ตอนที่ 22 : ตอนที่ ๒๑ อดีตที่อยากลืม (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 ก.พ. 62

ตอนที่ ๒๑ อดีตที่อยากลืม






เสียงกรนเบา ๆ กับการหายใจเป็นจังหวะสงบของจ๊ะจ๋าทำให้ครูหนุ่มมั่นใจว่าเด็กหญิงตัวน้อยหลับสนิทดีแล้ววหลังจากอิ่มหนำสำราญกับนมอุ่น ๆ ขวดใหญ่ จึงขออาศัยจังหวะนี้ปลีกตัวออกมาทำภารกิจในสายของวันหยุดที่มีเวลาเหลือเฟือสำหรับจัดการงานต่าง ๆ 

แต่ยังไม่ทันละสายตาจากเด็กน้อย ละอองฝุ่นที่ร่วงหล่นจากฝ้าเพดานลงมาประพรมพวงแก้มใสทำให้เขาแหงนตามองรอยร้าวของเสาที่ขยายวงกว้างมาถึงคานเหนือศีรษะ จึงใช้นิ้วเรียวปัดฝุ่นออกจากเนื้อแก้มเด็กน้อยอย่างเบามือ จากนั้นช้อนตัวอุ้มขึ้นไปนอนในเปลญวนที่ผูกไว้ใต้ชายคา แล้วค่อยสะสางกิจธุระสำคัญ 

ต้นกล้าย้อนกลับเข้าห้องพักอีกครั้ง เปิดลิ้นชักหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่หน้าซองเขียนด้วยปากกาสีดำว่าโฉนดที่ดิน และชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนเจ้าของเดิมนั้นคือนายประชา ผู้เป็นทั้งเจ้าของร้านขายส่ง แผงตลาดและบ่อนพนันซึ่งนับวันจะทวีความเอิกเกริกเย้ยฟ้าเย้ยแผ่นดินมากขึ้นไปทุกที

ทำเลดี แต่ราคาถูกแบบนี้หาไม่ได้แล้วนะต้นกล้า

สัญชัยอาจไม่รู้เรื่องการแผนการสร้างห้างสรรพสินค้า แต่เป็นไปไม่ได้ที่นายประชาจะไม่รู้ กระนั้นราคาที่สัญชัยยืนยันมั่นเหมาะถูกแล้ว ก็ไม่ได้เข้าข่ายคำว่าราคาสมเหตุสมผล

และหากในตอนนั้น เขาเพิ่มความใส่ใจมากกว่าความไว้ใจ ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนจะย้ายข้าวของออกจากโรงเรียนเดิมที่นายประชาเรงรัดเวลา ก็คงได้ทันใช้ความคิดพิจารณาอะไรให้ถ้วนถี่กว่านี้ 

ครูหน่มถอนหายใจยาว สอดโฉนดกลับเข้าซองพลางคิดถึงเรื่องที่คุยกับนายเผ่าวันก่อน

เจ้าของโรงเรียนเขาจะเอายังไงหรือครูกล้า เขาบอกไหมว่าจะย้ายโรงเรียน

เพราะยังไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของที่ดินที่แท้จริง นายเผ่าจึงถามเขาในคืนวันที่เข้าไปปรึกษาเรื่องบ่อนนายประชา ก่อนชวนกันไปลอบสังเกตการณ์ 

แล้วก็เรียกได้ว่าโชคดีที่ได้ยินคนงานของรสสุคนธ์กำลังถูกคนของนายประชาขู่กรรโชกทวงหนี้หน้าบ่อน แต่หลังจากที่นายประชาออกมาเชิญพวกนั้นเข้าไปด้านใน เขากับนายเผ่าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วรอกลับออกมาเพื่อสะกดรอยตามไป จนได้เห็นท่าทางพิรุธตอนที่พวกนั้นลอบมองรสสุคนธ์อยู่ในไซต์งาน

เจ้าของโรงเรียนยืนยันจะไม่ย้ายครับ

คำตอบของครูหนุ่มสร้างรอยย่นที่หว่างคิ้วให้คนฟัง

แล้วจะเรียนจะสอนยังไง พวกเขาเริ่มทุบตึกรอบ ๆ กันแล้วนะครูกล้า แบบนี้จะไม่อันตรายกับพวกเด็ก ๆ หรือ

