ตอนที่ 23 : ตอนที่ ๒๒ รู้หน้าไม่รู้ใจ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 209
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    8 ก.พ. 62

ตอนที่ ๒๒ รู้หน้าไม่รู้ใจ




เป็นเวลาสี่ทุ่มพอดีที่รสสุคนธ์เปิดประตูห้องพักในโรงแรมแล้วพุ่งตรงไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนเต็มแรง ตั้งแต่ฟังชัด ๆ จากปากอิทธิฤทธิ์ถึงสัมพันธ์ลับที่ฝ่ายหญิงถวายให้เขา 

อะไรเป็นเหตุให้แพรพรรณรายทำแบบนั้น หรือมีผีร้ายตนไหนสิงสู่แพรพรรณรายให้เทความไว้ใจของหล่อนทิ้งแล้วไปรอรับความรักจากคนอย่างอิทธิฤทธิ์ 

หรือว่าคำว่ามิตรแท้จริงไม่มีอยู่ในโลก คำว่าทรยศจึงลอยเท้งเต้งในหัวตลอดทางตั้งแต่หล่อนบึ่งรถจากคฤหาสน์ของเขาทันที ไม่อยู่ทนถ่ายรูปพรีเวดดิ้งให้จบภาพสุดท้าย จนมาทิ้งตัวที่ปลายทางพักพิงใจซึ่งไม่ใช่คฤหาสน์หลังใหญ่ของคน แต่เป็นห้องสี่เหลี่ยมตกแต่งเรียบง่ายของโรงแรมนี้เอง

หล่อนหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ พยายามข่มเจ้าตัวความทุกข์ไว้ไม่ให้มันกลืนกินจิตใจไปมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่ายิ่งกดก็ยิ่งกระตุ้นเร้าให้มันแผ่ขยายไพศาลไม่ต่างกับเนื้อร้ายที่ต่อต้านยารักษา

หากแต่เนื้อร้ายยังมีกระบวนการเยียวยาทางวิทยาศาสตร์ ส่วนอาการป่วยทางใจจะรักษาให้ดีขึ้นได้ก็มีแต่ใช้ใจเข้ารักษา แล้วใจที่ว่านั้น ก็ต้องหาจากคนที่สามารถวางใจให้ดูแลได้มิใช่หรือ ซึ่งในวินาทีนี้ ไม่เหลือคนที่ว่าอีกแล้วในบัญชีผู้พึ่งพา

ถ้าไม่นับรวมบิดากับนางปัทมาที่ความผูกพันระหว่างแม่และลูกสาวก็ห่างเหินกันไปทุกที เพื่อนคู่คิดอย่างแพรพรรณรายที่จะอยู่เคียงข้างกันไปตลอดจนถือไม้เท้าก็มาแปรพักตร์ไปโดยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้จึงเหมือนกำลังลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ไม่ต่างกับดาวเคราะห์น้อยด้อยคุณค่าในตัวเอง

น้ำตารินไหลอาบแก้มอีกครั้ง กำซาบความโดดเดี่ยวที่หล่อนรับเข้ามาเป็นเพื่อนรักคนใหม่แล้วหลับไปพร้อมกับความอ่อนล้าของจิตใจ เป็นต้นเหตุให้ดวงตาบวมช้ำในเช้าวันต่อมา

ผลของการร้องไห้หนักทำให้หล่อนดูไม่ดีเลย แต่จะให้เอาแต่หมกตัวบนเตียงอย่างเดียวก็รังแต่จะให้คิดฟุ้งซ่าน แล้วหล่อนก็ต้องรักษานัดหมายที่ฝากข้อความเป็นข้อความถึงครูหนุ่ม 

รสสุคนธ์ลุกจากที่นอน ตบหน้าปลุกกำลังใจสองสามที แล้วอาบน้ำชำระร่างกายขับไล่ความเพลีย ก่อนเลือกเสื้อผ้าตัวสบายสวมใส่ ไม่แต่งหน้า ไม่ทาปาก ไม่จำเป็นต้องกลบเกลื่อนริ้วรอยหมองคล้ำที่ปรากฏ จากนั้นขับรถออกไปโรงเรียนปลูกปัญญา

