที่เพิ่งคิดถึงยืนมองมาด้วยใบหน้าตระหนกระคนประหลาดใจ ก่อนเลื่อนสายตาไปจ้องสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ไม่มิดที่เบื้องหลัง

“ฉันควรจะตำหนิคุณที่คุณออกจากโรงพยาบาลโดยไม่บอกฉัน” หล่อนเอ่ยคำพูดเสียงสั่น ดวงตาคมหวานจะไม่ละจากสิ่งที่เห็น “แต่ยังก่อน เพราะต้องพาคุณไปหาครูเพ็ญตอนนี้”

แล้วก้าวมาใกล้ จับจ้องด้วยดวงตาผิดหวัง “คุณ... คุณพอเดินได้แล้วใช่ไหม”

คำถามไม่ยากเกินกว่าจะเอ่ยคำตอบ แต่แววตาที่หล่อนมองมานั้นเหมือนมีพลังเร้นลับกดทับเรียวปากหยักไว้ จึงทำได้แค่พยักหน้าให้เบา ๆ ก่อนแสดงให้เห็นด้วยการเดินนำหน้าไปขึ้นรถที่เต็มไปด้วยรอยขีดเพิ่มมากกว่าวันแรกที่เห็น แต่หญิงสาวก็ไม่ได้สนใจ พอหล่อนขึ้นรถตามมาได้ก็ปิดประตู เหยียบคันเร่งเพื่อมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลตามความเร็วสูงสุดเท่าที่กฎหมายบังคับ

ครูหนุ่มถูกปล่อยให้ลงจากรถในทันทีหล่อนจอดเทียบทางเข้าโรงพยาบาล ขาวยาวก้าวด้วยความเร็วมุ่งตรงไปยังปลายทางที่แสงไฟไม่สว่างเท่าที่ควรจะเป็น หรือภาพที่เห็นถูกแปรเปลี่ยนไปตามความรู้สึกหมองมัว เหมือนเมฆเทาหม่นที่พร้อมปล่อยสายฝนกระหน่ำได้ทุกวินาที แต่เพียงแค่วางฝ่ามือบนบานประตู ความหนาวยะเยือกก็เข้าจู่โจมตรงหัวใจ

ร่างสูงจึงยืนค้างขาแข็ง ไม่ยอมก้าวเข้าไปภายในห้องนั้น ด้วยเมื่อรับรู้จากใบหน้าไร้แววความหวังของแพทย์ผู้รักษาอาการที่เดินมาเปิดประตู เชื้อเชิญให้ครูหนุ่มเข้าไปแทนทุกคนต้องเดินออกมาเพื่อมอบช่วงเวลาสำคัญให้แก่เขา

“ครูเพ็ญรอคุณอยู่”

คำเตือนนั้นบอกให้เขาฝืนกลั้นความอ่อนแอ เดินเข้าไปกุมมือข้างหนึ่งของครูชราที่นอนหายใจโรยริน แล้วโน้มตัวเข้าไปหา เอ่ยเรียกบุคคลอันเป็นที่รักด้วยน้ำเสียงสั่น

“ครูเพ็ญครับ ผมมาแล้ว”

“ต้น... กล้า... ” เสียงของครูชราเบาราวลมกระซิบ เปลือกตาย่นลืมขึ้นเผยดวงตาเอ็นดูให้ครูหนุ่มดั่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“ครูขอ...โทษ...ที่... อยู่กับ...ต้น...กล้า... ต่อ... ไม่...ไหว...”

“ครูเพ็ญอย่าพูดแบบนั้น... ผมอยากให้ครูเพ็ญเห็นว่าความฝันของครูเป็นจริง”

แม้รอยยิ้มละไมที่ระบายบนใบหน้าผู้ป่วยอาจช่วยให้คนมองใจชื้นขึ้นมาเพียงนิดก็จริง แต่ต้นกล้ารู้ว่าในทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกาเคลื่อนผ่านคือทุกวินาทีที่ลมหายใจของครูเดือนเพ็ญกำลังหมดลง

“ความฝัน...ของครู...เป็นจริง...แล้ว”

“แต่ครูยังไม่เห็นโรงเรียนปลูกปัญญาขยายกว้างใหญ่ ครูยังไม่เห็นว่ามีนักเรียนมากมายแค่ไหนมาศึกษาหาความรู้”

 “ต้น...กล้า... ฟัง...บท... เรียน... สุด...ท้าย... จากครู... ” ครูชรายังพยายามฝืนยิ้ม เอ่นเสียงแผ่วเบา เปลือกตาทั้งสองเริ่มปรือ “คน..ดี... ตก...น้ำ... ไม่ไหล... ตกไฟ...ไม่ไหม้...”

คำพูดหยุดหายไปชั่วขณะ ดวงตาหลบซ่อนภายใต้เปลือกตาที่ปิดลง แต่หน้าอกของครูชรายังสะท้อนขึ้นลง “หมายถึง... ต่อให้น้ำ... เชี่ยวแรง...ก็จะไม่ไหล... ไปตาม.. น้ำ ต่อให้ไฟร้อน... แค่ไหน... ก็ไม่... สะทก...สะท้าน... น้ำ...กับไฟ... ก็เหมือน... สิ่ง...รอบตัว... จะให้... เลว...ร้าย... ยังไง... คนดี...ก็คือคนดี... ไม่เปลี่ยน...แปลงไปตาม... สิ่ง...รอบ...ตัว...”

