ตอนที่ 24 : ตอนที่ ๒๓ ความรู้สึกที่ไม่ควรเกิด (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 193
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    10 ก.พ. 62

ตอนที่ ๒๓ ความรู้สึกที่ไม่ควรเกิด




รสสุคนธ์รู้สึกสดชื่นเหมือนหลับเต็มอิ่มมาทั้งคืน นับเป็นวันแรกกระมังที่หล่อนตื่นมารับแสงอรุณด้วยรอยยิ้มจนเกือบลืมความทุกข์ยากที่สะสมในใจ 

ร่างบางกระปรี้กระเปร่าเด้งผึงจากเตียง ทำกิจวัตรยามเช้าเร็วไว หยิบเสื้อและกางเกงตัวสบายสำหรับวันสบายมาสวมใส่ แล้วออกจากโรงแรมเพื่อหาซื้อผลไม้สดในตลาดก่อนเดินทางไปเยี่ยมครูหนุ่มที่ถูกย้ายตัวจากโรงพยาบาลรัฐไปโรงพยาบาลเอกชนตามความต้องการของหล่อนเอง

เขาโกรธหล่อนน่าดูเชียวล่ะ แต่ถ้าต้องเลือกเรื่องความพร้อมของเครื่องไม้เครื่องมือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็ต้องยอมอย่างจนใจแล้วปล่อยให้หล่อนจัดการตามความประสงค์ ซึ่งผลพลอยได้ก็คือการให้เขาได้พักผ่อนในห้องพักฟื้นส่วนตัวที่สงบกว่า

และในตอนที่รสสุคนธ์ไปถึงห้องพัก ก็เป็นเวลาที่แพทย์ผู้รักษาออกตรวจพอดี หล่อนจึงได้ทันฟังข่าวที่สร้างความแช่มชื่นใจว่ากระดูกที่ร้าวนั้นใช้เวลาแค่สามอาทิตย์ก็ประสานกันดี ส่วนขาของเขาก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดทำให้เป็นคนพิการเดินเป๋ 

“ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ” หล่อนกล่าวกับนายแพทย์ตอนเดินไปส่งที่ประตูห้อง แล้วหันมาส่งยิ้มกว้างให้ผู้ป่วยบนเตียง 

“อีกไม่กี่สัปดาห์ คุณก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว”

ยิ้มอ่อนประดับบนใบหน้าครูหนุ่ม “นั่นหมายถึงคุณจะต้องกลับไปรบกับผมที่โรงเรียนอีก”

“งั้นคุณก็ต้องพักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง เพราะฉันบอกเลยว่าคุณจะได้เจอศึกหนัก” หล่อนบอกด้วยใบหน้าทีเล่นทีจริงแล้วหันไปหยิบลูกพลับจากตะกร้าผลไม้มาไว้ในมือ “ลูกพลับหวาน ๆ จะสร้างพลังงานให้คุณ”

จากนั้นก็หมุนตัวไปเปิดลิ้นชักหยิบมีดออกมา แล้วปอกเปลือกผลไม้เนื้อฉ่ำส่งกลิ่นหอมน่าทาน ชวนครูหนุ่มพูดคุย “เมื่อเช้า ฉันเจอนางพยาบาลที่ดูแลครูเพ็ญ เขาบอกว่าอาการของครูยังทรง ๆ เมื่อคืนก็มีไข้ต่ำค่ะ”

ไม่มีเสียงขับขานจากคนฟัง พอหันตัวยกจานลูกพลับกับไปก็เห็นใบหน้านิ่งงัน คล้ายจมจ่อมในความคิด “ฉันรู้ว่าคุณห่วงครูเพ็ญ และถ้าครูเพ็ญรู้ว่าคุณบาดเจ็บ ครูเพ็ญก็คงห่วงคุณไม่แพ้กัน”

“ทั้งชีวิต ผมมีครูเพ็ญเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่...”