คำถามที่สองของนายเผ่าทำให้เขาตระหนักถึงความปลอดภัย แต่รสสุคนธ์เคยบอกว่าทัพของหล่อนจะเคลื่อนเข้ามาในรัศมีโรงเรียนอีกห้าเดือน ซึ่งถ้าโครงสร้างโรงเรียนแข็งแรงพอ จะทานต่อแรงสั่นสะเทือนได้

หากแต่... รอยร้าวของเสาและคานกำลังส่งสัญญาณเตือนภัย

ชายหนุ่มเก็บซองโฉนดใส่คืนลิ้นชัก แล้วหยิบบัญชีธนาคารของสถาบันการเงินประเทศอังกฤษออกมาจากลิ้นชัก ชื่อเจ้าของบัญชีไม่ใช่ชื่อของเขาแต่เป็น เบน มิลเลอร์ พี่ชายบุญธรรมที่กลายเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจมูลค่ามหาศาลในยุโรป และจำนวนเงินในสกุลยูโรมูลค่าหลายล้านที่ระบุบนหน้ากระดาษสมุดบัญชี ก็คือสิ่งสุดท้ายที่ท่านโธมัสและมาดามลอเรนเต็มใจมอบให้ผ่านพินัยกรรมที่เบนขอร้องให้เขารับไป

ต้นกล้าคิดเสมอว่าเขาไม่สมควรได้ความกรุณาจากสองผู้มีพระคุณ ด้วยเชื่อมั่นฝังลึกว่าการรอดชีวิตของท่านโธมัสไม่ได้มาจากความตั้งใจที่แท้จริงของเขา แต่เป็นการแก้แค้นเพื่อตัวเอง

กระนั้น เขาก็จำยอมรับมา เพราะเบนกล่าวชัดเจนว่าเขาจะไม่ได้กลับมาเมืองไทยแน่น หากไม่พกพามรดกก้อนนี้กลับไป ซึ่งจำนวนเงินก็ไม่เคยพร้องลงเลยแม้แต่ยูโรเดียว เพราะต้นกล้ารู้ดีว่าหากเขาต้องการให้มีความเคลื่อนไหวในบัญชี ผู้มีมีสิทธิ์ถ่ายโอนได้ก็มีเพียง เบน มิลเลอร์ 

ไม่ใช่เพราะหวงสมบัติ แต่พี่ชายบุญธรรมคนนี้กำลังรอให้เขาเอ่ยปากรับมันอย่างเต็มใจ ชื่อเจ้าของบัญชีที่ระบุไว้ จึงเหมือนเป็นการย้ำเตือนให้เขานึกถึงความผูกพันต่างสายเลือด

ต้นกล้าพ่นลมหายใจบางเบา แล้วรีบเก็บสมุดบัญชีเล่มนั้นให้พ่นสายตาก่อนที่ความอยากจะคืบเข้าครอบครองความตั้งใจ เขายังดิ้นรนหายใจได้ในเวลาที่เหลืออยู่โดยไม่พึ่งบารมีของเบน แล้วคำนวนทรัพย์ของตัวเองที่สะสมจากการทำงานให้กับมิลเลอร์คอร์ป ซึ่งก็พบว่ามันไม่พอต่อการซื้อที่ดินและสร้างโรงเรียนใหม่มาทดแทน 

นอกจากขายที่ดินผืนนี้แล้ว... ก็ไม่มีทางใดที่จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหลายหลักในบัญชี 

ฉับพลัน เสียงเครื่องจักรทำงานที่เกิดขึ้นฉับพลันทำลายสมาธิในการใช้ความคิดของครูหนุ่ม แล้วยังทำลายเวลาห้วงนิทรายามสายของจ๊ะจ๋า แม่หนูน้อยจึงสะดุ้งตื่นแล้วร้องไห้จ้าด้วยอาการตกอกตกใจ 

ต้นกล้าจึงต้องรีบจ้ำอ้าวออกไป แต่ไม่ทันเจ้าตัวน้อยที่ตะเกียกตะกายลงจากเปลญวนด้วยขาสั้น ๆ ที่เหยียบไม่ถึงพื้น เป็นเหตุให้หล่นตุ้บลงหงายล้มตัวกระแทกพื้นส่งเสียงร้องลั่นโรงเรียน 

เขาฉวยตัวจ๊ะจ๋าขึ้นอุ้มลูบหัวลูบหลังเรียกขวัญของหนูน้อยให้กลับมา กระทั่งจ๊ะจ๋าสงบลงแล้ว จึงจะปล่อยให้เดินเล่น แต่ดูเหมือนว่าเด็กน้อยไม่อยากห่างความอบอุ่น ยังกระจองอแง อ้าแขนส่งเสียงอ้อแอ้ ๆ ไม่เป็นคำพูดตามพัฒนาการของเด็กวัยเดียวกัน

