หัวใจเศรษฐี

ตอนที่ 19 : ตอนที่ ๑๘ เด็ดหัวใจ(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 263
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    17 ก.ค. 62

ตอนที่ ๑๘ เด็ดหัวใจ






ตอนที่ ๑๘ เด็ดหัวใจ

เสื้อสูทผ้าเนื้อดียี่ห้อดังจากอิตาลีถูกเหวี่ยงทิ้งไปบนโซฟาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวทันทีที่ผู้บริหารหนุ่มกลับมาถึงห้องพักในคอนโดมิเนียมของตน

ร่างสูงพุ่งตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์คว้าคอขวดสก๊อตวิสกี้กับแก้วใสเนื้อดี เดินกลับล้มตัวนั่งบนโซฟาเพื่อรินเหล้าฝรั่งใส่แก้วจนเกือบล้น แล้วหยิบขึ้นดื่มจนหมดราวกับเห็นของเหลวสีอำพันเป็นน้ำเปล่า แต่ก็ยังไม่อาจดับความร้อนรุ่มดั่งไฟสุมขอนในใจได้ จะให้ต่อแก้วที่สองหรือสาม อย่างมากก็ทำให้เพียงแค่เมาแล้วหลงลืมความขุ่นหมองชั่วครั้งชั่วคราว

การชดใช้หนี้แทนพี่ชายที่ลดศักดิ์ศรีก้มหัวขอร้องให้ช่วยฉุดธุรกิจการบินไม่ให้ดำดิ่งโหม่งโลกกำลังกลายเป็นบ่อเกิดความทุกข์ที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป นึกถึงการประชุมเจรจาประนีประนอมผ่อนผันหนี้กู้ยืมกับซีอีโอชาวอังกฤษแล้วก็ยิ่งเพิ่มความเครียดที่นับวันจะยิ่งแผ่ขยายกัดกินจิตใจเขาเหมือนเนื้อร้ายไปทุกที

การฮุบกิจการของคุณากรพร็อพเพอตี้เพื่อนำไปขายกิจการต่อจึงกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายที่แม่และพี่ชายเห็นดีเห็นงามโดยไม่ถามความเห็นชอบของเขาสักคำ แต่ก็ใช่ความมีทางอื่นให้เขาเลือกเสียเมื่อไหร่ และถ้าให้ขายกิจการของครอบครัว มารดาของเขายอมตายดีกว่าจะเสียหน้าเสียศักดิ์ศรี

“พี่ไม่ได้อยากทำแบบนี้เลยโรส...” กล่าวพลางใช้สองมือกุมขมับ รู้สึกผิดกับหล่อนที่ต้องใช้วิธีสกปรก

ก็เพราะคำว่าศักดิ์ศรีนี้เองที่มารดาของเขาใช้เป็นอาวุธต่างหอกแหลมไว้คอยทิ่มแทงใจเวลาที่เขากลับบ้าน ซึ่งเป็นเหตุให้เขาต้องพาตัวเองระเห็ดมาค้างอ้างแรมในคอนโดมีเนียมที่ซื้อเตรียมไว้สำหรับเป็นเรือนหอ

แต่ความเหงาก็กลายเป็นเพื่อนสนิทที่กล่อมเขาให้นอนโดดเดี่ยวทุกคืนในห้องนอนกว้างที่ไม่รู้แน่ชัดว่าในอนาคตข้างหน้า ว่าที่เจ้าสาวจะยอมร่วมเรียงเคียงหมอนกับเขาหรือไม่

ไม่แน่นอน...

อิทธิฤทธิ์รู้คำตอบชัดแจ้ง รสสุคนธ์ไม่เคยมอบความรักให้เขามากไปกว่าน้องสาวรักพี่ชาย และแม้จะถูกสถานการณ์บังคับขนาดไหน หล่อนก็ยังหยัดยืนในความคิดของตน ผิดกับเขาที่ยอมให้ครอบครัวกุมบังเหียนชีวิต

แต่เขาก็ยอมรับว่าถูกใจรสสุคนธ์ตั้งแต่หล่อนแตกเนื้อสาว ความรู้สึกแบบพี่ชายเอ็นดูน้องในวัยเด็กก็ค่อย ๆ แปรสภาพไปทีละเล็กทีละน้อย จนวันหนึ่งที่มารดาของรสสุคนธ์ร้องขอให้เขาไปช่วยบริการงานคุณากรพร็อพเพอตี้ และได้รู้ว่านางปัทมาวางแผนโอนกิจการให้บุตรสาวไว้แล้ว เพียงแต่ต้องการคนช่วยดูแลแล้วเขาก็ดันเป็นคนที่เข้าตา

ประจวบเหมาะกับกิจการของพี่ชายซบเซา ยอดขายไม่เข้าเป้า ขาดทุนหลายพันล้านจนเจ้าหนี้ต่างแดนส่งจดหมายทวงหนี้มาเตือน เรื่องการช่วยดูแลคุณากรพร็อพเพอตี้ที่มีของแถมเป็นหญิงสาวจึงกลายเป็นหวังฮุบกิจการเพื่อเทขายล้างหนี้

ไม่รู้ว่าหญิงสาวระแคะระคายอะไรบ้าง แต่รสสุคนธ์ไม่ใช่คนไร้สมองอย่างที่เขาชอบต่อว่า หล่อนอาจด้อยประสบการณ์ในเล่ห์ธุรกิจ แต่หล่อนก็มีความรู้เรื่องการเงินพอจะดูออกว่ารายได้ของคุณากรพร็อพเพอตี้โอนถ่ายไปไหนบ้าง เขาจึงต้องสร้างงบการเงินปลอมขึ้นมาอีกชุดฝากเลขานุการส่วนตัวของหล่อนนำไปส่งให้หล่อนได้อ่าน