มือผอมขยับขึ้น พยายามเคลื่อนปลายนิ้วชี้แห้งหนังติดกระดูกเข้ามาหาแล้วแตะตรงตำแหน่งหัวใจของครูหนุ่ม “ความฝัน...ของครู... ไม่...ใช่... โรง...เรียน... ไม่ใช่...พื้นที่... กว้าง... ไม่ใช่... จำนวน...มาก “แต่... เป็น... แต่... เป็น... แค่...นี้... แค่...ตรงนี้...”

หัวใจเขาเต้นแรงจนเจ็บร้าว สายน้ำตาหลั่งรินร้นจากดวงตาสีน้ำผึ้ง สบมองใบหน้าและรอยยิ้มของหญิงชรานิ่ง

“หัว...ใจ... ดวง... นี้... คือ... ความ... ฝันที่แท้จริง... ของ...ครู...”

ความตายพรากลมหายใจเฮือกสุดท้ายไปจากครูชรา ทิ้งความโศกาให้ชายหนุ่มที่ยังอยากให้ร่างผอมลุกขึ้นมาโอบกอดเขา อยากให้มือแห้งเหี่ยวยกขึ้นลูบหัวอย่างที่เคยได้รับในวัยเยาว์ แต่ในวันนี้เขากลับต้องวาดแขนโอบร่างนิ่งตอบแทนความรักความเมตตาที่ครูชราเคยมอบให้แก่ชีวิตดวงหนึ่งที่เคยทอดถูกทิ้งให้หายใจระรวยข้างกองขยะ

และหากความฝันของครูเดือนเพ็ญเป็นจริงแล้ว เขาจะสานต่อโรงเรียนปลูกปัญญาต่อไปเพื่ออะไร ท่ามกลางอุปสรรคภายนอกที่รุมเร้ามากมาย และอุปสรรคภายในที่เล่นงานจนเหมือนเป็นโรคหัวใจล้มเหลวทุกวัน

 

สายควันเทาพวยพุ่งจากปล่องตามแรงลมขึ้นสู่ฟากฟ้าที่ค่อย ๆเลือนรางจางหายไปในอากาศไร้รูปไร้ร่องรอย ชายหนุ่มบรรจงโรยกลีบกุหลาบสีขาวแดงกลิ่นหอมสดใหม่ที่เพิ่งเก็บจากแปลงเมื่อฟ้าสางลงบนเถ้ากระดูกสีเทา ด้วยใจหวังว่าครูเดือนเพ็ญจะถูกใจพันธุ์ที่มีชื่อเดียวกับกวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ

และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว เขาก็อุ้มผอบดินเผาสีขาวนวลประดับมุกแนบอกด้วยความรู้สึกโหวงเหวงคล้ายคนเลื่อนลอยในบางครั้งจนเผ่ากับนางแพร้วต้องคอยชวนสนทนาเรียกให้ตื่นจากภวังค์ความเศร้าแต่ก็ทำได้แค่การชวนคุย เพราะจะให้ปลอบประโลมอย่างไรก็ไม่อาจให้เขาถอนตัวจากหลุมแห่งความทุกข์ได้ง่าย คงต้องพึ่งเวลาเท่านั้นที่จะพาจิตใจให้ค่อย ๆ คลี่คลายความอาดูร

ตลอดงานศพวันแรกจนวันสุดท้าย มีนักเรียนเก่ามาช่วยเหลืองาน จ้อยเองก็ทำหน้าที่บริการน้ำดื่ม ซึ่งแม้ว่าจะไม่ยอมมาคุยกับเขา แต่ต้นกล้าก็ลอบเห็นหลายครั้งว่าถูกจ้อยแอบมอง สัญชัยที่รับปากว่าจะมาให้ทันตอนเผา แต่ก็ไม่เห็นเงาจนบัดนี้

ส่วนแขกเหรื่อที่ให้ความเคารพครูสู้ชีวิตมาร่วมงานก็มาร่วมงานมากมาย ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้านคนธรรมดาไปจนถึงข้าราชการระดับผู้ใหญ่ และเห็นจะขาดไม่ได้ก็คือตัวแทนจากบริษัทคุณากรพร็อพเพอตี้ที่รสสุคนธ์ขอเป็นเจ้าภาพหนึ่งวันเต็ม

“ผมเสียใจด้วยนะครูกล้า” นายประชากล่าวกับเขาในวันสุดท้ายของงานซึ่งก็เป็นแรกที่นายประชามาร่วมงาน

“ครับ” ครูหนุ่มก็ตอบไปได้แค่นั้น

“แล้วแบบนี้ ครูกล้าจะทำยังไงกับโรงเรียนต่อ เห็นเขาคุยกันว่านักเรียนลาออกจนเกือบหมด แถมตัวอาคารก็มีแต่รอยร้าวดูน่ากลัว”

ชายหนุ่มลอบถอนหายใจ มองแววตาของอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยคำพูดที่เลี่ยงการเปิดเผยความคิด “ผมยังไม่ทราบ”

นายประชาเม้มปากแน่น จ้องมองกลับด้วยดวงตาเรียบ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วหมุนตัวเดินกลับไปพร้อมลูกน้องที่คอยเฝ้าอารักขา และตรงสุดปลายทางที่นายประชาเดินไปคือกลุ่มของคุณากรพร็อพเพอตี้ มีอิทธิฤทธิ์เป็นผู้บังคับการความเคลื่อนไหว แม้แต่หญิงสาวที่เคยดูแข็งขืนยามอยู่ต่อหน้าเขาก็กลับกลายเป็นเงียบเหงาไม่มีชีวิตชีวา

ในนาทีนั้น ดวงตาของหล่อนสบมองมาที่เขาราวกับมีคลื่นความถี่ตรงกัน หากแต่ต้นกล้ารีบผินหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็ว ไม่ตั้งใจให้หล่อนเห็นว่าเขาทำเป็นเมิน หากแต่ไม่อยากให้ชายผู้นั้นที่ยืนข้างหล่อนขุ่นใจจนเป็นเหตุให้หล่อนเดือดร้อนในภายหลัง