“และคุณก็ยังมีนายเผ่า นางแพร้ว หนูมุก จ้อย จ๊ะจ๋า แล้วก็... มิสเตอร์เบน พี่ชายบุญธรรมของคุณด้วย”

“นั่นสินะ” ต้นกล้าถอนลมหายใจ “กับนักเรียนที่เหลือของผมอีก”

แววความเศร้าลึกที่ยังโรยตัวบางเบาบนใบหน้าของเขาทำให้หล่อนไม่อยากบอกข่าวร้าย แต่ดีกว่าถ้าเขาจะรู้ตัวล่วงหน้าก่อนกลับไปพบความว่างเปล่าของโรงเรียน

“วันที่ฉันรู้ว่าคุณอยู่โรงพยาบาล วันนั้นโรงเรียนปลูกปัญญาเหลือนักเรียนหญิงที่คอยช่วยงานคุณเสมอแค่คนเดียว...”

หล่อนบอกแล้วรีบหลุบตาลงมองลูกพลับในจาน เพราะดวงตาคู่คมที่ชายหนุ่มใช้มองมาคล้ายเป็นชนักทิ่มแทงใจในเจ็บร้าว รู้ตัวดีว่าเหตุผลที่นักเรียนของเขาร่อยหรอจนเกือบเป็นศูนย์เกิดเพราะใคร

“ทานลูกพลับหวาน ๆ ดีกว่าค่ะ เขาว่าความหวานช่วยทำให้จิตใจสดชื่น” จึงปรับเปลี่ยนบรรยากาศอึมครึม ใช้ส้อมจิ้มชิ้นลูกพลับแล้วยื่นส่งให้ครูหนุ่มด้วยรอยยิ้ม

“ผมยังไม่หิว”

“ไม่ต้องรอให้หิวก็ทานได้ค่ะ นี่ดูสิ ฉันตั้งใจแกะเป็นรูปกระต่ายเลยนะคะ ที่สุดของงานแกะสลักผลไม้เลย”

ดวงตาคมก้มดูลูกพลับในจานชั่วขณะ แล้วเงยขึ้นมองหล่อนนิ่ง “มองไม่เห็นว่าเป็นกระต่าย เหมือนแมลง... แมลงภู่”

ทำเอาเจ้าของผลงานชิ้นโบแดงหุบยิ้มทันที แล้วใช้ส้อมชี้จุดบ่งบอกลักษณะทางกายภาพ “มันเป็นกระต่าย ตรงนี้เป็นหูกระต่าย หูยาว ๆ สองหูนี่ไงคะ เห็นไหม”

“เห็นเป็นปีกแมลงภู่”

รสสุคนธ์พ่นลมหายใจแรง ส่งตาค้อนใส่คนที่ยังยืนยันตาใสว่ากระต่ายลูกพลับของเธอเป็นแมลงภู่ แต่ถ้าจะช่วยให้เขากลืนลูกพลับที่เฟ้นหาอย่างตั้งใจจากแผงขายผลไม้ล่ะก็ จะเห็นเป็นตัวอะไรก็ยอม

“แมลงภู่ก็แมลงภู่” รสสุคนธ์ตัดใจไม่โต้เถียงต่อ ใช้ส้อมจิ้มชิ้นลูกพลับยื่นส่งให้ตรงริมฝีปาก แต่เรียวปากหยักยังไม่ปิดสนิท

“ฉันไม่ได้ใส่ยาอะไรหรอกค่ะ ยอมทานเถอะ” 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำขอร้องเสียงอ่อนหรือเปล่า ถึงได้เห็นเรียวปากหยักเผยออ้ารับลูกพลับที่หล่อนตั้งใจแกะสลักเป็นรูปกระต่ายแต่ดันกลายเป็นแมลง

“เป็นไงคะ หวานไหม” รสสุคนธ์ถามต่อด้วยดวงตาแจ่มใส

“ถ้าอยากรู้ คุณก็ชิมดูสิครับ”