ซึ่งแทนที่หล่อนจะฟูมฟายแล้ววิ่งมาซบหน้ากับอก ขอร้องให้ช่วยเหลือ เจ้าหล่อนก็ยังมุทะลุ ยืนกรานจะพาคุณากรพร็อพเพอตี้ฝ่าฟันวิกฤตให้พ้น เป็นนิสัยชอบเอาชนะของหล่อนที่คงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

แล้วความรู้สึกของเขาที่มีต่อหญิงสาวเล่า มันเปลี่ยนไปแล้วหรือทวีความรุนแรงทุกวัน แต่ทุกครั้งที่ยิ่งหล่อนแข็งขืนก็ยิ่งอยากได้มาครอบครอง ยิ่งหล่อนต้องการอิสระ เขาก็ยิ่งอยากขังหล่อนไว้ให้อยู่กับตัว

แบบนี้จะใช่รักหรือเปล่า หรือมันจะเป็นแค่ความรู้สึกอยากเอาชนะเจ้าของดวงตาถือดีคู่นั้น อิทธิฤทธิ์ยังตอบคำถามตัวเองไม่เคยได้เลยสักครั้ง รู้แต่ว่าอยากเห็นหล่อนสิโรราบแนบฝ่าเท้า อยากเห็นหล่อนเฝ้าพะเน้าพะนอขอความเมตตาจากเขา

ความสับสนทำให้ชายหนุ่มรินเหล้าใส้แก้วอีกครั้ง แต่ในนาทีนั้นมีเสียงกริ่งคอนโดมีเนียมดังบอกถึงการมีแขกที่ไม่ได้เชื้อเชิญมาเยี่ยมเยียนถึงหน้าประตู

อิทธิฤทธิ์ลุกขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ไปสอดตามองลอดช่องกลม แล้วก็ถอนลมหายใจ ใช้มือทั้งสองคำกับบานประตู ชั่งใจว่าจะเปิดรับเจ้าของร่างอรชรที่ยั่วยวนใจให้เลือดในกายร้อนรุ่มได้ทุกครั้งเมื่อถูกเจ้าหล่อนโอ้โลมสัมผัสดีหรือไม่

แต่แล้วพอเสียงสายเรียกเข้าของเขาดังโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง เจ้าของเบอร์ก็คือคนที่เฝ้าหน้าประตู ชายหนุ่มเจ้าของห้องพักหรูจึงรู้ว่าไม่อาจหลบเลี่ยงหญิงสาวได้ เพราะหล่อนคงยืนรอเขาแบบนี้ต่อไปเพราะมั่นใจว่าเขาหลบอยู่หลังประตู จึงยอมถอดใจเปิดประตูอ้าออกเพื่อให้หล่อนกรีดแขนอ้าสวมกอดรอบคอหนาแน่น

“นึกว่าพี่อิทจะใจร้ายให้หงส์รอหน้าประตูทั้งคืน” หล่อนตัดพ้อ

“บอกแล้วใช่ไหมว่าเราต้องไม่เจอกันอีก” เขาดันร่างหล่อนออก แล้วหมุนตัวเพื่อเดินกลับไปที่โซฟา แต่เรียวแขนเนียนก็คว้าเอวสอบ แล้วเบียดตัวเองแน่นกับแผ่นหลังแกร่ง

“พี่อิทจะกลัวทำไม ในเมื่อยายโรสยังตั้งป้อมรบกับเจ้าของโรงเรียนปลูกปัญญาที่นั่น”

“ไม่ได้กลัว แต่พี่ไม่อยากทำแบบนี้”

“ทั้งที่รู้ว่าโรสไม่มีใจให้พี่นะหรือ พี่ไม่ควรจะต้องรอให้แม่นั่นมารักเลย คนอย่างพี่อิทควรเป็นฝ่ายเลือก ไม่ใช่ฝ่ายถูกเลือก”

“พี่ก็เลือกแล้วไง พี่เลือกโรส ไม่ได้เลือกหงส์” กล่าวเสียงเย็นชา แล้วปลดเรียวแขนที่อ่อนแรงเพราะคำพูดที่สร้างความเจ็บปวด เดินไปนั่งรินเหล้าดื่มบนโซฟา

“พี่อิทคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเลือกจริงหรือคะ” หล่อนแค่นหัวเราะเดินนวยนาดมายืนมองด้วยดวงตาเย้ยหยัน “จะบอกให้เอาบุญนะคะว่าแม่นั่นก็เหมือนนางรจนาที่อยากเลือกคู่ครองขอตัวเองเต็มแก่ แล้วก็ดูเหมือนว่าเจ้าหล่อนกำลังจะโยนพวงมาลัยดอกรักให้ผู้ชายอื่น ในขณะที่พี่อิทยังคิดว่าตัวเองแน่อย่างตอนนี้”

อิทธิฤทธิ์แหงนตาขุ่นมอง “ถ้าจะพูดให้พี่โกรธจนต้องแจ้นไปใส่อารมณ์กับโรสก็หยุดเสียเถอะ เห็นแก่ความเป็นเพื่อนที่โรสมีให้เธอบ้าง”

“เพราะโรสเป็นเพื่อนหงส์ หงส์ถึงได้รู้ใจโรส และเพราะหงส์เป็นเพื่อนโรส โรสถึงได้เล่าความในใจที่พี่อิทไม่มีวันได้รู้ให้หงส์ฟัง”

ยอมรับว่าเขาไม่เคยรู้เลยว่ารสสุคนธ์คิดอย่างไร แต่อิทธิฤทธิ์ก็ยังไม่อยู่ในอารมณ์หาเรื่องใครในตอนนี้ เพราะสิ่งที่เขาต้องใช้หัวขบคิดคือการทำให้รสสุคนธ์แต่งงานกับเขา

