ตอนที่ 21 : ตอนที่ ๒๐ รักลับไม่เร้นลับอีกต่อไป (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    8 ก.พ. 62

ตอนที่ ๒๐ รักลับไม่เร้นลับอีกต่อไป





รสสุคนธ์ตื่นขึ้นจากความฝันกลางดึกพร้อมกับขอบตาร้อนชื้น 

ทั้งที่เป็นแค่ฝัน แต่ก็เหมือนจริงเสียจนใจสั่น หล่อนได้ยินเสียงร้องไห้ดังระงม เห็นผู้คนมากมายรายล้อมรอบกายทว่าพวกเขาทั้งหลายนั้นไร้ซึ่งใบหน้า ไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นใคร ที่รู้คือหล่อนอยู่ในงานศพ เป็นงานของใครคนหนึ่งที่หล่อนเห็นเพียงแค่ปลายนิ้ว 

รสสุคนธ์ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง รีดหยาดน้ำให้รินไหลออกมา พลิกนอนตะแคงข่มใจให้หลับต่อ กล่อมตัวเองด้วยบทเพลงถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ 

คำร้องเสียงนุ่ม ท่วงทำนองแสนหวาน การไกวตัวเบา ๆ ที่พาให้ล่องลอยออกจากภาพนิมิตเศร้า เข้าสู่ห้วงความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนที่ผ่านเลยไปหลายวันแล้ว แต่ความกรุ่นของสัมผัสยังโรยตัวห่อหุ้มหล่อนไว้เหมือนเป็นไอหมอกจากตอนฟ้าสาง แต่แล้วสายหมอกนั้นก็ถูกแผดเผาให้จางหายไปด้วยข้อความเรียกตัวหล่อนให้เข้าไปถ่ายรูปพรีเวดดิ้งในวันพรุ่งนี้ 

เมื่อคิดว่าคงหลับต่อไม่ลง รสสุคนธ์จึงเปลี่ยนใจลุกจากเตียง แล้วทำกิจวัตรประจำวันเร็วกว่าเวลาปกติ เช้านี้หล่อนอาจแวะเข้าไปเชยชมกุหลาบก่อนเข้าไซต์งานเพื่อพูดคุยกับนายวิชัยถึงความไม่เหมาะสมในการไป ๆ มา ๆ ไซต์ของเขา

หญิงสาวเลือกชุดสบายที่สุด เป็นเสื้อยืดสีขาวและกางเกงผ้าลินินแบบมีสายผูกเอวสีชมพูเนื้อบางเบา จากนั้นลงไปนั่งทานอาหารเช้าในภัตตาคาร เลือกโต๊ะริมกระจกที่รับแสงยามเช้าเต็มที่ และต้องการมองเครนยักษ์ที่เริ่มวางหลักเตรียมตอกเสาเข็มในอาทิตย์หน้าตามกำหนดการ ซึ่งก็เท่ากับว่าสัญญาระหว่างหล่อนกับครูหนุ่มก็ล่วงเข้าสู่เดือนที่สองแล้ว

กาแฟแก้วร้อนถูกรินตามคำสั่ง กลิ่นของมันช่วยฉุดความรื่นรมย์ของหญิงสาวให้ได้สุนทรีกับบรรยากาศสงบได้บ้าง นานแล้วที่หล่อนไม่ได้ใช้เวลากับตัวเอง นานแล้วที่หล่อนมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของบริษัทเพื่อให้ถูกยอมรับ นานแล้วที่หล่อนไม่ได้ละเลียดความสุขแม้เพียงเล็กน้อยจากช่วงเวลาที่มีในปัจจุบัน และนานแล้วที่หล่อนไม่ได้ใส่ใจกับการรอคอยสิ่งใดนานเกินสองเดือน 

เจ้าโรสของหล่อนถูกปลิดตุ่มดอกรอบสองทิ้งไปเมื่อวันก่อน แต่เพราะผ่านประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง หล่อนจึงเชื่อมั่นว่าจะได้เห็นตุ่มดอกรอบที่สาม และครั้งนี้จะเป็นครั้งชี้ชะตาว่าของโรงเรียนปลูกปัญญา

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณโรส” คำทักทายและจานอาหารเช้ามาเสิร์ฟโดยผู้จัดการภัตตาคารที่เริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น “วันนี้ตื่นเช้าจังเลยครับ”