“ฉันซื้อมาให้คุณนี่คะ ไม่แย่งคุณกินหรอก” หล่อนตอบกลั้วเสียงหัวเราะ รีบป้อนชิ้นต่อไปทันที “เย็นนี้ ฉันจะไปดูสภาพกุหลาบที่โรงเรียน คุณอยากได้อะไรจากโรงเรียนหรือเปล่าคะ”

“ถ้าจะไปจริง ก็อย่าไปคนเดียว” เขาเตือน

“ฉันรีบไปรีบกลับ ไม่ได้อยู่ถึงค่ำมืดหรอกค่ะ”

“ก็ไม่ได้ ผมจะให้พี่เผ่าไปกับคุณ”

ดวงตาคมหวานมองชายหนุ่มอย่างประหลาดใจ เอียงคอน้อย ๆ หยอดคำพูดกวน “คุณหวงโรงเรียนหรือคะ ถึงกลัวว่าฉันจะแอบเข้าไปทำลาย”

“ถ้าคุณไม่ลืมข้อตกลงของเรา ผมรู้ว่าคุณจะไม่ทำ แต่ที่ผมไม่อยากให้คุณไปคนเดียวเพราะผมกับพี่เผ่ากังวลใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของคุณ”

ตั้งแต่คราวนั้น เขาก็แสดงออกชัดเจนว่าห่วงใยหล่อน และไม่ว่าจะห่วงด้วยฐานะเพื่อนมนุษย์ ครูห่วงศิษย์หรือห่วงในฐานะใดก็ตาม หล่อนก็ดีใจที่ได้เข้าไปอยู่ในห้วงความคิดของครูหนุ่ม 

“แล้วถ้าไปเจอกุหลาบเหี่ยวเหมือนคราวก่อน คุณเผ่าจะช่วยฉันแก้ปัญหาเหมือนคุณได้หรือเปล่า”

ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจบาง “พี่เผ่ารู้แค่วิธีจับปลา ไม่รู้วิธีปลูกกุหลาบ” 

นั่นแหละคือปัญหา กว่าเขาจะออกจากโรงพยาบาลได้ก็อีกสามอาทิตย์ข้างหน้า เท่ากับเวลาร่นย่อเหลือไม่ถึงสี่เดือนเต็มที่จะทำให้กุหลาบดอกแรกบานตามสัญญา นั่นหมายความว่าหล่อนจะชนะ แล้วเอาทักคุณากรเข้ายึดครองพื้นที่ได้โดยชอบธรรม

“นักเรียนหญิง... ผู้ช่วยของผมคนนั้น” แต่เหมือนเขายังไม่ลดความพยายาม “นอกจากเรียนดีแล้ว ยังปลูกกุหลาบเก่ง เป็นมือขวาของผม”

คำพูดของเขาไม่ได้ทำให้หล่อนใจชื้น เพราะในเวลาที่ความคิดของหล่อนแตกออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งคือเลือกให้กุหลาบไม่บาน และอีกทางคือหาข้ออ้างให้เขาออกจากพื้นที่อันตรายที่พร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ 

รสสุคนธ์ไม่ไว้ใจรอยร้าวพวกนั้นอีกต่อไป หล่อนจึงต้องทำอะไรสักอย่างให้เป็นการรับประกันว่าคู่สัญญาว่าจะปลอดภัยจนกว่าระยะสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าจะด้วยผลแพ้ชนะหรือด้วยอะไรก็ตาม

“ยังไง ฉันจะโทรมารายงานคุณก็แล้วกันนะคะว่ามันยังอยู่ดีหรือย่ำแย่เหมือนคุณเมื่อวาน” รสสุคน์ตั้งใจเปลี่ยนเรื่องคุย ดึงตัวเองออกจากความคิด และอยากใช้เวลาขณะนี้กับชายหนุ่มก่อนที่ความรู้สึกดี ๆ ที่เขามีให้จะเลือนหายไปในวันที่หล่อนปักเสาเข็มต้นแรกบนแปลงกุหลาบของโรงเรียน

“ทานลูกพลับอีกชิ้นนะคะ”