“ครูต้องทำงาน อุ้มจ๊ะจ๋าตลอดไม่ได้หรอกนะ แต่จะให้จ๊ะจ๋าเล่นอยู่ใกล้ ๆ ครู ได้ไหม” 

ดวงกลมแป๋วมองเขานิ่งหลายวินาทีกว่าถึงจะพยักหน้าบอกว่ายอมตกลง อย่างน้อยการสื่อสารกลับของเด็กหญิงก็ทำให้ต้นกล้าอุ่นใจว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่จ๊ะจ๋ามีพัฒนาการช้ากว่าปกติ

เขาจับจูงมือน้อย ๆ ให้เดินตามเข้าไปในโรงเรือนมุ้ง ปูผ้าใบผืนขนาดพอดีเด็กนั่ง แล้วหยิบของเล่นพลาสติกตกดินสีสันสดใสให้จ๊ะจ๋าเพลิดเพลินกับทรายที่ถูกนำมาเทไว้ใกล้ ๆ จากนั้นก็หันไปเริ่มเปลี่ยนดินกุหลาบที่เจ้าของฝากฝังให้ดูแล

แต่ในตอนแรกเห็นของเช้าวันนี้ อาการของมันไม่ได้ทุเลาลงเลย ซ้ำร้าย สีเขียวของก้านอ่อนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำเหมือนถูกเผาด้วยไฟ จากเมื่อวานที่เขามั่นใจว่าการรดน้ำในปริมาณที่บอกแก่รสสุคนธ์จะช่วยลดความเค็มของดินลงไปได้ จึงต้องใช้เครื่องมือวัดค่ากรดด่างของดินมาวัดซ้ำให้มั่นใจ 

ค่าตัวเลขเกินกว่าระดับที่ปรากฏเกินกว่าระดับการยอมรับ แล้วนั่นก็ทำให้ต้นกล้าคลางแคลงถึงสาเหตุ แต่สิ่งที่ต้องทำทันทีคือกู้ชีพของมันอีกครั้งด้วยการรีบเปลี่ยนดิน แต่ก่อนที่จะย้ายกุหลาบที่น่าสงสารลงกระถางใหม่ ชายหนุ่มเอะใจบางอย่าง หยิบเครื่องวัดมาปักลงในดินที่เขาผสมทิ้งไว้เมื่อวาน 

“นี่มันอะไรกัน” 

คำอุทานมาพร้อมกับการย่นคิ้วเข้มเข้าหากันจนชิด ด้วยส่วนผสมของดินที่ไม่มีทางผิดพลาด กับผลวัดค่าดินที่เห็นด้วยตาตนเองทำให้ครูหนุ่มพลิกความคิดไปมาหลายตลบ จนได้ทางออกด้วยการนำดินของกุหลาบต้นที่เพิ่งรอบเปลี่ยนกระถางต้นอื่นมาใช้ทดแทน 

“จ้า จ้า” 

เสียงของจ๊ะจ๋าเรียกสายตาของเขาให้หันไปมอง ด้วยคิดว่าเด็กน้อยพยายามส่งเสียงเรียกชื่อ แต่ใบหน้ากลมกลับหันออกไปทางอื่น แล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืน ครูหนุ่มมองออกไปนอกโรงเรือนมุ้งไม่เห็นใคร จึงละมือจากงานเดินไปหา

“จ้า จ้า” จ๊ะจ๋าเปล่งเสียงแล้วชี้นิ้วป้อม ๆ ไปด้านนอก 

“จะออกไปข้างนอกหรือ” ต้นกล้าตีความตามที่ตนเข้าใจ “รอครูก่อนนะ อีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว” 

เขากล่าวกับเด็กหญิงแล้วหันไปจัดการกับกุหลาบต้นสำคัญ ถ่ายเทดินเก่าออก เปลี่ยนดินของกุหลาบต้นอื่นเข้าไปแทนที่ แต่เขาจะไม่ทำแค่เปลี่ยนดิน คิดอยากพิสูจน์อะไรบางอย่างยังเพื่อเชื่อมั่นในประสบการณ์ของตน