“ว่าจะไปโรงเรียนปลูกปัญญาก่อนค่ะ แล้วค่อยไปทำงาน”

ผู้ฟังแย้มยิ้มเพียงนิด “ครูกล้าเขาตกลงจะย้ายโรงเรียนแล้วหรือยังครับ”

รสสุคนธ์เม้มปากส่ายหน้า “ไม่เลยค่ะ เขาหยั่งรากลึกยึดเกาะผืนดินที่เป็นของเขาแน่นทีเดียว”

ผู้จัดการพยักหน้ารับรู้ แล้วถอยตัวออกจากโต๊ะให้แขกสาวได้ใช้เวลาส่วนตัวทานอาหารเช้าอย่างสงบ จากนั้นจึงออกเดินทางด้วยรถยนต์ที่ยังคงสภาพรอยขูดขีดทั้งคันมุ่งตรงไปยังโรงเรียน

ความประหลาดใจแรกที่ก้าวขาเข้าประตูคือในเช้านี้ จำนวนนักเรียนนั้นบางตาจนนับคนได้เพียงสามคนรวมหนูมุกที่กำลังเล่นกับจ๊ะจ๋าอยู่ที่หน้ากรงเลี้ยงไก่ ส่วนเด็กนักเรียนหญิงอีกสองคนกำลังช่วยครูของเขาเรียกผักคะน้าที่เก็บได้ลงเข่ง

“ทำไมวันนี้นักเรียนน้อยจังคะ” 

ความอยากรู้ทำให้หล่อนต้องการคำตอบ แต่สีหน้าของครูหนุ่มเรียบสนิท ตรงข้ามกับดวงตากร้าวที่มองหล่อนอย่างฉาบฉวยเหมือนเห็นแมลงบินผ่านตา

“พ่อแม่ของเขาพวกเขาพามาลาออกเมื่อเช้านี้ค่ะ” หนึ่งในนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมปลายตอบแทน 

ลาออก ? หล่อนรำพึงในใจ แต่ก็ไม่ได้คำอธิบายอะไรนอกจากความเงียบเชียบ 

“คุณโรสขา”

ยังดีที่หนูมุกคงความสดใสตามวัย หล่อนจึงได้เห็นรอยยิ้มจากเจ้าของพวงแก้มใสเปล่งปลั่งที่กำลังอุ้มลูกเจี๊ยบในมือเดินมาหา ตามติดด้วยเด็กหญิงตัวเล็กที่เดินเตาะแตะได้คล่องขึ้นแล้ว 

“วันนี้แม่ฝากปลาอินทรีเค็มมาให้คุณโรสชิมด้วยค่ะ แม่บอกว่าแม่ทำเอง อร่อยไม่เหมือนใคร”

รสสุคนธ์ยิ้มแก้มปริ “แค่ฟังหนูมุกโฆษณาก็อยากลองแล้ว ถ้าอร่อยจริง ฉันจะเอาไปขายในห้างสรรพสินค้าของฉันเลย”

หนูมุกหัวเราะเสียงใสชื่นใจคนฟัง เหลือบตาลงมองลูกเจี๊ยบตัวเล็กแคระแกร็นสีเหลืองอ๋อยในมือ ก็ชวนคุยระหว่างรอครูหนุ่มเสร็จภารกิจของเขา

“นั่นลูกเจี๊ยบของหนูมุกหรือ”

“ของพี่จ้อยค่ะ เขาฝากหนูมุกมาให้อาหาร แต่มันไม่ค่อยกินข้าว”

“มันอาจจะไม่สบาย” หล่อนว่าต่อ แล้วอ้าแขนเรียกจ๊ะจ๋าก่อนอุ้มขึ้นแล้วหอมแก้มนุ่มนิ่มด้วยความหมั่นเขี้ยวปนเปไปกับความเวทนาที่ถูกพี่ชายทอดทิ้งให้อยู่เดียวดาย

หลังจากทุ่มกระถางจนแตก จ้อยก็ย้ายตัวเองออกไปพักอาศัยบ้านของนางแพร้วตั้งแต่คืนนั้น ทิ้งจ๊ะจ๋าไว้กับคนที่ตัวเองตะโกนใส่ว่าทรยศหักหลัง 