หากแต่ไม่มีวี่แววของครูหนุ่ม ถ้าไม่เหมาเอากุหลาบพวกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิต ทั้งโรงเรียนมีเพียงหล่อนกับครอบครัวไก่ในกรง จนได้เห็นเด็กนักเรียนหญิงคนที่เคยคุยด้วยวันก่อนเดินออกจากแปลงผักกาด 

“สวัสดีค่ะคุณรสสุคนธ์” หล่อนเป็นฝ่ายถูกทักทายก่อน

“สวัสดีจ้ะ ทำไมวันนี้เหลือหนูคนเดียวล่ะ เพื่อนไปไหน” 

“เขาลาออกไปแล้วค่ะ” 

คำตอบน้ำเสียงเศร้าของนักเรียนหญิงทำให้รสสุคนธ์เจ็บปวดในอกแปลบปลาบ แม้จะไม่ได้ถามเหตุผลที่แท้จริง แต่ความคิดโยงไปถึงคำพูดของนายวิชัย

“แล้วครูกล้ากับหนูมุกล่ะ เขาไปไหนกัน” รสสุคนธ์เปลี่ยนคำถาม กวาดสายตาไปทางโรงเรือนมุ้ง แต่ก็ไม่เห็นร่างสูงของครูหนุ่มอยู่ในนั้น

“ครูกล้า... ถูกรถชนเมื่อคืนค่ะ...”

ราวกับหัวใจหลุดออกนอกอก ตกใจกับเรื่องที่ได้ยินจนตัวสั่น “แล้ว... แล้วเขาเป็นยังไงบ้าง!

“หนูก็ไม่ทราบ... อาเผ่าโทรบอกพ่อหนูเมื่อเช้ามืด ตอนนี้อาเผ่ายังอยู่โรงพยาบาล...”

ความร้อนใจสั่งการให้รสสุคนธ์วิ่งกลับไปที่รถ ขับพุ่งทะยานไปถึงโรงพยาบาลด้วยเวลาอันสั้น แล้วตรงเข้าไปถามหาอาการของครูหนุ่มกับนางพยาบาลที่คุ้นหน้า พอฟังได้ความว่าเขาออกจากห้องฉุกเฉินและกำลังพักฟื้นหลังผ่าตัดก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าถึงขนาดต้องเข็นเข้าผ่าตัด นั่นหมายถึงความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเขา

ด้วยใจอยากเห็นกับตาว่าเขาปลอดภัยจึงเดินไปยังห้องพักผู้ป่วยรวม และเมื่อผลักประตูเข้าไป หล่อนก็เห็นนายเผ่า นางแพร้วกับหนูมุกนั่งทอดตามองร่างผู้ป่วยที่กำลังนอนหายใจแผ่วบนเตียง

“ครูกล้าขา คุณโรสมาแล้ว” หนูมุกบอกครูของตัวเองเสียงดังด้วยความไร้เดียงสา จนนางแพร้วต้องจุ๊ปากแล้วเตือนว่าให้พูดเสียงเบา ไม่ให้รบกวนผู้ป่วยคนอื่น

“เขาเป็นยังไงบ้างคะ” รสสุคนธ์ตรงเข้าไปยิงคำถาม

นายเผ่าที่นั่งกอดอกอยู่ ถ่ายถอนลมหายใจเสียงหนัก “กระดูกแขนขวาร้าว ซี่โครงร้าว ขาขวาหัก”

น้ำร้อนเอ่อล้นบ่อน้ำตา หันไปทางร่างที่ยังหลับนิ่งสงบ แล้วเดินเข้าไปใกล้ ไล่ตาไปตามท่อนแขนกับขาที่ถูกห่อหุ้มด้วยเฝือกหนา ก่อนเคลื่อนดวงตาฉ่ำขึ้นมองใบหน้าของคนที่ยังไม่ได้ได้สติ

“ก็ยังโชคดีที่หัวไม่เป็นอะไร” นายเผ่าเอ่ยต่อ “ไม่งั้นยายหนูมุกร้องไห้น้ำตาหมดบ่อแน่”

“ครูเพ็ญเคยสอนหนูว่าคนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ครูกล้าเป็นคนดี” ยายหนุมุกพูดสำทับคนเป็นอาเสียงแจ๋ว