เสร็จสรรพจากงานก็อุ้มจ๊ะจ๋าขึ้น คล้องกุญแจประตูโรงเรือนมุ่งที่เขาไม่เคยคิดนำมาใช้งาน แล้วพาจ๊ะจ๋าไปฝากไว้กับนางแพร้วช่วยเลี้ยงดู

“เด็กที่ผมส่งเข้าสืบในบ่อนนายประชาบอกว่านายประชาหัวเสียมากที่พวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาดจะไม่ต่อสัญญาเช่าแผงปีหน้า” นายเผ่าเล่าให้ฟังในตอนที่เจอกันหน้าบ้าน 

“ทำไมพวกเขาถึงไม่ต่อสัญญากันล่ะครับ”

“ก็พูดกันว่าคุณรสสุคนธ์ส่งคนไปยื่นข้อเสนอว่าจะให้เช่าร้านในห้างของเขาฟรีหนึ่งปี แถมค่าเช่าก็ถูกกว่าตั้งเยอะ” นายเผ่าเล่าต่อ “แล้วก็ไม่ใช่แค่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนะ คุณเขาส่งคนลงมาเจรจากับชาวประมง บอกว่าจะรับประกันราคาอาหารทะเลแล้วรับไปขายในซูเปอร์ของเขา ไม่ต้องผ่านคนกลาง”

หรือนี่เองที่เป็นแผนเข้าถึงชาวบ้านของหล่อน ต้นกล้าคิดพลางลอบถอนหายใจ “เขาไม่รู้ตัวว่ากำลังสร้างศัตรู”

“นี่ล่ะ ผมก็เลยชักไม่แน่ใจแล้วว่า ที่อ้ายพวกนั้นไปทำร้ายคุณเขาเพราะแค่จะจี้เอาเงินอย่างเดียวจริงหรือเปล่า”

ต้นกล้าขมวดคิ้วมุ่น “จะด้วยเหตุผลอะไร ก็ไม่ดีสำหรับเธอทั้งนั้น เห็นทีผมต้องเตือนเธอบ้างแล้ว”

นายเผ่าส่ายหัวกับความคิดของครูหนุ่ม “เขาคงจะเชื่อหรอก ยิ่งไปเตือนก็จะหาว่าเราไปขัดขวางเขาน่ะสิครู ผมว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า ถ้าอีกฝ่ายเป็นนายประชา ผมว่าจะไม่คุ้มเสีย”

ต้นกล้ารู้ว่านายเผ่าพูดเพราะเป็นห่วง แต่มันก็ไม่คุ้มเช่นกันหากมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับหญิงสาว 

เขาห่วงหล่อน ห่วงมากขึ้นเป็นทวีในคืนที่หล่อนเกือบประสบเคราะห์ร้าย แล้วความห่วงนั้นก็เริ่มเกาะกินใจเรื่อยมาจนเกิดคำถามที่ไม่เคยอยากคิดค้นหาคำตอบชัดเจน ได้แต่ปล่อยให้เป็นความรู้สึกจาง ๆ ที่มักจะเข้มข้นขึ้นยามอยู่ใกล้ชิดหล่อน กลายเป็นความรู้สึกเหมือนม่านหมอกที่คลุมแผ่นดินหนาจัดในยามเช้าแล้วเลือนหายไปเมื่ออาทิตย์ฉายรัศมีร้อนแรง

 ครูหนุ่มอำลานายเผ่าเมื่อถึงเวลาต้องไป แต่ก่อนจากมา เขากวาดตามองหวังเห็นร่างของเด็กชายในสายตา แต่ก็ผิดหวัง 

จ้อยทิ้งน้องไปอยู่บ้านนางแพร้วเกือบสัปดาห์แล้ว นางแพร้วเล่าว่าจ้อยขยันขันแข็งเอาการเอางานเกินเด็กวัยประถม แม้นางแพร้วจะให้ทำแค่เรื่องการจดน้ำหนักปลา แต่จ้อยก็อยากเรียนรู้งานอื่น ๆ ที่ผู้ใหญ่ทำ และบอกนางแพร้วทุกวันว่าจะเก็บเงินให้เยอะ ๆ ส่งน้องเรียนสูง ๆ จะได้ไม่ต้องมาลำบากเหมือนตนที่ถูกแม่แท้ ๆ ที่ทิ้งลูกแล้วย้ายถิ่นฐานตามสามีใหม่ไป

