หัวใจเศรษฐี

ตอนที่ 20 : ตอนที่ ๑๙ บอกสิว่าจะไม่เปลี่ยนใจ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    31 มี.ค. 62

ตอนที่ ๑๙ บอกสิว่าจะไม่เปลี่ยนใจ




หากเป็นเขาในอดีต ก็คงคิดอิจฉาพนักงานชายหญิงทั้งหลายที่เดินฉุยฉายในความหรูหราสะอาดตาของบริษัทการบินแห่งนี้

ผิดกับสำนักงานขายเครื่องฟอกอากาศจากจีนที่เช่าห้องสี่เหลี่ยมซอมซ่อขนาดเล็กในตึกแถวเก่า ๆ ที่เคยกักขังชีวิตเขาไว้ถึงแปดชั่วโมงต่อวัน แต่ชีวิตแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับเขาอีกในวันที่เขาสามารถใชเงินทองปรนเปรอความสุขของจิตใจ สัญชัยจึงสลัดความทรงจำสับปะรังเคในวันวาน แล้วยกข้อมือดูเวลาจากหน้าปัดนาฬิกาเรือนสวยที่เพิ่งซื้อหามาประดับบารมี

และเมื่อเห็นว่าเลยเวลานัดมาได้เกือบครึ่งชั่วโมง ก็เริ่มขุ่นเคืองใจจนขอเดินไปแสดงความมีตัวตนกับพนักงานต้อนรับที่สาละวนกับการรับโทรศัพท์ทุกสิบนาที

“นี่คุณ ผมรอนานแล้วนะ ตกลงคุณอิทธิฤทธิ์อะไรนี่จะกลับมาทันนัดผมหรือเปล่า ผมก็มีธุระของผมเหมือนกัน” ชายหนุ่มใส่ความโกรธในน้ำเสียงและสีหน้า

“ขออภัยที่ทำให้รอ ผมเพิ่งกลับจากประชุมกับลูกค้า”

แต่น้ำเสียงย่อหยิ่งที่ดังจากด้านหลัง ดึงสัญชัยให้หันหน้าขวับไปด้านหลัง เห็นชายหนุ่มร่างสูงสง่ามองเขาด้วยดวงตาเรียบสนิท

“แต่ถ้าคุณมีธุระต้องไป เราจะนัดกันอีกทีวันหลัง” แล้วทำราวกับการนัดหมายครั้งนี้ไม่สลักสำคัญ ทั้งที่เขารอมาเกือบครึ่งชั่วโมง

ถ้าไม่เห็นแก่ข้อตกลงที่ทำร่วมกับแพรพรรณราย สัญชัยก็คงตบเท้าเดินออกจากที่นี่ไปแล้ว แต่ก็อยากรู้ว่า เจ้าคนนี้มีอะไรที่ทำให้หล่อนคลั่งไคล้นักหนา

“ไม่เป็นไร ผมจะโทรไปเลื่อนนัดฝั่งนั้นเอง” บอกแล้วแสร้งทำเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากวัดแกว่ง ก่อนเดินตามหลังผู้บริหารหนุ่มที่เรียกสายตาพนักงานหญิงทุกคนให้มองคล้อยตาม

สัญชัยถูกเชิญให้เข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวแสนกว้างที่สำนักเก่าเท่ารูหนูของเขาเทียบไม่ติด แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอยากใช้เวลาบนโซฟาตัวใหญ่นานนัก เพราะไม่ชอบใจแววตาที่คล้ายกับกำลังสแกนจับเชื้อโรคของชายหนุ่มอีกฝ่าย ถึงนายอิทธิฤทธิ์จะไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่การอ่านความคิดคนทางแววตาที่เขาสั่งสมทักษะมาตั้งแต่เด็ก ก็หยั่งว่าเขากำลังถูกปเมิณ

“หงส์บอกอะไรคุณเกี่ยวกับผมบ้าง” สัญชัยเป็นฝ่ายเข้าเรื่องก่อนหลังจากเลขานุการสาววางแก้วกาแฟร้อนส่งกลิ่นหอมแล้วพาตัวเองหายลับไปหลังบานประตูปิดสนิท

“ผมควรจะถามกลับว่า หงส์ได้เล่าอะไรให้คุณฟังบ้าง”

แต่ฝ่ายนั้นก็ยังดูไว้ตัวจนสัญชัยลอบพ่นลมหายใจระบายความขุ่นเคืองออกจากอก “ก็แค่บอกว่าให้มาพบคุณ แล้วเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ”

“คุณกับหงส์มีความสัมพันธ์กันยังไง”

สัญชัยไหวไหล่ “เราสองคนเป็นเพื่อนกัน”

“แค่เพื่อน ?

“แค่เพื่อน”

เขายืนยันหนักแน่น ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ เพราะวันนี้ไม่ได้มาเพื่อแถลงการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหญิงสาวที่ไม่อาจหาคำจำกัดความใดมาอธิบาย

“และผมก็เคยเป็นเพื่อนสนิทของต้นกล้า คนที่กำลังสร้างปัญหาหัวใจให้คุณ” สัญชัยกล่าวต่อ ลอบเห็นคิ้วเข้มเหนือดวงตาเรียวกระตุก

“จริง ๆ แล้วหมอนั่นไม่อยู่ในสายตาของผม ก็แค่ยุงรำคาญที่ไม่อยากใช้มือตัวเองตบให้เลือดเปื้อน”

คนฟังแค่นยิ้ม เพราะรู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวที่ขอให้เขาเอาขาเข้ามาแกว่งหาเสี้ยนคงกำลังถูกชายหนุ่มผู้นี้เปรียบเป็นยุงรำคาญเช่นกัน

“แต่คงไม่ต้องตบให้ถึงตาย แค่ไล่ให้มันหนีไปที่อื่นก็พอ” อิทธิฤทธิ์เสริมท้าย

และเพราะไม่อยากให้เรื่องราวสาวถึงตัว จึงต้องยืมมือคนอย่างเขาเข้ามาช่วยประหัตประหารชีวิตยุงพวกนั้น ความเสี่ยงที่เขาต้องแบกรับควรมีการเรียกร้องขอค่าตอบแทน

“ถ้าผมทำสำเร็จ คุณจะให้อะไรผม”

“เงินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ผมจ่ายค่าที่ดินให้เจ้าต้นกล้าย้ายโรงเรียนของมันให้พ้นตา”

“ผมขอร้อยเปอร์เซ็นต์” สัญชัยเอนหลังพิงพนัก ยกแขนทั้งสองไขว้กันไว้ที่ต้นคอ

คู่เจรจาถึงกับหัวเราะเย้ยความคิด “ร้อยสิบเปอร์เซ็นต์จะไม่มากไปหน่อยหรือคุณ”