ตั้งแต่วันที่ครูเดือนเพ็ญเสีย เขาก็แทบไม่ได้คุยกันกับหล่อนมากนัก ทั้งต้นกล้าที่ต้องปฏิบัติกิจต่าง ๆ และเพราะรสสุคนธ์ถูกอารักขาจากชายหนุ่มที่แสดงตนชัดเจนถึงความเป็นเจ้าของ และนั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องบันทึกไว้ในหัวโดยไม่นำไปเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างมิลเลอร์โฮลดิ้งกับแอนเจลฟลาย

ต้นกล้าอาศัยรถของนายเผ่ากลับโรงเรียน คำเตือนเรื่องพื้นที่อันตรายถูกตอกย้ำตั้งแต่ออกจากวัด นางแพร้วก็ผสมโรงช่วยพูดให้เขาเปลี่ยนความตั้งใจ หากทว่าเขาอยากใช้เวลาสงบรำลึกถึงเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับครูเดือนเพ็ญรวมทั้งต้องดูแลเจ้ากุหลาบทั้งหลายแม้มันจะอยู่ในบริเวณที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตอีกต่อไป

ฝุ่นจากการก่อสร้างและทุบทำลายอาคารเคลือบผิวใบเปลี่ยนสีเขียวสดให้กลายเป็นสีเทา การล้างทำความสะอาดใบจึงกลายเป็นงานใหญ่ และเพื่อลดภาระ ชายหนุ่มจึงต้องถอนผักสวนครัวและไม้ดอกอื่น ๆ ทิ้ง ส่วนแม่ไก่กับลูก ๆ ของมันนั้น หนูมุกอ้อนแม่ของตัวเองขอให้รับพวกมันทั้งหมดไปเลี้ยงดู เว้นแต่ลูกเจี๊ยบขี้โรคของจ้อยไม่ได้รับโอกาสเพราะมันตายเสียก่อนที่พวกเขาจะกลับมาเห็น

ไม่รู้ว่าหนูมุกจะเล่าเรื่องลูกเจี๊ยบให้จ้อยฟังหรือไม่ แต่จ้อยควรได้ยินความจริงเกี่ยวกับกุหลาบจากปากของเขา หลังเสร็จสิ้นงานกวาดล้างฝุ่นที่ยังลอยคลุ้งจากฟ้า และขนย้ายกุหลาบทั้งหลายเข้าเก็บในโรงเรือนมุ้ง คัดจากสภาพความแข็งแรงโดยมีฝ้ายเข้ามาช่วยเหลือ ส่วนนักเรียนคนอื่นไม่เห็นหน้าค่าตา แต่ก็ฟังข่าวจากฝ้ายว่ายังไม่ได้ย้ายไปไหนตามที่ผู้ปกครองให้เหตุผลตอนมาขอลาออก

ซึ่งถ้าหากมันเกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแผนซื้อหนี้ให้ชาวบ้านของคุณากรพร็อพเพอตี้แล้วล่ะก็ รสสุคนธ์อาจได้เป็นพันธมิตรกับนายประชา แต่หล่อนจะเพิ่มระดับความเป็นปรปักษ์กับเขามากขึ้นไปอีก

“ครูกล้าคะ ครูกล้า!

เสียงลูกศิษย์คนสุดท้ายตะโกนเรียกครูหนุ่ม แล้ววิ่งหน้าตาตื่นมาจากทางเข้าแปลงกุหลาบ ต้นกล้าจึงเช็ดไม้เช็ดมือแล้วรีบเดินออกจากโรงเรือนมุ้งไปหา

“มีอะไรหรือฝ้าย” เพิ่งผ่านเหตุเศร้าใจไป พอเห็นใบหน้ากังวลขอลฝ้ายก็ทำให้เขารู้สึกไม่ดี

ฝ้ายทำหน้าแปลก ๆ ก้มมองแผ่นกระดาษในมือก่อนยื่นให้ด้วยท่าทางไม่มั่นใจ “ใครไม่รู้เอามันมาวางบนแผงทุกแผงในตลาด เช้ามาพ่อค้าแม่ค้าที่เช่าแผงก็เห็นมันตั้งไว้ แผงขายผักพ่อหนูก็มี”

ต้นกล้าย่นคิ้ว คว้าแผ่นกระดาษจากฝ้ายมาไล่สายตาอ่านตัวอักษรทั้งหมด แต่แค่บรรทัดแรกก็ทำเอาครูหนุ่มพ่นลมหายใจแรง นึกอยากขยำกระดาษแผ่นนั้นแล้วขว้างทิ้ง

“จริงอย่างที่เขาเขียนหรือเปล่าคะครู”

ทว่าสรรพนามที่ถูกเอ่ยกดความขุ่นมัวของเขาให้ยุติไว้แค่ในใจ สบตามองลูกศิษย์นิ่งก่อนถ่ายถอนลมหายใจระบายความร้อนรุ่มออกจากอก แต่ยังไม่ทันได้ตอบคำถาม เสียงโหวกเหวกของผู้คนก็ทำให้ทั้งสองมองหน้ากันแล้วรุดวิ่งไปยังหน้าประตูรั้วโรงเรียน เห็นกลุ่มชาวบ้านหลายคนยืนออกันแน่น ในมือของแต่ละคนถือแผ่นกระดาษเหมือนกับที่เขาถืออยู่

“พวกเราต้องการให้ครูอธิบาย!” หนึ่งในนั้นกล่าวด้วยเสียงเข้มและใบหน้าขึงขังพร้อมกับชูกระดาษขึ้น “ครูกล้าต้องบอกพวกเราว่าครูกล้าเป็นอย่างที่เขาเขียนจริงหรือเปล่า!