“ใช่แล้ว ครูกล้าต้องไม่เป็นอะไรเนาะหนูมุกเนาะ” นางแพร้วก็พูดเสริมให้ความเชื่อมั่นแก่บุตรสาว 

รสสุคนธ์ก็อยากให้เป็นแบบนั้น แต่คำพูดที่มักใช้ปลอบขวัญเวลาใครสักคนประสบเคราะห์กรรมไม่ได้แทรกซึมสู่หัวใจให้ผ่อนความสั่นลง และถ้าหล่อนไม่ได้เห็นนัยน์ตาสีน้ำผึ้งป่าเผยออกจากเปลือกตาทั้งสอง ก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเขาจะไม่เป็นอะไรจริง

“ฉันจะเฝ้าเขาต่อเองค่ะ คุณเผ่ากับคุณแพร้วกลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะค่ะ” หญิงสาวอาสา ยืนยันคำพูดด้วยแววตามุ่งมั่น

คนทั้งสองมองหน้ากันอย่างลังเลใจ จนนางแพร้วดึงตัวนายเผ่าลุกขึ้นพร้อมกับหนุมุก “ฉันฝากครูกล้าด้วยนะ” 

“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะดูแลเขาให้ดีที่สุด” รสสุคนธ์ตอบกลับเสียงหนักแน่น

ทั้งสามกลับไปแล้วแต่ภายในห้องก็ไม่ได้เงียบสงบ เพราะเป็นห้องผู้ป่วยรวมจึงได้ยินเสียงผู้ร่วมห้องตลอดเวลา หากไม่ใช่ผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรงหรือระดับอาการขนาดอยู่ในห้องไอซียู การต้องอยู่แบ่งปันห้องพักจึงเป็นสิ่งที่หล่อนเพิ่งเคยได้สัมผัส 

ความคิดสะท้อนกลับไปถึงวันแรกที่พบเขา ชายหนุ่มสูงสมาร์ทหน้าตาหล่อเหลาแบบลูกครึ่งที่สละเสื้อสูทให้หล่อนปกปิดร่างกายผู้นี้ เป็นถึงบุตรบุญธรรมของเศรษฐีตระกูลมิลเลอร์ชาวอังกฤษผู้ล่วงลับ เขามีโอกาสก้าวขาเข้าสู่ความเป็นอยู่สุขสบายในฐานะน้องชายของเบน มิลเลอร์ แต่กลับเลือกถอยเท้าคืนสู่สถานะเดิมของตน เป็นครูผู้ประสาทวิชาแก่เด็กของชุมชนในโรงเรียนที่เขาบอกว่าเคยเป็นวิมานในอากาศ

“นานวันที่ได้รู้จักคุณ ได้เห็นสิ่งที่คุณเป็น คุณก็ทำให้ฉันรู้สึกต่ำต้อยลงไปทุกที” หล่อนรำพึงเสียงเบา แต่ไม่ได้ตั้งใจให้คำรำพึงนั้นเป็นกระดิ่งสั่นครูหนุ่มฟื้นสติ 

เขากะพริบตาถี่ปรับแสงก่อนเผยให้หล่อนเห็นดวงตาสีน้ำตาลสวยใสราวแก้วเจียระไน แล้วครางบ่งบอกถึงความเจ็บปวดในตอนที่ขยับร่างกาย

“คุณต้นกล้าคะ” รอยยิ้มอิ่มเอมแต้มบนใบหน้ามอบให้แด่ชายหนุ่มบนเตียงเป็นส่งรับขวัญ แม้จะไม่สดใสอย่างเคย แต่ก็เป็นรอยยิ้มไร้อคติเจือปน

ชายหนุ่มสะลึมสะลือ กลอกตามองเพดานเพราะฤทธิ์ยาสลบยังตกค้าง คงยังไม่รู้ว่าแขนกับขาข้างขวาอยู่ในสภาพใช้การไม่ได้ 

“คุณถูกรถชน...” หล่อนเม้มปากบอก “กระดูกแขนขวาร้าว ซี่โครงร้าว ขาขวาหัก”

เจ้าของเรียวปากหยักแตกแห้งขยับกลืนน้ำลาย ยกมือข้างซ้ายขึ้นแตะศีรษะ เอ่ยพูดเสียงเบาเสียจนรสสุคนธ์ต้องก้มหน้าเอียงหูฟังใกล้ ๆ

“อย่า...บอกครูเพ็ญ”

หล่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ค่ะ ฉันจะไม่บอกครูเพ็ญ”

“กุหลาบของคุณ...”