“ไม่เยอะไปสำหรับการหักหลังเพื่อน แล้วก็ไม่เยอะไปสำหรับปิดความลับในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับคุณและหงส์”

สิ้นประโยคของสัญชัย ดวงตาเรียวของอิทธิฤทธิ์ก็ลุกวาวด้วยความโกรธ ส่งให้ใบหน้าหล่อเหลาแบบดาราเอเชียดูดุดัน ทว่าสัญชัยรู้ตัวแล้วว่ามีไพ่เหนือกว่า และต้องการให้เจ้าของดวงตาที่มองอย่างดูหมิ่นรู้ว่าเขาก็ไม่ได้เป็นคนที่เล่นด้วยง่าย ๆ เช่นกัน

“ตกลง” เสียงกล่าวนั้นเย็นเยียบ “แล้วผมก็หวังผลสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน”

สัญชัยยิ้มย่อง ลุกขึ้นโค้งคำนับ หมุนตัวเดินออกจากห้องโดยพกเอาความรู้สึกสะใจกลับไปเป็นของฝาก ซึ่งหากผลของการเผยให้นายอิทธิฤทธิ์รู้ว่าสัมพันธ์สวาทกับแพรพรรณรายไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไปจะทำให้แพรพรรณรายตกที่นั่งลำบากนั้น สัญชัยกลับคิดว่ายิ่งเป็นการดีที่จะมีใครสักคนรู้ถึงการถูกกดขี่อย่างที่หล่อนยอมจำนนความรัก

แต่กับนายอิทธิฤทธิ์นั้นเห็นหล่อนเป็นเพียงเครื่องมือระบายความใคร่ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเขาที่ฉกฉวยโอกาสเอาเปรียบหล่อนโดยไม่สนใจว่าเคยรักหล่อนมากแค่ไหน ก่อนถูกทิ้งไปเหมือนหมาที่เจ้าของเอาไปปล่อยในวัด เพราะไม่ว่าจะร่ำรวยล้นฟ้าหรือเคยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก็ต้องป่ายปีนให้ตนอยู่สูงกว่าคนอื่นเท่าที่ทำได้เป็นธรรมดา นี่แหละอุดมการณ์ชีวิตที่ทำให้เขาใช้หยัดยืนได้ถึงทุกวันนี้

เมื่อได้รับภารกิจแลกค่าตอบแทนแสนคุ้มถึงสองต่อ คุณชายร่างแปลงก็ขับขี่ราชรถของตนออกจากเมืองหลวงมุ่งตรงไปยังจังหวัดชายทะเลตะวันออกทันที ด้วยเพราะมีเวลาว่างเหลือเฟือหลังจากตัดสินใจไม่กลับไปใช้ชีวิตที่รายได้ขึ้นอยู่กับยอดขายเครื่องฟอกอากาศ

ในหัวก็คิดถึงคำบอกเล่าของแพรพรรณรายเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างแม่รสสุคนธ์กับต้นกล้าที่ทำให้เขาขบขัน เช่นเดียวกับแพรพรรณรายที่เอ่ยถึงเพื่อนสาวของตนด้วยท่าทีดูถูกดูแคลน ซึ่งแท้จริงแล้ว ในอกของแพรพรรณรายอัดแน่นไปด้วยความริษยาที่มีต่อเพื่อนสาวราวกับไม่อยากยอมรับสุภาษิตที่ว่าแข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งวาสนากับรสสุคนธ์นั้น อย่าได้หวัง

ดังนั้นเมื่อโอกาสถูกส่งมาถึงมือ แพรพรรณรายก็ยึดหลักมือยาวสาวได้สาวเอา ต่อหน้านายอิทธิฤทธิ์ก็รับปากมั่นว่าจะช่วยให้เขาสมหวังลั่นระฆังวิวาห์กับหญิงสาวทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ลับหลังก็เตรียมการสุมไฟเผาเยื่อใยแสนบางของทั้งคู่ให้มอดไหม้เป็นจุล

สัญชัยนำรถสปอร์ตของตนจอดเทียบริมรั้วโรงเรียนปลูกปัญญา แล้วส่งสายตาลอดผ่านประตูรั้ว เห็นเด็กนักเรียนจำนวนบางตากำลังทำหน้าที่ในแปลงผักสวนครัว จึงเปิดประตูเข้าไป มองหาผู้อำนวยการหนุ่มแต่สายตาไปสะดุดกับเด็กชายจ้อย ศิษย์ตัวน้อยคนสนิทของต้นกล้าที่กำลังลากกระสอบใบใหญ่ตรงเข้าไปยังกรงเลี้ยงไก่

“ไงจ้อย แล้วครูกล้าของเราไปไหนเสียล่ะ”

ใบหน้าของเด็กน้อยดูท่าทางไม่พอใจอยู่ก่อนแล้ว พอถูกถามก็พยักพเยิดไปทางโรงเรือนมุ้งที่ตั้งอยู่ส่วนลึกสุดของแปลงกุหลาบ

“อยู่ในนั้น”

“อยู่คนเดียวหรือเปล่า”

 “อยู่กับผู้หญิงที่จะมาทุบโรงเรียนของผม”

“เดี๋ยวนี้ครูกล้าของจ้อยเป็นอะไร นี่เลยเวลาเรียนมาตั้งสิบนาที ยังไม่เรียกเด็ก ๆ เข้าเรียน หรือครูกล้าของจ้อยจะใจอ่อนจะยกโรงเรียนให้คนสวยเสียแล้ว”

“ครูกล้าไม่ทำหรอก ครูกล้ารักโรงเรียนนี้ที่สุด ผมรู้!

เพราะความคุกรุ่นในดวงตาใสซื่อของจ้อยแสดงออกชัดเจนด้วยวัยที่ยังไม่รู้จักสงบเสงี่ยมเก็บความรู้สึก สัญชัยจึงยกยิ้มที่มุมปาก พอจะรู้ทางแล้วว่าจะทำให้แพรพรรณรายเข้าใกล้สิ่งที่ต้องการได้อย่างไร

“จะให้อาหารไก่ใช่ไหม มาฉันจะช่วย” เขาเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กชาย คว้าถุงกระสอบมาถือไว้ “สมัยฉันอายุเท่าจ้อย ฉันรับผิดชอบเป็นคนเลี้ยงไก่ให้ครูเพ็ญ”

“จริงหรือครับ” แววตาของจ้อยมีประกายขึ้นมา “แล้วไก่ตัวที่คุณชอบที่สุดชื่ออะไร”

“เอ่อ...” สัญชัยอ้ำอึ้งไปชั่วอึดใจ “ฉัน... ไม่เคยตั้งชื่อให้มัน”

