ตอนที่ 25 : ตอนที่ ๒๔ ความลับของครูหนุ่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 198
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    12 ก.พ. 62

ตอนที่ ๒๔ ความลับของครูหนุ่ม





ถ้าไม่รวมวิสกี้นอกอย่างดีที่พนักงานสาวรุ่นยกเข้ามาบริการรับหน้าก่อนเจ้านายใหญ่ผู้ครอบครองกิจการจะเสร็จกิจธุระแล้วมาพบเขาตามนัดที่ล่วงเลยมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามสิบนาที ไฟสลัวจากหลอดไฟสีแดงหม่นกับกลิ่นฉุนกึกของน้ำหอมปรับอากาศราคาถูกก็ไม่ได้ทำให้อิทธิฤทธิ์รู้สึกสุนทรีนักในบรรยากาศห้องวีไอพีของร้านคาราโอเกะที่พยายามตบแต่งให้เทียบเท่าผับหรูในเมืองหลวง

“ให้ผมโทรตามนายประชาอีกรอบไหมครับ คุณอิท”

ชายหนุ่มยกแก้วจิบเหล้าจากโรงบ่มชั้นดีพลางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกครืดคราดของนายวิชัยที่หยิบแก้ววิสกี้ด้วยท่าทางกล้ากลัว ๆ

กระทั่งเสียงร้องเพลงของใครบางคนที่ฟังคล้ายคนโหยหวนมากกว่าเล็ดลอดเข้ามาพร้อมกลุ่มชายฉกรรจ์ และหนึ่งในนั้นมีบุคคลที่เขาเฝ้ารอการเจรจา

นายวิชัยเด้งร่ามท้วมของตัวเองขึ้นยืน แล้วจัดแจงแนะนำชายหนุ่มที่ยังนั่งนิ่งมองอีกฝ่ายด้วยดวงตานิ่งสงบ “นี่คุณอิทธิฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของคุณากรพร็อพเพอตี้ครับ”

นายประชายกยิ้มที่มุมปาก จับจ้องใบหน้าของผู้ถูกแนะนำตัวพลางก้าวเดินเข้ามาย่อตัวนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม

“มีเรื่องยุ่ง ๆ ตามประสาคนเป็นพ่อค้า หวังว่านักธุรกิจใหญ่อย่างคุณจะให้อภัยผมที่มาช้า”

“ผมเป็นฝ่ายนัด ไม่ได้คิดอะไรถ้าหากปล่อยให้เป็นผู้รอ” ไม่มีทั้งความโกรธหรือยินดีในดวงตาเรียว

“หรือไม่ก็ข้อเสนอที่คุณจะยื่นให้ผมคงคุ้มค่าที่จะรอถ้าผมยอมตกลง”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบผู้ทรงอิทธิพลที่ไม่คิดหวั่นกลัวใครกับประโยคที่เอ่ยออกเพียงพอให้อิทธิฤทธิ์รู้ว่านายประชาเก๋าเกมกว่า ฉายามาเฟียท้องถิ่นจึงไม่เกินเลยจากความเป็นจริง

“จะคุ้มหรือไม่คุ้มก็อยู่ที่คุณประชาจะคิดพิจารณา” ชายหนุ่มยิ้มกลับ “แต่ผมรับรองว่าคุณประชาจะมีแต่ได้มากกว่าเสีย”

“น่าสนใจ” นายประชาไหวไหล่ “ไหนลองให้ผมฟังสักหน่อยสิ”

อิทธิฤทธิ์คลี่ยิ้ม จึงหันไปบอกกับคนของตน “คุณออกไปรอผมด้านนอก”

จากนั้นจึงค่อยส่งสายตามองเหล่าผู้คุ้มกันของผู้ทรงอิทธิพลเจ้าถิ่น นายประชาก็เข้าใจความหมาย โบกมือไล่ลูกน้องของตนออกไป เพื่อให้พวกเขาได้ตกลงกันอย่างเป็นการส่วนตัว