“ฉันยังไม่ได้เข้าไปดู พอรู้ข่าวคุณจากนักเรียนหญิงก็รีบมาที่นี่ แต่คุณอย่าเพิ่งห่วงอะไรเลยนะคะ พักผ่อนก่อนเถอะ” จากนั้นก็ดึงชายผ้าคลุมหน้าอกชายหนุ่ม “ฉันขอออกไปตามหมอก่อน”

แล้วจะดันตัวเองขึ้น แต่ชายหนุ่มรั้งหล่อนไว้ด้วยเสียงเรียกแหบแห้ง “คุณรสสุคนธ์”

จึงหันไปย่อตัว โน้มหน้าเอียงหูใกล้ริมฝีปาก ที่กำลังขยับเอ่ยคำพูดเสียงแผ่วเบา แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงให้หัวใจ

“ผม... ผมดีใจ... ดีใจที่ได้เห็นหน้าคุณ... อีกครั้ง”

เพราะไม่รู้ว่าจะกลั้นยิ้มหรือน้ำตาก่อนกัน รสสุคนธ์จึงปล่อยทั้งสองความรู้สึกออกมา ทั้งเรียวปากที่คลี่ยิ้มกว้างกับน้ำใสปริ่มล้นขอบตา 

“พูดผิดพูดใหม่ได้นะคะ” ความเขินสั่งให้หล่อนโต้ตอบเป็นการหยอกกลับ

ดวงตาคู่งามที่จ้องมองมาคล้ายมีประกายคล้ายดาวจรัสแสงล่องลอยภายใน แต่แล้วเปลือกตาบางก็ปิดบังซ่อนมันไว้ เพื่อให้ชายหนุ่มอ่อนแรงได้เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างมิอาจต้านทาน 

รสสุคนธ์ยืดตัวขึ้น ใช้นิ้วกรีดหยาดน้ำที่เริ่มรินไหล จากนั้นรีบสับขาเดินออกจากห้องพร้อมกับหัวใจพองโตเพื่อมุ่งหน้าตรงไปแจ้งอาการกับนางพยาบาล แต่ในเส้นทางเดียวกัน จ้อยที่กำลังเดินสวนมาเห็นหล่อนเข้าทำหน้าผวาเหมือนเห็นผีหันหลังวิ่งหนี แต่ด้วยความที่ขาหล่อนยาวกว่า รสสุคนธ์จึงวิ่งตามไปคว้าแขนเล็กได้ทัน 

“วิ่งหนีฉันทำไม” มั่นใจว่าไม่ได้ใช้น้ำเสียงข่มขู่ แต่เจ้าเด็กน้อยดูรนราน มองหล่อนด้วยดวงตาหวาดกลัว

“ปล่อยผมนะ!

“ปล่อยแน่ แต่ตอบมาก่อนว่าหนีฉันทำไม ฉันน่ากลัวมากนักหรือไงถึงเห็นหน้าแล้วก็หนี”

“ผมไม่ได้กลัว แต่ผมเกลียด เกลียดคุณ!” จ้อยตะโกนใส่หน้า “คุณจะมาทุบโรงเรียนผม คุณจะทำให้ผมไม่มีบ้านอยู่!

“โรงเรียนเป็นบ้านเสียที่ไหน แล้วทำไมเธอไม่กลับบ้านของตัวเอง”

จ้อยกัดฟันกล้ำกลืนน้ำตา แล้วตอกกลับหล่อนด้วยคำพูดที่เคยเป็นของหล่อนเอง “ก็คุณยังเคยบอกเลยว่ากับเด็กบางคน โรงเรียนเป็นสวรรค์มากกว่าบ้าน คุณจะทำลายฝันของผม คุณเป็นนางแม่มดใจร้าย!