คำตอบของเขาส่งผลให้เด็กชายทำใบหน้าผิดหวัง สัญชัยจึงลูบหัวเบาๆ “แต่ฉันก็รักมันทุกตัวนั่นแหละ เราเลี้ยงมากับมือนี่นา”

จ้อยเริ่มมีรอยยิ้ม พยักหน้าเห็นด้วย แล้วเดินเข้าไปเปิดประตูกรงไก่ ส่วนสัญชัยหันสายตาไปทางแปลงกุหลาบ เห็นต้นกล้าก้าวขาออกมาก่อนหญิงสาว แล้วนำเด็กนักเรียนทั้งหมดกลับเข้าเรียน ไม่ทันได้รู้ว่าหล่อนยังคนยืนทอดตามองครูหนุ่มจนหายลับไปในอาคารเรียน

หรือจะจริงอย่างที่แพรพรรณรายบอก... หล่อนคนนั้นกำลังตกอยู่ในห้วงบ่วงรักของชายผู้ที่หล่อนควรวางเขาไว้ในตำแหน่งปรปักษ์

 

อากาศยามบ่ายแก่วันนี้ร้อนจัด ในขณะเดียวกันก็มีเสียงฟ้าคะนองคำราม เมฆเทาก้อนใหญ่ลอยปกคลุมเหนือท้องทะเล แต่สายฝนยังคงถูกเก็บกลั้นไว้ ไม่ยอมปล่อยให้โปรยปรายลงสู่เบื้องล่าง

รสสุคนธ์ลดระดับสายตาลงท้องฟ้า แล้วเดินกลับสำนักงานชั่วคราวหลังจากตรวจความคืบหน้าของโครงการ หุบร่มกันแดด แล้วก้าวขาเข้าไปในสำนักงานชั่วคราวที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ กวาดตามองหาร่างท้วมของผู้ช่วย แต่ก็ไร้เงาบนเก้าอี้ประจำของเขา ซึ่งหากเขาจะขอลาหรือไปธุระที่ไหนก็ควรได้รับความยินยอมจากหล่อน ไม่ใช่ว่านึกจะมาก็มา นึกจะไม่มาก็หายหน้าไปเกือบอาทิตย์

“คุณโรสคะ นี่รายงานความคืบหน้าของโครงการค่ะ” ธุรการสาวประจำไซต์นำงานมาส่งมอบให้ทันทีที่หล่อนหล่อนตัวนั่งบนเก้าอี้

“ขอบคุณมากค่ะ” กล่าวกับธุรการสาวแล้วหยิบแฟ้มงานมาเปิดไล่สายตาอ่านรายละเอียด แล้วสอดพวกมันใส่กระเป๋า ลุกขึ้นยืนบอกกับหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม

“ฉันจะเข้ากรุงเทพฯ ถ้าคุณวิชัยเข้ามา ฝากบอกเขาด้วยว่าถ้ายังอยากเป็นผู้จัดการโครงการนี้อยู่ ก็ให้เข้ามาดูโครงการอย่างน้อยอาทิตย์ละสามวัน”

แต่ก่อนจะก้าวขาออกไป หล่อนฝากงานให้กับธุรการสาวอีกหนึ่งงาน “อ้อ... ฉันฝากสั่งเค้กช็อคโกแลตที่โรงแรมหกชิ้นนะคะ บอกเขาว่าแบ่งเป็นสองกล่อง กล่องละสาม คุณแพร้วจะมารับที่ออฟฟิศเย็นนี้ ส่วนค่าเค้ก ให้เขาลงรวมในบัญชีห้องของฉันได้เลย”

“ค่ะคุณโรส” ธุรการรับปาก แต่แววตาที่มองเหมือนมีบางสิ่งในใจ “คุณโรสคะ คือ... ฉันมีเรื่องอยากถาม”

“ว่าไงคะ” รสสุคนธ์เลิกคิ้ว

“ฉันได้ยินคนในบริษัทคุยกัน...” สีหน้าของอีกฝ่ายคล้ายลำบากใจกว่าจะเอ่ยคำออกมา “เขาลือกันว่า... ผลประกอบการของบริษัทไม่ดีมาก แล้วถ้าโครงการห้างสรรพสินค้าไม่สำเร็จ... บริษัทก็จะ...”

“ต้องสำเร็จแน่นอนค่ะ” รสสุคนธ์บอกด้วยเสียงหนักแน่น “และฉันจะพาคุณากรพร็อพเพอตี้กับพนักงานทุกคนผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน”

ถึงจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มกว้างของธุรการสาว แต่รสสุคนธ์ก็อยากประกาศความตั้งใจของหล่อนออกไป แม้ว่าจะมีอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนดังกลบทุกเสียงในหัวใจก็ตามที

รสสุคนธ์มาถึงคุณากรพร็อพเพอตี้เวลาเย็น หล่อนฝากแฟ้มรายงานถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ผ่านมือเลขานุการของเขา

เหตุที่ไม่อยากเจอหน้าก็เพราะว่าคืนนี้ อิทธิฤทธิ์จะต้องมาโผล่ในงานเลี้ยงวันเกิดของบิดาแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสุขที่อยากมาร่วมอวยพรวันเกิดให้บิดาลดน้อยถอยลงกว่าทุกปี เพียงแต่ปีนี้หล่อนไม่มีของพิเศษมามอบแด่คนที่เคารพและรักสุดหัวใจ

เมื่อกลับถึงบ้านหลังใหญ่ รสสุคนธ์ก็หลีกเลี่ยงการประจันหน้ากับมารดาที่ยืนบัญชาการสั่งคนงานให้เนรมิตสวนเป็นสถานที่จัดการฉลอง ห้องนอนกว้างของคุณหนูของบ้านจึงเป็นที่หมายแรกที่หล่อนพาตัวเองเข้าไปเยือน

งานเลี้ยงวันเกิดปีนี้เริ่มช้ากว่าทุกปี เพราะแขกปีนี้มีแค่คนกันเอง เวลานัดหมายจึงคล้อยตามความสะดวก จึงทำให้รสสุคนธ์ได้ใช้เวลาพูดคุยกับบิดา แล้วปล่อยให้มารดารับรองนางวัลยาและอิทธิฤทธิ์ที่ดูเหมือนว่าสำคัญกว่าเจ้าของงานวันเกิดในความคิดของนางปัทมา

“วันเกิดปีนี้ โรสไม่มีของขวัญอะไรให้คุณพ่อเลย” แววตาสำนึกผิดของหล่อนสื่อความหมายของประโยคเต็มเปี่ยม

“ตัวหนูก็เป็นของขวัญของพ่อแล้ว ไม่ต้องซื้อหาอะไรมาหรอก”

คนเป็นลูกได้ฟังก็ยิ้มแก้มปริ สวมกอดบิดาแน่น “ถ้าอย่างนั้น โรสภาวนาขอให้คุณพ่อแข็งแรง จะได้อยู่ชื่นชมของขวัญชิ้นนี้ไปนาน ๆ”