“ผมรู้ว่าตอนนี้มีคนของผมไปทำความเดือดร้อนให้คุณประชา ซึ่งจริง ๆ แล้ว การสร้างห้างสรรพสินค้าไม่ควรมีอะไรกระทบต่อธุรกิจของคุณประชาเลย” อิทธิฤทธิ์เริ่มต้นการเจรจา

“ในทีแรกผมก็ไม่คิดว่าจะมี...” คล้ายมีลูกไฟลอยอยู่ในดวงตาของนายประชา

“ทุกคนในคุณากรพร็อพเพอตี้ก็คิดแบบนั้น รวมถึงรสสุคนธ์ ผู้หญิงที่ทำให้คุณเดือดร้อนด้วยเช่นกัน”

มุมปากของผู้ทรงอิทธิพลกระตุกทันทีที่ได้ยินชื่อของรสสุคนธ์ นั่นหมายถึงความเคืองขุ่นที่มีต่อเจ้าหล่อนและแผนการ และอิทธิฤทธิ์ก็รู้ว่าเขามาถูกทาง จึงนำนายประชาก้าวสู่ความรู้สึกถัดไป

“แต่ตัวต้นเหตุที่สร้างปัญหาให้นายประชาไม่ใช่รสสุคนธ์ หล่อนไม่มีทางยอมเสียผลประโยชน์ค่าเช่าที่ของห้างสรรพสินค้าแน่นอน ถ้าไม่มีคนขวางผลประโยชน์”

“คุณหมายถึงโรงเรียนปลูกปัญญา ?

ไม่ต้องสาวลึก นายประชาก็รู้เท่าทัน แต่ชายหนุ่มอยากให้ตรงประเด็นมากกว่านั้น “ผมหมายถึงนายทีเค มิลเลอร์ หรือคนที่คุณรู้จักเขาในนามต้นกล้า”

นายประชาหรี่ตาแคบมองเขา พลางสอดมือเข้ากระเป๋าเชิ้ตล้วงเอาซองบุหรี่ยี่ห้อออกมาเคาะบนมือแล้วจับเอาปลายมวนที่โผล่พ้นจากซองจุดไฟสูบควันเข้าปอด

“เขาเป็นตัวปัญหาของคุณไม่ใช่ผม” น้ำเสียงราบเรียบขัดกับดวงตาที่จับจ้องราวกับต้องการล้วงลึกความคิดของชายหนุ่มผู้ฟัง “ถ้าเขาอยู่ ห้างสรรพสินค้าของคุณก็ไม่ได้สร้าง พ่อค้าแม่ค้าก็ยังต้องเช่าแผงตลาดของผมต่อไป คิด ๆ แล้ว ก็ไม่เห็นว่าผมจะต้องเดือดร้อนอะไร”

อิทธิฤทธิ์ยกยิ้มที่มุมปาก “ผมบอกในตอนต้นแล้วนี่ว่าคุณประชาจะมีแต่ได้ แม้ในตอนนี้คุณประชาจะคิดว่าไม่ได้เสียอะไร แต่ทั้งหนี้ค่าแผงกับหนี้ที่ชาวบ้านกู้ไปเสี่ยงดวงในบ่อนก็ยังไม่ย้อนกลับเข้ากระเป๋าของคุณประชามิใช่หรือ”

หางคิ้วของนายประชากระตุกขึ้นในตอนที่เขาเอ่ยถึงธุรกิจมืด “คุณทำการบ้านมาดี”

“นั่นเป็นเพราะผมถือคติรู้เขารู้เรา และสิ่งที่ผมกล่าวไป มิได้ตั้งใจละลาบละล้วงสิ่งที่นายประชาทำ แต่ผมเห็นว่าเราทั้งสองต่างก็ทำธุรกิจ และต่างก็กำลังเดือดร้อนในเรื่องเงินที่ต้องนำไปต่อยอดทำทุน อุปสรรคของผมคือนายต้นกล้า อุปสรรคของคุณประชาคือหนี้สูญ และผมอยากให้เรามาช่วยเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาสของกันและกัน”