“แล้วทำไมวันนี้พี่จ้อยไม่มาเรียนล่ะ” หล่อนไต่ถามความเป็นไปของเด็กชาย

“จ้อยฝากพี่แพร้วมาบอกว่าอยากทำงานกับพี่แพร้ว” เสียงตอบดังจากคนร่างสูงด้านหลัง “อยากทำงาน... อยากหาเงิน ไม่อยากเรียน”

บอกหล่อนด้วยใบหน้านิ่งตึง แล้วหมุนตัวหันหลังเดินเข้าสู่โรงเรือนมุ้ง เป็นสัญญาณบอกหล่อนว่าถึงเวลารับบทเรียนใหม่ของวัน รสสุคนธ์จึงปล่อยจ๊ะจ๋าลงยืนบนพื้น ในทีแรกเด็กน้อยโยเยเกาะแข้งเกาะขา แต่ได้นักเรียนหญิงมาช่วยดึงความสนใจไป จึงได้ปลีกตัวออกมา สับขาให้ทันคนที่ขายาวที่รุดเข้าไปในโรงเรือนมุ้งก่อนหน้า

แต่ในทันทีที่หล่อนเข้าตามไป ก็เห็นเขายืนนิ่งงันอยู่หน้ากระถางกุหลาบต้นสำคัญ รสสุคนธ์ก็เข้าไปดูความเป็นไปของมันบ้าง แล้วก็ต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจระคนหวั่นกลัวเมื่อเห็นยอดอ่อนสีแดงไหม้เกรียม รวมไปถึงใบที่เคยเขียวก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือเหมือนลูกเจี๊ยบของจ้อยไม่มีผิด

“เกิดอะไรขึ้นกับมันคะ”

มีความประหลาดใจไม่แพ้หล่อนฉาบทั่วดวงตาคมเข้มที่จับจ้องมองความเสียหายที่เกิดขึ้นตรงหน้า สักพักใหญ่ เขาถึงเคลื่อนไหวตัว ไปหยิบของบางสิ่งที่มีมาตรวัดเชื่อมต่อกับเหล็กปลายแหลมออกจากตู้เก็บอุปกรณ์

“ไม่ใช่แมลง ไม่ใช่เชื้อรา อาการแบบนี้... ดินอาจเค็มเกิน” พูดพลางเสียบปลายแหลมของเหล็กลงดิน ก่อนหันมามองหน้าหล่อนตรง ๆ ครั้งแรกของวัน 

“ฉันผสมดินตามสัดส่วนที่คุณบอก คุณก็เห็น” รสสุคนธ์ย่นคิ้ว เอ่ยค้านครูหนุ่มเสียงแข็ง

“ใช่ผมเห็น...” เขารำพึงเหมือนบอกตัวเอง แต่ตัวเลขที่ปลายเข็มชี้ค่าในมาตรวัดนั้นทำให้ความหนักแน่นในความคิดของหล่อนเบาลงไม่ต่างกับปุยนุ่น

“หรือไม่ คุณก็บอกส่วนผสมผิด”

“หันไปมองกุหลาบทุกต้นในแปลงของผมแล้วพูดใหม่อีกที” 

อีกหลักฐานที่ยืนยันได้ทางสายตาคือช่อดอกกุหลาบหลากสีชูช่อสวยสดงดงามทั้งแปลง แล้วมันเกิดอาเพศอะไรกับ โรสของหล่อนกันเล่า

“เปลี่ยนดิน” 

ไม่ใช่หล่อนคนเดียวหรอกที่เป็นห่วงอาการของมัน ครูผู้ฝึกสอนให้หล่อนปลูกกุหลาบก็มีสีหน้าวิตกไม่แพ้กัน คำสั่งที่ออกจากปากของเขาจึงพ่วงด้วยการเดินไปหยิบกระถางใบใหม่กับเครื่องปลูกแล้วก็อ่างผสมดิน จากนั้นก็ลงมือด้วยตัวเอง

“ขุยมะพร้าวสี่สิบส่วน ขี้วัวสี่สิบส่วน ดินยี่สิบส่วน” แล้วยังทวนส่วนผสมออกมาพร้อมด้วยการนำทุกสิ่งที่พูดใส่ในอ่างผสมด้วยตัวเอง คลุกเคล้ากับน้ำจนได้ดินที่เขาพอใจ

“ทิ้งไว้หนึ่งคืน” จากนั้นเงยหน้ามองหล่อน “พรุ่งนี้เช้า ผมจะให้คุณทำการเปลี่ยนดินใหม่ในกระถางใบเดิม”