ทุกสายตาที่จ้องมาสร้างความกดดันให้กับครูหนุ่ม รู้ว่าคำตอบที่พวกเขาต้องการได้ยินคืออะไร หากแต่เขาจะกล้าขัดศรัทธาและความเชื่อมั่นที่ชาวบ้านรวมถึงนักเรียนทั้งหลายได้หรือ

“ตอบเรามาสิครูกล้าว่าครูถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าจริงไหม แล้วที่ครูบอกว่าไปเรียนต่างประเทศก็เพื่อหนีคดีจริงหรือเปล่า!

ต้นกล้ากวาดตาไปทางคนพูดที่ดูโกรธขึ้งราวกับโจทก์ในอดีตของครูหนุ่มเป็นน้องรักของเขาเอง

“ครูกล้าคะ”

บนใบหน้าของฝ้ายมีแต่ความวิตกกังวล ไม่ต่างกับเหล่านักเรียนทั้งหลายที่แทรกตัวประปรายในกลุ่มผู้ใหญ่ จ้อยก็ยืนตัวลีบเล็กมองด้วยแววตาเศร้า ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กชายอยากได้ยินคำโกหกหรือไม่ แต่ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องยอมรับ แม้คดีจะสิ้นอายุความไปแล้ว หากทว่าความจริงก็ยังอยู่ในใจของเขาและคนที่เกี่ยวข้อง

“มันเป็นความจริง” ไม่ถึงขนาดยืดอกรับ แต่ก็เปล่งน้ำเสียงด้วยท่าทางที่มั่นคง ไม่หลบตา ไม่วอกแวก “ผมเคยถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าวัยรุ่นคนหนึ่งที่ทำร้ายมิสเตอร์โธมัส ซึ่งต่อมาเขาเป็นพ่อบุญธรรมของผม”

“งั้นที่เขาเขียนในกระดาษว่าพ่อบุญธรรมของครูกล้าใช้เงินปิดคดีก็จริงอย่างนั้นสิ” แม่ค้าคนหนึ่งแทรกคำถาม

“ฝ่ายนั้นก็ใช้เงินเปลี่ยนรูปคดีจากผู้กระทำจี้ชิงทรัพย์และพยายามฆ่าเจ้าทรัพย์มาเป็นถูกกระทำ!

“แต่ครูกล้าไม่คิดว่าทำเกินกว่าเหตุหรือสภาพเด็กคนนี้ก็ยับเยินไม่มีชิ้นดี” คราวนี้เป็นชาวบ้านในชุมชนที่มีลูกชายวัยมัธยมปลายของเขายืนเคียงข้าง “ครูสอนให้เด็กมีสติ แต่ทำไมครูถึงขาดสติ”

ต้นกล้าสูดลมหายใจเข้าลึก “คงบอกได้แค่ว่าตอนนั้นผมก็เป็นวัยรุ่นเลือดร้อนไม่ต่างกับลูกชายของคุณ”

“อ๋อแน่ละ ถ้าผมเป็นพ่อของเด็กวัยรุ่นในรูป ผมก็ไม่มีทางให้คดีเงียบหายไปเหมือนกัน”

เหมือนพวกเขาเหล่านี้ตั้งใจมาเพื่อโจมตีและให้เขาคุกเข่ารับผิดมากกว่าให้เขาแถลงไขข้อเท็จจริง ต้นกล้าจึงนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาที่พวกเขาต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปตามความคิด จึงป่วยการที่จะอธิบายอะไรต่อ

“ขออภัยค่ะทุกคน พื้นที่นี้เป็นพื้นที่อันตราย เพื่อความปลอดภัยของทุกคน รบกวนออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด เพราะเครื่องจักรกำลังเริ่มทำงาน”

เจ้าของเสียงประกาศจากโทรโข่งคือรสสุคนธ์ วันนี้หล่อนอยู่ในชุดเสื้อโปโลสีขาวกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มทะมัดทะแมงสวมหมวกนิรภัย ขนาบข้างด้วยวิศวกรก่อสร้างและคนงานที่สวมใส่เครื่องป้องกันภัยเต็มยศ

และหลังจากที่หล่อนปล่อยคำเตือนไม่กี่นาที พื้นดินก็สั่นสะเทือนจนป้ายปูนเหนือเสาทั้งสองของประตูโรงเรียนมีผงสีขาวร่วงหล่นลงมา กลุ่มผู้ชุมนุมถึงได้ยอมแยกย้ายกันไป รวมถึงฝ้ายเองที่คงปวดร้าวกับความจริงที่ได้ยิน ส่วนจ้อยเป็นคนสุดท้ายที่หลงเหลือ แต่ก็ยืนมองเขาด้วยสายตาของคนแปลกหน้าต่อกันก่อนหมุนตัวเดินจากไป สร้างความรู้สึกโหวงในอกประหลาดให้ครูหนุ่ม คล้ายกับการหันหลังให้เขาของจ้อยเหมือนเป็นการปฏิเสธทุกสิ่งที่เคยผูกพันกันมา

“ฉันหมายถึงตัวคุณด้วย” หล่อนก้าวขาเข้ามายืนประจันหน้า “เพื่อความปลอดภัย ฉันขออนุญาตปลดป้ายโรงเรียนก่อนที่มันจะร่วงลงมาใส่หัวคุณ”