ประกายไฟปลายมวนบุหรี่ที่สว่างวาบเพียงวูบหนึ่งจางหายแล้วเคลื่อนย้ายเข้าสู่ดวงตาของนายประชาที่เพ่งเขม็งเขาเหมือนพยัคฆ์แก่กำลังสำแดงเดชข่มขวัญผู้ที่บังอาจลองดี แต่อิทธิฤทธิ์ก็หาได้เกรงกลัว เขายังพูดสืบไป

“ผมจะซื้อหนี้ทั้งต้นและดอกทั้งหมดจากชาวบ้าน แต่ซื้อในนามของคุณประชา”

“ซื้อในนามผม ?” คิ้วของราชสีห์แก่ย่นเข้าหากัน หลังพ่นควันนิโคตินให้ลอยคลุ้งขโมงทั่วห้อง

“คุณประชาจะได้ความนับถือและได้เงินคืนโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย นี่คือได้ต่อที่หนึ่ง แล้วคุณประชายังนำเงินก้อนนี้ไปขยายธุรกิจที่คุณประชาต้องการ เป็นต่อที่สอง”

“มีแต่ได้กับได้ ?

“มีแต่ได้กับได้” อิทธิฤทธิ์ย้ำคำพูด

บุหรี่หมดมวนลงในตอนที่ปากหยักกระตุกยิ้มร้าย นายประชาขยี้ปลายไฟลงในจานรอง แล้วเอนหลังพิงพนักมองชายหนุ่มที่ยื่นเสนอได้สองต่อให้ แต่ในดวงตาเจ้าเล่ห์นั้นคล้ายยังไม่พึงใจเต็มที่อิทธิฤทธิ์จึงได้ยินคำพูดเหนือความคาดคิด

“ผมอยากได้สามต่อ”

ชายหนุ่มปั้นเสียงให้นิ่งสนิท “เชิญพูดครับ”

“ผมอยากให้คุณประกันตัวคนสองคนออกจากคุกในนามของคุณ”

“คนสองคน ?

“พวกเขาเป็นคนงานก่อสร้างของคุณที่ติดหนี้พนันบ่อน แล้วถูกจับข้อหาจี้ชิงทรัพย์กับพยายามประทุษร้ายเจ้าทรัพย์”

ชายหนุ่มนิ่วหน้า “ไม่มีใครรายงานผมเรื่องนั้นเลย”

“อาจเป็นเพราะเจ้าทรัพย์คนนั้นคือ...” นายประชาเปลี่ยนท่านั่งจากเอนพนักมาเป็นชันวางแขนทั้งสองบนหน้าตัก โน้มตัวเข้ามาคล้ายต้องการให้เขาได้ยินคำพูดชัด ๆ “คุณรสสุคนธ์”

อิทธิฤทธิ์สูดเอาอากาศที่มีแต่กลิ่นบุหรี่เข้าปอดอย่างมิอาจห้าม ความกดดันที่เกิดขึ้นในใจมีต้นเหตุเพราะท่าทางนิ่งขรึมของมาเฟียเจ้าถิ่น แต่เมื่อคิดจะขี่หลังเสือแล้วก็อย่าหวังว่าจะลงจากหลังเสือง่ายดาย และหากเจ้าของรอยยิ้มร้ายไม่ได้คำตอบที่พึงใจ ก็คงไม่รอดจากเขี้ยวคมที่พร้อมจะขย้ำเขาได้ทุกเมื่อ

“ได้” ชายหนุ่มตกปากรับคำ “แต่คุณต้องรับรองว่าผมจะไม่เห็นโรงเรียนปลูกปัญญาบนที่ดินตรงนั้น”