จ้อยทำให้เขานึกถึงตัวเองในอดีต ทั้งนิสัยใจคอ ทั้งความคิด ทุกอย่างที่จ้อยเป็นล้วนถ่ายทอดมาจากเขาทางการใกล้ชิด แม้ไม่ได้เป็นเครือญาติผูกสายพันธุกรรม แต่การใกล้ชิดกันทุกวันก็อาจเป็นส่วนหนึ่งให้จ้อยซึมซับเอาความเป็นเขาเข้าตัว แต่ก็ควรรับไปแต่ด้านดีมิใช่หรือ 

ก็นายต้นกล้าวันนี้ ไม่เหมือนนายต้นกล้าในอดีต เพราะเขาถูกชำระล้างมลทินทุกสิ่งไปแล้วพร้อมกับการเกิดใหม่เป็น ทีเค มิลเลอร์ บุตรบุญธรรมของมหาเศรษฐีชาวอังกฤษผู้อารี 

แต่เมื่อท่านโธมัสจะจากไป มลทินที่เจือจางไปแล้ว กลับเข้มข้นอีกครั้งในวันเปิดพินัยกรรม

มิลเลอร์ปลอมอย่างเขาไม่ได้ถูกยอมรับจากเครือญาติของครอบครัวบุญธรรม ซ้ำร้ายยังถูกตอกย้ำถึงความผิดในอดีตที่พลิกผันชีวิตเขาจากดำเป็นขาว 

เรื่องที่เกิดกับตนจึงทำให้เขามองเด็กชายด้วยใจกังวล ความแค้นเป็นระเบิดเวลาที่น่ากลัว เพราะมันคือการสั่งสมเพลิงโทสะฤทธิ์ร้ายแรงที่ทำงายได้ทุกอย่างกระทั่งหัวใจตัวเองและถ้าไม่มีครูเดือนเพ็ญที่เป็นน้ำเย็นคอยหล่อเลี้ยงจิตใจ หรือถ้าไม่มีมาดามลอเรนที่สอนให้เขาปลูกกุหลาบจนรู้ซึ้งในความหมายของการให้ ก็คงไม่มีนายต้นกล้าในวันนี้

จึงไม่ใช่เรื่องน่าสงสัย หากเขาเสียมาดามรอเลนไปแล้ว ก็ไม่อยากเสียครูชราสุดที่รักไปอีกคน

ต้นกล้ามายืนส่งกำลังใจให้ครูเดือนเพ็ญผ่านกระจกในเย็นวันเดียวกัน ร่างอ่อนแรงนั่นหลับไปแล้วเพราะความอ่อนแอของร่างกาย เขาจึงนั่งเฝ้าหน้าห้องพักผู้ป่วยจนถึงหัวค่ำ ได้โบกมือทักทายส่งยิ้มให้ครูที่รักก่อนอำลาเพื่อไปฟังความคืบหน้าของอาการจากแพทย์ผู้รักษาแจ้งว่าระยะของโรคเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาของการทำใจ

คำพูดของนายแพทย์ทำให้ครูหนุ่มต้องพยายามครองสติ ไม่ให้ใจลอยบนอานมอเตอร์ไซค์ระหว่างขับขี่มันบนถนนสายหลักของเมืองที่ถึงจะมีไฟถนนส่องสว่างเป็นระยะ ก็ต้องขับเลียบริมไหล่ทางเพื่อไม่ขวางทางของคนที่ต้องการความเร็วและขบวนรถบรรทุกที่วิ่งฉิวราวกับเป็นเจ้าถนน

เขาจำได้ว่าสมัยที่ยังทำงานพิเศษหาเงินเป็นนักดนตรีตามผับ ต้องขี่มอเตอร์ไซค์จากโรงเรียนไปทำงานยามค่ำมืดแบบนี้ ครูเดือนเพ็ญก็มักเตือนเขาด้วยสายตาเป็นห่วงเสมอ แม้การบอกกล่าวซ้ำ ๆ ย้ำถึงความปลอดภัยจะฟังดูน่าเบื่อสำหรับสัญชัยที่นั่งซ้อนท้ายไปกับเขา แต่ต้นกล้ากลับรู้สึกดีที่ได้รู้ว่ามีคนรอให้เขากลับไปหา

แต่ถ้าโลกนี้ไม่มีครูเดือนเพ็ญ เขาก็ไม่ต่างคนไร้ญาติขาดมิตร ความรู้สึกที่เกิดตอนนี้เหมือนกลายเป็นเด็กกำพร้าอีกครั้ง นายแพทย์ไม่ได้บอกไม่ได้ว่าเวลาที่เขามีช้าหรือเร็วแค่ไหน แต่เขาไม่อยากให้เวลานั้นมาถึง