“มั่นใจหรือว่าจะอยู่ดูแลคนแก่อย่างพ่อ” คุณากรวางมือบนศีรษะมน ลูบไล้ด้วยความเอ็นดู

“ไม่อยู่กับพ่อแล้วจะให้อยู่กับใครเล่าคะ” รสสุคนธ์ได้โอกาสให้หล่อนออดอ้อน

แต่ในตอนที่แสร้งทำตัวเป็นเด็กน้อยในวันวาน ก็มีสายเรียกเข้าจากคนที่ทำให้ดวงตาคมของหญิงสาวฉายความประหลาดใจ และลังเลใจที่จะรับสายนั้น

“ลูกค้าหรือเปล่าลูก”

“ไม่ใช่ค่ะ” รสสุคนธ์ส่ายหน้าตอบ จ้องมองชื่อของปลายทางที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์

คงเพราะความผิดปกติเผยชัดบนใบหน้า ผู้เป็นบิดาจึงเอ่ยกับหล่อนว่า “โทรกลับไปหาเขาเถอะ”

“ถ้าอย่างนั้น...หนูขอตัวสักครู่นะคะ” หล่อนค้อมศีรษะแล้วเดินขึ้นห้องนอน หย่อนตัวลงบนเตียง สูดหายใจเข้าลึกแล้วติดต่อกลับไปหาสายเรียกเข้าล่าสุด

“สวัสดีค่ะ” กรอกเสียงทักทายด้วยหัวใจที่เต้นดังกว่าเสียงพูด

“คุณสะดวกคุยหรือเปล่า”

“เดาว่าถ้าไม่ใช่เพราะโทรมาขอบคุณเรื่องเค้กที่ฉันฝากพี่แพร้วไปให้ คุณก็มีเรื่องด่วนถึงโทรมาฉันได้ และถ้าฉันบอกไม่สะดวกคุย คุณก็คงจะโกรธมาก” หล่อนอมยิ้มเชิดหน้าพูดราวกับเขามายืนอยู่ตรงหน้า แต่คำตอบที่ได้กลับมา ทำให้อยากบึ่งรถไปคุยกันซึ่ง ๆ หน้าจริง ๆ

“คุณพูดถูก ถ้าไม่มีเรื่องด่วน ผมก็จะไม่โทรหาคุณเด็ดขาด”

“มีอะไรก็รีบว่ามาเถอะค่ะ” รสสุคนธ์แอบฉุนในใจ

“ผมไปเยี่ยมครูเพ็ญมา”

“คุณหมอให้เยี่ยมได้แล้วหรือคะ” พอได้ยินเรื่องของครูชรา อารมณ์บึ้งตึงก็เปลี่ยนเป็นปรีดาทันที

“แค่ไม่กี่นาทีครับ ผมต้องใส่ชุดกันเชื้อเข้าไป”

“ท่านเป็นยังไงบ้างคะ” รสสุคนธ์สืบคำถามที่อยากรู้ต่อ แต่กว่าที่ชายหนุ่มจะตอบก็ทำเอาหล่อนหายใจหายคอไม่สะดวกไปหลายนาที

“ท่านบอกว่าคิดถึงคุณ อยากฟังคุณเล่าเรื่องที่ถูกเชฟโยนกระทะใส่อีกครั้ง”

“คืนนี้ฉันต้องค้างที่กรุงเทพค่ะ แต่ฝากบอกท่านว่าพรุ่งนี้ฉันจะไปหาท่านแน่นอน” หล่อนให้สัญญา

“ขอบคุณนะครับ” ปลายเสียงฟังดูเศร้าอย่างที่จินตนาการถึงใบหน้าของเขาได้ “ทั้งเรื่องครูเพ็ญ ทั้งเรื่องเค้ก”

หล่อนคลี่ยิ้ม “จ้อยยอมกินเค้กของฉันหรือเปล่าคะ”

“จ้อยไม่ยอมกินครับ”

“เฮ้อ” หญิงสาวพ่นลมหายใจ

“แต่จ๊ะจ๋าเหมาสองชิ้นแทนจ้อย คุณน่าจะได้เห็นหน้าของจ๊ะจ๋าตอนนี้ มีแต่ช็อคโกแลตเต็มไปหมด”

ไม่ใช่ใบหน้าของจ๊ะจ๋าคนเดียวหรอกที่หล่อนอยากเห็น คำพูดในหัวสร้างอาการร้อนผ่าวทั่วใบหน้าเฉียบพลัน แต่ในขณะเดียวกันนั้น ประตูที่เปิดอ้ากว้างกับเสียงของมารดาก็ยุติอาการทั้งหมดให้หายไป นวลแก้มแดงปลั่งเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกระดาษขาว

“มาขลุกอะไรในห้อง ทำไมไม่ไปคุยกับป้าวัลย์กับพี่อิทเขาบ้าง”

รสสุคนธ์เม้มปากเก็บความรู้สึก บอกลาปลายสายเสียงกระซิบ “เจอกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียนตอนบ่ายนะคะ”

แต่แล้วการนัดหมายที่รสสุคนธ์ให้ไว้กับครูหนุ่มกลับมีเหตุให้กระวนกระวายใจ เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากงานวันเกิดของคุณากรที่รสสุคนธ์ใช้เวลาพูดคุยกับบิดาของตนจนดึกดื่นด้วยใจอิ่มสุขนั้น นางปัทมาก็ขืนบังคับให้หล่อนไปถ่ายรูปพรีเวดดิ้งกับว่าที่ลูกเขย

มื้ออาหารเช้าจึงเริ่มต้นด้วยการถกเถียงรุนแรงระหว่างนางปัทมาที่ถือสิทธิ์ความเป็นมารดาชี้ชะตาชีวิตลูกสาว กับรสสุคนธ์ผู้อยากเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง

“แต่ถ้าหนูทำโครงการห้างสรรพสินค้าสำเร็จ ก็ไม่ต้องแต่งงานกับเขานี่คะ แล้วจะให้หนูถ่ายรูปพรีเวดดิ้งบ้า ๆ ไว้เป็นอนุสรณ์เพื่ออะไร”

“นี่แกคิดจริง ๆ หรือว่าจะทำสำเร็จ แค่ไล่ที่โรงเรียนนั่นแกยังไม่ได้”

“หนูทำได้ หนูใช้วิธีของหนูอยู่ ถึงจะไม่ทันใจเท่าที่แม่อยากเห็น แต่หนูมั่นใจว่าหนูทำให้เขาย้ายออกได้โดยที่ไม่มีใครสูญเสีย”

“แต่แกมีเวลาแค่ห้าเดือน ต่อให้แกเอาเรื่องไปฟ้องศาล หรือจ้างคนไปข่มขู่ยังไม่พอเลย นี่ฉันคิดผิดหรือเปล่าที่ส่งแกไปเรียนถึงเมืองนอก!