“นั่นหมายความว่าคุณต้องไม่เห็นเจ้าของโรงเรียนยืนบนที่ดินผืนนั้นก่อน”

“ผมไม่อยากให้ถึงขนาดทำอะไรรุนแรง เขาเป็นถึงน้องบุญธรรมของเศรษฐีใหญ่ในประเทศอังกฤษ” อิทธิฤทธิ์กล่าวน้ำเสียงจริงจัง

นายประชาหัวเราะในลำคอ “ผมก็ไม่บอกว่าจะไปทำร้ายอะไรเขา แต่ผมก็มีทางทำให้เขาระหกระเหินออกไปโดยไม่การการทำร้ายร่างกาย และผลที่ได้คือคุณจะไม่ได้เห็นทั้งเขาและโรงเรียนของ”

คำพูดปริศนาของนายประชาจะสร้างเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าชายหนุ่ม แต่คำเฉลยกลับยิ่งทำให้เขาประหลาดใจเหมือนค้นพบทวีปใหม่บนโลก

“ผมจะใช้อดีตของครูกล้าทำลายศรัทธาชาวบ้าน... อดีตที่ทำให้เขาไม่อาจทนอยู่ในฐานะของครูบาอาจารย์”

 

ตัวเลขผลประการย้อนหลังห้าปีที่แล้วช่วงขาลงของบริษัทการบินแองเจิลฟลายบอกครูหนุ่มถึงการตัดสินใจผิดพลาดของผู้บริหารที่ลงขันซื้อหุ้นของสายการบินต้นทุนต่ำแห่งหนึ่ง

ซึ่งแม้จะทำกำไรได้ในช่วงปีแรก แต่วิกฤตการเมืองในประเทศก็เล่นงานธุรกิจท่องเที่ยวจนขาดทุนติดต่อกันถึงสี่ปี จนต้องกู้ยืมเงินจากมิลเลอร์โฮลดิ้งไปหนุนกิจการ และให้อิทธิฤทธิ์ขึ้นมาเป็นรักษาการณ์กรรมการผู้จัดการแทนพี่ชาย ที่บริหารงานผิดพลาด

หากไม่นับรายได้จากการขายเที่ยวบินที่ไม่พอหนุนกิจการที่ขาดทุน ตัวช่วยที่ทำให้แองเจิลประคองตัวอยู่ได้คือเงินปันผลจากคุณากรพร็อพเพอตี้ที่แองเจิลฟลายถือหุ้นอยู่สี่สิบเปอร์เซ็นต์

“มูลค่าเงินปันผลที่คุณากรพร็อพ ฯ จ่ายให้เท่ากับรายได้ของแองเจิลฟลายอย่างมีนัยสำคัญ” ต้นกล้ารำพึงกับเบนที่ถือหูรอสนทนาอยู่อีกทวีปของโลก “เท่ากับแองเจิงฟลายอยู่รอดมาได้ก็เพราะมีปันผลจากคุณากรพร็อพ ฯ หนุนอยู่”

“นั่นล่ะที่ทำให้มิลเลอร์โฮลดิ้งกังวล” เบนกรอกเสียงมาทางสายโทรศัพท์ “หากเขาบริหารกิจการด้วยยุทธวิธีที่ไม่ใช้เงินจากคนอื่น มิลเลอร์โฮลดิ้งจะใช้เกณฑ์ตัดสินจากทัศนวิสัยของผู้บริหารมากกว่าผลประกอบการ และนี่ต่อให้ขายหุ้นของคุณากร ก็ยังไม่พอจ่ายหนี้แล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะใช้คืนยังไง”

ต้นกล้าถอนหายใจเสียงหนัก  “ผมคงต้องนัดคุยกับคุณอิทธิฤทธิ์สักครั้ง”