“โรสกำลังมีความรัก”

แต่ประโยคของแพรพรรณรายทำให้เขากำแก้วเหล้าในมือแน่น “พี่ไม่เชื่อ”

“ถ้าไม่เชื่อ...” หล่อนย่อตัวลงนั่งข้างชายหนุ่ม “ก็ลองคิดให้ดีว่าทำไมโรสถึงยังไม่ยอมจัดการขั้นเด็ดขาดกับนายคนนั้น”

“แล้วมันมาเกี่ยวอะไร” เสียงของเขาแข็งขึ้นตามระดับความเคืองขุ่นของจิตใจ

“เกี่ยวตรงที่มันคนนั้นคือเป้าหมายของพวงมาลัยดอกรักที่นางรจนากำลังโยนคล้องคอ”

ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง จับจ้องมองหญิงสาวด้วยดวงตาเรียวที่ร้อนรุ่มราวมีไฟลุกอยู่ภายใน แล้วเปลวไฟนั้นก็กำลังลามไหลไปทั่วสรรพางค์ร่างด้วยคำพูดจากปากคนที่เขาไม่ควรใส่ใจ แต่ไม่มีไฟก็ย่อมไม่มีควัน และคำพูดของแพรพรรณรายก็หาใช่แค่ลมปากที่จางหายในอากาศ เพราะคลับคล้ายคลับคลาว่าหมอนั่นเอ่ยถึงข้อตกลงอะไรบางอย่างที่ทำกับรสสุคนธ์

อิทธิฤทธิ์ขบกราม กำแก้วในมือแน่น “บอกเรื่องที่พี่ต้องรู้เกี่ยวกับไอ้หมอนั่นมาให้หมด”

แพรพรรณรายยกยิ้มที่มุมปาก เขยิบร่างเข้าไปไปใกล้ชายหนุ่ม โอบกอดพร้อมกับแนบใบหน้าซบกับต้อนแขนแกร่ง

“พี่อิทให้หงส์ทรยศเพื่อนรัก เป็นอีกาคาบข่าวมาบอกพี่อิท แต่พี่อิทก็ใจร้าย ผลักไล่ไสส่งหงส์อีกครั้งหลังจากพี่อิทได้สิ่งที่ต้องการแล้ว”

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ สบมองดวงตาหวานหยาดเยิ้มของหญิงสาว ก่อนลากตาลงต่ำไปตามร่องไหปลาร้าลาดที่นำสายตาไปสู่เนินอกอวบอิ่ม แล้วเอ่ยน้ำเสียงทุ้มแผ่ว

“มันไม่สำคัญกว่าการที่พี่ก็รู้ว่าหงส์ต้องการอะไร...”

แก้วเหล้าถูกวางบนโต๊ะกลาง เพื่อให้มือหนาทั้งสองได้โอบแก้มเนียนใสราวผิวกระเบื้อง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำหวาน แล้วกดเรียวปากหยักลงบนริมฝีปากอิ่มฉาบสีแดงสด ขบเม้มเบา ๆ จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักกระตุ้นเร้าให้หล่อนเผยอริมฝีปาก เพื่อส่งลิ้นร้อนอาบรสสุราแบ่งปันรสชาติวิสกี้ของโรงบ่มชั้นดีให้หล่อนได้ลิ้มลอง จากนั้นก็ถอนเรียวปากหยักออกในตอนที่หล่อนเริ่มตอบโต้กลับด้วยอาการมึนเมาในรสจูบ

“ถ้าอยากให้เราลอบเจอกันเหมือนเดิม หงส์ต้องบอกพี่เรื่องที่หงส์รู้จากโรสให้หมด”

คำถามของเขาคงขัดใจหญิงสาว ดวงตาของหล่อนจึงขุ่นเคือง เอ่ยพูดด้วยความน้อยอกน้อยใจ “ถ้าหงส์ไปมาหาพี่เองคืนนี้ พี่ก็คงไม่สนใจสินะว่าหงส์ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ขนาดพี่จูบกับหงส์ยังคิดถึงแต่ยายโรส”

อิทธิฤทธิ์กระตุกยิ้ม จับปลายคางมนเชิดขึ้น จ้องมองให้ลึกลงไปในดวงตาหม่น มีน้ำใสรื้นเอ่อตามขอบ “ไม่ใช่ทุกครั้งที่พี่คิดถึงแต่โรส...”

“พี่อิท...”

คำพูดของหล่อนต่อจากถูกกลืนกินด้วยจุมพิตร้อนแรงจากเรียวปากหยักอีกครั้ง มือหนาผลักร่างอรชรถูกให้นอนล้มลง แผ่นหลังสัมผัสกับหนังนุ่มของโซฟา ปลดเปลื้องอาภรณ์เนื้อบาง แล้วตามไปทาบทับเรือนร่างอิ่ม ฟอนเฟ้นเค้นคลึงเรือนกายของหญิงสาวที่ครางเสียงสั่นเมื่อส่วนที่ไวต่อการสัมผัสถูกรุกล้ำ

“พะ... พี่อิท...” หล่อนครางชื่อของชายหนุ่ม เรียกร้องขอให้เขามอบมันให้หล่อน

แต่เขายังรั้งรอ เพ่งมองใบหน้าแดงก่ำที่เต็มอิ่มไปด้วยแรงปรารถนา หล่อนกำลังสุขสมอย่างที่ต้องการ และเขาก็มอบให้ทุกครั้ง

“โรสตกลงอะไรกับมัน”

หล่อนหอบหายใจ “สัญญา... สัญญาก่อนว่าจะไม่ทิ้งหงส์”

เขาคำรามเสียงต่ำ ถอนตัวออกจากเรือนร่างที่ยังสั่นเทิ้ม แต่ต้องการสิ่งเติมเต็มจากชายหนุ่ม “พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าพี่เป็นฝ่ายเลือก”

“พี่อิท...” แพรพรรณรายครวญเสียง ลุกขึ้นนั่งมองชายหนุ่มด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ

“หงส์จะยังได้สิ่งที่หงส์ต้องการเหมือนที่ผ่านมา” น้ำเสียงหนักแน่นเปล่งจากร่างแกร่งชัดเจน “หรือจะออกจากห้องไปตอนนี้เลยก็ได้ เพราะพี่ไม่แคร์!