รสสุคนธ์แค่นหัวเราะ เจ็บแค้นในอกที่ถูกแม่ของตัวเองดูถูกดูแคลน “แต่แค่ห้าเดือนคงจะพอให้แม่จับหนูขายให้พี่อิทเพื่อกอบกู้วิกฤตบริษัทสินะ”

“ยายโรส!” นางปัทมาโกรธจนหน้าแดง ลุกขึ้นทุบโต๊ะอาหารอย่างแรงจนชาร้อนในแก้วกระฉอกออกเปรอะเปื้อนโต๊ะ

“คุณผู้หญิงคะ คุณหนูโรสคะ มาดูคุณผู้ชายก่อนเถอะค่ะ!

แต่เมื่อแม่บ้านกระโดดเข้ามาห้ามทัพ ทั้งสองก็ตื่นตระหนกเพราะคุณผู้ชายของบ้านยกมือข้างหนึ่งกุมหน้าอกข้างซ้าย หายใจหอบ ใบหน้าคล้ำเขียว

“เรียกรถพยาบาล!” นางปัทมาสั่งการฉับพลัน แล้ววิ่งเข้าไปปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยวิธีที่เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งก่อน “ยายโรส เรียกรถพยาบาล!

แล้วหันมาตะโกนบอกหล่อนที่เพิ่งรู้ตัวว่า เป็นหล่อนที่ต้องกดหมายเลขฉุกเฉิน ไม่ใช่บ่าวทั้งหลายที่ยืนมองด้วยความหวาดวิตก เป็นอีกครั้งที่มือไม้ของหล่อนสั่น เป็นอีกครั้งที่หัวสมองของหล่อนว่างเปล่า และเป็นอีกครั้งที่หล่อนมองใบหน้าเจ็บปวดของบิดา

 

จวบจนปลายเข็มสั้นของนาฬิกาชี้ไปเลขสิบเอ็ดเวลากลางคืน รสสุคนธ์ถึงได้มายืนเกาะซี่รั้วประตูโรงเรียนปลูกปัญญา อาการของบิดาปลอดภัยดีแล้ว แต่ยังต้องพักฟื้นต่อที่โรงพยาบาลสักพัก ซึ่งหล่อนควรจะได้อยู่เฝ้าปรนนิบัติ แต่คำพูดของนางปัทมากลับสร้างความชอกช้ำให้หล่อนราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะหล่อนเป็นต้นเหตุ

ไฟของโรงเรียนดับสนิท พวกเขาคงเข้านอนกันแล้ว ป่วยการที่จะยืนอยู่ตรงนี้ รสสุคนธ์จึงผินหน้าออกหันหลังพิงรั้วโรงเรียน แล้วแหงนหน้ามองดวงดาวบนฟ้า หวังให้เกร็ดน้ำตาย้อนคืนกลับสู่บ่อของมัน

นี่แกคิดจริง ๆ หรือว่าจะทำสำเร็จ แค่ไล่ที่โรงเรียนนั่นแกยังไม่ได้

 คำปรามาสนั้นยังฝังลึกในโสต แค่ห้าเดือนเท่านั้นที่หล่อนให้เวลาแก่ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้ และก็เป็นอีกแค่ห้าเดือนเท่านั้นที่ทำให้หล่อนอยากเก็บคืนความรู้สึกที่ค่อย ๆ ผุดขึ้นจากใจ

“ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้คุณไปไหนมาไหนคนเดียวตอนกลางคืน”

เสียงทุ้มแกมตำหนิดังจากด้านหลัง แต่หล่อนยังไม่กล้าหันหน้าไป กลัวว่าน้ำตาที่ไหลนองหน้าตอนนี้จะทำให้เขาหัวเราะใส่ แม้แต่จะเปล่งเสียงตอบกลับก็ยังทำไม่ได้ เพราะมันคงฟังดูตลกเหมือนเสียงเป็ด ไม่ไพเราะเสนาะหูอย่างเสียงทุ้มของครูหนุ่ม

“คุณรสสุคนธ์”

บานประตูรั้วถูกเลื่อนออกก่อนร่างสูงเคลื่อนเข้ามาอยู่ในคลองจักษุ ไม่ทันให้หล่อนหันหลบใบหน้านองน้ำตา แต่เพราะอายเกินกว่าจะถูกจดจ้อง รสสุคนธ์จึงหมุนตัวไปอีกทาง

แต่ชายหนุ่มก็หมุนไล่ตาม จนครบรอบตามเข็มนาฬิกา เขาก็สับขาหลอกเดินสวนทางกับหล่อน จนได้ประจันหน้ากันจริงจัง จึงรีบยกสองมืปกปิดใบหน้า แล้วกลั้นน้ำตาให้หยุดไหล

“อย่างน้อยคุณก็มา... ถึงจะมาช้าแต่คุณก็มา” เขาผ่อนลมหายใจเสียงบาง ตามด้วยคำพูดที่เป็นดั่งอากาศบริสุทธิ์อัดฉีดเข้าสู่ลูกโป่งที่เหี่ยวแฟบในอก

 “ฉัน... ขอโทษ...” รสสุคนธ์รังเกียจเสียงสะอื้น ขึ้นจมูกของตัวเองนัก “มี... เรื่องที่บ้านนิด... นิดหน่อย...”

พลันวินาทีนั้น ข้อมือบางทั้งสองข้างก็ถูกรวบ แล้วแยกออกเผยใบหน้านองน้ำตา สบกับดวงตาสีน้ำผึ้งแสนอบอุ่น “ผมมีอะไรจะให้คุณดู”

แล้วใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือกีตาร์กุมมือพาเดินเข้าไปในโรงเรือนมุ้ง จนมาหยุดที่หน้ากระถางกุหลาบที่ติดป้ายบอกชื่อเสียงเรียงนามเป็นชื่อเดียวกับหล่อน

“ยอดอ่อนยอดใหม่...” รสสุคนธ์รำพึงอย่างไม่เชื่อสายตา ก้มหน้าจนตาเกือบชิดกับใบไม้เล็กจิ๋วสีแดงที่แตกออกจากกิ่งติดตา ไม่ห่างจากก้านที่เขาเด็ดตุ่มดอกทิ้งไปก่อนหน้า

“กุหลาบมันก็รู้จักดิ้นรนหาทางให้ตัวเองอยู่รอด พอเราเด็ดดอกมันทิ้งไป มันก็จะรู้ว่าต้องสร้างอะไรขึ้นมาทดแทน แต่ที่มันทำได้ก็เพราะเรายอมอดใจ ไม่ให้ดอกมันบานเพื่อมันจะได้สะสมพลังไว้สร้างยอดอ่อนยอดใหม่ขึ้นมา” เขาส่งเสียงนุ่มเอ่ยอธิบาย “ก็เหมือนกับคนเรานี่แหละครับ... ยอมอดทนอดกลั้น สะสมความตั้งใจให้เต็มเปี่ยม แล้วปลดปล่อยมันออกไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ถึงตอนนั้น... ทุกอย่างก็จะสวยงามสมดั่งที่ตั้งใจ”

สมดั่งที่ตั้งใจอย่างนั้นหรือ... หมายความว่าในอีกห้าเดือนข้างหน้า คนที่สมใจจะเป็นเขา แล้วหล่อนก็จะต้องก้าวเดินตามโซ่ตรวนที่ลากเข้าพิธีวิวาห์อย่างนั่นน่ะสิ

ไม่นะ!