แต่พอมองปริมาณอาหารกลางวันที่ครูรับประทานเข้าไปถูกเข็นออกมาวันนี้ก็ลดลงไปมาก หมายความว่าครูทานได้เยอะเหมือนทุกวันต้องยกความดีความชอบให้ความคิดของหญิงสาวที่บันทึกการแสดงของเขากับหล่อนส่งเป็นกำลังใจแด่ครูชรา และจะมีรอยยิ้มทุกครั้งที่เปิดดู 

นางพยาบาลผู้ดูแลเล่าให้เขาฟังว่าครูเดือนเพ็ญจะขอให้เปิดตอนรับประทานอาหารกับก่อนนอน แล้วจะหัวเราะขำทุกครั้งตอนที่หญิงสาวเล่าถึงจังหวะหลบกระทะที่ลอยมาหา และเมื่อถึงตอนที่เขาเล่นกีตาร์ให้หล่อนร้องเพลง ก็จะได้เห็นรอยยิ้มชื่นชมของครูชรา

ไม่ใช่แค่ครูเดือนเพ็ญหรอกที่ชอบฟังหล่อนร้องเพลง แม้จะแปร่งเพี้ยน แต่ก็น้ำเสียงที่ร่ำร้องออกจากหัวใจกลับทำให้เขาเล่นภาพบันทึกนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกคืน ไม่ถึงกับใช้เป็นยานอนหลับขนานดี แต่ก็ทำให้เขาได้มีรอยยิ้มก่อนนอน

ภาพใบหน้าของหญิงสาวตอนร้องเพลงลอยในความคิด ดวงตาชื้น ๆ เหมือนลูกเป็ดตื่นกลัวของหล่อนทำให้เขาอยากดึงหล่อนเข้ามากอด

ก่อนที่ความทรงจำจะเรียงลำดับไปถึงตอนที่เขากล้าขยับตัวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นกายหอมตรึงใจ แรงกระแทกจากด้านหลังทำให้มือของเขาหลุดจากมอเตอร์ไซค์ ร่างลอยเคว้งกลางอากาศก่อนตกกระแทกพื้นดินแล้วกลิ้งตกลงไปในคูน้ำข้างทาง 

ความเจ็บรวดร้าวทั่งสรรพางค์เข้าเล่นงานแทบจะทันที แต่ในสภาพมึนงงจนคล้ายคนเมาหนักนั้น ทุกภาพในอดีตก็ฉายชัดในห้วงคำนึง เหมือนสมองกำลังขย้อนเอาทุกความทรงจำออกมาจากหลุมลึกของความทรงจำ

แต่ก่อนสติเลือนหาย เขาเห็นร่างกายตัวเองที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ดวงตาแข็งกร้าวราวกับคนบ้าไร้สติ ในมือมีกีตาร์ตัวเก่าที่แตกพังยับเยิน


 

เมื่อไหร่การถ่ายรูปพรีเวดดิ้งบ้า ๆ นี่จะจบลงเสียที!

เป็นประโยคที่รสสุคนธ์อยากตะโกนให้ลั่นห้องนอนขนาดกว้างในคฤหาสน์หรูริมทะเลสาบของว่าที่เจ้าบ่าว เพราะเอือมระอากับการถ่ายรูปแก้งานตามคำสั่งของนางปัทมา 

ก็ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าตาของหล่อนบึ้งตึง นางจะบอกว่ายิ้มไร้อารมณ์บ้างล่ะ ทรงผมไม่เข้ากับเสื้อผ้าบ้างล่ะ ตินั่นตินี่จนหล่อนมั่นใจว่าแม้แต่ทีมงานเวดดิ้งออแกนไนเซอร์ระดับมืออาชีพยังเซ็งไปตาม ๆ กัน ดีหน่อยตรงที่การถ่ายซ้ำถูกจัดขึ้นริมทะเลสาบยามค่ำคืนที่ประดับดวงไฟสว่างไสวไปทั่ว หล่อนจึงไม่ต้องระหกระเหินนั่งรถตู้ไป ๆ มา ๆ สถานที่ที่มากด้วยผู้คน