ความเกลียดชังส่งตรงจากดวงตาคู่นั้นถึงรสสุคนธ์โดยไม่ต้องแปลความหมาย คำพูดที่สรรหามาเรียกหล่อนก็ร้ายกาจเกินรับไหว ทั้งความรุนแรงในอารมณ์ที่เด็กชายแสดงออกกับรถหรือกับตอนที่ฟาดท่อนเหล็กแหลมบนแขนหล่อนโดยไม่รู้สึกผิดครานั้น แบบไหนกันที่เด็กชายคนนี้ควรเข้าใจว่าเป็นการกระทำของพวกแม่มดใจร้าย

“พูดจาอะไรแบบนั้นจ้อย”

เสียงติเตือนเข้มงวดที่ดังแทรกความเงียบงันระหว่างการสบตาของหญิงสาวและเด็กชายสิ้นสุดลง เจ้าของเสียงพูดย่อเข่าลงจับมือหล่อนออกจากแขนเล็ก

“ขออภัยแทนต้นกล้าที่เขาสั่งสอนศิษย์ไม่ดีพอ ผมชื่อสัญชัย เป็นเพื่อนสนิทของต้นกล้าสมัยเรียนกับครูเพ็ญ”

จ้อยทำท่าฮึดฮัดอีกเพราะคำตำหนิ พยายามดิ้นให้หลุดจากมือหนาที่ยึดตัวไว้แน่น แต่แรงผู้ใหญ่มีมากกว่า จึงทำได้แค่ใช้สายตาเกรี้ยวโกรธเป็นอาวุธกันหล่อนไม่ให้เข้าใกล้

“ผมกับจ้อยมาเยี่ยมต้นกล้าครับ ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง พอจะเข้าไปเยี่ยมได้ไหม”

“เขาเพิ่งฟื้นค่ะ แต่ฟื้นได้แป๊บเดียวก็หลับไปอีก” หล่อนบอกกับชายหนุ่มแปลกหน้าที่กล่าวอ้างว่าเป็นเพื่อนสนิทครูหนุ่ม “แล้วถ้าคุณเป็นเพื่อนเขาจริง ฉันก็ห้ามไม่ให้เยี่ยมไม่ได้หรอกค่ะ”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม มองหล่อนด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนจูงเด็กชายเดินผ่านเลยไป และจะด้วยเพราะความรู้สึกส่วนตัวหรืออะไรก็ตาม รสสุคนธ์ไม่รู้สึกถูกชะตากับเพื่อนของครูหนุ่มเลย แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าช่วงชีวิตของเขาก็เพื่อนที่เข้ามาแสดงความห่วงใยยามทุกข์ยากลำบากกาย ไม่เหมือนหล่อนที่มีมิตรรักใกล้ใจแต่กลับถูกลอบทำร้ายโดยไม่รู้ตัว

คำว่ารู้หน้าไม่รู้ใจจึงกลายเป็นบทเรียนใหม่ของรสสุคนธ์

แต่ตอนนี้เวลาไม่ใช่เวลาที่จะให้คิดอะไรให้ปวดหัว ด้วยภารกิจสำคัญยังรออยู่ ทั้งการนำทัพเครื่องจักรปรับทำลายอาคารเก่า และทั้งนำทีมวิศวกรเข้าไปรุกพื้นที่โรงเรียนปลูกปัญญา 

อีกไม่นานนักหรอก อีกไม่นานที่หล่อนจะพาตัวเองให้หลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง กุหลาบอย่างหล่อนไม่มีทางอ่อนแอไปเพราะปัญหาเท่าเม็ดถั่วเขียว 

ครูต้นกล้าสอนหล่อนไว้แล้วมิใช่หรือว่า

กุหลาบก็เหมือนกับคน ยอมอดทนอดกลั้น สะสมความตั้งใจให้เต็มเปี่ยม แล้วปลดปล่อยมันออกไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ถึงตอนนั้น ทุกอย่างก็จะสวยงามสมดั่งที่ตั้งใจ


 

“เพื่อนของหงส์ทำเกินกว่าที่พี่ต้องการ!

ถ้าไม่ใช่เวลาปิดร้าน หรือมีแค่เขากับหญิงสาวในที่แห่งนี้ อิทธิฤทธิ์คงต้องอดกลั้น ไม่สามารถระเบิดความโกรธที่กักเก็บมาตลอดตั้งแต่แพรพรรณรายส่งรูปถ่ายสภาพของนายต้นกล้ามาให้

“มันก็ยังไม่ตายสักหน่อย อย่างมากก็พิการ!