รสสุคนธ์กำมือทั้งสองแน่น เด้งผึงยืนตรง แล้วหันหน้าไปมองชายหนุ่ม “แต่คนที่ผ่านชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาเยอะอย่างคุณ ก็คงเข้าใจสินะคะไม่ใช่ทุกความตั้งใจหรอกที่จะทำให้มันสมหวังได้ ฉะนั้น แค่ยอดอ่อนยอดใหม่โผล่ออกมา ก็ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนปลูกปัญญาจะคงอยู่ต่อไป”

เขาจ้องตาหล่อนแน่วนิ่ง ก่อนผ่อนลมหายใจแล้วเมินหน้าหันไปทางอื่น “ถึงมันจะไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนของผมจะอยู่รอดจากน้ำมือคุณ แต่มันก็ช่วยให้น้ำตาของคนที่ปลูกมันกับมือหยุดไหลได้”

เพราะคิดแต่เรื่องของตน จึงทำให้พลั้งปากพูดแต่ในสิ่งที่ทำร้ายจิตใจคนอื่น ข้อเสียของหล่อนที่ไม่เคยมีใครบอก แต่เขาสอนให้หล่อนเรียนรู้จากความรู้สึกผิดที่เกิดในใจ และในวินาทีนั้น หล่อนถึงได้ย้อนคิดกลับถึงตอนที่ตะเบ็งเสียงใส่มารดา หรือว่าที่อาการโรคหัวใจของบิดากำเริบเฉียบพลันเกิดจากคำพูดที่เหมือนมีดคมบาดหัวใจ ต้นเหตุที่แท้จริงไม่ใช่ใคร คือหล่อนเอง

สายไปที่จะเอ่ยคำขอโทษแล้วมาสำนึกผิดทีหลัง รสสุคนธ์จึงเปลี่ยนประเด็นของหยดน้ำตาไปสู่เรื่องของครูชราที่อยากให้หล่อนเล่าเรื่องตลกให้ฟัง

“จริง ๆ แล้ว คืนก่อนที่ฉันมาหาคุณ แต่เจอคนงานทำร้าย คืนนั้นฉันตั้งใจจะมาขอให้คุณร่วมทำบางอย่างกับฉันให้ครูเพ็ญ”

ดวงตาคมหันกลับมามองหน้าแบบไม่เต็มใจ เอ่ยเสียงห้วนที่บ่งบอกเขาไม่ยังคลายความขุ่นลง “อะไร”

รสสุคนธ์เม้มปากเป็นเส้นตรง หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า แล้วเปิดระบบบันทึกภาพ หันหน้ากล้องมาทางตัวเอง แล้วโบกมือทักทายให้กับภาพหน้าจอโทรศัพท์ พร้อมส่งยิ้มกว้างกล่าวคำพูดกับสมาร์ทโฟน

 “สวัสดีค่ะครูเพ็ญ นี่โรส นักเรียนนอกผู้ชอกช้ำกับกระทะของเชฟจอมซาดิสเองค่ะ” จากนั้นก็พลิกจากกล้องหน้าเป็นกล้องหลังบันทึกครูหนุ่ม “แล้วก็คนนี้ นายต้นกล้า คนชอบเก๊กหน้าขรึมตลอดเวลา”

“นี่คุณ” ครูหนุ่มจะเข้ามาคว้าโทรศัพท์

แต่หล่อนไวกว่า ก้าวถอยหลังแล้วพลิกหน้ากล้องกลับมาทางตัวเองก่อนวิ่งไปเกี่ยวคล้องแขนแกร่ง ฉายภาพทั้งสองในหน้าจอ เอ่ยพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“เราสองคนอยากให้ครูเพ็ญแข็งแรงขึ้นไว ๆ ก็เลยจะวิดีโอให้ครูเพ็ญดูพวกเราแก้เหงาในวันที่ห้ามเยี่ยมค่ะ”

สีหน้าของชายหนุ่มบนหน้าจอเหรอหราในตอนแรก แต่หลังจากที่หล่อนพูดกับภาพเคลื่อนไหวของตัวเองในโทรศัพท์ ก็เริ่มเข้าใจความต้องการของหญิงสาว จึงยกมือโบกทักทายให้กับตัวเองในจอเล่นตามบทที่ถูกยัดเหยียดให้ ทำเอาหญิงสาวกลั้นยิ้มไม่อยู่

“โรสจะเล่าเรื่องเชฟจอมซาดิสให้ฟังนะคะ ระวังขำจนปวดท้องนะ” เอ่ยพูดก่อนวางโทรศัพท์ไปบนชั้นตำแหน่งที่สามารถเห็นเขากับหล่อนชัดเจนในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า “พอฟังเรื่องขำ ๆ จากโรสจบ คุณต้นกล้าจะร้องเพลงกล่อมครูเพ็ญให้หลับสบายค่ะ”

แล้วจากนั้นหล่อนก็เริ่มต้นเล่าเรื่องประสบการณ์ทำงานครัวร้านอาหารไทยในแดนอังกฤษ ด้วยความที่ไม่เคยได้แตะต้องงานใดในบ้านนอกจากหนังสือเรียนและคีย์เปียโน ลูกคุณหนูอย่างรสสุคนธ์จึงใช้การไม่ได้เมื่อก้าวเข้าสู่โลกที่ต้องช่วยเหลือตัวเองที่หล่อนปิดเป็นความลับต่อครอบครัวตลอดมา

เรื่องราวเริ่มจากการรับออเดอร์อาหารผิด ๆ ถูก ๆ ทำไวน์หกใส่เสื้อโค้ทของแขก จนถูกตะเพิดให้ไปทำงานในครัว แต่ความไม่ประสีประสาจนไม่น่าให้อภัยของหล่อนมาจบตรงที่แยกไม่ออกว่ากะเพรากับโหระพาแตกต่างกันอย่างไร เป็นเหตุให้แกงเนื้อแกะราคาหลายยูโรมีรสชาติเพี้ยนทั้งหม้อ และนั่นเองที่เป็นเหตุผลของการถูกเชฟโยนกระทะใส่ก่อนไล่หล่อนออกจากงาน

“ตั้งแต่นั้นมา ชื่อเสียงของโรสก็กระฉ่อนไปทุกร้านอาหารไทยทั่วอังกฤษ ทุกที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อย่าให้รสสุคนธ์บุกเข้าไปถึงครัวนะ เพราะหล่อนจะทำร้านคุณพังพินาศ!