แพรพรรณรายกัดปากที่เห่อบวมจากจุมพิตรุนแรงจนห้อช้ำ “หงส์รู้ว่าหงส์ไม่มีอำนาจอะไรไปต่อรองพี่ แต่หงส์ก็รู้อีกว่าพี่อิทยังต้องการหงส์อยู่”

“พี่ก็ไม่ได้มีแต่หงส์คนเดียวที่คอยปรนเปรอสวาทให้”

หญิงสาวแค่นหัวเราะ “หงส์ไม่ได้หมายถึงเรื่องบนเตียง แต่หงส์หมายถึงเรื่องที่จะทำให้พี่อิทได้แต่งงานกับโรสต่างหาก”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้มมอง “เข้าใจหาเรื่องมาต่อรอง”

“ก็ไม่ใช่พี่อิทคนเดียวนี่คะที่เป็นฝ่ายเลือก”

อิทธิฤทธิ์กระตุกยิ้ม นึกสมเพชเวทนาหญิงสาวในใจ หล่อนยอมหักหลังเพื่อนเพียงเพื่อให้เขาหันไปมองหล่อนบ้างแค่นั้นจริงหรือ   

แต่หากหล่อนต้องการความรัก หล่อนต้องยอมรับในความผิดหวัง อิทธิฤทธิ์ยอมรับว่าถูกใจเนื้อกายแพรพรรณราย และไม่ได้ต้องการให้หล่อนมาเป็นคู่รัก ซึ่งหล่อนก็รู้ข้อดีจึงยอมเป็นเพียงคู่นอนที่พร้อมพลีกายให้เขาเสมอยามที่เขาต้องการ

แต่เขาไม่ได้ต้องการความใคร่ เขาต้องการคำตอบของคำถามที่อยู่ในใจ เพราะพวงมาลัยดอกรักของรสสุคนธ์จะไปคล้องเกี่ยวข้อมือชายหน้าไหนไม่ได้นอกจากเขาคนนี้คนเดียว

 

รสสุคนธ์ม้วนแถบผ้าพันแผลรอบลำแขนของครูหนุ่มอย่างเบามือด้วยเกรงว่าจะกระทบกระเทือนรอยแผลจนทำให้เขาเจ็บปวด

แต่นับจากคืนที่เขาเข้ามาช่วยเหลือให้รอดพ้นจากคนงานใจทราม หล่อนก็อาสามาทำความสะอาดแผลให้เขาที่ขั้นบันไดทางเข้าตัวอาคารโรงเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับจ้อยที่จองพื้นที่กับน้องน้อยในห้องพักครูทุกคืน และก็ไม่มีคืนไหนเลยที่หล่อนจะได้เห็นสีหน้าเจ็บปวด รวมไปถึงรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเป็นของหายากบนใบหน้าผู้อำนวยการโรงเรียนปลูกปัญญาขึ้นทุกที

“จริง ๆ แค่ทำแผล ผมทำเองก็ได้”

แล้วเขาก็มักพูดประโยคนี้ซ้ำ ๆ กับหล่อนเสมอราวกับเจอหน้ากันต้องรีบหาทางบอกลา อันที่จริงก็ตั้งแต่วันแรกที่หล่อนมาประกาศจะเข้ามายึดพื้นที่นั่นแหละ หล่อนไม่เคยได้ยินคำพูดต้อนรับ หรือเรียกเชิญดื่มน้ำเย็น ๆ เลยสักครั้ง

“ก็อยากตอบแทนที่คุณช่วยเหลือ” หล่อนมองค้อนหลังเก็บอุปกรณ์ทำแผลลงกล่องยา แล้วหันหน้าออกไปมองแปลงกุหลาบที่ส่งกลิ่นหอมระรวยตามลม “ฉันรู้ว่าคุณรังเกียจฉัน แต่ก็ช่วย ๆ ทนไปก่อนไม่ได้หรือคะ”

“รู้ได้ยังไงว่าผมรังเกียจคุณ”

รสสุคนธ์หันขวับมาจ้องใบหน้าผู้พูด พอเห็นดวงตาสีน้ำผึ้งมองหล่อนเหมือนกำลังขบขัน ก็ทำปากยื่นใส่ “เจอหน้ากันก็ไล่ ขนาดตอนที่คุณสอนฉันเรื่องปลูกกุหลาบจบบทเรียน คุณยังรีบไล่ฉันกลับ”

แต่ไร้เสียงพูดจากชายหนุ่ม เขายันตัวลุกขึ้นยืน ก้มมองหล่อนด้วยดวงตาคู่สวย ซึ่งหล่อนรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังจะบอกคำเชิญให้หล่อนจรลีออกจากที่ดินของเขาไปได้แล้วเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา

รสสุคนธ์ลอบถอนหายใจ รู้ว่าได้เวลาที่ต้องกลับ แต่ทุกครั้งที่เขาผายมือ หล่อนก็รู้สึกเจ็บแปลบในอกประหลาด นึกอยากถามเหลือเกินว่า หากไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เขาจะไล่เธอราวกับเป็นนกเป็นกามาจิกกินผลไม้ในไร่แบบนี้หรือไม่