แม้ในตอนที่หล่อนเอ่ยคำ เศษฝุ่นสีขาวก็ร่วงโปรยปรายลงมา และยิ่งหนาขึ้นในทุกครั้งที่เครื่องจักรกระแทกชิ้นส่วนของมันลงบนผืนดิน

“ขอบคุณนะครับ” เพราะหล่อนช่วยเขาให้รอดพ้นจากสถานการณ์อึดอัดได้อีกครั้ง จึงสมควรมอบความซาบซึ้งในใจให้

“ฉันก็แค่ไม่อยากให้เป็นข่าวเสียหายตามมาทีหลังว่าคุณากรพร็อพเพอตี้ไม่ดูแลความปลอดภัยจนทำให้ใครบาดเจ็บ” การประชดประชันถูกถ่ายทอดทั้งทางน้ำเสียงและแววตา

ชายหนุ่มถอนลมหายใจ “ผมจะเล่าทุกอย่างให้คุณฟัง”

“รวมถึงกุหลาบปลอมต้นนั้นด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวกอดอกเชิดหน้าพูด

คิ้วเข้มย่นเข้าหากัน มองหล่อนเชิงถามกลับ “กุหลาบปลอม ?

“ต้นที่อยู่ใต้เรดอีเดน คุณจงใจปลอมมันขึ้นมาเพื่อหลอกฉัน ให้ฉันเชื่อว่ากุหลาบที่ฉันปลูกออกดอกจริง”

ต้นกล้าสบดวงตาสีดำเป็นประกายของหญิงสาว อยากเล่าทุกอย่างให้ฟัง ตั้งแต่เรื่องคดีความในอดีตรวมไปถึงเรื่องความจริงเกี่ยวกับกุหลาบ แต่ในเวลาที่มีไฟลุกในดวงตาคม ต่อให้พูดอะไรไปก็ไม่ต่างจากราดน้ำน้อยในกองเพลิง

“เชิญคุณกับคนงานของคุณทำงานตามสบาย แต่ขอให้อย่าล้ำเส้นเกินเขตประตูเข้ามา เพราะพื้นที่ในเขตรอบรั้วกำแพงยังเป็นของผมอยู่ หวังว่าคุณก็เข้าใจข้อนี้เช่นกัน มิเช่นนั้นแล้วผมจะถือว่าบุกรุก”

ไม่ใช่แค่พูดเพื่อขู่ แต่เป็นการประกาศเจตจำนงชัดเจน เขาหมุนตัวเดินเข้าไปในอาคารเรียน มุ่งตรงไปในห้องพักครู คว้ากีตาร์ที่พิงผนังมาเล่นบทเพลงขับกล่อมตัวเองไม่สนใจเสียงเครื่องจักรและแรงสะเทือน 

จนทุกเสียงเงียบหายไปเขาถึงได้ยินโปรแกรมจดหมายอิเลคทรอนิกส์เตือนว่ามีข้อความใหม่เข้ามา และผู้ส่งก็คือรักษาการณ์แทนกรรมการผู้จัดการบริษัทแอนเจลฟลาย เนื้อหาใจความสำคัญเขียนไว้ว่ายินดีต้อนรับคณะตัวแทนของมิลเลอร์โฮลดิ้งในวันและเวลาที่กำหนดไว้ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า

ส่วนรายละเอียดการเจรจาก็มีเกี่ยวกับการขอผัดผ่อนครั้งสุดท้าย โดยมีแผนการคืนหนี้ที่แอนเจลฟลายคิดว่าจะสร้างความความพึงพอใจให้มิลเลอร์โฮลดิ้ง ด้วยการขายหุ้นกิจการคุณากรพร็อพเพอตี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ระบุผู้สนใจซื้อคือบริษัทของมิสเตอร์เรมอนด์ แต่นายอิทธิฤทธิ์ยังไม่รู้ว่าเขานี่แหละที่จะเป็นตัวแทนการเจรจา

ต้นกล้าถอนหายใจเสียงขณะมองชื่อของบริษัทหญิงสาวบนหน้าจอ ก่อนปิดหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ลุกขึ้นพาร่างสูงของตัวเองไปยืนพิงกรอบประตู ทอดตามองไปทางซุ้มเรดอีเดนที่เจ้ากุหลาบนามเดียวกับหญิงสาวคงกำลังหลับสบายไร้ความกังวล ตรงข้ามกับเขาที่รู้สึกทุกข์ใจ

“ทำไมผมกับคุณถึงต้องมาพบกันในสถานะแบบนี้ด้วย...”

ดวงตาสีน้ำผึ้งป่าจับจ้องยอดเครนที่ยังขยันขันแข็งทำงาน และไม่คิดหวังให้ลมที่พัดผ่านมานำคำรำพึงแผ่วเบาไปฝากให้หญิงสาว

แต่ก็อยากเห็นใบหน้าหล่อนอีกครั้ง...

ความคำนึงฉับพลันสั่งให้เขาก้าวขาเดินออกนอกเขตรั้ว ปรายตามองป้ายชื่อโรงเรียนถูกพาดไว้อย่างสงบข้างกำแพง แล้วสับขาเดินเร็วด้วยความคล่องแคล่วมากขึ้น กะเกณฑ์เวลาเทียบกับระยะทางความห่างจากจุดที่เดินไปถึงสำนักงานชั่วคราวของคุณากรพร็อพเพอตี้คงได้ทันพบก่อนที่หล่อนจะหิ้วกระเป๋ากลับ

 

“โรสพูดใหม่อีกทีซิ บอกพี่ชัด ๆ ว่าทำไมเราถึงยังรุกอาณาเขตของนายต้นกล้าไม่ได้!