แต่ก็ไม่ได้ความว่าหล่อนจะไม่เหนื่อยกับการปั้นหน้าละท่าทางให้ดูเป็นเจ้าสาวผู้มีความสุข ส่วนชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจการถ่ายภาพมากมายนัก ฉะนั้นคนที่เป็นว่าพิธีกรรมนี้ศักดิ์สิทธิ์ขนาดลัดขั้นตอนไม่ได้ก็คงมีเพียงนางปัทมา ช่างไม่รู้เลยว่าพ่ออิทคนดีที่อยากได้มาเป็นเขยนั้น ลักลอบมีความสัมพันธ์กับเพื่อนรักของหล่อน

คิดแล้วก็ขยะแขยงใจ ที่ต้องทนแนบชิดใกล้กับชายหนุ่มอีกพักใหญ่กว่าจะถ่ายรูปเสร็จสมใจมารดา

“อดทนนะโรส เดี๋ยวเธอก็จะได้กลับบ้านแล้ว”

บ้านที่หล่อนหมายถึงห้องพักขนาดหนึ่งคนอยู่อาศัยในโรงแรมทางจังหวัดชายฝั่งทะเล ที่เคยเห็นมันเป็นที่พักยามเสร็จจากการรบในสมรภูมิโรงเรียนปลูกปัญญา 

แต่ในตอนนี้หล่อนคิดถึงมันแทบแย่ คิดถึงเกลียวคลื่นม้วนตัวกระทบแสงอาทิตย์ของท้องทะเล คิดถึงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหนูมุกกับจ๊ะจ๋า หล่อนคิดถึงทุกอย่างที่อยู่ที่นั่น รวมถึงคิดถึงดวงตาสีน้ำผึ้งป่าของครูหนุ่ม 

ป่านนี้เขาจะเปลี่ยนดินใหม่ให้ โรสหรือยัง

ด้วยความอยากรู้บวกกันกับอยากได้ยินเสียง รสสุคนธ์ควานหาโทรศัพท์แล้วกดหมายเลขที่บันทึกไว้ด้วยชื่อว่า นายต้นกล้า โรงเรียนปลูกปัญหา

หล่อนพิมพ์ไม่ผิด ก็เพราะเขาคือตัวปัญหาของหล่อนจริง ๆ ถ้าครูหนุ่มรู้เข้า เขาคงมองหล่อนด้วยดวงตาตำหนิ คิดแล้วเผลอยิ้มขำระหว่างฟังเสียงสัญญาณปลายทางบนเตียงนอนหนานุ่ม แต่เขาปล่อยให้หล่อนรอสายนานจนตัดเข้าระบบฝากข้อความ

“สวัสดีค่ะคุณครูต้นกล้า หวังว่าคุณจะเปลี่ยนดินให้โรสของฉันแล้วนะคะ ฉันจะกลับพรุ่งนี้แต่เช้า จะเข้าไปดูอาการโรสเลย... แล้วก็...”

รสสุคนธ์เม้มเรียวปาก ชั่งใจกับคำพูดลอยเข้ามาในหัว  จากนั้นกลั้นหายใจแล้วเอ่ยบอกออกไป “... ฝันดีนะคะ”

“พี่อยากได้ยินโรสพูดแบบนั้นกับพี่คืนนี้”

หัวใจของหล่อนกระตุกสั่น ตัวชาวาบเมื่อชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาประกายเงินย่างก้าวเข้ามาในห้องที่ควรจะสงวนไว้สำหรับว่าที่เจ้าสาว ร่างบางรีบลุกขึ้นจากเตียง ซ่อนโทรศัพท์ให้พ้นการจับจ้องของดวงตาเรียวแต่ก็รู้ว่าเป็นการกระทำที่โง่มาก เพราะมันยิ่งสร้างกระหายความใคร่รู้ให้ชายหนุ่มที่สาวเท้าเข้ามายืนจ้องหน้าในระยะประชิดติดขอบเตียง

“อยากรู้จังว่า... ใครกันนะที่เจ้าสาวของพี่อยากให้หลับฝันดี”

หล่อนกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ “เอ่อ...เด็กค่ะ เด็กที่โรงเรียนปลูกปัญญาค่ะ”

“โรสของพี่เป็นผู้หญิงรักเด็กตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” คำพูดนั้นหาใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นเพียงการเปรยขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความคิดของตนเอง และด้วยหลักฐานที่หล่อนอาจปกป้องได้ทันควันเพราะอิทธิฤทธิ์ย่างสามขุมเข้ามากระชากโทรศัพท์ไปจากมือ แล้วขบกรามอ่านชื่อเจ้าของเลขหมายล่าสุด