“แต่นายเคยเจอเขาแล้วในงานศพของพ่อกับแม่” เบนท้วงขึ้น

แล้วก็ไม่ใช่แค่นั้นครั้งเดียว แต่เขาเจอชายหนุ่มที่แสดงท่าทางหึงหวงหญิงสาวชัดเจนถึงสามครั้ง “แค่ครั้งนั้นเดียวไม่ทำให้ผมรู้จักนิสัยใจคอเขาหรอกครับเบน”

“อะไรกันทีเค ฉันรู้ว่าพ่อถ่ายทอดความรู้ให้นายเหมือนกับที่ถ่ายทอดให้ฉัน แต่ฉันรู้ว่าแค่เจอกันครั้งแรก นายก็อ่านใจเขาได้”

คำกล่าวของเบนอาจเป็นการยกยอเกินจริงไปบ้าง เพราะกับฝ่ายชาย เขายังมองไม่ออกว่าเป็นคนอย่างไรในวันงานศพที่ต้องการสร้างความประทับใจแรกพบ แต่กับฝ่ายหญิง แค่สบตาหล่อนครั้งแรก ต้นกล้าบอกได้เต็มปากว่าหล่อนเป็นประเภทสู้ไม่ถอย แล้วเขาก็จ้องตาหล่อนไม่ถอยเช่นกัน

 “โอฉันจำได้แล้ว วันนั้นในงานเลี้ยงน้ำชาแขก นายเอาแต่แอบมองแม่ตุ๊กตานั่นตลอดจนจบงาน”

แต่คำพูดของพี่ชายบุญธรรมต่อมาทำให้เขาสำลักความทรงจำ “ถ้าผมได้คุยกับคุณอิทธิฤทธิ์แล้ว ผมจะติดต่อไปนะครับเบน”

“ก็ได้ ๆ” ฝ่ายนั้นหัวเราะครื้น ราวกับรู้ว่าเขาต้องการเบี่ยงประเด็น แล้วก็วกกลับมาเรื่องเก่าอีกครั้ง “ยังไงฉันก็รอนายกลับมานะทีเค กระปุกหมูออมสินที่พ่อกับแม่ฝากฉันไว้ให้ก็ยังไม่ได้หายไปไหน”

ถ้าบอกว่าไม่สมควรรับก็คงถูกโกรธ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำลายบรรยากาศความหวังดี คำตอบที่ถูกเลือกมาใช้ยามนี้คือ “ผมฝากเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ตอนนี้”

“แน่ใจนะว่าไม่จำเป็น”

ต้นกล้าเลิกคิ้วกับโทรศัพท์ แต่ปลายทางก็เหมือนกับมีธุระต้องรีบวางสายเสียก่อน เขาจึงอยู่ในสภาวะค้างคาชั่วขณะหนึ่งก่อนความรู้สึกใหม่เคลื่อนเข้ามาทับแทนที่ในตอนได้รับข่าวจากนางพยาบาลผู้ดูแลว่าอาการป่วยของครูเพ็ญย่ำแย่เต็มที

ร่างกายที่ยังไม่เอื้อต่อการขยับขยายมากเกินไปกว่าจับช้อนกินข้าวด้วยเองเป็นอุปสรรคร้ายแรงต่อการเดินทางไปเยี่ยมครูผู้เป็นที่รัก กระนั้นต้นกล้าก็ขอร้องให้นายแพทย์ผู้รักษาให้จัดเตรียมรถนำเขาไปส่งยังอีกโรงพยาบาลที่ตั้งห่างกันไม่ไกล

ด้วยวีลแชร์ที่พอใช้แขนข้างปกติเข็นพาตัวเองไปตามโถงทางเดินสู่ห้องผู้ป่วยพิเศษ ครูหนุ่มก็เกือบจะได้เห็นใบหน้าครูชราถ้าหญิงสาวที่เบนเรียกหล่อนว่าแม่ตุ๊กตาไม่ก้าวขาออกจากห้องพักผู้ป่วยด้วยชุดป้องกันเชื้อทั้งตัว และโชคดีที่หล่อนไม่ทันเห็นเขาตอนหมุนหลบเข้ามุมก่อนถึงห้องพัก มิเช่นนั้นหล่อนคงตกใจที่เห็นเขาปรากฏตัวที่นี่เหมือนเห็นผี