แม้จะถูกชายหนุ่มตรงหน้าชักสีหน้า ถามด้วยน้ำเสียงกร้าวแค่ไหน รสสุคนธ์ก็พยายามควบคุมอารมณ์ อธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เพราะสัญญากุหลาบ โรสกับสัญเขาว่าถ้าโรสปลูกกุหลาบได้ โรสจะละเว้นโรงเรียนของเขา”

“แล้วผลล่ะ ผลลัพธ์ของมันเป็นยังไง” จากเสียงตะเบ็งเป็นเสียงเค้นจากลำคอ

จะให้บอกอย่างไรก็ในเมื่อหล่อนเองก็ยังสับสน กุหลาบที่หล่อนฟูมฟายหลังเฝ้าฟูมฟักแต่สุดท้ายก็ตายไม่ต่างกับกิ่งไม้แห้ง กับกุหลาบใบสวยสมบูรณ์มีช่อดอกตูมสะพรั่งที่ห้อยป้ายชื่อเดียวกันกับหล่อนที่เห็นตั้งวางอย่างสงบใต้ซุ้มเรดอีเดนที่เบื้องหลังครูหนุ่ม ต้นไหนกันที่เป็นต้นในพันธสัญญา

“ยังไงก็ตาม ระยะเวลาสัญญายังเหลืออีกเจ็ดวัน ในเจ็ดวันนี้ คุณากรก็ยังเข้าพื้นที่ของเขาไม่ได้” หล่อนเบี่ยงประเด็น

“พี่รอไม่ได้ อย่างช้าพรุ่งนี้พี่ต้องได้เอาเครื่องจักรเข้าไปทะลวงแปลงกุหลาบพวกนั้น!

“อีกเจ็ดวันถึงจะครบกำหนดการเข้าพื้นที่โรงเรียนปลูกปัญญา ต่อให้พี่อิทรีบแค่ไหน ทางทีมวิศวกรก็ยังไม่พร้อม” หล่อนย่นคิ้วมองชายหนุ่ม “แล้วคนที่ต้องร้อนใจรอ ไม่ใช่พี่อิท แต่ควรจะเป็นโรส โรสเป็นผู้จัดการโครงการนี้นะคะ อย่าลืม”

รสสุคนธ์แค่นยิ้ม “รู้สิคะ แล้วก็รู้พี่อิทอยากเอางานนี้ไปทำเองมากแค่ไหน”

“คิดหรือว่าพี่อยากเอากระดูกมาแขวนคอ บริษัทที่ผลประกอบการติดลบแบบนี้ ต่อให้เคยมีกำไรดีแค่ไหนก็ไม่มีใครอยากทำ!

“พี่อิทก็ปล่อยมือสิคะ ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการแล้วให้ทายาทตัวจริงบริหารเอง โรสจัดการเองได้ไม่ต้องพึ่งใคร และไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับพี่อิทเพื่อให้กิจการอยู่รอด!

เสียงหัวเราะดังลั่นสำนักงานชั่วคราวที่เหลือแค่หญิงสาวกับเขาสองคน “โรสรู้ตัวหรือเปล่าว่าถ้าทุกคนปล่อยให้โรสคุมงานคนเดียว ป่านนี้งานก็ไม่คืบหน้า ถ้ายังไม่รู้ก็ขอบอกไว้ให้รู้ว่าไม่ใช่แม่ของโรสหรือที่จ่ายเงินจ้างนักเรียนออก แล้วการที่นายต้นกล้าถูกรถชน โรสคิดว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุหรือไง!

“พี่อิท... หมายความว่า... ยังไง” หัวใจของหล่อนสั่นสะเทือน เปล่งคำถามเสียงขาดหาย

“มันไม่ใช่อุบัติเหตุ ใครบางคนถูกจ้างเพื่อฆ่าเจ้าของโรงเรียนปลูกปัญญาโดยทำให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุ”

“คะ... ใคร... ใครจ้าง...”

อิทธิฤทธิ์กระตุกยิ้ม “ก็คงต้องลองไปถามแม่ของโรสดูเองแล้วล่ะ”

“ไม่จริง โรสไม่เชื่อ” น้ำตาร้อนหลั่งรินเป็นทาง

“โรสก็คงรู้ดีว่าโครงการนี้สำคัญกับคุณากรพร็อพเพอตี้แค่ไหน แล้วทั้งคุณลุงกับคุณป้าก็คงไม่ไว้ใจให้โรสดูแลเอง ไม่งั้นคุณป้าคงไม่ยื่นมือเข้ามาผลักดันโครงการโดยไม่บอกให้โรสรู้”

“แม่ไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่...” หล่อนคร่ำครวญเสียงแผ่ว ร่างกายอ่อนแรงจะยืนไม่อยู่ ทรุดตัวลงนั่งกองบนพื้น

ชายหนุ่มเดินมาย่อเข่า จ้องหน้าหล่อนเขม็ง “โลกใบนี้มีกลเกมมากมายนัก คนกันเองนี่ล่ะตัวดี โรสเรียนรู้จากหงส์แล้วไม่ใช่หรือ และแม้แต่คนที่ใครต่อใครคิดว่าบริสุทธิ์ขาวสะอาดอย่างนายต้นกล้า ก็ยังมีอดีตดำมืด”

มือหนาจับต้นแขนบางทั้งสอง “เก็บน้ำตาคืนบ่อซะโรส แล้วทำในสิ่งที่โรสต้องทำ โครงการห้างสรรพสินค้าของคุณากรพร็อพเพอตี้จะต้องสำเร็จ”

“แต่...” หล่อนกลืนคำพูดพร้อมน้ำตา กุหลาบที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้มันกำลังจะบานหรือไม่ และหากมันเป็นกุหลาบต้นแรกที่หล่อนปลูกจริง คุณากรพร็อพเพอตี้ก็จะลำบาก