“นายต้นกล้า... โรงเรียนปลูกปัญหา” 

เรียวปากกระตุกยิ้มเยือกเย็น เงยดวงตาเรียวจากโทรศัพท์ขึ้นมองทำให้หญิงสาวสะบัดหน้าหลบสายตา แต่ในเมื่อจำนนต่อหลักฐาน ก็ไม่ต้องกล่าวแก้ตัวใด และหล่อนก็ไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่ต้องอธิบายให้เขาฟัง

“โรสอยากให้คนที่สร้างปัญหานอนหลับฝันดี... แต่คนที่โรสกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยอย่างพี่กลับไม่แม้แต่จะพูดจากกันดี ๆ”

“แน่ใจหรือคะว่าผู้หญิงที่พี่อิทอยากเข้าพิธีวิวาห์ด้วยคือกับโรสไม่ใช่ใครอีกคน” หล่อนยังไม่อยากมองหน้า

“หมายความว่าไง” เขาเปล่งคำถามน้ำเสียงแข็ง  

“กินอยู่กับปาก” รสสุคนธ์ปรายตามองอย่างเย้ยหยัน แต่รอยยิ้มและคำพูดที่ออกจากปากเขาทำให้หล่อนพรั่นพรึงความเลวร้ายที่ค่อย ๆ ซึมจากตัวของชายที่หล่อนถูกบีบให้ร่วมหอลงโรง

“ผู้หญิงที่พี่ต้องการแต่งงานด้วยมีแค่โรสคนเดียว ส่วนคนอื่นเป็นแค่ของกินเล่น”

“แต่คนอื่นของพี่อิทคือหงส์ เพื่อนรักของโรส!

อิทธิฤทธิ์ลั่นเสียงหัวเราะ “โรสก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง พี่ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่เพื่อนรักของโรสเอาตัวมาประเคนให้เอง โดยไม่ต้องการข้อผูกมัด แต่อยากอยู่แบบลับ ๆ ไม่ให้คนที่ยกให้เขาเป็นเพื่อนรักรู้!

รสสุคนธ์สั่นสะท้าน เนื้อตัวชา สมองตื้นตันหาคำพูดตอกกลับเขาไม่ได้ เหมือนถูกดูดให้จมหายไปในห้วงมิติดำมืด มองเขาอย่างมองคนแปลกหน้า ไม่ใช่แค่กับชายหนุ่มผู้นี้ แต่กับแพรพรรณรายที่หล่อนมั่นใจว่ารู้จักดีกลับกลายเป็นใครอื่นที่คำว่าเพื่อนรักยังคงใช้การได้อยู่หรือไม่

“หงส์ไม่ใช่ผู้หญิงที่พี่ต้องการ และการแต่งงานระหว่างเรายังต้องมีอยู่ โรสคงไม่อยากให้คุณลุงกับคุณป้าขายหน้าใช่ไหม”

เห็นแก่ตัวที่สุด นอกจากจะทิ้งความรู้สึกของหญิงสาวที่มีใจให้เหมือนของใช้แล้ว เขายังผลักความผิดออกจากตัวแล้วจับหล่อนไปผูกกับการแต่งงานเพื่อรักษาหน้าของบุพการีได้อย่างไม่สะทกสะท้านต่อความเลวที่ตนทำ

“ยังก่อนค่ะพี่อิท...” หล่อนขบกรามพูด “จนกว่าโรสจะอ้าปากร้องขอให้พี่อิทช่วยเรื่องโครงการห้างสรรพสินค้า โรสกับพี่อิทยังคงสถานะแค่พี่กับน้อง”

“นั่นอยู่ที่ว่าโรสจะเลือกให้กุหลาบบานหรือไม่บาน” 

ดูเหมือนเขารู้ทุกความเคลื่อนไหว แล้วเรื่องสัญญาของหล่อนที่ทำไว้กับครูหนุ่มก็มีเพียงแค่แพรพรรณรายเท่านั้นที่รู้ เพื่อนรักของหล่อนสูบเอาความลับไปบอกผู้ชายที่ไม่เห็นค่าของตนเหมือนขายวิญญาณให้ยมทูต

ส่วนคำตอบที่เด่นชัดในความคิดของหล่อนตอนนี้คือภาพของ โรสที่แห้งตายไร้ชีวิต ไม่ต่างจากความรู้สึกในใจของโรสคนนี้เลย




 

 

แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

10 ความคิดเห็น