“คุณรังเกียจฉันจริงใช่ไหมคะ” สุดท้ายหล่อนก็ห้ามใจไม่อยู่ เอ่ยถามชายหนุ่มให้รู้คำตอบ

“ผมไม่เคยรังเกียจคุณ”

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอนั่งที่นี่สักพักได้ไหม อยากสูดกลิ่นกุหลาบให้ชื่นใจ”

ชายหนุ่มถอนหายใจ ทรุดตัวนั่งตามเดิม แล้วนั่งเงียบอยู่นานเหมือนกำลังขบคิดอะไรบางอย่างในใจ กระทั่งหล่อนได้ยินคำพูดที่ทำให้หัวใจสั่นไหว

“ที่ผมอยากให้คุณรีบกลับเพราะไม่อยากให้คุณถูกทำร้ายเหมือนคืนนั้นอีก”

“ฉันไม่ซวยทุกวันหรอกค่ะ” หล่อนยิ้มกว้าง

“คุณรสสุคนธ์!” ดวงตาคมเข้มเปล่งแสงแวววาว “คุณอาจเห็นเป็นเรื่องขำ แต่กับคนที่เป็นห่วงคุณ พวกเขาไม่ได้ขำไปด้วยถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณจริง!

ถูกดุทั้งทางสายตาและวาจาทำเอารสสุคนธ์หน้าเผือด ไม่คิดว่าเขาจะโกรธเคืองขนาดนี้ ยอมรับว่าคืนนั้นเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง แล้วก็ไม่เคยเอะใจว่าจะมีใครมาปองร้าย ยิ่งเป็นคนของตัวเองยิ่งไม่เคยคิด

“ขอบคุณที่ว่ากล่าวตักเตือนฉัน” หล่อนฝืนยิ้ม หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายแล้วลุกขึ้น ไม่มองหน้าของครูหนุ่ม “แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉันจริง คุณคงดีใจจัดงานฉลองใหญ่โต เพราะไม่มีคนมาตอแยขอซื้อที่ดิน”

แล้วจะก้าวขาลงบันได แต่กระแสความอุ่นเกิดฉับพลันที่ต้นแขน รสสุคนธ์จึงหันขวับไปมองเจ้าของมือหนาที่รั้งตัวหล่อนไว้ ก่อนฟังเสียงทุ้มบอกกล่าวพร้อมด้วยดวงตามีประกายสำนึกผิด

“ขอโทษ ผมพูดใส่อารมณ์มากไปหน่อย”

คล้ายมีเลือดสูบฉีดขึ้นบนใบหน้า แก้มนวลจึงร้อนผะผ่าว “ไม่... ไม่เป็นไรค่ะ ที่คุณพูดมันถูกต้องแล้ว”

เหมือนเขารู้ตัวว่ากำลังล่วงเกิน จึงรีบปล่อยมือจากรอบแขนบาง แล้วสอดมือทั้งสองเก็บเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “อาจเป็นเพราะ... ผมเคยสูญเสียคนสำคัญไปด้วยเรื่องแบบที่เกิดขึ้นกับคุณ”

คำว่า คนสำคัญของเขา ทำให้รสสุคนธ์ตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ จ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มตาไม่กะพริบ

“เธอเป็นคนรักของคุณ...”

“ผมกับเธอยังไม่ได้เป็นคู่รักกันเสียทีเดียว” มีความหม่นเศร้าในหน่วยตาสีสวยคู่นั้น “เพราะ... ผมไม่ทันได้บอกรักเธอ... เธอจากผมไปเพราะพวกระยำต่ำทราม”

เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากัน มือบางจับสายกระเป๋าแน่น “ถ้าไม่ฝืนใจเกินไป... คุณช่วยเล่าเรื่องเธอให้ฉันฟังได้ไหมคะ”

เขาจ้องหล่อนนิ่งชั่วขณะ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วผายมือหล่อนกลับไปนั่งที่ขั้นบันได รสสุคนธ์ก็ไม่แน่ใจว่าหล่อนฝืนใจเขาหรือไม่ แต่รอยยิ้มแสนเศร้าทำให้หล่อนปวดร้าวอยู่ข้างใน

“เธอเป็นผู้หญิงชาวรัสเซีย เดินทางร่อนเร่ไปทั่วโลกจนมาตั้งหลักทำงานในผับที่พัทยา เธออายุยี่สิบห้า ส่วนผม ยังเป็นนายต้นกล้าเด็กมัธยมปลายที่ทำงานพิเศษเป็นนักดนตรีดีดกีตาร์ในผับ” เขาเริ่มต้นเล่า พร้อมกับทอดสายตามองปลายยอดอ่อนของต้นกุหลาบ

“ครั้งแรกที่เราเจอกัน เธอช่วยผมจากการถูกกลุ่มอริรุมซ้อม และเพื่อแลกกับการช่วยเหลือเธอขอให้ผมร้องเพลงหนึ่งให้เธอฟัง...ทุกคืน”

“แล้วคุณก็ตอบตกลง” ที่รู้เพราะประกาบวิบวับในดวงตาสีสวยส่องสว่างอย่าที่หล่อนไม่เคยเห็นมาก่อน

ชายหนุ่มยิ้ม พยักหน้า “แทบจะทันที”

“เธอคงเป็นคนสวยมากใช่ไหมคะ”

“ครับ เธอสวยจนผมหยุดหายใจ เธอมีดวงตาฟ้าน้ำทะเล มีผมสีบลอนด์สว่างเหมือนรวงข้าว แล้วก็มีรอยยิ้มที่ดึงผมให้ตกลงไปในห้วงทะเลลึกทุกครั้ง”

ดวงตาของเขาอ่อนเชื่อม มีรอยยิ้มบางบนใบหน้า ยามเล่าถึงหญิงสาวในอดีต “แต่เวลาแห่งความสุขมันก็แสนสั้น เธอได้ไปพบกับท่านโธมัสที่โบสถ์ ท่านโธมัสเกลี้ยกล่อมให้เธอกลับประเทศของตัวเอง ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แล้วเธอเชื่อก็ท่าน...