“แล้วคิดว่าความพิการของมันทำให้พี่ได้แต่งงานกับโรสอย่างนั้นหรือไง!” 

ชายหนุ่มตวาดลั่น ก้าวอาดตรงมาคว้าแขนเรียวแล้วกระชากตัวให้ลุกขึ้น เอ่ยเสียงกดต่ำ จ้องมองดวงตาของหญิงสาวที่เต้นสั่นด้วยความหวาดกลัว 

“พี่ไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้โรสรู้เรื่องพี่กับหงส์แล้ว และคนที่รู้เรื่องนี้มีแต่หงส์กับไอ้สัญชัยที่มันใช้เป็นคำขู่เพื่อหวังเอาเงิน”

ดวงตาของหญิงสาวไหวระริก เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น บ่งบอกถึงความหวั่นเกรงที่เกิดขึ้นในใจที่ชายหนุ่มเห็นแล้วก็นึกสมเพชใจ และแม้จะยังไม่รู้ว่าใครที่เป็นคนปากโป้งนำข่าวไปส่งให้รสสุคนธ์ ขาก็ไม่คิดจะหยุดความต้องการด้วยเรืองแค่นี้ 

“อย่าคิดนะว่าถึงโรสจะรู้เรื่องนี้แล้วจะทำให้พี่ยุติการแต่งงาน”

“เพราะอะไร... เพราะอะไรพี่อิทถึงอยากแต่งงานกับคนที่ไม่รักพี่” แพรพรรณรายถามเสียงสั่น มีหยาดน้ำคลอเบ้าตา

คำถามของหญิงสาวเป็นดั่งก้อนหินหนักที่กดทับหน้าอก อิทธิฤทธิ์ปล่อยตัวหล่อนทิ้งลงบนโซฟา มองใบหน้ารวดร้าวเพียงแค่หางตาแล้วหมุนตัวพาร่างสูงของตนออกจากร้านเสื้อของหล่อนโดยไม่ให้คำตอบใด ๆ แค่ความลับของการลักลอบคบหากันกับหญิงสาวก็มากพอที่จะทำให้จิตใจรนรานไม่เป็นสุขแล้ว ก็อย่าให้เรื่องอัปยศของครอบครัวทำให้เสื่อมเสียความทะนงในตัวเองไปมากกว่านี้อีกเลย

เขาวิ่งรถออกจากเมืองหลวงมุ่งสู่จังหวัดทางชายฝั่งตะวันออก เป้าหมายคือโรงแรมที่พักของหญิงสาว แต่เมื่อไปถึงก็รู้จากพนักงานต้อนรับว่าหล่อนไม่อยู่ห้องพัก และยังไม่กลับมาตั้งแต่เช้า พอคิดว่าหล่อนคงไปดูแลนายต้นกล้าที่นอนบาดเจ็บบนเตียงในโรงพยาบาล ก็ยิ่งจุดไฟเผาใจให้มอดไหม้มากขึ้น

ชายหนุ่มตัดสินใจพักโรงแรมในคืนนั้น แล้วตามตัวนายวิชัยผู้ภักดีคนใหม่ให้เข้าพบ ไต่ถามถึงความเป็นไปของโครงการห้างสรรพสินค้าที่ยังคืบหน้าไปตามแผนเดิมที่กำหนด รสสุคนธ์ไม่ได้ทำงานย่ำแย่ แต่การไล่ที่โรงเรียนปลูกปัญญาเป็นประเด็นใหญ่ที่ผูกขาหล่อนไว้กับความมั่นใจของพนักงานทั้งบริษัทรวมถึงผู้ถือหุ้นอย่างนายเรอมอนด์

“คุณโรสเขากำลังทำตามแผนเรียกคะแนนนิยมชาวบ้านรอบโรงเรียนปลูกปัญญาครับ เขาให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเช่าที่ในห้างสรรพสินค้าฟรีหนึ่งปี แล้วยังรับซื้ออาหารทะเลจากชาวประมงโดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง” นายวิชัยรายงานเสียงขันแข็ง ใบหน้าเบ่งบานเมื่อได้ถูกนายใหญ่เรียกใช้งาน 