น้ำเสียงใสจบเรื่องพร้อมด้วยการหลับตานึกถึงอดีตที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจ แต่พอลืมตาขึ้นเห็นภาพเรียวปากหยักกลั้นยิ้มของคนที่อยู่ร่วมหน้าจอ หล่อนก็ยืนเท้าเอว เชิดหน้า ปรายตามอง

“ฉันเล่าเรื่องนี้ให้ครูเพ็ญฟัง ฉะนั้นไม่อนุญาตให้คุณขำ”

“ถ้าอย่างนั้น ตอนผมร้องเพลง คุณก็ต้องปิดหู” ชายหนุ่มสวนกลับ

“ได้ยังไง คุณฟังฉันเล่าไปแล้ว ฉันก็ต้องได้ฟังคุณร้องเพลงสิคะ”

“เปลี่ยนเป็นผมเล่นกีตาร์แล้วคุณร้องดีกว่า” เขาเสนอความเห็นใหม่ แล้วหันไปทางหน้าจอโทรศัพท์ “ครูเพ็ญฟังผมร้องเพลงมานาน เปลี่ยนเป็นให้คุณรสสุคนธ์ร้องบ้างใช่ไหมครับครูเพ็ญ”

อย่างกับได้ยินคำตอบจากคนที่พักฟื้นที่โรงพยาบาล เขาเออออเอาเอง แล้วยกกีตาร์ขึ้นประคอง วางนิ้วลงบนสาย “คุณอยากร้องเพลงอะไร”

“คือ... คือ... ฉันร้องเพลงไม่เป็น” หล่อนทำหน้าเลิ่กลั่ก ตอบเสียงอึกอัก

“อะไรกัน คุณบอกว่าคุณเรียนเปียโนมาไม่ใช่หรือไง”

“ใช่... ฉันเรียน... แต่... ฉันร้องเพลงไม่เป็น”

“เอาเพลงง่าย ๆ ก็ได้ เพลงที่คุณชอบตอนเด็ก ๆ” เขายังคะยั้นคะยอ

รสสุคนธ์กลืนน้ำลาย สบกับดวงตาของครูหนุ่ม แล้วค่อย ๆ เปล่งเสียงร้องบทเพลงที่จำได้ว่าชอบในวัยเด็ก “ยามเมื่อเป็ดมันเดินไป...”

เขาคลี่ยิ้มบาง เริ่มพรมนิ้วลงบนกีตาร์เป็นทำนองของบทเพลง

“มองแล้วไม่น่าดูเลย...”

ดวงตาสีน้ำผึ้งยังจดจ้องมอง นิ้วเรียวสวยยังคงไล้สายเอ็นเป็นคอร์ดฟังไพเราะไม่เหมาะกับเสียงร้องที่หล่อนเปล่งออกมาไม่ต่างกับเสียงเป็ดในบทเพลง

“จำไว้เถิดนะเพื่อนเอ๋ย...”

รสสุคนธ์อายในน้ำเสียงแปร่งเพี้ยนจนอยากหยุด แต่ชายหนุ่มยังส่งกำลังใจผ่านดวงตาคู่อบอุ่น แล้วเปล่งเสียงนุ่มประสานท่อนสุดท้ายร่วมร้องไปกับเสียงร้องกร้านหูของหล่อน

“จงอย่าเดินให้เหมือนเป็ด”

บทเพลงจบลงในตอนที่รอบกระบอกตาของรสสุคนธ์ร้อนผ่าว ยืนขาแข็งสบตาครูหนุ่มนิ่งเหมือนสูญเสียพลังทั้งหมดไปกับการร้องเพลงแค่ไม่กี่ท่อน จนเขาต้องเป็นคนเดินไปหยุดการบันทึกภาพ

“คุณทำเอาผมเกือบลืมโน้ตต้นฉบับ” เขาคลี่ยิ้มบาง ตบหัวหล่อนด้วยคำพูดหยอกแรงแต่ก็แล้วลูบแก้มเบา ๆ ด้วยคำพูดต่อมา “แต่ก็เป็นการเล่นกีตาร์เพลงเป็ดที่ทำให้ผมลุ้นสุดตัว”

“ฉันเรียนดนตรีมาก็จริง แต่ก็ไม่มีพรสวรรค์ถึงขั้นเป็นนักดนตรี”

หล่อนหลุบตามองวัชพืชที่ขึ้นแซมจากผิวดิน “และคงเพราะเรียนแล้วก็ไม่ก้าวหน้าไปไหน ฉันก็เลยโดดเรียนประจำ ถ้าแม่จับได้ก็จะโดนทำโทษ ขังไว้ในห้องกับเปียโนให้ซ้อมทั้งวันจนกว่าแม่จะพอใจ”

หล่อนหยุดพูดไปชั่วขณะเหมือนมีก้อนแข็งอัดแน่นในอก “แต่แม่ก็ไม่เคยยอมแพ้ นอกจากเปียโนแล้วก็ให้ฉันเรียนอะไรต่อมิอะไร ไม่สนใจว่าฉันจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่รู้ว่าที่อยากให้เรียนเพราะกลัวน้อยหน้าลูกคนอื่นในวงสังคมหรืออยากให้ฉันได้ค้นหาสิ่งที่ชอบจริง ๆ กันแน่”

“แล้วคุณเจอหรือเปล่า”

ดวงตาคมเงยหน้าสบตาครูหนุ่มเจ้าของคำถาม

“คุณเจอสิ่งที่คุณชอบหรือยัง”

รสสุคนธ์กลืนน้ำลาย มีเหงื่อซึมจากฝ่ามือทั้งสอง หายใจไม่คล่องเหมือนเคย ได้แต่เม้มริมฝีปาก อยากพยักหน้าบอกความรู้สึกในใจ แต่คมหอกของภารกิจกู้วิกฤตคุณากรพร็อพเพอตี้ที่กำลังเสียบแทงคอ ทำให้หล่อนสูดลมหายใจ กำมือทั้งสองแน่น แล้วเอ่ยออกไปว่า

“เรื่องที่ชอบที่สุดก็เห็นจะเป็นการทำทุกเป้าหมายให้สำเร็จค่ะ แน่นอนว่ารวมถึงให้คุณย้ายโรงเรียนออกจากที่นี่ด้วย”

ชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วขณะ “แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวหรือครับที่คุณชอบ”

“ค่ะ เรื่องเดียว” ถึงจะไม่แหบเพี้ยนเหมือนตอนร้องเพลง แต่ก็หวังให้เขาจับความสั่นในเส้นเสียงไม่ได้ “คุณเลิกถามคำถามที่เหมือนกับเวลาคุณถามเด็กว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรเถอะค่ะ ฉันโตแล้ว เลิกวาดฝันในวิมานอากาศมานานแล้ว”

“โรงเรียนปลูกปัญญาเคยเป็นวิมานในอากาศของผม” ดวงตาคมเปล่งประกายคล้ายมีลูกไฟลอยเด่นอยู่ในนั้น

“งั้นถึงเวลาที่คุณต้องตื่นแล้วล่ะค่ะ”

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะก่อนก้าวขาเข้ามาประชิดจนหล่อนไม่ทันตั้งตัว ถอยเท้าไม่ทัน ได้แต่กลั้นหายใจตอนที่ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้ามาใกล้ เอ่ยเสียงเรียบแต่ฟังแล้วเย็นเยียบไปถึงหัวใจ

“หรือไม่... ผมก็จะจับคุณโยนออกไปจากความฝันของผม โยนคุณออกไปเหมือนกับที่เชฟทำกับคุณ แล้วบอกตัวเองทุกวันว่าอย่าให้คุณเข้ามายุ่มย่ามในที่ ๆ เป็นของผมอีก ทั้ง ๆ ที่ควรจะทำตั้งแต่วันแรกที่คุณมา”

รสสุคนธ์ยกยิ้มที่มุมปาก แสร้งสร้างภาพให้เขาเห็นว่าหล่อนไม่ได้รู้สึกเกรงกลัว “แย่หน่อยที่ฉันยังยืนต่อหน้าคุณตอนนี้”

“นั่นเป็นเพราะผมหวังว่าจะเปลี่ยนหัวใจคุณได้ด้วยขอแลกเปลี่ยนบ้า ๆ ที่ผมคิดว่าคุณไม่มีทางตกลง!” เสียงกร้าวของเขาทำให้หัวใจของหล่อนกระตุกสั่น

“แต่... คุณก็ตกลง... คุณตกลงรับข้อแลกเปลี่ยนของผม”

ทว่าแววตาของเขาดึงหล่อนให้ตกลงไปในบ่อแห่งความเศร้าลึกสุดหยั่งที่สถิตอยู่ในดวงตาประกายสวยคู่นั้น ยากเกินจะแหวกว่ายให้พ้นจากพลังเร้นลับ

“บอกผมทีสิว่าถ้าดอกกุหลาบบานในอีกห้าเดือน คุณจะยังไม่เปลี่ยนใจ...” เสียงของเขาดังใกล้กว่าที่เคย เรียวปากหยักสวยก็ชิดเข้ามาเกินระยะพอดี

ได้โปรด อย่าใกล้กว่านี้อีกเลย... รสสุคนธ์ภาวนาในใจ เพราะหล่อนกำลังหลอมละลายเหมือนช็อคโกแลตในเตาร้อน

“บอกผมสิว่า...คุณจะไม่เปลี่ยนใจ”

ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดปลายจมูกมนทำให้ร่างกายรสสุคนธ์ร้อนรุ่มไปทั้งตัว มือหนาเคลื่อนขึ้นมาบีบต้นแขนบางเบา ๆ แต่กระตุ้นความรู้สึกในกายจนหล่อนเกร็งตัว จ้องมองใบหน้าคมเข้มที่กำลังขยับเข้ามาใกล้จนเห็นเพียงเรียวปากหยักลอยไหวใกล้ดวงตา

เพล้ง!

แต่เสียงแตกของกระถางดินเผาทำให้เจ้าของใบหน้าคมชะงักค้าง แล้วหันขวับไปทางต้นเสียง เช่นเดียวกับหล่อนที่หันสายตาไปเห็นเด็กชายกับกระถางดินเผาในมือ

เพล้ง!

จ้อยยกแขนน้อย ๆ ทุ่มกระถางลงพื้นดินจนแตกกระจาย มองหล่อนกับครูของคนด้วยดวงตาโกรธเกรี้ยวรุนแรง น้ำตาไหลอาบใบหน้า เปล่งเสียงแหลมเล็กดังไปทั่วโรงเรือนมุ้ง

“ครูกล้าทรยศผม ครูกล้าทรยศทุกคน!” แล้วหันหลังวิ่งจากไป “ผมเกลียดครูกล้า!

“จ้อย เดี๋ยวก่อน!

ครูหนุ่มปล่อยมือจากตัวหล่อน ทิ้งกีตาร์ตัวโปรดตกพื้น แล้วสับขาออกจากโรงเรือนมุ้งไล่ตามศิษย์ตัวน้อยไป โดยไม่ทันได้รู้ว่าหล่อนขาพับขาอ่อนทรุดตัวลงหมดแรงนั่งกองกับพื้นไม่ต่างกับกีตาร์ที่เขาเพิ่งใช้บรรเลงเพลงร่วมกันจนจบไปไม่กี่นาทีก่อนหน้า

แต่สัมผัสแผ่วของเขายังคงทิ้งค้างไว้บนทุกอณูร่างกาย หล่อนยังรู้สึกได้ถึงยังลมหายใจอุ่นบนนวลแก้ม มันยังร้อนผะผ่าวราวกับถูกจุมพิตหนักหน่วงทั้งที่เรียวปากหยักยังลอยค้างอยู่กับที่ หัวใจยังคงเต้นถี่รัวกับดวงตาคู่งามที่ตรึงหล่อนให้ค้างแข็งจ้องมอง

บอกผมสิว่า...คุณจะไม่เปลี่ยนใจ

เสียงของเขา... คำพูดของเขา...

กำลังซึมซาบเข้าไปถ่ายเทความตั้งใจของหล่อนอย่างช้า ๆ ทำให้หล่อนกลัวเหลือเกินว่าในอีกห้าเดือนข้างหน้า หล่อนจะทำร้ายหัวใจตัวเองจนเจ็บช้ำ แต่ถ้าหากกำก้านกุหลาบที่มีแต่หนามแหลมด้วยมือเปล่าแล้วทำให้หล่อนหลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง หล่อนก็ต้องทำ

และเมื่อวันนั้นมาถึง ก็ขอให้เขายังเปิดประตูอ้ารับหล่อน อย่าได้จับหล่อนโยนทิ้งไปจากชีวิตเลย

 






ขอบคุณที่ติดตามผลงานนะคะ 




แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

10 ความคิดเห็น