 ... ผมอยากให้เธออยู่ต่อ แต่ผมรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ คืนก่อนที่เธอจะจากไปอย่างนิรันดร์ เราสัญญากันว่าจะทำช่วงเวลาที่เหลือให้ดีที่สุด แต่... ผีป่าซาตานในร่างคนพรากเธอไปจากผม”

คล้ายกับคำพูดกลืนหายไปชั่วขณะที่เขาสูดลมหายใจเข้า เรียวปากหยักเม้มแน่น “เธอถูกไอ้พวกสารเลวข่มขืนแล้วฆ่า... ตำรวจรู้ตัวว่าเป็นใคร แต่กว่าจะหาพยานหลักฐานก็ใช้เวลา ผมได้แต่โทษตัวเองว่าที่ ถ้าคืนนั้นผมรั้งเธอไม่ให้ไปทำงานบ้า ๆ ... เธอก็คงยังอยู่ข้างผมตอนนี้... ”

รสสุคนธ์สัมผัสถึงความเจ็บปวด ความรักที่ไม่สมหวังยังไม่ทุกข์ตรมเท่ากับความรักที่อัดแน่นในอกแต่ไม่ได้บอกออกไป

“ช่วงเวลาที่เธออยู่กับคุณ เธอก็คงมีความสุขที่สุดแล้ว คุณเองก็เหมือนกันใช่ไหมคะ” ไม่รู้ว่าคำพูดนี้จะปลอบประโลมเขาได้หรือไม่

“ตอนนี้ผมก็คิดแบบนี้ แต่ตอนนั้น... ผมแค้นใจมาก แค้นจนอยากจัดการกับพวกมันด้วยมือผมเอง” เขาหันกลับมาจ้องหล่อนด้วยตาคมปลาบที่ฉาบความโกรธเกรี้ยวคล้ายกับดวงตาคู่ที่หล่อนเห็นตอนเขาฟาดไม้หน้าสามกระหน่ำใส่คนงานที่ปองร้ายหล่อน ก่อนเอ่ยพูดต่อด้วยน้ำเสียงชิงชัง

“ผมตามไปแก้แค้นพวกมันถึงถิ่น ตอนนั้น ผมเห็นมันใช้ปืนจ่อหัวท่านโธมัส แต่ผมไม่สนใจ พุ่งตรงเข้าไปหาพวกมันอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกับผมอยากล้างแค้นให้เธอมากกว่าช่วยท่านโธมัสด้วยซ้ำไป ผมเหวี่ยงกีตาร์ตีพวกไม่ยั้งมือ ไม่สนใจเสียงร้องครวญคราง ยิ่งเห็นว่าพวกมันเจ็บปวดแค่ไหน ผมก็ยิ่งสะใจ...”

สายลมที่นำพากลิ่นหอมอ่อนของกุหลาบพัดสัมผัสปลายผมของชายหนุ่มคงชะล้างทุกมวลความรู้สึกให้ผ่านไป เขาจึงสูดลมหายใจ ลุกขึ้นยืนแล้วบอกหล่อนด้วยน้ำเสียงที่ปรับแต่งให้เหมือนปกติ

“ดึกแล้ว ผมจะเดินไปส่งคุณที่รถ”

หากเขาพอใจจะเผยเรื่องราวให้หล่อนรู้แค่นั้น หล่อนก็จะไม่คะยั้นคะยอต่อ รสสุคนธ์เม้มเรียวปาก กระชับสายกระเป๋าแน่น แล้วพยักหน้าให้ก่อนลุกเดินนำเขาไปก่อน แต่หล่อนก็ยังอยากหน่วงเวลาไว้ให้นานขึ้นสักนาทีก็ยังดี จึงหยุดขาที่หน้าทางเข้าแปลงกุหลาบ แล้วหันไปบอกชายหนุ่มที่ยืนมองดวงตากังขา

“เอ่อ... ฉันอยากเข้าไปบอกราตรีสวัสดิ์กุหลาบของฉัน”

“บอกราตรีสวัสดิ์?

“ฉันเคยได้ยินว่าถ้าอยากให้ไม้งามก็ต้องหมั่นคุยกับมัน แล้วที่กุหลาบคุณสวยทุกต้นก็เพราะคุณร้องเพลงให้มันฟังทุกคืนใช่ไหมล่ะ”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบาง “ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น”

คำยืนยันของเขาทำให้รสสุคนธ์หมุนตัวก้าวขาฉับ ๆ ลึกเข้าไปในโรงเรือนมุ้ง อันเป็นที่เก็บรักษากุหลาบต้นสำคัญที่เกิดจากข้อผูกพันสัญญาระหว่างหล่อนกับเขา

“คุณควรระวังเรื่องแมลงด้วย เปิด ๆ ปิด ๆ ประตูโรงเรือนบ่อย มันไม่ดีนักหรอก” แล้วเขาก็เริ่มสั่งสอนหล่อนตามพื้นนิสัยของคนเป็นครู

“ค่ะ คุณครูต้นกล้า”

“บอกแล้วว่าไม่ให้เรียกครู” ดวงตาสีสวยหรี่แคบมอง

“คุณก็เรียกฉันว่าโรสเสียทีสิคะ” ดวงตาคมหวานมองกลับอย่างล้อเลียน ก่อนย่ำเท้าเข้าไปใกล้ ก้มมองกุหลาบที่หล่อนตั้งใจปลูกต้นแรกในชีวิต แล้วเมื่อเห็นบางสิ่งที่แปลกตาแปลกใจไปจากเดิม จนต้องร้องบอกชายหนุ่มด้วยความตื่นเต้นดีใจ

“คุณต้นกล้า มีตุ่มดอกออกมาแล้วค่ะ มาดูสิคะ!