อิทธิฤทธิ์แค่นยิ้ม ชักศอกกับพนักโซฟาในล็อบบี้ ใช้ความคิดพลางไล้นิ้วชี้ไปตามเรียวปาก ก่อนเงยตามองอีกฝ่ายที่นั่งฟังใจจดใจจ่อ

“แล้วผลเป็นยังไง” เอ่ยเสียงทุ้มถาม

“ก็ได้รับความสนใจดีครับ มีพ่อค้าแม่ค้าหลายคนมาลงชื่อจองที่จองทางในห้างแล้ว แต่...” นายวิชัยหยุดพูด ก่อนถอนหายใจอย่างระอา “ก็มีคนต่อต้านอยู่”

“ใคร”

ลูกน้องร่างท้วมหันซ้ายหันขวา แล้วเขยิบตัวเข้ามาหา เอ่ยพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันเพียงแค่ตัวเองกับคู่สนทนา “มาเฟียท้องที่... นายประชา”

อิทธิฤทธิ์ย่นคิ้ว ทวนคำพูดของนายวิชัยด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “มาเฟียท้องที่อย่างนั้นรึ”

“นายประชาเป็นเจ้าของตลาด แล้วก็เปิดบ่อนด้วย ไอ้เรื่องที่คุณโรสไปดึงพวกพ่อค้าแม่ขายมาก็ทำให้นายประชาหัวเสียมากอยู่ เพราะลูกค้าบ่อนก็เป็นพวกพ่อค้าแม่ค้านั่นแหละครับ พอไม่มีเงินจ่ายค่าแผงก็ไปเข้าบ่อนเล่นพนัน ถ้าโชคดีชนะได้เงินคืนค่าแผง ถ้าโชคร้ายก็ต้องกู้เพิ่ม เป็นหนี้วนเวียนไปอีก”

ชายหนุ่มปรับเพิ่มระดับความลึกซึ้งในแผนการของหญิงสาว หล่อนต้องการช่วยพวกเขาปลดหนี้ทางอ้อม แล้วผลพลอยได้คือเห็นดีเห็นงามไปกับการก็สร้างห้างสรรพสินค้า ก็เท่ากับใช้พลังของคนหมู่มากเป็นอาวุธต่อสู้กับโรงเรียนปลูกปัญญาที่คิดว่าปากท้องต้องมาก่อนการเรียนเสมอ นับว่าเป็นแผนแยบยลที่น่าเชยชม 

กระนั้นก็ยังไม่เข้าเป้าอย่างที่เขาต้องการ เพราะนอกจากจะได้เก้าอี้ประธานบริษัทคุณากรพร็อพเพอตี้มาครอบครองแล้ว รสสุคนธ์ก็ตกเป็นของเขาเพียงผู้เดียวเช่นกัน 

ถึงจะเคยคิดว่าไม่เห็นครูหนุ่มในสายตา แต่การมีอยู่ของนายนั่นขวางทางการแต่งงานระหว่างเขากับรสสุคนธ์ ฉะนั้น การกำจัดขวากหนามแหลมคมอย่างนายต้นกล้าให้หายไปจากชีวิตหล่อนตลอดกาล คือการทำให้กุหลาบต้นนั้นไม่บานตลอดชีวิต แล้วรูปถ่ายกุหลาบที่ส่งมาจากแพรพรรณรายก็เป็นคำตอบว่านายสัญชัยทำงานได้ดี 

“คุณติดต่อนายประชาให้ผมที บอกเขาว่าผมข้อเสนอดี ๆ ให้” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเย็น “แล้วเอารายชื่อชาวบ้านที่จับจองพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าให้ผมด้วย ผมอยากทำความรู้จักพวกเขาเป็นรายคนไป”






  

 


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ


มาดูกันว่ากุหลาบดอกนี้ขอ_เราจะผ่านร้อนผ่านหนาวไปได้หรือไม่

แล้วใครจะได้กุหลาบไปเชยชมกัน


ต้นกล้า #กด 1

อิทธิฤทธิ์ # กด 2



รัก

ฤดีวัลย์

 

 

แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

9 ความคิดเห็น