“กุหลาบจะต้องตายโรส กุหลาบทุกต้นที่อยู่ในโรงเรียนปลูกปัญญาจะต้องตายไม่ว่าต้นไหนก็ตาม ชะตาชีวิตของคุณากรพร็อพเพอตี้อยู่ที่การตัดสินใจของโรส หรือไม่ก็ยอมแต่งงานกับพี่ตามความต้องการของคุณป้าปัทมา รวมแอนเจิลฟลายกับคุณากรพร็อพเพอตี้เข้าด้วยกัน”

ในน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำของชายหนุ่มนั้นหมายถึงแค่ชีวิตของกุหลาบทุกต้นหรือรวมถึงตัวเจ้าของโรงเรียนปลูกปัญญากันแน่ แต่เขาก็ตอกย้ำว่าหล่อนต้องเลือกระหว่างความอยู่รอดของบริษัทกับความปลอดภัยของครูหนุ่ม และหล่อนจะไม่มีวันแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก

 “คุณากรพร็อพเพอตี้จะต้องอยู่ต่อไป โรสจะสร้างห้างสรรพสินค้าทับที่โรงเรียนปลูกปัญญา” หล่อนเปล่งคำพูดชัดเจน แล้วลุกขึ้นยืน พลางจับจ้องดวงตาเรียว “โรสจะทำให้ได้ โดยไม่ต้องหวังพึ่งใคร!

ร่างบางสะบัดแขนดึงตัวเองออกจากพันธนาการมือหนา แล้วเดินออกจากสำนักงาน มุ่งตรงไปยังคอนเทนเนอร์ที่เก็บเคมีก่อสร้าง กวาดตามองหาสิ่งที่ต้องการจนพบแล้วหยิบขึ้นมาไว้ในมือ แล้วหมุนตัวเดินเท้าไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่โรงเรียนปลูกปัญญาซึ่งตั้งโดดเด่นท่ามกลางกองคอนกรีตของอาคารที่ถูกทุบทิ้งให้เหลือเพียงแค่เศษซากความเจริญ

โรงเรียนปลูกปัญญาคืนนี้ให้ความรู้สึกเงียบเหงา ประตูรั้วที่เคยเป็นสีทองมันวาวก็ถูกเคลือบเต็มไปด้วยฝุ่น ป้ายโรงเรียนที่ถูกวางทิ้งไว้ก็ดูไร้ค่า หมดความขลังดั่งชื่อที่ถูกตั้งไว้เพื่อเป็นสถานให้การศึกษา

รสสุคนธ์สูดลมหายใจเข้าลึก แหงนหน้าหลับตาคิดถึงใบหน้าครูหนุ่ม “ทำไมฉันกับคุณถึงต้องมาพบกันในสถานะแบบนี้...”

พลันนั้นน้ำตาก็รินไหล หญิงสาวรีบใช้นิ้วกรีดน้ำตา แล้วกลั้นหายใจ ผลักประตูเข้าไปให้เงียบเสียงที่สุด จากนั้นมองไปทางห้องพักครู เห็นไฟยังสว่างอยู่จึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปแปลงกุหลาบ พร้อมกับกอดขวดแก้วแนบอกแน่น จนเข้าใกล้ซุ้มเรดอีเดนและเห็นกระถางกุหลาบที่ร้อยป้ายชื่อเดียวกันกับหล่อนวางสงบนิ่งเหมือนรู้โชคชะตาตัวเอง

หล่อนบิดฝาที่ผนึกขวดออก กลิ่นสารระเหยก็โชยขึ้นจู่โจมประสาทรับกลิ่นที่แรงจนขนาดหล่อนต้องเบือนหน้าหนี แล้วเจ้ากุหลาบต้นนี้ มันจะรู้สึกอย่างไรหากถูกราดรดลงไปในดิน คิดแล้วก็สมเพชตัวเองที่ไร้ความสามารถ ไม่สามารถเจรจากับครูหนุ่มให้เขายอมโดยดี แต่ก็รู้ว่าทางรอดของบริษัทและอิสรภาพจากการแต่งงานหล่อนไม่ควรไปทำลายอุดมการณ์หรือสวรรค์วิมานของใคร

เจ้าเด็กจ้อยอาจเสียใจมากทีเดียว แต่หล่อนก็ต้องเลือกทางที่ดีที่สุด ยังดีกว่าโรงเรียนคงอยู่ แต่ครูหนุ่มตายจากไป เพราะถ้าเรื่องที่อิทธิฤทธิ์พูดเป็นความจริง นิสัยวิ่งเข้าหาเป้าหมายแบบเดียวกันกับที่หล่อนมีนั้นถูกถ่ายทอดมาจากมารดา ฉะนั้นหล่อนไม่อาจบอกได้แม่ว่าของหล่อนจะทำอะไรกับเขาต่อไป

 แต่พอมองช่อดอกตูมที่คล้ายกับกำลังเริ่มแย้มกลีบน้อย ๆ ของมันแล้ว ก็ให้ใจอ่อน ราวกับมันเป็นเด็กน้อยไร้ทางสู้และอ้อนวอนขอชีวิต ครั้นจะเอียงขวดรินเคมีฤทธิ์กัดกร่อนใส่ ก็ละล้าละลังไม่กล้าทำเสียทันที

“คุณลังเลอะไรอยู่ รีบจัดการมันให้พ้นทางเสียสิ”

เสียงที่ดังจากด้านหลังทำให้รสสุคนธ์เย็นวาบจากแผ่นหลัง ตัวค้างนิ่งแข็งไม่กล้าหันไปมอง รอจนร่างสูงเดินเข้ามาปรากฏกายตรงหน้าระหว่างหล่อนและต้นกุหลาบ