ครูหนุ่มก้าวขามาก้มมองใกล้ ๆ แต่แววตาของเขาไม่ได้ตื่นเต้นดีใจเหมือนหล่อนเลย หรือคงเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่ได้น่าปลาบปลื้มใจอะไรสำหรับคนที่ปลูกกุหลาบกี่ต้นก็งอกงามดีเช่นเขา กระนั้น หล่อนดีใจจนอยากจัดแสดงมหรสพสมโภชตุ่มดอกตุ่มแรกให้เจ้าต้นกุหลาบแสนรักที่หล่อนตั้งนามให้มันว่า โรสตามชื่อของตัวเอง

“คุณรสสุคนธ์ มันยังเป็นตุ่มดอกขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว”

“จะเท่าถั่วเขียวหรือถั่วอะไร มันก็เป็นตุ่มดอกตุ่มแรกในชีวิตของฉัน” ความปรีดาอาบล้นใจจนมองข้ามคิ้วเรียวเข้มที่ย่นเข้าหากันของครูหนุ่ม

“เรามาเต้นรำเฉลิมฉลองความสำเร็จด้วยกันเถอะค่ะ” หล่อนบอกเขาด้วยใบหน้าแช่มชื่น

“เรา?

รสสุคนธ์พยักหน้ายิ้ม “คุณเป็นคนสอนให้ฉันปลูกไม่ใช่หรือคะ”

“ผมหาทางรอดให้โรงเรียนของผมต่างหาก” เขาบอกพร้อมคลี่ยิ้มบาง แล้วยื่นฝ่ามือมาให้

แต่ความย้อนแย้งในอารมณ์ที่จู่โจมกะทันหันก็ไม่ได้ลบเลือนความปีติในใจของรสสุคนธ์ให้หมดไป เพราะในนาทีที่หล่อนวางมือประสานบนฝ่ามือหนา ก้าวเข้าไปใกล้จนสัมผัสไออุ่นของชายหนุ่ม แหงนตามองลูกแก้วสีน้ำตาลสะท้อนแสงของดวงไฟแพรวพราวในหน่วยตาของชายหนุ่มที่เป็นดังเขาวงกตดึงดูดให้หล่อนเข้าไปหลงเวียนวนหาทางออกไม่เจอ

“อย่าลืมว่าคุณกับผมตกลงกันด้วยเรื่องอะไร” เสียงทุ้มต่ำย้ำเตือนความจำ

หล่อนไม่เคยลืม และรู้ว่าความพ่ายแพ้กำลังเบ่งบานในกระถางด้านหลัง โดยมีหล่อนเป็นผู้ปลูกมัน ส่วนเขาก็กำกับดูแล เช่นเดียวกับในยามที่นิ้วแกร่งแตะสัมผัสเอวคอดเบา ๆ แล้วก้าวนำหล่อนเคลื่อนย้ายไปตามจังหวะแช่มช้อยและพลิ้วไหวยอดหญ้าต้องสายลมแห่งต้นเหมันต์

“ฉันอยากให้คุณร้องเพลงให้ โรสฟังด้วยได้ไหมคะ”

เขาคลี่ยิ้มบาง จ้องมองใบหน้าของหล่อนด้วยดวงตาสะท้อนแสงไฟ “แล้วคุณอยากให้ โรสฟังเพลงอะไร”

ถึงแม้ความตั้งใจที่เอ่ยจากเรียวปากหยักจะไม่ได้หมายถึงหล่อน แต่รสสุคนธ์ก็ยิ้มทั้งดวงตา “เพลงที่คุณร้องให้เธอคนนั้นฟัง”

คำร้องขอถ่ายทอดถึงเขาด้วยดวงตาเว้าวอนทำให้ชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วขณะ และกว่าเขาจะคลี่เรียวปากเปล่งเสียงทุ้มออกมาก็ทำเอาหัวใจของรสสุคนธ์เต้นผิดจังหวะ แต่มันก็ถูกปลอบโยนให้สงบลงด้วยบทเพลงน้ำเสียงนุ่มที่ขับร้อง ประสานไปกับจังหวะอ่อนโยนยามเขาเอนตัวหล่อนไกวเบา ๆ

 

Dreamer...I must be dreamer
Or am I really lying here with you
Baby... you take me in your arms
And though I'm wide awake, I know my dream is coming true
And oh…I just fall in love again
Just one touch and then it happens every time
There I go by, just fall in love again and when I do
I can't help myself, I fall in love with you
Magic, it must be magic
The way I hold you when the night just seems to fly
Easy for you to take me to a star
Heaven is that moment when I look into your eyes
And oh, I just fall in love again
Just one touch and then it happens every time
There I go by… just fall in love again and when I do
I can't help myself, I fall in love with you
Can't help myself, I fall in love with you

 

Anne Murray - I Just Fall In Love Again

ใช่ความรู้สึกสุขล้นแบบนี้หรือเปล่าที่ยามที่โรซี่ หลานบุญธรรมของเขามองคุณอาของตัวเอง ใช่ความรู้สึกอบอุ่นแบบนี้หรือเปล่ายามที่จ๊ะจ๋าถูกวงแขนกว้างโอบกอด แล้วใช่ความรู้สึกนี้หรือเปล่าที่หล่อนเองไขว่คว้าอยากได้มาครอบครอง