คราวนี้เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาแบบลูกผสมยอมเผยอเรียวปากอ้ารับชิ้นลูกพลับสุกกลิ่นหอมโดยไม่มีท่าทีเกี่ยงงอน จ้องมองคนป้อนด้วยดวงตาสีน้ำผึ้งหวานฉ่ำเหมือนลูกพลับที่เขาเพิ่งกลืนลงคอ เล่นเอารสสุคนธ์ใจเต้นแรง มือที่ถือส้อมอยู่อ่อนแรงลง

“ชิ้นสุดท้ายนะคะ” 

“สุดท้ายแล้วหรือครับ ผมอยากกินอีกจัง”

มาเจริญอาหารอะไรตอนนี้กันนะพ่อคุณ!

รสสุคนธ์ร่ำร้องเสียงดังในใจ หลบซ่อนใบหน้าอมยิ้มไว้ด้วยการรีบหมุนตัวหันหลังเดินไปล้างจานในซิงค์ “ฉันไม่รู้ว่าคุณชอบลูกพลับนี่คะ ก็เลยซื้อมาแค่ลูกเดียว”

จากนั้นก็เดินไปเปิดม่านหน้าต่างให้แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามาไล่ความมืดทึมของห้องพักฟื้นที่เห็นวิวทิวทัศน์เป็นท้องทะเลสงบกว้างเต็มตา

“คุณต้นกล้าดูสิ ทะเลวันนี้สวยมากเลย” บอกน้ำเสียงตื่นเต้น แล้วหันมาส่งยิ้มสดใสจากข้างหน้าต่างให้ชายหนุ่ม “อยากรู้จังว่าเรือที่ลอยอยู่กลางทะเลนั่น ลำไหนเป็นของคุณแพร้ว”

ไม่มีคำตอบจากคนที่เอนหลังพิงหมอนทอดสายตามองท้องทะเลสงบ รสสุคนธ์จึงหันกลับไปชื่นชมความงามตรงหน้า ตรงสุดปลายเส้นขอบฟ้ามีปุยเมฆก่อตัวเป็นภูเขาสีขาว บนผิวน้ำสีครามมีเรือสินค้าลำใหญ่ลอยนิ่ง ใกล้ชายฝั่งมีหมู่นกบินต่อกันเป็นริ้วขบวนเหมือนทหารกล้าซ้อมสวนสนาม 

ภาพวาดการบ้านวิชาศิลปะวัยเด็กที่หล่อนลอกเลียนแบบจากภาพถ่ายในนิตยสารกำลังปรากฏขึ้นจริงต่อสายตา 

หล่อนหวนคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาตอนเยาว์วัย ความที่บิดามารดาเป็นผู้บริหารบริษัท เวลาของพวกเขาจึงเป็นเงินเป็นทอง แม้แต่วันแม่หรือวันพ่อที่ปีหนึ่งมีครั้งเดียว หล่อนก็ได้แต่มองเพื่อน ๆ กราบตักพ่อแม่ของตัวเอง จึงไม่แปลกหรอกที่หล่อนจะสนิทชิดเชื้อกับแม่บ้านมากกว่าแม่แท้ ๆ ของตัว แล้วก็ไม่แปลกใจด้วยหากอดีตเด็กกำพร้าอย่างครุหนุ่ม จะรักผู้ที่เลี้ยงดูอุ้มชูเขาราวกับแม่ของตน 

รสสุคนธ์ผ่อนหายใจบางระบายความรู้สึกหม่นที่อัดแน่นในใจ แล้วหมุนตัวหันไปทางเตียงผู้ป่วยเพื่อจะบอกลา แต่เพราะยาที่เขากินไปหลังอาหารเย็นเพิ่งออกฤทธิ์เต็มที่หรือ หล่อนถึงได้เห็นร่างสูงหลับตานอนนิ่งหน้าอกสะท้อนขึ้นลงเป็นจังหวะบนเตียง