“ลงมือสิ จัดการมันต่อหน้าผม ให้ผมรู้ซึ้งว่าสัญญาที่คุณให้ไว้มันเป็นเพียงแค่ลมปาก ไร้น้ำหนัก”

ดวงตาของเขาแข็งกร้าวน่ากลัว หัวใจของหล่อนเต้นแรงจนรู้สึกได้ มือบางก็สั่นไหวจนเกือบถือขวดสารเคมีไม่อยู่ “ฉัน... ฉันมีเหตุผล... อยากอธิบายให้คุณฟัง... คุณพอจะฟังได้ไหม”

“เชิญ” คำตอบห้วนสั้น

“บริษัทคุณากรพร็อพเพอตี้กำลังแย่... ขาดทุนติดต่อกันหลายปี...” หล่อนเอ่ยโดยไม่กล้าสบตา “ร่างกายพ่อของฉันอ่อนแอไม่สามารถบริหารงานต่อได้ แม่ของฉันไม่เชื่อมั่นว่าฉันจะทำได้... เลยจะให้ฉัน...”

รสสุคนธ์หยุดคำพูดไว้ที่ปลายริมฝีปาก สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยต่อ “แต่งงานกับเขา..”

ร่างสูงยังยืนอย่างสงบ แต่หล่อนยังไม่กล้าเงยหน้ามอง ได้แต่ส่งสายตาไปให้กุหลาบต้นน้อยที่กลายเป็นตัวแทนรับฟังเรื่องราวทั้งหมด

“ฉันมั่นใจว่าทำได้ ฉันรับปากกับมิสเตอร์เรมอนด์ไว้ว่าจะทำโครงการนี้ให้สำเร็จ ฉันเสนอเงื่อนไขว่าถ้าฉันทำสำเร็จ ฉันจะซื้อหุ้นในราคาที่คูณอีกหนึ่งเท่าตัว”

เสียงแค่นหัวเราะจากชายหนุ่มเหมือนมีดคมบาดลึก หล่อนรู้ว่าเขาคงกำลังเยาะเย้ยในใจ แต่การรับปากมิสเตอร์เรมอนด์ไปในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะต้องเจออุปสรรคอย่างเขา

“และถ้าฉันทำไม่ได้...” เสียงพูดต่อมาสั่นไหว “ฉันก็ต้อง... แต่งงานกับ... เขา”

ทุกอย่างที่ต้องการบอกหมดสิ้นแล้ว มีแต่ความเงียบงันเท่านั้นที่เหลืออยู่ หล่อนอยากรู้ว่าเขาคิดอะไร แต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยถาม ได้แต่ยืนตาพร่ามัวมองต้นกุหลาบ ดมกลิ่นสารระเหยจนแสบตาแสบจมูก

“ถ้าผมเป็นพนักงานบริษัทของคุณ ก็คงต้องบอกตามตรงว่า คุณไม่มีคุณสมบัติพอที่จะบริหารเลยสักนิด และขอให้อดีตเด็กกำพร้าสอนคุณหนูสักข้อว่าคุณควรไปดูงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อยสิบปีขึ้นไป แล้วจะรู้ว่ากำไรหรือขาดทุน”

แม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็ยังกล่าวคำดูถูก แต่ก็ไม่คาดหวังให้เขาเอ่ยประโยคต่อมาที่เป็นเหมือนหนามแหลมทิ่มแทงหัวใจ

“คุณแม่ของคุณคิดถูกแล้วล่ะที่จับคุณแต่งงานกับเขา”

รสสุคนธ์เม้มปากแน่น ยอมรับคำดูถูกที่เจ็บแสบในอกยิ่งกว่าครั้งไหน แต่ฉับพลันทันใด เขาก็ยื้อแย่งขวดสารระเหยไปถือไว้ หล่อนจึงเงยหน้ามองด้วยดวงตาชื้น

“ไม่ว่าจะบริหารกิจการหรือปลูกกุหลาบแค่ต้นเดียว คุณก็ทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคุณไร้ความสามารถแต่ที่คุณทำ ก็แค่เพื่อเอาชนะ”

ไม่ทันได้คิดอะไร หล่อนก็ร้องเสียงหลง ในตอนที่เห็นเขาราดสารเคมีลงบนกุหลาบต้นที่เขาเองก็มีส่วนให้มันงอกงาม

“กุหลาบต้นนี้มันไม่คู่ควรกับคุณ คุณากรพร็อพเพอตี้ก็ไม่คู่ควรกับคุณ” เขาขว้างขวดแก้วเปล่าทิ้งลงพื้นแตกกระจาย แล้วขยับเท้าเดินเข้ามาประชิด มองหล่อนด้วยแววตาที่มีไฟลุกโชน

 “ตามสัญญา ที่ดินผืนนี้เป็นของคุณแล้ว แต่อย่าได้ดีใจไป เพราะสักวัน ผมจะมาทวงคืน!

เขากล่าวใส่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวก่อนเดินจากไป ทิ้งร่างบางที่อ่อนระโหยโรยแรง คลานไปอุ้มกระถางเปียกชื้นโชกไปด้วยสารเคมีขึ้นกอดแน่น ร้องไห้ประหนึ่งเป็นหล่อนเองที่กำลังจะตาย

 





ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

รอบนี้มีปกใหม่ให้เชยชมกันด้วย

ยังไงฝากให้กำลังใจกันต่อนะคะว่า

ครูกล้าจะรักษาหัวใจให้เข้มแข็งได้อยู่หรือไม่


รัก

ฤดีวัลย์





แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

10 ความคิดเห็น