แล้วถ้าใช่... จะผิดมากไหมหากอยากเอนกาย แนบซบใบหน้ากับแผงอกกว้างอย่างที่ทำในตอนนี้

รสสุคนธ์ไม่อยากตั้งคำถามอะไรอีกแล้ว หล่อนหลับตาพริ้มอิงแอบฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะภายในเรือนกาย สัมผัสความอุ่นที่ไหลลามจากปลายฝ่ามือข้างที่เขาจับจูง รับรู้ถึงน้ำหนักนิ้วเรียวทั้งห้าที่กดเอวบางแนบชิดกับหน้าท้องแกร่ง ยินเสียงลมหายใจที่ถ่ายถอนออกจากร่างสูง เป่ารดความอบอุ่นบนศีรษะมนแต่ส่งผ่านความซาบซ่านไปถึงปลายเท้าที่ขยับตามเสียงเพลง

แต่แล้วความสุขที่อยากหยุดเวลาไว้ก็ถึงกาลร่ำลา เสียงขับร้องนุ่มหูจบลงแล้ว ทุกอย่างรอบกายเงียบสงบ นอกจากเสียงลมหายใจของเขา หล่อนก็ยังอยากให้เขาเป็นตู้เพลงมนุษย์ เล่นบทเพลงซาบซึ้งให้หล่อนฟังต่อไป แต่เจ้าของเรือนกายที่หล่อนถือวิสาสะร่วมขอแบ่งปันความอุ่นไม่อนุญาตให้หล่อนทำตามใจ

เขาปล่อยมือจากร่างบาง มองหล่อนด้วยดวงตาเรียบไม่สื่อความหมายใด ๆ ก่อนเดินผ่านไหล่ไปยังกุหลาบต้นสำคัญ แล้วกระทำการในสิ่งที่มาคาดคิด

เขาเด็ดตุ่มดอกแรกของหล่อนทิ้งไปต่อหน้าต่อตารสสุคนธ์ เจ็บปวดเหมือนถูกเด็ดหัวใจหลุดจากขั้ว

“คุณทำอะไรน่ะ!

“ทำให้กุหลาบต้นนี้เติบโตแข็งแรงยังไงล่ะครับ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แล้วเดินไปเปิดประตูโรงเรือน ใช้สายตาชี้นำให้หล่อนออกไป

รสสุคนธ์ไม่เข้าใจความหมาย รู้แต่ว่าเจ็บช้ำใจมากแค่ไหน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขามอบความสุขให้หล่อนจนเผลอตัวลืมความเหมาะสม  แต่พอมันจบลงเขาก็ผลักหล่อนร่วงหล่นลงเหวอย่างไม่ไยดี

 “ใครกันที่ลืมข้อตกลง คุณก็รู้นี่ว่ากุหลาบจะต้องบานภายในหกเดือน แล้วการที่คุณไปเด็ดดอกมันทิ้งแบบนี้ ก็เท่ากับคุณกำลังทำลายโรงเรียนของตัวเอง” รสสุคนธ์ก้าวเข้าไปชี้หน้าครูหนุ่ม

“ผมไม่ลืม” เขาเอ่ยเสียงหนักแน่น คว้าแขนหล่อนให้ออกจากโรงเรือนแล้วปิดประตูมิดชิด ก่อนหันมาบอกเหตุผลที่ทำให้หล่อนอึ้งไปหลายวินาที

“ผมอยากให้ดอกกุหลาบดอกแรกของคุณบานแน่นอน แต่มันจะไม่ใช่แค่ดอกเดียวแล้วจากไป กุหลาบของคุณต้องผลิดอกให้คุณเชยชมจนกว่าจะสิ้นอายุขัยของมัน แล้วการที่ผมเด็กดอกตูมทิ้งก็เพื่อให้มันสะสมอาหารให้มากพอที่จะให้ดอกที่สวยงามอย่างแท้จริง”

“คะ... คุณไม่ได้หลอกฉันนะ” รสสุคนธ์ยังไม่อยากปักใจเชื่อ

“คุณพิสูจน์คำพูดของผมได้ในอีกห้าเดือนข้างหน้า”

ดวงตาคมเข้มย้ำความมั่นใจ แล้วเดินลิ่วออกจากแปลงกุหลาบไป ทิ้งหญิงสาวที่ยังหลงเหลือความรู้สึกบางอย่างค้างคาอยู่ภายในอก โดยมีหลักฐานเป็นความอุ่นที่ปลายนิ้ว และตราประทับของมือหนาที่โอบเอวหล่อนเข้าไปแนบชิดร่าง เสียงหัวใจเต้นของเขายังก้องอยู่ในโสต เช่นเดียวกับความหอมกรุ่นของลมหายใจที่หล่อนและเขาได้แลกเปลี่ยนถ่ายทอดให้กันในยามแนบตัวชิดใกล้

รสสุคนธ์รู้ว่าผิดที่กำลังหวั่นไหว แต่บทเพลงที่เขาร้องให้เธอคนนั้น หรือแม้แต่ร้องให้ โรสที่ถูกเขาหักหาญเด็ดดอกมันทิ้ง หล่อนอยากให้เขาร้องให้หล่อนฟัง ร้องให้โรสคนนี้เท่านั้น ร้องให้ผู้หญิงคนที่กำลังจะเข้ามาปักธงรบประกาศชัยชนะเหนือแดนดินที่เป็นของเขาเอง

แต่หล่อนก็กลัวเหลือว่า เขาจะทำกับหล่อนอย่างที่ทำกับกุหลาบต้นนั้น หล่อนกลัวเขาจะเด็ดหัวใจหล่อนทิ้งไปราวไม่ต้องการเห็นมันเบ่งบาน

 

 


 


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ





แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

10 ความคิดเห็น