“ไม่มีการรักษาอื่นที่พอช่วยได้แล้วหรือคะ” เสียงสั่น ๆ ของหล่อนลอยเข้าหู

“เราทำทุกอย่างที่ต้องทำแล้วครับคุณโรส ที่ต้องทำต่อจากนี้คือรอเวลา...”

คำตอบของหมอผู้ให้การรักษาครูชราดังกระทบถึงจิตใจชายหนุ่มผู้ซ่อนตัว

“คุณหมอพอบอกได้ไหมคะว่าจะช้าหรือเร็วแค่ไหน”

เขาไม่ได้ยินเสียงตอบจากผู้เป็นหมอ หรือการไม่ตอบคือคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้ที่คนอาชีพแพทย์เลือกใช้แทนคำว่าสิ้นหวัง และปล่อยให้ความเศร้าผ่านเข้ามาเยี่ยมเยียนในใจญาติผู้ป่วยช้า ๆ เพื่อกลืนกินความทุกข์ก่อนอำลาจากไปโดยทิ้งเพียงความอาลัยรักถึงผู้จากไปที่ยังคงอยู่ในความทรงจำ

แต่ความทรงจำของอดีตเด็กกำพร้าไม่มีใครเข้ามาสร้างรอยประทับไว้มากมาย จำความได้ก็เห็นครูเดือนเพ็ญอยู่ข้างกายทุกครั้งที่อ้างว้าง จากชีวิตข้างกองขยะเติบใหญ่ขึ้นมาก็เพราะครู ทว่าบุญคุณที่ยังไม่ได้ทดแทนก็ถูกความแค้นของจิตใจทำลายความรักต่อเพื่อนมนุษย์ครูเฝ้าปลูกฝังในหัวใจ

“ครูกล้าคะ”

เสียงเรียกปลุกเขาให้ตื่นจากห้วงคำนึงถึงอดีตที่อยากลืม หันไปมองเด็กสาวที่ยืนมองเขาด้วยดวงตาฉงน ต้นกล้าจึงกวักมือเรียกให้เข้ามาหาก่อนที่รสสุคนธ์จะเดินมาพบ

“คุณโรสบอกหนูว่าครูกล้ายังต้องอยู่โรงพยาบาลอีกเกือบสามอาทิตย์ ?” เด็กสาวชิงส่งคำถาม

“ครูมาเยี่ยมครูเพ็ญ” ครูหนุ่มอธิบาย

“คุณโรสก็มาเยี่ยมครูเพ็ญ คุณโรสขอให้หนูขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งที่นี่ค่ะ”

“แล้วรถของคุณโรสล่ะ” ต้นกล้าย่นคิ้วถาม

เหมือนเด็กสาวไม่ค่อยอยากบอก แต่เพราะความเป็นครูจึงต้องให้คำตอบอย่างเสียมิได้ “ถูกเจาะยางค่ะ ตั้งแต่เมื่อคืนตอนที่คุณโรสไปดูกุหลาบที่โรงเรียน”

ความกังวลเดิมยังไม่ถูกทำให้คลายลง ความกังวลใหม่ก็เข้ามาถาโถมไม่ให้เวลาเขาตั้งตัวรับ

“แต่เช้านี้คุณโรสก็ยังขอให้หนูไปเจอเธอที่โรงเรียนเป็นเพื่อนดูสภาพกุหลาบ”

“แล้วกุหลาบต้นนั้น... เป็นยังไง”