รสสุคนธ์พยักหน้า “แล้วตอนนี้เราจะช่วยมันยังไงคะ”

“รดน้ำให้ชุ่ม คลายความเค็มของดินให้มากที่สุด” 

บัวรดน้ำจึงถูกหญิงสาวฉวยคว้าเติมน้ำจนเต็มก่อนนำมารดให้กุหลาบที่หล่อนเริ่มผูกพันมากขึ้นในทุก ๆ วันที่มาเยี่ยมหา รวมถึงชายหนุ่มที่ยืนกำกับที่ด้านหลังด้วยเช่นกัน และถ้าหากเขาสังเกตได้ เขาอาจรู้ว่าแววตาที่หล่อนมองเขาในวันนี้แปลกไปจากวันแรกมากมายนัก

แต่ก็เป็นเพียงแค่แววตา ไม่อาจบอกออกไปได้ด้วยคำพูด หล่อนกับเขายังต้องห้ำหั่นกันด้วยเงื่อนไขของชีวิต โดยมีเดิมพันเป็นกุหลาบที่มันไม่ควรบาน

“พรุ่งนี้... ฉันมีธุระต้องกลับบ้านด่วน” หล่อนเปล่งเสียงพูดแสนเบา “ถ้าคุณจะกรุณากับมัน... ช่วยเปลี่ยนดินให้มันแทนฉันได้ไหมคะ” แล้วยกบัวรดน้ำขึ้น หันหลังไปจ้องมองชายหนุ่มด้วยดวงตาขอคำตอบ 

เขาไม่หันสายตาหนี “ผมเปลี่ยนดินให้กุหลาบมาเป็นพันต้น แค่ของคุณต้นเดียว ไม่หนักหนาอะไร แต่...แค่คุณบอกว่าจะไม่ทิ้งขว้างมันก็พอ”

บอกผมทีสิว่าถ้าดอกกุหลาบบานในอีกห้าเดือน คุณจะยังไม่เปลี่ยนใจ...


เสียงสะท้อนในหัวเป็นเหมือนหินขนาดเท่าภูเขากดทับหน้าอก เช่นเดียวกันกับที่มันกดความรู้สึกในใจ และหากทดแทนน้ำตาที่กำลังไหลภายในได้ หล่อนก็อยากให้หยาดน้ำจากบัวรดน้ำที่ใช้หลั่งรินสายน้ำชุบชีวิตกุหลาบต้นนี้เป็นตัวแทนทุกหยาดน้ำตาของหล่อน

ฉับพลันวินาทีนั้น มีภาพฉายซ้ำซ้อนในหัว เป็นภาพฝันของฝันในรุ่งสาง... ในความฝันนั้น... หล่อนกำลังหลั่งน้ำตาอาลัยอาวรณ์ ทุกความปวดร้าวในฝันยอกย้อนขึ้นบังเกิดในอก เจ็บปวดเหมือนถูกปลิดขั้วหัวใจ

“ฉันจะไม่ทิ้งขว้างมัน”  

ไม่ได้คาดหวังให้เขาล่วงรู้ถึงความหมายที่ซ่อนในคำพูด หล่อนส่งบัวรดน้ำคืนเขา แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด กอบโกยกลิ่นหอมของกุหลาบทั้งแปลงไว้เต็มอกเพื่อกักตุนไว้ใช้เป็นพลังงานตอนที่เข้าเมืองหลวง

“ช่วงที่ฉันไม่อยู่ แล้วถ้าหนูมุกกับจ๊ะจ๋าอยากกินเค้ก คุณก็ไปซื้อแล้วลงบัญชีฉันไว้ได้นะคะ”

“แค่เค้ก... ผมมีปัญญาซื้อให้พวกเขากินเองได้”

หล่อนเม้มเรียวปาก “ฉันก็อยากให้อะไรที่พวกเขาชอบเท่านั้น คิดเสียว่าเป็นคำขอโทษล่วงหน้าตอนที่โรงเรียนของพวกเขาถูกทุบ”

“โรงเรียนปลูกปัญญาจะไม่ถูกทุบ มันจะยังอยู่ตรงนี้ ตรงที่คุณและผมยืนอยู่ต่อไป กุหลาบของคุณก็เหมือนกัน มันจะฝังรากลงบนแผ่นดินนี้ตลอดไป” น้ำเสียงนิ่ง ดวงตาเปล่งประกายความตั้งใจทำให้หล่อนหวั่นไหว