ร่างบางจึงย่างเท้าเสียงเบา พาตัวเองเข้าไปพิศมองใบหน้าของชายหนุ่มใกล้ ๆ ไรหนวดที่ขึ้นครึ้มตามกรอบหน้า แต่ไม่ได้ลดทอนความหล่อเหลาของเขาลงเลย แต่กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ชวนมองมากขึ้นจนหล่อนไม่อยากละสายตา 

เนิ่นนานหลายนาทีกว่าที่รสสุคนธ์จำต้องเตือนตัวเองว่าถึงเวลาที่ปลีกตัวไปจากที่นี่ แม้ใจอยากหาข้ออ้างให้ตัวเองได้ต่อเวลาอีกสักวินาที แต่ก็ต้องจำใจไป จึงจับชายผ้าห่มที่ร่นตกตรงหน้าท้องชายหนุ่มขึ้นห่มคลุมหน้าอก แล้วก้มหน้าลงกระซิบบอกลาเขาเสียงแผ่วเบา

“ฝันดีนะคะ คุณครูต้นกล้า”

หากแต่คำบอกราตรีสวัสดิ์ กลับกลายเป็นเสียงเรียกชายหนุ่มให้ขยับเปลือกตาลืมขึ้นสบมอง 

“บอกแล้วใช่ไหม... ไม่ให้เรียกว่าครู”

ในความห่างที่สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอุ่นของลมหายใจ ในความห่างที่เห็นแวววาววับดั่งมีดวงดาวกะพริบแสงในดวงตาของครูหนุ่ม ในความห่างที่หล่อนไม่อาจต้านทานแรงกดของมือหนาข้างที่เป็นอิสระจากการบาดเจ็บ 

แล้วร่างกายนี้ก็ไม่ได้เป็นร่างกายของหล่อนอีกต่อไป เมื่อเขากดท้ายทอยของหล่อนให้โน้มต่ำลงจนเรียวปากบางประสานกับเรียวปากหยักง่ายดาย

หัวใจของหล่อนแนบสนิทในความอุ่นของแรกสัมผัส รับจุมพิตที่เกิด ณ ชั่วชณะที่หัวใจโบยบิน สะลึมสะลือคล้ายลอยคว้างในความฝัน สะท้านซ่านในทรวงยามเขาขบเม้มริมฝีปากแผ่วเบา ผิวกายผ่าวร้อนยามเรียวปากหยักรุกไล่ฟอนเฟ้น เค้นคลึงเย้ายั่วให้หล่อนเผยอกลีบปากอ้าต้อนรับลิ้นอุ่นที่ล่วงล้ำเข้ามาทักทาย ส่งความหอมละมุนของชิ้นลูกพลับหวานมอบแด่เจ้าของโพรงปากฉ่ำ ก่อนลิ้มชิมรสหวานราวกับแมลงภู่ที่กระหายหิวมธุรส

จนอิ่มหนำตามความปรารถนา จึงไถ่ถอนตนจากเจ้าของกลีบปากนุ่มที่ค่อย ๆ ปรือตามองดวงตาลุ่มลึกชวนให้ตกลงไปในบ่อแห่งความฝันอันแสนสับสน

“ชิมลูกพลับของตัวเองแล้ว บอกผมสิว่ารสชาติเป็นยังไง” 

คำพูดเสียงแหบพร่า ปลุกหล่อนให้ตื่นจากภวังค์หวาน ส่งค้อนให้ชายหนุ่มแล้วดันตัวเองออก แต่แค่มือข้างเดียวของเขาก็รวบตัวหล่อนให้เข้าไปแนบชิดอีกครั้ง

“ฝาด ไม่เห็นหวานตรงไหน” รสสุคนธ์ดันตัวเองขึ้นจากแผงอกกว้าง “พรุ่งนี้เช้าฉันจะไปเคลมกับแม่ค้า”

มุมปากหยักมีรอยยิ้มน่าหมั่นไส้ ดวงตาคู่สวยที่มองมาก็ทำให้หน้าผ่าวร้อน “แล้วฉันจะบอกให้หมอมาตรวจร่างกายคุณอีกครั้งว่าสมองไม่ถูกกระทบกระเทือนจริง”

เขาหัวเราะในลำคอ “สมองผมปกติดี ไม่ต้องรบกวนคุณหมอหรอกครับ”

“แต่คุณ...” กระดากอายเหลือเกินจะจะเปล่งคำพูดออกไป “คุณ...จูบฉัน”

“ใช่... ผมจูบคุณ” ดวงตาคู่นั้นหวานเชื่อม “รู้ว่าไม่ควร... แต่...”