“ใบไหม้ กิ่งแห้ง ยอดอ่อนกุด อาการแย่ค่ะครู” เด็กสาวตอบฉะฉาน “ใช้ที่วัดดินตรวจแล้วก็รู้ว่าดินเค็มมาก”

“แล้วคุณเขาทำยังไง”

“คุณโรสเขาก็รีบเปลี่ยนดินตามสูตรของครูค่ะ แล้วก็รดน้ำจนชุ่ม แต่ไม่รู้ว่าดินชุ่มเพราะน้ำประปาของโรงเรียนหรือน้ำตาของคุณโรสมากกว่ากัน”

ต้นกล้าถอนลมหายใจ แอบทอดตามองไปทางห้องพักครูชราที่หญิงสาวยืนตาละห้อยยกมือเกาะผนังกระจก

“แต่ก็แปลกนะคะครู ต้นอื่นไม่เป็นอะไรเลย จะว่าเป็นไวรัสลงก็ไม่ใช่”

ครูหนุ่มหันกลับมาทางลูกศิษย์อีกครั้ง ชั่งน้ำหนักความคิดบางอย่างจนในที่สุดก็ตัดสินใจ “ครูอยากให้เธอช่วยอะไรครูสองเรื่อง แล้วต้องเป็นความลับ อย่าให้คุณรสสุคนธ์รู้เรื่องนี้เด็ดขาด”

 ดวงตากลมใสซื่อของลูกศิษย์มองอย่างสงสัย แต่จนกว่าจะได้ยินการรับปาก เขาจะยังไม่บอกความต้องการแก่ผู้ใด

“ค่ะครู”

ต้นกล้าโล่งใจที่ได้ยิน และดีเหลือเกินที่ยังเหลือเด็กคนนี้เป็นนักเรียน แต่เมื่อแม่หนูบอกเงื่อนไขออกมา เขาก็เริ่มหวั่นเกรงในพลังการเข้าถึงดึงใจคนของหญิงสาว

“แต่ต้องไม่เป็นการหักหลังคุณโรสนะคะ เพราะคุณโรสเธอติวภาษาอังกฤษให้หนูแล้วเธอจะส่งชื่อหนูสอบชิงทุนมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ”

“ครูไม่ให้เธอทำเรื่องผิดศีลธรรมแน่นอน” ต้องพูดมั่นเหมาะจึงได้เห็นเด็กสาวยิ้มพยักหน้า จากนั้นจึงค่อยบอกถึงสิ่งที่ต้องการให้เด็กสาวทำ

ชายหนุ่มพยักหน้า “เรื่องแรก ห้ามบอกชื่อพันธุ์ของ โรสให้คุณรสสุคนธ์รู้เด็ดขาด”

เด็กสาวแย้มยิ้ม “คุณโรสเขาเป็นฝ่ายห้ามหนูเองค่ะ เธอบอกว่าถ้ากุหลาบต้นที่เธอปลูกไม่รอด เธอจะไม่ขอรู้จักชื่อของมัน แต่ท่าทางมันก็ร่อแร่เหลือเกินค่ะครู หนูดูแล้วไม่น่ารอด สงสัยคุณโรสจะไม่มีโอกาสได้รู้จักชื่อของมัน”

ได้ยินแล้วต้นกล้าก็หัวเราะในลำคอ เปรยออกมาพร้อมรอยยิ้มบาง พลางลอบมองหญิงสาวใบหน้าเศร้าที่เบนเรียกเจ้าหล่อนว่าแม่ตุ๊กตา

“ต้นนั้นที่อยู่ในโรงเรือนไม่ใช่ต้นที่เธอปลูก แต่เป็นต้นที่ครูแอบซ่อนไว้ใต้ซุ้มเรดอีเดนเพื่อพิสูจน์ความคิดบางอย่าง”

 

 

   

 

 


ขอบคุณที่ติดตามนะคะ 

รัก

ฤดีวัลย์

 

แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

9 ความคิดเห็น