“ฉันจะคอยดู”

ไม่มีความหวังในน้ำเสียง หล่อนเดินจากเขามาด้วยความรู้สึกเดียวดายคล้ายเรือลำเล็กที่ถูกปล่อยให้ออกจากท่าสู่มหาสมุทรกว้าง 

เมื่อรสสุคนธ์กลับมาถึงสำนักงานชั่วคราว นายวิชัยก็นั่งรอหล่อนด้วยใบหน้าชื้นเหงื่ออยู่ก่อนแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มต้นพูดคุย 

“ฉันเห็นลายเซ็นของคุณอยู่บนรายงานประจำวัน แต่ฉันไม่ค่อยเห็นคุณมาไซต์งาน”

“ที่ผม... ผมบอกคุณโรสไปไงล่ะครับ... คุณอิทให้ผม... ไปดูโครงการอื่นด้วย” อาการร้อนรนของผู้ช่วยร่างท้วมก็ส่อเค้าพิรุธออกมาให้เห็น แต่หล่อนไม่นิยมปรักปรำใครด้วยความคิดข้างเดียวของตน จึงต้องเรียกตัวมาถามให้คลายความสงสัย

“คุณไปเป็นลูกน้องคุณอิทตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ฉันจำได้ว่าคุณเป็นพนักงานภายใต้การควบคุมของฉัน”

ดวงตาหลังเลนส์แว่นสายตาของเขาหลุกหลิกพิกล คอยแต่จะหันไปมองบานกระจกที่ธุรการเดินผ่านมาแล้วก็รีบสับขาผ่านไป ก่อนหันกลับมาทางหล่อน จ้องหน้านิ่งก่อนเอ่ยพูดเสียงเบาราวกระซิบ

“ถ้า... ถ้าผมบอก...อะไรคุณโรส... ก็ขอให้คุณโรสเหมือนไม่ได้เคยได้ฟังจากปากผม...ได้ไหมครับ”

คิ้วเรียวของนายสาวย่นเข้าหากัน เงียบฟังอีกฝ่ายค่อย ๆ คลี่คำพูดออกมาทีละคำ “จริง ๆ แล้วเรื่องงานของคุณอิทเป็นเรื่องจริง แต่ที่ผมไม่ค่อยได้มาตรวจไซต์เพราะ...คำสั่งของคุณปัทมา...” 

“คุณแม่สั่งอะไรคุณ”

คำพูดของนายวิชัยกลืนหายไปกับความเงียบชั่วขณะ พร้อม ๆ กับลมหายใจของหล่อนที่ขาดช่วงไปเช่นกันในตอนที่ได้ยินประโยคต่อมาออกจากปากผู้ช่วย

“ท่านสั่งให้ผมเอาเงินไปจ้างวานพวกชาวบ้านให้เอาลูกหลานตัวเองลาออกจากโรงเรียนปลูกปัญญา”

หัวของหล่อนขาวโพลน ไม่มีการเชื่อมโยงความคิดใด ๆ เว้นแต่ภาพใบหน้าของมารดาที่ผุดขึ้นมาก่อนเลือนหายเหมือนคอมพิวเตอร์ที่ถูกปิดระบบปฏิบัติการ

“คุณปัทมาคิดว่าถ้าไม่มีนักเรียน โรงเรียนก็อยู่ไม่ได้” นายวิชัยกล่าวต่อไป

รสสุคนธ์ได้ประจักษ์แล้วถึงเหตุแห่งความเศร้าซึมและความเงียบเหงาของโรงเรียนราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา 

“คุณรู้ใช่ไหมว่าพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเขาสนใจมาร่วมเปิดร้านกับห้างสรรพสินค้าของเรา คุณรู้ใช่ไหมว่าชาวประมงเริ่มอยากจับมือกับเราเพราะเราประกันราคาปลาตั้งแต่เขายกอวนขึ้นจากทะเล แล้วคุณรู้ใช่ไหมว่าฉันกำลังทำให้ประชาชนแถบนี้เขาเห็นประโยชน์ของห้างสรรพสินค้าที่กำลังจะเข้ามาช่วยให้ชีวิตของพวกเขาสบายขึ้น” หล่อนพูดเหมือนทุกครั้งที่ประชุมแผนการและประกาศความตั้งใจกับพนักงานในไซต์ทุกคน