คำพูดถูกกลืนหายไปในความเงียบงัน แต่ดวงตาคู่นั้นยังต้องการส่งสารอะไรบางอย่างถึงหล่อน หากแต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมาจนเสียงโทรศัพท์ของเขาดัง และเจ้าของหมายเลขเรียกเข้านั้นก็ดึงชายหนุ่มให้หันเหความสนใจจากหล่อนได้ชะงัก แม้เขาจะยังไม่คว้าเครื่องโทรศัพท์จากโต๊ะข้างเตียงมารับสาย แต่อารมณ์ที่แสดงออกทางใบหน้านั้นทำให้หล่อนรู้ว่าไม่ใช่เวลาคะยั้นคะยอ 

“ฉันไปแล้วดีกว่า... เดี๋ยวจะดึกเกินไป ไม่งั้นจะถูกใครบางคนบ่นเอา” 

หล่อนเป็นฝ่ายยอมปลีกตัว แล้วจะเดินออกจากเตียง แต่ชายหนุ่มยังคว้าข้อมือบางไว้แน่น แล้วจ้องมองด้วยสายตาราวกับขอร้องให้อยู่ต่อ ก่อนที่เขาจะละมือแล้วรับโทรศัพท์ที่ดังนานหลายนาที

“ครับเบน” ชายหนุ่มกรอกคำทักทายเป็นภาษาอังกฤษลงไป “ครับผมสบายดี”

เป็นการโกหกที่แนบเนียนด้วยน้ำเสียง จนรสสุคน์หลุดยิ้มแล้วขยับปากแบบไร้เสียงตำหนิเขาว่า คนมุสา

เขายิ้มกลับ แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที คิ้วเข้มของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน นิ่งฟังปลายสาย พลางจ้องมองหล่อนแน่วนิ่ง แล้วพ่นลมหายใจบางเบา

“ถ้าผมได้พบเจ้าของบริษัทแล้ว ผมจะบอกผลการตัดสินใจ” 

เป็นประโยคสุดท้ายของเขาก่อนกล่าวลาปลายสาย แต่ในดวงตาเคร่งขรึมที่สบมองเหมือนมีเรื่องราวมากมายอัดแน่นภายใน

“คุณรีบไปเถอะ... เดี๋ยวจะดึกเกินไป”

นี่น่ะหรือคือสิ่งที่เขาขอให้หล่อนหยุดรอฟัง 

“ค่ะ... แล้วพรุ่งนี้คุณอยากกินลูกพลับอีกหรือเปล่า” หล่อนพยายามคลี่ยิ้มถาม

“ไม่... ผมไม่อยากกินแล้ว” เขาปฏิเสธเสียงเรียบสนิท ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยของความกังวล ผิดกับช่วงเวลาหลังจุมพิตหวานลิบลับ 

“งั้นเป็นส้มมั้ยคะ คุณชอบแบบหวานหรือแบบเปรี้ยว” หล่อนเสนอแนะต่อ

ครูหนุ่มสูดลมหายใจ เม้มเรียวปากหยัก แล้วตอบด้วยคำพูดที่ทำให้รสสุคนธ์มึนงงนิ่งค้าง เหมือนถูกผลักให้ตกลงในบ่อของความสับสน

“ตั้งแต่พรุ่งนี้จนถึงวันที่ผมออกจากโรงพยาบาล คุณไม่ต้องมาหาผม”

“ทำไมคะ” เสียงอ่อนหวานแข็งขึ้นจนตัวหล่อนเองก็รู้สึกได้

“ผมต้องทำงานสำคัญให้เบน ต้องการความสงบ”

“สำคัญขนาดสภาพของคุณตอนนี้ก็ต้องรับปากทำหรือคะ”

ชายหนุ่มผินหน้าไปทางอื่น แล้วพยักหน้าเป็นคำตอบเบา ๆ 

แค่นั้นก็รู้ว่าเขากำลังร้องขอความสงบนับจากวินาทีนี้ รสสุคนธ์จึงไม่คะยั้นคะยอ ก้าวขาถอยหลังมองเสี้ยวใบหน้าเคร่งขรึมก่อนหมุนตัวขวับก้าวขาออกจากห้องพร้อมกับความรู้สึกน้อยใจเต็มอก

แล้วหล่อนมีสิทธิ์ที่จะน้อยใจเขาด้วยหรือ... คำถามผุดขึ้นมาแย้งความคิด 

ก็เขาจูบหล่อนแล้วนี่... เหตุผลนี้ก็หนักแน่นพอใช่ไหม

แล้วเขาจูบหล่อนเพราะอะไร... 

ไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ ให้กับตัวเอง



เขาจูบหล่อน... รู้ว่าไม่ควร... แต่... หัวใจมันเรียกร้อง...

ไม่ทันได้บอกความรู้สึกออกไป เพราะมีเรื่องที่สร้างความกลัดกลุ้มใจเข้ามาแทนที่ ต้นกล้าวางโทรศัพท์ลงข้างตัว แล้วเอนหลังพิงหมอน แหงนตามองเพดานเหมือนอยากให้มีคำตอบของปัญหาเขียนไว้บนนั้น แต่ความว่างเปล่าเท่านั้นคือสิ่งที่เห็น ไม่ใช่แค่บนเพดาน แต่ในหัวของเขาก็เหมือนกระดาษสีขาวที่ไม่รู้ว่าจะเขียนคำตอบอะไรส่งพี่ชายบุญธรรม

บริษัทแองเจิลฟลาย มีนายอิทธิฤทธิ์ ทำหน้าเป็นรักษาการกรรมการผู้จัดการแทนพี่ชาย ถือหุ้นสี่สิบเปอร์เซนต์ในคุณากรพร็อพเพอตี้ แต่บริษัทที่มีปัญหาหนี้เสียคือแองเจิงฟลาย หมายความว่าถ้าแองเจิลฟลายล้ม หุ้นสี่สิบเปอร์เซนต์ของคุณากรพร็อพเพอตี้ก็จะถูกเทขายไปใช้หนี้ทันที

หมายเหตุที่แนบมาพร้อมผลประกอบการทำให้เขาครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะเท่าที่ดูมูลค่าหนี้กับราคาหุ้นของบริษัทอสังริมทรัพย์ที่กำลังเข้ามาบุกรุกโรงเรียนเขาแล้ว ต้องขายร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงจะใช้หนี้ให้มิลเลอร์โฮลดิ้งหมด!

ชายหนุ่มปิดเปลือกตาหวังให้ร่างกายพักผ่อนความล้าของจิตใจ แต่รสชาติหวานละมุนละไมที่ยังติดค้างปลายลิ้นยังปลุกกระตุ้นความคิดถึงใบหน้าหญิงสาว 

“ผมต้องทำยังไง... ระหว่างปล่อยให้บริษัทของคุณล้มละลายกับยอมให้โรงเรียนของผมกลายเป็นซากปรักหักพัง”

คำถามที่ยังหาคำตอบไม่เจอในตอนนี้ ก็คงมีแต่กุหลาบต้นนั้นที่จะช่วยเขาตัดสินว่าควรจะทำอย่างไรกับความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นในใจตอนนี้เลย


 



ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ครูกล้านี่เห็นเงียบ ๆ ก็ร้ายไม่เบา ทำเอาแม่กุหลาบของเราสั่นทีเดียว


ช่วงนี้ไรท์ติดงานประจำ อาจจะอัพช้าขึ้น  ขออภัยล่วงหน้านะคะ




แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

9 ความคิดเห็น