“ผมรู้ครับคุณโรส แต่สิ่งที่คุณโรสทำ มันไม่ช่วยให้เสาโรงเรียนสั่นสะเทือนเลยสักนิด” ผู้ช่วยของหล่อนเริ่มมีปากเสียง “ซ้ำร้าย คุณโรสยังมีท่าทีสนิทสนมกับพวกนั้นมากขึ้นทุกวัน ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่คิด พนักงานทุกคน ตั้งแต่ยามเฝ้าไซต์ไปจนถึงโฟร์แมน หรือแม้แต่แม่ธุรการนั่นก็ด้วย”

นายวิชัยหยุดพูด กลืนน้ำลาย มองหล่อนด้วยแววตาชื้น “ผมอาจจะคาดหวังกับตัวคุณโรสมากไป แต่... ต้องยอมรับว่าผมยอมรับในการบริหารงานของคุณอิทมากกว่า... คุณโรสเทียบคุณอิทไม่ได้เลยสักนิด”

หล่อนไม่มีอะไรจะเอ่ยต่อ และไม่ต้องการได้ยินคำดูแคลนจากใคร แม้ดวงตาที่จ้องมองอีกฝ่ายจะไม่ได้กร้าวกร้านหบาบคาย แต่หล่อนก็เป็นเจ้านาย และมีสิทธิ์ที่จะสั่งให้ใครอยู่หรือไป

“ฉันหมดธุระที่จะคุยกับคุณแล้ว คุณย้ายไปอยู่กับคุณอิทได้ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป”

สิ้นคำก็คว้ากระเป๋าลุกขึ้นยืน สับขาเดินเปิดประตูห้อง ทันได้สังเกตุเห็นความผิดปกติของคนด้านนอกที่แสร้งทำเป็นมองไปทางอื่น หรือไม่ก็ผุนผันหยิบนั่นจับนี่ 

หล่อนสูดลมหายใจ เชิดหน้า แล้วเดินก้าวออกมาสำนักงานชั่วคราว ไม่สนหันไปมองปฏิกิริยาของผู้ใต้บังคับบัญชาที่คงไม่อยากมีเจ้านายไร้บารมีให้ใคร ๆ ต่อใครเกรงกลัว และหากให้พวกเขาได้เลือกอย่างอิสระ ก็ล้วนอยากเดินตามพญานกอินทรีมากกว่าเดินตามเป็ดที่จะบินก็บินไม่เก่ง จะดำน้ำก็ทำได้แค่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ

เป็นที่มาของบทเพลงที่หล่อนชอบร้องให้ตัวเองฟังตลอดเวลา ถึงจะบากบั่นตั้งใจเรียนจนคว้าปริญญาบัตรมากอด แต่ก็ไม่สามารถนำทุกอย่างในบทเรียนมาใช้งานได้จริง และหากมีศาสตราจารย์คนใดสอนวิธีพลิกฟื้นธุรกิจที่กำลังล่มจมให้ลอยพ้นวิกฤตได้ละก็ หล่อนจะขอก้มหัวให้เขารับเป็นศิษย์

การขับรถพาตัวเองกลับเข้าเมืองด้วยจิตใจอ่อนไหวอาจไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเท่ากับการเผชิญหน้ามารดาแล้วแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องที่มารดาแอบทำอะไรลับหลัง ซึ่งแม้ว่าหล่อนจะต้องการให้ครูหนุ่มย้ายโรงเรียนย้ายออกให้ไวมากแค่ไหน ก็ต้องให้เขาไปด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่กลเกมที่ใช้หักแขนหักขาครูหนุ่มโดยที่เขาไม่รู้ตัว

รสสุคนธ์เลือกจอดรถในโรงรถ ไม่อยากให้ใครเห็นสภาพยับเยินของมัน แล้วเดินเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน แต่ก้าวขาเข้าไปไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของมารดาดังจากห้องรับแขก ส่วนคู่สนทนาคงไม่แคล้วเป็นว่าที่ลูกเขยกิตติมศักดิ์

“สวัสดีค่ะคุณแม่” หล่อนเข้าไปประกาศการมาถึงตามคำสั่งเรียกตัว “โรสขอไปกราบคุณพ่อก่อน แล้วจะได้ไปกัน ไม่อยากให้เสียเวลานานนัก” จากนั้นหมุนตัวเพื่อขึ้นไปหาผู้เป็นบิดา

“พ่อเพิ่มหลับไปเมื่อกี้ อย่าไปกวนเขา” แต่น้ำเสียงปรามของนางปัทมาบอกว่ากำลังไม่พอใจบุตรสาว “แล้วทำไมไม่ไหว้พี่เขา เขามารอเราตั้งเป็นชั่วโมงแล้ว”

หญิงสาวลอบถอนหายใจ ประนมมือไหว้พอเป็นพิธี “ถ้าอย่างนั้น โรสขอเวลาไม่เกินสิบนาทีไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า อากาศวันนี้ร้อนแปลก ๆ”

โดยไม่รอให้ใครเอ่ยคำ หล่อนก็จะทำตามความประสงค์ของตน มุ่งกลับห้องนอนส่วนตัวที่คล้ายเป็นหลุมหลบภัยชั่วคราว แล้วรีบจัดแจงเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์โยนใส่ตะกร้าสำหรับซัก หยิบชุดคลุมอาบน้ำมาสวมใส่ แล้วพาร่างระหงที่ดูซุบซีดไม่ค่อยมีน้ำมีนวลเข้าสู่ห้องอาบน้ำกว้าง

“คุณโรสคะ” มีเสียงเรียกดังจากด้านนอกห้อง หล่อนจึงไปเปิดประตู ส่งยิ้มให้คุณป้าแม่บ้านที่ในมือมีเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดรีดเรียบสวมกับไม้แขวน

“วันก่อน ป้ามาทำความสะอาดห้องคุณโรส แล้วซุ่มซ่ามทำน้ำเช็ดพื้นหกเปียกถุงเสื้อที่วางข้างตะกร้าค่ะ ป้าเลยเอาไปซักให้” หญิงอาวุโสกล่าวด้วยใบหน้าสำนึกผิด 

หล่อนก็ลืมเสื้อตัวที่แพรพรรณรายฝากคืออิทธิฤทธิ์ไปเสียสนิท แต่ในเมื่อเจ้าของเขามาอยู่ที่นี่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ หล่อนก็จะคืนให้เขาไปวันนี้เลยเสียทีเดียวให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

“ขอบคุณค่ะ” 

“อ้อ... ป้าเจอมันสอดในกระเป๋าเชิ้ตค่ะ ป้าเอาออกก่อนจะซัก”

คำอธิบายของแม่บ้านสร้างความกังขาให้หญิงสาว แต่ก็รับเอาซองจดหมายสีชมพูขนาดเล็กกว่าฝ่ามือมาไว้ แล้วปิดประตูห้อง ก่อนวางทั้งเชิ้ตและซองจดหมายบนเตียง ใช้สายตามองพวกมันทั้งสองราวกับเป็นตำรวจสอบสวนคนร้าย 

และเพราะด้วยใจเคลือบแคลงเกินหักห้าม รสสุคนธ์จึงตัดสินใจคว้าซองจดหมายสีชมพูมาเปิด หยิบเอากระดาษกลิ่นหอมสีเดียวกันกับตัวซองออกมา

เป็นลายมือของแพรพรรณรายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ข้อความหวานซึ้งลงท้ายด้วยคำว่ารักหมดใจ กับรอยจูบจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงที่ประทับบนกระดาษนี้จะเป็นของแพรพรรณรายจริงหรือ

รสสุคนธ์สอดกระดาษคืนใส่ซองด้วยความรู้สึกประหลาด ไม่เชิงเจ็บปวด แต่ก็ไม่เชิงเฉยชา แต่มันก้ำกึ่งระหว่างความโกรธและความผิดหวัง 

หึงหรือ... ไม่สิ หล่อนไม่เคยรู้สึกอะไรกับอิทธิฤทธิ์เกินไปกว่าคำว่าพี่ชาย 

แต่การที่เขาลอบคบกับเพื่อนสนิทลับหลังทั้งที่ปากบอกว่าอยากแต่งงานกับหล่อนสร้างความเจ็บแปลบในอก ถึงจะพอรู้ว่าผู้ชายมากเสน่ห์อย่างอิทธิฤทธิ์ไม่มีทางขาดสตรีให้เชยชม แต่ทำไมต้องเป็นแพรพรรณราย ทำไมต้องเป็นเพื่อนรักของหล่อน!


 



ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
รัก
ฤดีวัลย์



แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

9 ความคิดเห็น